[Slaver's Fanfiction] Appeal (2) - End
posted on 15 Dec 2009 18:44 by keechan in Fiction
Appeal (2)
กว่ากล่องของขวัญทั้งสองจะถูกแกะออก ก็เป็นหลังมื้ออาหารเย็นแล้ว
เพราะ
ว่าไม่ได้ยกเลิกเรื่องจะกลับไปที่บ้าน
ชูอิจิจึงแวะซื้อเค้กก้อนโตไปฝากคิเคียวด้วย
ในเมื่อซาเอกิเลือกของขวัญมาให้มารดาแล้ว
ถ้าเขาจะไม่ได้ให้อะไรน้องชายบ้างก็ดูน่าสงสารไปหน่อย
ได้ใช้เวลากับคนในครอบครัวพร้อมกับซาเอกิ พูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไปแล้ว
ชูอิจิแปลกใจอีกครั้งเมื่อซาเอกิบอกว่าจองภัตตาคารไว้ให้สำหรับมื้อค่ำ
ภัตตาคารฝรั่งเศสที่เคยมาใช้บริการประจำในโอกาสพิเศษแน่นขนัดไปด้วยคู่รัก
ทั้งอย่างนั้นซาเอกิก็ยังจองโต๊ะในมุมที่มีความเป็นส่วนตัวสูงได้
วางแผนเอาไว้แบบนี้... เพื่อเรา
แค่คิดอย่างนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มตลอดเวลาอาหารค่ำ ดวงใจพองโตด้วยความอิ่มเอิบ ซาบซึ้งในความใส่ใจแสนละเอียดอ่อน
“ทาคานาริ... นี่”
ร่าง
เพรียวอุทานเสียงเบาทันทีที่เห็นของขวัญข้างในกล่อง
ชูอิจิยกขวดแก้วสีทองขนาดเท่าฝ่ามือวางตั้งบนโต๊ะ
จ้องมองของชิ้นนั้นอย่างพิจารณา
“ลาเวนเดอร์... จากโพรวองซ์”
กรุ่นกลิ่นหอมหวลจากทุ่งลาเวนเดอร์ของโพรวองซ์
ภาพดอกไม้เล็กสีม่วงที่ชูช่อเหยียดตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าแจ่มกระจ่างกระตุ้น
เตือนความทรงจำของค่ำคืนหน้าร้อนในฝรั่งเศสเมื่อปีก่อน
คนรับรู้ดีว่าของชิ้นนี้แฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้งเพียงใด มือเล็กลูบเนื้อขวดแก้วใส มองคนให้ด้วยความตื้นตันแทบน้ำตาคลอ
ดอกไม้ที่เขาชอบ... ดอกไม้พื้นๆ ธรรมดาที่สามารถเบ่งบานได้กลางทุ่งกว้าง ชูอิจิใฝ่ฝันที่จะเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด
ลาเวนเดอร์จากโพรวองซ์... ที่ว่าสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต
ทั้งที่ในเมืองก็มีขาย
ยี่ห้อเดียวกับที่เขาเห็นในร้านเมื่อวันก่อนนั่นแหละ...
ซาเอกิไม่มีเวลาแต่ก็ยังหาน้ำหอมขึ้นชื่อนี้มาให้
"ขอบคุณนะ น่าแปลกใจจัง..." รำพึงกับตัวเองพลางมองห่อของขวัญที่ยังไม่ถูกแกะออกในมืออีกฝ่ายแล้วรบเร้า "นายก็แกะด้วยสิ"
ซา
เอกิเลิกคิ้ว ค่อยๆ แกะห่อของออกอย่างระมัดระวัง
ชูอิจิมองอากัปกิริยานั้นด้วยความตื่นเต้น
ชายหนุ่มน่าจะประหลาดใจเมื่อพบว่าของที่เขาเลือกให้ก็เป็นน้ำหอมเหมือนกัน
ขวด
แก้วทรงเหลี่ยมให้ความรู้สึกเข้มแข็งของบุรุษ
ของเหลวสีใสดูเรียบง่ายและซื่อตรง
นัยน์ตาสีนิลนิ่งสนิทจับจ้องตรงมาที่ร่างบางคล้ายอยากจะบอกอะไรบางอย่าง
"ทำไมถึงเป็นน้ำหอมล่ะครับ"
"อะ...
เอ๋? ก็ฉันคิดว่าเป็นกลิ่นที่เหมาะกับนายดี
แล้วนายก็ไม่ได้ใช้อยู่ไม่ใช่เหรอ" ชูอิจิลนลานตอบ
อีกฝ่ายมีใบหน้าเคร่งเครียด
พาลทำให้คิดไปว่าซาเอกิอาจไม่ชอบใช้น้ำหอมเอาเสียเลยก็ได้
"นาย... ไม่ชอบเหรอ"
"งั้นเองหรือครับ คุณเห็นว่าผมมีกลิ่นแบบนี้"
ตอบไม่ตรงคำถามพลางเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเรียว ร่างเพรียวเกร็งตัวแข็ง
ปลายนิ้วอุ่นไล้ตามข้อนิ้วขาว
ปลุกเร้าให้ลมหายใจร้อนผ่าวราวถูกลวนลามมากกว่านั้น
"ทาคา...
นาริ... นี่... เรายังอยู่ในร้านอาหาร... นะ"
ชูอิจิเอ่ยปรามก่อนมือใหญ่จะรุกรานเกินกว่าจะคาดเดา
แต่เจ้าของมือก็ไม่มีท่าทีจะหยุด
"ผมทราบครับ ความบริสุทธิ์ของคุณ ทำให้ผม... มึนเมา"
ซาเอกิโน้มตัวมาด้านหน้า เชยคางได้รูปให้แหงนรับจุมพิตผสมกลิ่นไวน์แดงจางๆ
ชูอิจิตวัดลิ้นพันตอบรับอย่างลุ่มหลง หัวสมองมึนงงด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์อ่อนๆ
หากเจ้าตัวก็ลิ้มรสชาติหวานเฝื่อนของไวน์พร้อมจูบดูดดื่ม
ไม่เข้าใจคำพูดและท่าทีอันเป็นปริศนาของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
"ท่านชูอิจิ รู้มั้ยครับ ว่าทำไมผมถึงเลือกน้ำหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ให้คุณ" เสียงทุ้มกระซิบเมื่อผละออกจากริมฝีปากชุ่มชื้น
"ก็เพราะว่าฉันชอบลาเวนเดอร์... ไม่ใช่เหรอ"
"นั่นก็ถูกส่วนหนึ่งครับ คิดแบบนั้น... ก็สมกับเป็นตัวคุณดี ท่านชูอิจิครับ
ความคิดของผมน่ะน่าขยะแขยง น่ารังเกียจกว่านั้นมาก
คุณที่รับของขวัญไปด้วยรอยยิ้มบาดใจ
แล้วยังเลือกของขวัญแบบเดียวกันให้ผมด้วยความรู้สึกซื่อตรง ทำให้ผมละอายใจ"
ร่างโปร่งเอียงคอด้วยความสงสัย "หมายความว่ายังไง นาย... ของชิ้นนี้ มีอะไรหรือไง"
"อยากฟังหรือครับ" คนถูกถามพยักหน้ารับทันที ซาเอกิแตะเส้นผมนุ่ม นาบริมฝีปากลงบนหน้าผากมน
"กลิ่นของคุณ... กลิ่นที่หอมกว่าลาเวนเดอร์
เย้ายวนยิ่งกว่ากลิ่นดอกไม้ชนิดไหนในโลก กลิ่นหอมละมุนที่ทำให้ผมแทบคลั่ง
อยากให้มีผมเพียงคนเดียวที่ได้สูดกลิ่นหอมหวลนี้ จะไม่ให้ใครทั้งนั้น"
"ทาคานาริ..."
หัวใจของชูอิจิเต้นระส่ำ ความรักอันบ้าคลั่งของผู้ชายคนนี้จะครอบงำเขาไปมากขนาดไหนถึงจะพอ รู้สึกคุ้นเคยต่อความยึดติดเกินธรรมดานี้
'ที่จริงอยากล่ามโซ่คอระหงนี้ไว้กับเตียงด้วยซ้ำ'
ซา
เอกิพูดแบบนั้นเมื่อไหร่นะ... ใช่ เมื่อครั้งที่ถูกบังคับให้เป็นทาส
เขาถูกขังให้อยู่แต่ในห้องโดยไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน
มีเพียงเชิ้ตขาวของอีกฝ่ายปกปิดผิวกาย
บ้า... เป็นคนที่บ้าจริงๆ เลย ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่สิ ก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ... ซาเอกิรักเขามาโดยตลอด
ชูอิจิยื่นมือออกไปประคองใบหน้าอีกฝ่าย คลี่รอยยิ้มงดงาม
"ทาคานาริ ร่างกายของฉัน เส้นผมของฉันทุกเส้น แม้กระทั่งชีวิต
รวมทั้งหัวใจดวงนี้ ทั้งหมด... เป็นของนาย
จะไม่มีใครแย่งชิงฉันไปจากนายได้ นายเอง... ก็จะคอยปกป้องฉัน น้ำหอมนี่...
ก็เป็นเครื่องคุ้มครองให้ฉันเป็นของนายคนเดียว"
ฝ่ามือใหญ่ทาบทับลงมาที่หลังมือเนียน เมื่อเผลอมองเห็นนาฬิกาเรือนสวยที่ข้อมือของซาเอกิ ความคิดขุ่นเคืองก็ผุดขึ้นมาในหัว
ความยึดติดที่เอาแต่ใจ ความต้องการครอบครองเหมือนเด็กหวงของรัก ชูอิจิรู้ดีว่าตนเองก็ไม่ต่างกัน
ร่างเพรียวหยัดตัวขึ้น ประกบริมฝีปากแนบแน่นเพื่อยืนยันคำพูดนั้น
จูบอย่างออดอ้อนเอาแต่ใจ
แฝงความต้องการเกาะเกี่ยวคนตรงหน้าไว้อย่างดื้อรั้น
ไม่อยากให้ใคร
แย่งไปทั้งนั้น...
แม้แต่ความผูกพันในอดีตที่ชายหนุ่มมีให้กับคิเคียวผู้เป็นน้องชาย
ชูอิจิรู้สึกอิจฉาต่อความสัมพันธ์นั้น
ไม่อยากแบ่งพื้นที่ในความคิดเพียงสักเสี้ยวหนึ่งของซาเอกิให้กับคนอื่น
"ท่านชูอิจิ... อันตรายมากนะครับ ที่พูดแบบนั้น" ซาเอกิว่าราวกับตำหนิ แต่ฟังออกว่ากำลังดีใจจนควบคุมไว้แทบไม่อยู่
แขนเรียวโอบรอบลำคอหนา กลีบปากคู่งามขยับบอกความปรารถนาจากใจ "ผูกมัดฉันไว้
บอกสิว่าต้องการฉันคนเดียว คิดถึงแต่ฉัน อยากให้นายทำอย่างนั้น"
ซา
เอกิประกบริมฝีปากสีเรื่อ แทรกลิ้นหยอกเย้าโพรงปากอุ่น
ดูดเม้มรุนแรงจนเกิดเป็นเสียงน่าอาย ชูอิจิโอบรั้งกายกำยำ
อยากกอดแนบชิดจนไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ
ไม่สนใจอีกแล้วว่าจะมีผู้คนรอบข้างเห็นหรือไม่
"ต้องการคุณครับ ผมมีแต่คุณอยู่ในหัวสมอง สัตว์ป่าตัวนี้ไม่เคยยับยั้งความคิดน่าชังที่มีต่อคุณได้"
ชูอิจิหัวเราะคิก "น่าชังอะไรกัน"
"คุณ... ใจดีเกินไปแล้วครับ ที่ยอมรับคนสกปรกโสมมอย่างผม"
นิ้ว
เรียวแตะลงบนริมฝีปากที่เอ่ยปรามาสตนเองเป็นเชิงห้าม
ป่วยการที่จะบอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้น่ารังเกียจและตัวเขาก็ไม่ได้บริสุทธิ์
ผุดผ่อง ซาเอกิเห็นตัวเองต่ำต้อยเสมอ
นั่นอาจจะเป็นความผิดของเขาเองด้วยที่คอยตั้งแง่
พูดจาก่นด่าดูถูกอีกฝ่ายมานานถึงเกือบ 10 ปี
"งั้น... ช่วยทำให้ฉันแปดเปื้อนหน่อยสิ อยากแปดเปื้อน... ด้วยมือของนาย"
ซาเอกิจ้องมองคนพูดตาค้าง แววตาข่มความปรารถนาอย่างสุดอดกลั้น เอ่ยตัดพ้ออย่างคนพ่ายแพ้
"บางทีผมก็อดคิดไม่ได้ว่าคุณช่างใจร้ายเหลือเกิน... ออกคำสั่งที่ผมไม่อาจปฏิเสธได้เลย"
ซาเอกิขับรถกลับมาถึงที่แมนชั่นค่อนข้างดึก ลีมูซีนคันงามจอดในที่ประจำนิ่งสนิท เจ้าตัวเลื่อนสายตามองคนที่นั่งข้างๆ
ชูอิจิกำลังหลับสนิท แพขนตางอนยาวปิดนิ่งดูมีเสน่ห์ล้นเหลือ ใบหน้าขาวงามผุดผาดแม้ท่ามกลางแสงสลัวยามค่ำคืนของปลายฤดูหนาว
เสียงครวญครางอย่างสุขสมยังสะท้อนก้องในโสตประสาท
ผิวเนียนชื้นเหงื่อซับสีชมพูระเรื่อเมื่อถูกฝ่ามือของเขาเคล้นคลึง
ซาเอกิกอดรัดร่างบอบบางเฉกเช่นสัตว์ที่อดอยากไม่รู้จักพอ
ยามได้ต้องผิวนุ่มเนียนความยับยั้งชั่งใจก็เลือนหายไปหมดสิ้น
ไม่นาน
หลังจากพูดคุยกัน ซาเอกิก็คว้าข้อมือเรียวเดินออกจากร้านอย่างรวดเร็ว
ไฟราคะในตัวถูกกระพือให้ลุกโหมจนไม่อาจดับมอด
ชายหนุ่มเปิดประตูที่นั่งด้านหลังลีมูซีนกว้างขวาง
ดันร่างเล็กลงกับเบาะหนังราคาแพง ปิดล็อคประตูแล้วทาบกายหนาคร่อมทับ
“ด... เดี๋ยว ทาคานาริ ที่นี่— อืม...”
ซา
เอกิปิดกั้นเสียงประท้วงด้วยริมฝีปากดุดัน
บดเบียดกลีบปากชื้นอย่างตะกรุมตะกราม
ร่างเพรียวดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแกร่ง พยายามดันไหล่กว้างออกห่าง
“เดี๋ยวสิ ที่แบบนี้...” กล่าวประท้วงพลางเบือนหน้าหนี หากคนฟังไม่อาจยอมรับ
เขาปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากร่างบอบบาง เผยให้เห็นผิวขาวกระจ่าง
รอยช้ำสีสดคล้ายกลีบกุหลาบระทั่วแผ่นอกบางไปจนถึงลำคอเพรียว
“รอยเมื่อคืน... ชัดมากเลยนะครับ”
เอ่ยหยอกแล้วซุกไซ้ใบหน้าลงที่ซอกคอขาว เส้นผมนิ่มระหลังต้นคอกรุ่นกลิ่นหอมจางๆ ปลุกเร้าสัญชาตญาณก้นเบื้องให้ลุกโชน
“อ้ะ... อื้ม... ยะ...”
จะผูกมัดก็ได้ ทำให้แปดเปื้อนก็ได้ ถ้อยคำเหล่านั้นเขย่าจิตใจของซาเอกิจนสั่นสะท้าน ปรารถนาจะกกกอดคนคนนี้เอาไว้ชั่วนิรันดร์
เพียงแค่อยากรัก อยากอยู่เคียงข้าง
ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้ความรักแสนบริสุทธิ์ตอบแทน
ชูอิจิที่ทอดกายให้อย่างเต็มใจคล้ายเป็นความฝันชั่วข้ามคืน
แต่ความฝันที่ดำเนินมายาวนานเกือบสองเดือน... คงนับว่าเป็นความจริงได้แล้วกระมัง
ท่านชูอิจิ... ชูอิจิของเรา
ซาเอกิโลมเลียท่อนขาเพรียว ต้นขาเนียนลื่นประดุจเนื้อไหม
เมื่อสามปีก่อนทำได้เพียงแค่ฝัน
หมกมุ่นจินตนาการถึงการได้ครอบครองร่างไร้ทางสู้อย่างน่าบัดสี
ความต้องการพลุ่งพล่านที่ต้องกักเก็บซ่อนไว้จนแทบบ้า
ใต้ร่างของเขาตอนนั้น... คนที่เฝ้าฝันมาตลอดสิบปีกำลังพ่นลมหายใจหอบกระเส่า อกบางเปล่าเปลือยกระเพื่อมตามจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว
สะโพกมนสั่นไหวระริก ตอบสนองอย่างซื่อตรงเสียจนน่าเอ็นดู
“ทาคานาริ... เบาะ... จะเปื้อน...”
ชูอิจิอ้อนวอนอย่างน่ารักทั้งนัยน์ตาชุ่มชื้น เปล่งเสน่ห์เย้ายวนคนมองจนปวดใจ
“จำเป็นต้องสนใจด้วยหรือครับ เรื่องอย่างนั้น”
ร่างกายงดงามนี้... ทั้งเรียวแขน ท่อนขา อกขาวผ่อง ดวงตาสุกใส จมูกได้รูป
ริมฝีปากอิ่ม ทุกอย่าง... เป็นของเรา
ซาเอกิดูดซับความอบอุ่นจากร่างที่มีชีวิตนั้นอย่างลุ่มหลง
ลิ้มรสสักกี่ครั้งก็ไม่เคยพอ กอบโกยรสชาติหวานหอมอย่างคนละโมบ
“ผมรักคุณ... ชูอิจิ”
ความในใจที่เคยอัดแน่นจนแทบระเบิดนี้ ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไปแล้ว
ความ
เร่าร้อนที่คุกรุ่นยังไม่มอดจาง
หากซาเอกิจำต้องหักห้ามใจเพราะคนในอ้อมแขนอ่อนล้าเต็มที
เขากอดร่างที่เอียงคอซบกับอกอย่างทะนุถนอม
ตั้งแต่อุ้มลงมาจากรถก็ยังไม่รู้สึกตัว
ใบหน้ายามหลับระบายรอยยิ้มจาง กำลังฝันถึงอะไรกันนะ เป็นเขาใช่หรือเปล่าที่ปรากฏอยู่ในความฝันอันแสนสุขของชูอิจิ
ซาเอกิวางร่างบอบบางลงบนเตียงนุ่ม เกลี่ยปอยผมสีอ่อนที่ร่วงปิดใบหน้า
ก่อนจะโน้มกายแนบจูบลงกลุ่มผมนิ่ม กรุ่นกลิ่นหอมรวยรินติดจมูกอยู่ไม่จาง
เขาประพรมจุมพิตไล้เรื่อยทั่วแก้มใสอย่างยากจะตัดใจผละจาก
ผมไม่ได้ต้องการอะไรเลย... นอกจากตัวคุณ
ซา
เอกิแค่นยิ้มต่อความคิดยโส
ข้าวของราคาแพงไม่มีความหมายอันใดเมื่อเทียบกับชูอิจิ
แต่ความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่คนคนนี้มอบให้ก็พิเศษมากที่สุด
ปลาย
นิ้วแกร่งลูบริมฝีปากบาง ไม่อยากรบกวนคนที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุข
กลีบปากแดงชุ่มชื้นเผยอราวกับเชิญชวนให้ประทับริมฝีปากลงไป
ชายหนุ่มจ้องมองภาพงดงามนั้นตาค้าง ตกอยู่ในภวังค์เหมือนคนขาดสติ
ซาเอกิประกบริมฝีปากแนบแน่น
ลิ้มรสหวานล้ำมัวเมาโดยไม่อาจต้านทานต่อแรงดึงดูด
"อืม... อื้อ...."
ทาคานาริ.... ทาคานาริ...
เสียง
หวานดังกังวานในห้วงจินตนาการ ชูอิจิผู้งดงามครางกระเส่าอยู่ในอ้อมกอด
บอกว่าต้องการซาเอกิ ทาคานาริ... เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
"อืม..."
ดวงตากลมโตลืมขึ้นมองเขาเคลิบเคลิ้ม ชูอิจิคลี่ยิ้มสวยจับจิต พลอยทำให้ซาเอกิยิ้มตามไปด้วย
"หลับต่อเถอะครับ ผมจะเช็ดตัวให้ คุณจะได้นอนสบาย"
แขนเรียวยกโอบล้อมลำคอแกร่ง เจ้าตัวส่ายหน้า กล่าววาจาออดอ้อนบาดใจ "อาบน้ำด้วยกันมั้ย... ทาคานาริ"
คิ้วเข้มเลิกขึ้น นัยน์ตาเรียวทอดมองคนตรงหน้าอย่างอดกลั้น
ไม่รู้ว่าด้วยฤทธิ์ของไวน์หลังอาหารหรือเปล่า
ร่างเพรียวถึงได้ดูมีเสน่ห์เย้ายวนนัก ชูอิจิขยับชิดอ้อมแขนแกร่ง
สวมกอดกายกำยำแนบแน่นแล้วเอ่ยพึมพำ
"ฉันชอบ... กลิ่นของนาย"
"ผมก็เหมือนกันครับ ชูอิจิ กลิ่นของคุณ... ทำให้ผมคลุ้มคลั่ง"
ชูอิจิเหมือนจะชอบใจในคำตอบนั้น หัวเราะขำจนตัวสั่น "ดีจัง... ดีใจมากเลย"
ทำนบความอดทนพังทลาย
ความมีเหตุผลถูกกระชากอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อก่อนที่อยากเอาชนะแรงขัดขืน
ต่อต้านและความถือตัวของอีกฝ่าย
ชูอิจิที่เปิดเผยความต้องการอย่างตรงไปตรงมาช่างน่ารักเสียจนต้องยอมแพ้...
ก่อนหน้านั้นก็ด้วย ตั้งแต่แรกพบเมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว
เขาพ่ายแพ้ต่อความสวยงามบริสุทธิ์นี้มาโดยตลอด
"ทาคานาริ?"
เผลอจ้องหน้าอีกฝ่ายนานจนถูกทัก ซาเอกิประคองแผ่นหลังบอบบาง โอบกอดแนบชิด "คุณสวยเหลือเกินครับ งดงามจนผมพูดไม่ออก"
จน
ถึงตอนนี้ก็ไม่อยากเชื่อว่าได้ชูอิจิมาเป็นของตนแล้ว
ไม่ใช่แค่ร่างกายที่ปรารถนา แต่รวมถึงความรักจากอีกฝ่าย
ซาเอกิพร่ำบอกคำขอบคุณอย่างซาบซึ้งอยู่ในใจทุกขณะจิต
เขาเรียนรู้การรักคนอื่นและการถูกรักอย่างเร่าร้อนเป็นครั้งแรก ก็เพราะความรักอันบิดเบี้ยวที่มีต่อชูอิจิ
มือเรียวเกาะรั้งร่างสูงไว้คล้ายบอกให้อุ้ม ชายหนุ่มสนองตอบอาการร้องขอ ดุนจมูกคลอเคลียพวงแก้มสีเรื่อ
"จะดูแลให้ทุกซอกทุกมุมครับ"
น้ำอุ่นระเหยเป็นไอขาวขุ่นทั่วห้องอาบน้ำ เจือกลิ่นสมุนไพรสดชื่น
ซาเอกิลูบผิวขาวราวกับจะโปร่งแสงได้เหนือผิวน้ำสีขุ่น ต้นคอช้ำเป็นรอยจูบเด่นชัดน่าขบกัดซ้ำ
"ไม่ต้องเกร็งนะครับ"
ลำ
แขนแกร่งอ้อมกอดจากด้านหลัง ร่างเปลือยเปล่าแนบติดกันโดยไร้ช่องว่าง
มองเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายถูกย้อมเป็นสีชมพู
ไม่รู้ว่าจากความร้อนหรือเพราะเจ้าตัวกำลังเขินอาย
"ตื่นเต้นหรือครับ ท่านชูอิจิ"
เสียงทุ้มสะท้อนดังก้องห้องอาบน้ำ ว่าพลางหยอกเย้ายอดอกแข็งเกร็ง จับเสียงหัวใจที่เต้นตึกตัก
"อ้ะ... ! ทาคานาริ... ยะ... อือ..."
ร่างเพรียวสะดุ้งจากสัมผัสวาบหวาม เปล่งเสียงครางหวานพึงใจ กระตุ้นเร้าให้ใจคนฟังเต้นเร่า
ท่าทีข่มกลั้น ปฏิเสธความอับอาย ฉาบเปลือกนอกด้วยความหยิ่งยโสก็ว่ายอดแล้ว
แต่ชูอิจิที่ยอมโอนเอนไปตามแรงปรารถนา บิดกายเย้ายวนนั้นยิ่ง....
เสียงน้ำกระฉอกเมื่อสองร่างขยับไหวฟังดูหยาบโลน ซาเอกิประกบจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลืนกินความหอมหวานอย่างไม่รู้พอ
"เดี๋ยว... อือ.... อ้ะ....."
เสียงครางกระเส่าอย่างสุขสมฟังดูข่มกลั้นช่างเสนาะหูนัก เขางับใบหูเล็ก ลากลิ้นเลียลาดไหล่มน
"รู้สึกดี... มั้ยครับ"
คนถูกถามเอ่ยตอบตะกุกตะกัก ข่มความเก้อเขินไว้เต็มที่ "ดี... สิ... เพราะว่า... เป็นนาย"
ซาเอกิชะงักการเคลื่อนไหว คำตอบนั้นทำให้หัวใจเต้นถี่รัว ความรักท่วมท้นจนมิอาจเก็บกัก
อยากแนบชิดมากกว่านี้... ต้องการลิ้มรสชาติของคนคนนี้อีก...
ซาเอกิดึงเอวเล็กเข้าหาตัว ประคองสะโพกเพรียว
ปลุกเร้าส่วนอ่อนไหวที่ตอบสนองอย่างเร่าร้อน
"อ... ยะ... อื้อ...."
"งั้นก็อย่ากลั้นเสียงสิครับ" เย้าแหย่พลางขยับเล้าโลมหนักหน่วง ใบหน้างามแดงซ่านด้วยความอายสุดข่มกลั้น
"ฉัน... อายนี่"
"ป่าน
นี้แล้วแท้ๆ ยังมีเรื่องให้ต้องอายอีกหรือครับ" ชายหนุ่มกระเซ้า
ยักยิ้มเมื่อคิดว่าตนเคยพูดแหย่อีกฝ่ายเช่นนี้แล้วครั้งหนึ่ง
ตอนนั้นชูอิจิเบือนหน้าหลบ ปฏิเสธท่าเดียวว่าไม่ได้อาย
ไม่ยอมรับการตกอยู่ใต้อำนาจของเขาโดยเด็ดขาด
ชูอิจิผู้หยิ่งด้วย
ศักดิ์ศรีคนนั้น อยู่ที่นี่ หอบกระชั้นด้วยแรงรัญจวนอยู่ในอ้อมแขนของเขา
ถูกเล้าโลมจนร่างกายอ่อนยวบ อารมณ์พัดโหมรุนแรงจนสุดทน
นัยน์ตาสีอำพันคลอหน่วยด้วยน้ำใส จนด้วยคำโต้เถียง มีเพียงเสียงหวานหลุดรอดจากลำคอระหง
"ต้องการ... ทาคานาริ..."
"ชูอิจิ..."
ดวงตาสีนิลประกายกร้าวเช่นสัตว์ป่า ประตูแห่งสัญชาตญาณถูกเปิดออกทันที
ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นระลอกจากแรงเคลื่อนไหว
ซาเอกิครอบครองร่างเพรียวอย่างสมบูรณ์ ชูอิจิบีบรัดเขาอย่างเร่าร้อน
ส่งเสียงครางกระเส่า ลืมความอับอายไปหมดสิ้นจากหัวสมอง
"อ้ะ...! อ๊า... ทาคานาริ...."
ร้อง
เรียกซึ่งกันและกันด้วยความรู้สึกเติมเต็ม
น้ำหนักของร่างบอบบางกดทับลงมาแนบชิด ซาเอกิจูบซับหยดน้ำพราวระยับตรงขมับ
ดูดเม้มริมฝีปากเปียกชื้น ทั้งความรักและความลุ่มหลงแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ชูอิจิหอบตัวโยน ซบแก้มลงกับบ่ากว้าง ปลายนิ้วเรียวสั่นระริกยึดเกาะแผ่นหลังกำยำ
ร่าง
หนาชะงักนิ่งเมื่อลมหายใจอุ่นเหนื่อยอ่อนพรูกระทบข้างแก้ม
รู้ทั้งรู้ว่ากำลังสร้างภาระให้แก่ร่างกายของชูอิจิ แม้สำนึกจะฉุดรั้ง
แต่แรงปรารถนาที่พลุ่งพล่านในอกกลับผลักดันให้เอ่ยเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจ
"ท่านชูอิจิ... ได้โปรดให้อภัยผู้ชายไม่รู้จักพอคนนี้ด้วยครับ ผม... กินคุณยังไม่อิ่ม"
"....... กว่า... นี้" ลมหายใจหอบถี่รัว ชูอิจิเอ่ยติดขัดด้วยเสียงแผ่วเบา "จะกิน... มากกว่านี้.... ก็ได้........... อีก.... สิ"
แขนแกร่งตวัดโอบร่างเพรียวแนบแน่น แม้แต่บนสวรรค์คงไม่รื่นรมย์ถึงเพียงนี้...
ผมมีความสุขเหลือเกินครับท่านชูอิจิ... สุขจนคิดว่าแม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต
แต่ทุกครั้งที่ได้กอดรัดร่างกายอบอุ่นนี้ ความละโมบกลับเพิ่มพูนมากขึ้นทุกที
แม้ได้ครอบครองทั้งหัวใจและร่างกาย.... ก็ยังไม่เพียงพอ
อยากจะผูกมัดคนคนนี้ไปชั่วนิจนิรันดร์ ตลอดชีวิตนี้ จนถึงโลกหน้า
กรุณาเป็นของผมตลอดไปด้วยนะครับ ท่านชูอิจิ
ร่างกายเชื่อมกันแนบแน่นอย่างไม่อยากแยกห่างกัน
ไม่รู้ว่ากี่ครั้งที่ถูกความสุขสมไล่ต้นจนหมดสติ
แต่ชูอิจิรู้ดีว่าอ้อมแขนแข็งแรงจะคอยประคองไว้
ในขณะที่ตัวเองก็กอดรัดอีกฝ่ายไม่ปล่อย
แลกเปลี่ยนของขวัญให้กันและกัน ได้มอบความรักอันลึกซึ้ง ปลดปล่อยความคลั่งไคล้ที่มีให้แก่กันอย่างเต็มอิ่ม
ประสาทรับรู้ของชูอิจิยังเชื่องช้า ไออุ่นจากกายหนาชวนให้ขยับกายเข้าซุกไซ้ จากนั้นวงแขนกว้างก็โอบกอดเขาเอาไว้ทั้งผ้าห่มผืนหนา
ร่างเพรียวเหนื่อยล้าและง่วงงุน ทว่าบางสิ่งยังติดค้างอยู่ในใจ รบกวนการหลับใหลอันแสนสุข
คริสต์มาส... วาเลนไทน์... ช่วงเวลาสำคัญที่ได้ใช้กับคนรัก...
ชูอิจิฝืนลืมตา จ้องมองร่างสูงที่มีท่าทีแปลกใจ
“มีอะไรหรือเปล่าครับ ท่านชูอิจิ”
นัยน์ตาคู่สวยกลอกไปมาอยู่ครู่หนึ่ง นึกลังเลสองจิตสองใจว่าควรจะถามออกไปตรงๆ หรือไม่
ถ้า
ถามออกไปก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองไม่ใส่ใจเรื่องราวของชายหนุ่ม
แม้จะเป็นอย่างนั้นก็ไม่อยากให้ซาเอกิต้องรู้สึกเสียใจเพราะความเฉยเมยของ
เขาอีก
“นาย...”
...แต่ถ้าไม่ถาม ก็ไม่รู้น่ะสิว่าวันเกิดของซาเอกิคือเมื่อไหร่
ร่างสูงหรี่ตามองด้วยแววฉงน คงทนรอคำพูดอึกอักจากเขาไม่ไหวจึงได้ถามเร่งเร้า “กำลังคิดอะไรอยู่หรือครับ”
อยากฉลองวันเกิดให้นาย วันสำคัญที่ควรจะรู้เป็นอันดับแรก แต่กลับไม่เคยนึกถึง
ถ้าได้ยินคำถาม ซาเอกิคงจะแปลกใจ หลังจากนั้นคงหัวเราะ
ไม่แน่อาจจะไม่ยอมบอกเพราะโกรธก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นเราน่าจะถามจากคิเคียว
ไม่สิ... แค่ขอประวัติมาดูแค่แป้บเดียวก็รู้แล้วแท้ๆ
ทำไมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนนะ
ชูอิจิอมยิ้ม ยกมือแตะใบหน้าคมคาย เปล่งถ้อยคำรักหวานหู “ฉันรัก... ทาคานาริ”
คนฟังตาค้าง ขมวดคิ้วจนหน้าผากย่น “แกล้งผมหรือครับ พูดแบบนั้น คิดว่าผมดูไม่ออกหรือครับว่าคุณกำลังปิดบังอะไรอยู่”
ตกใจนิดหน่อยที่ถูกจับได้รวดเร็ว แต่ก็สมเป็นซาเอกิดี ชูอิจิกลั้นหัวเราะ เพ่งมองดวงตาคมเรียว แสร้งปฏิเสธ “เปล่าซะหน่อย”
“กำลังคิดจะทำอะไรเพื่อผมอีกแล้วใช่มั้ยครับ”
กล่าวเหมือนตำหนิด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ยืนยันเช่นเดิมว่าไม่เคยต้องการอะไรนอกจากชูอิจิ
คำพูดอ่อนโยนแต่แฝงความเจ็บปวดไว้ลึกๆ
ชูอิจิเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้
จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น กลีบปากคู่งามแตะริมฝีปากอีกฝ่ายเบาๆ
ราวหยอกเย้า จงใจให้รางวัลแม้ไม่ได้รับการร้องขอ
ถึงจะบอกว่าไม่ต้องการอะไรเลยก็ตาม สีหน้าดีอกดีใจจนพูดไม่ออกเมื่อรับของขวัญจากใจบ่งบอกได้ดีกว่าอะไรทั้งนั้น
“ฉันอยากเห็น... นายดีใจอีกเยอะๆ”
เพราะงั้น... ครั้งต่อไป จะเป็นของขวัญวันเกิดนะ
มือใหญ่ประคองใบหน้านวล ท่าทางจะยอมแพ้ต่อความมุ่งมั่นของเขาแล้ว
“คนอย่างคุณนี่... เหลือเกินจริงๆ” พึมพำอย่างไร้จุดหมายแล้วแนบจุมพิตร้อนแรงเพื่อทวงคืนสิทธิ์ของตน
ความสุขล้นปรี่อยู่เต็มอก ชูอิจิตอบสนองริมฝีปากร้อนที่ประกบลงมาอย่างเต็มใจ
คิดตื่นเต้นว่าพอได้รู้วันเกิดของซาเอกิแล้วตนจะทำอะไรให้อีกฝ่ายดีใจอีกดี
The End.
ไม่ต้องถมขาวมั้ง...
รู้สึกว่าจะให้จูบกันเยอะไปหน่อย (รึเปล่า? < เพิ่งรู้ตัว?)
อิจฉาเว้ยยยยยยย อยากมีทาสแฟนแบบนี้มั่ง แต่ตัดๆ ส่วนไม่เซ้นสิถีฟเรื่องความรัก (โง่อยู่เรื่องเดียวอะซาเอกิ) จะดีมาก < จะเลือกได้อีกเรอะ?

