posted on 03 Oct 2008 23:50 by keechan in Fiction
คำเตือน น้ำเน่า พล็อตอ่อน (และเสียวๆ ว่าตัวละครจะหลุดคาแรก) และใช้ตัวละครเปลืองมาก นะจ้ะ
ตอบเมนท์เคอะ
เอ่อ... กะแล้วล่ะค่ะว่าต้องมีคอมเมนท์ประเภท เทะโง่ทำไมไม่เอาเมียมาด้วย
อู้ยยยย คุณๆ ขา จะเอามาเสนอหน้าทำม้ายยย คิดตามเหตุตามผลหน่อยสิคะ
สิคะะะะะะ จะเอามาให้เบะตบมันหรอ (ก๊ากกกก)
เมนท์ตอบคุณฮานะไม่ออกค่ะ ข้าม...
คุณยาโอ อากายะจะงงๆ กะชีวิตต่อไปนะจ้ะ ฮ่าๆๆๆ เป็นต้นเหตุความวิบากกรรมของชี่ในคราวต่อๆ ไปด้วยค่ะ อั๊ง
น้องกั้ม อุ้ย พล้อตได้เรื่อง เป็นไปได้นะคะ ทำไซด์สตอรี่มั้ยจ้ะ 5555
เหรียญ ยุกกี้ต้องมาดแบบนี้เนอะ ว่าแต่ไอ้ประโยคนั้นของเบะมันยั่วอะไรขนาดนั้นเลยหรอฮ้า กี๊ด
เหลือง ...เกรียนเอ๊ย แล้วมาเสร่อเทะเบะอะไรแถวนี้คะ
อ่านหัวเรื่องตรงแพริ่งออกมั้ยคะนี่ แหม ต่อไปโน้นจะมีฉากเทะเบะอีกนิดๆ
แต่ว่าจริงๆ มันก็ไม่ใช่เทะเบะหรอกนะ คุคุคุ
น้องที เอ... ต่อไปที่เบะจะซวยนี่จะเรียกว่าเพราะชี่หรือว่าเพราะใครดีละนะ ฮ่าๆๆ
อัพวันเกิดอีเก๋พอดี หวังว่าของขวัญของอีชี่จะถูกใจ *w*
Te~ Tsunago (4)
(Sequel to Chaser)
Oshitari Yuushi x Atobe Keigo
เรื่องปัญหาภายในบริษัทที่คาใจหยุดค้างไว้เท่านั้นเมื่องานเลี้ยงเลิก
โอชิทาริไม่พลาดที่จะติดตามอาโตเบะมาที่บ้านด้วย ของขวัญของเขา...
จะต้องให้กับมือเจ้าตัวให้ได้
กองของขวัญเป็นพะเนินถูกวางเรียงไว้พร้อม
ทุกปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยใส่ใจจะแกะเอง
จะมีก็พวกคนรับใช้คอยแกะให้แล้วเขาเป็นคนสั่งว่าควรจะเอาไปไว้ที่ไหน
แต่ครั้งนี้อาโตเบะออกคำสั่งเป็นพิเศษ เขาอยากจะเห็นว่าผู้ชายอย่าง
เทสึกะให้ของขวัญแบบไหนกับเขา โดยที่มีโอชิทาริทำหน้ามุ่ยอยู่ข้างๆ
“มีอะไรไม่พอใจรึไง ของขวัญจากนายล่ะ” ประธานหนุ่มเอ่ยทวงทั้งๆ ที่ในมือยังถือกล่องของขวัญที่มีน้ำหนักพอควรอยู่
“เปิดไอ้กล่องนั้นให้เสร็จๆ ไปก่อนเถอะน่า ของขวัญจากฉันน่ะต้องไว้ท้ายสุด”
จริงๆ แล้วเขากลัวว่าถ้าเปิดของตัวเองก่อนของเทสึกะขึ้นมาของขวัญของเขาจะไม่ได้รับความสนใจต่างหาก...
อาโตเบะแกะกล่องของขวัญที่ห่ออย่างปราณีตด้วยใบหน้าอมยิ้ม
ของข้างในนั้นคือถ้วยชาญี่ปุ่นลายดอกท้อ
นับว่าสวยทีเดียวแต่อาโตเบะก็อดจะขำไม่ได้
“ไม่ได้รู้รสนิยมนายเอาซะเลย หมอนั่น” โอชิทาริวิจารณ์
คนอย่างอาโตเบะไม่ดื่มชาญี่ปุ่น มีแต่ชาฝรั่งที่ดื่มเป็นประจำ
“แต่ก็สวยดีไม่ใช่เหรอ”
โอชิทาริเงียบไม่เถียง ถ้าหาเรื่องติอีกคงจะขัดใจอาโตเบะ เพราะงั้นเขาจะทนเงียบไว้
“เอาล่ะ ถึงเวลาของขวัญของนายแล้ว” ถ้วยชาลายสวยถูกวางไว้บนโต๊ะเมื่อหมดความสนใจ โอชิทาริยกถุงที่ใส่ของเอาไว้ แต่ยังไม่ยื่นให้
“นั่งสิ...”
“อย่าบอกฉันนะว่าเป็นสร้อยข้อเท้าเข้าคู่กัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงไม่ต้องเสียเวลาให้เลย”
...ยังไม่ทันได้ก็พร้อมด่าซะก่อนเสียแล้ว โชคดีจริงที่เขาไม่ให้ของเป็นคู่กัน
“ไม่ใช่หรอก เป็นของที่ดีกว่านั้น”
โอชิทาริจัดการแกะของขวัญที่เตรียมมาโดยไม่เสียเวลา
เป็นกล่องที่มีขนาดใหญ่ปานกลาง
กะเกณฑ์จากขนาดเพียงอย่างเดียวนั้นเดาได้ยากว่าเป็นอะไร
กล่องด้านในยังไม่ถูกเปิดออก
โอชิทาริลงนั่งกับพื้นแล้วคว้าขาเรียวเข้ามาจุมพิตเสียก่อนจะไล่ริมฝีปากลง
ไปถึงปลายเท้า
“เลิกพิรี้พิไรเสียที รีบเอามาเร็วๆ เข้า” ถึงจะรู้สึกรำคาญอยู่บ้าง
แต่เจ้าของวันเกิดก็ยอมให้อีกฝ่ายทำตามใจ
ใบหน้าสวยนั้นซับสีเข้มมากขึ้นทุกที
ร่างสูงยังไม่ยอมปล่อยข้อเท้าเรียว เขายิ้มกริ่มแล้วเปิดกล่องออกมา รองเท้าหนังแท้สีดำปลาบถูกสวมใส่เข้ากับเท้าอีกฝ่ายอย่างพอดิบพอดี
ถ้าหากเป็นอาโตเบะ... ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็ยอมให้เหยียบย่ำ
เต็มใจที่จะรองรับส่วนที่ต่ำที่สุดโดยไม่รู้สึกรังเกียจ
ตำแหน่งนั้นนับว่าสูงส่งพอแล้ว
เจ้าของปลายเท้าคู่สวยนิ่งเงียบไป ดวงตาไม่สั่นไหว ทั้งใบหน้าก็นิ่งเสียจนไม่รู้ว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจกันแน่
“เจ้างี่เง่าเอ๊ย...” พึมพำเป็นคำด่าออกมาอย่างแรก โอชิทาริเดาไม่ออกว่าเป็นลางดีหรือไม่ดี
“ไม่ถูกใจเหรอ เคย์โกะ”
อาโตเบะยกมือก่ายหน้าผาก เอือมระอาเต็มทีที่เจ้าโง่นี่ไม่รู้อะไรเลย แต่ก็ยังยิ้มขำ “ไม่กลัวว่าฉันจะหนีไปจากนายรึไง”
“หา?”
“ให้รองเท้าเป็นของขวัญน่ะ จะทำให้คนคนนั้นเดินหนีไปจากนาย”
“ถือด้วยเหรอ เรื่องแบบนั้น” โอชิทาริไม่ใส่ใจแล้วยกขาเรียวพาดกับไหล่ตน
“จะหนีไปไหน.... ก็ไม่มีทางพ้นหรอก ฉันจะตามนายไปทุกหนทุกแห่ง”
“จริงๆ เลย...”
“จะแสดงความขอบคุณฉันได้รึยัง” คราวนี้เขาเผยใบหน้าเจ้าเล่ห์ ก่อนจะยื่นใบหน้าเข้าใกล้อีกฝ่ายที่ยิ้มอย่างพอใจ
“ให้มันน้อยๆ หน่อย แค่รองเท้าคู่เดียว ทำทวงบุญคุณซะใหญ่โต อย่าให้ถึงทีฉันบ้างก็แล้วกัน”
.
.
.
ยางิว ฮิโรชิ
ผู้จัดการฝ่ายบุคคลถูกเรียกมาสอบถามเกี่ยวกับพนักงานใหม่ที่น่าสงสัยทั้งสอง
คนนั่น
ซึ่งรายงานความประพฤติภายในระยะเวลาแค่หนึ่งเดือนนั้นยังไม่มีอะไรน่าสงสัย
ที่จะเอาไปรวบตัวว่าทำความผิดได้
ทั้งโอชิทาริเองก็เย็นใจว่าบริษัทใหญ่โตขนาดนี้
แค่ส่งคนเข้ามาไม่กี่คนคิดหรือว่าจะทำให้ระบบพังลงมาทั้งหมดได้
แต่ก็อย่างว่า... ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวในช่วงนี้ก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทได้
“อยากจะให้ตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมมั้ยครับ คุณโอชิทาริ”
ยางิวเป็นคนหนุ่มที่เอาจริงเอาจังกับงานและเป็นที่พึ่งพาได้
มักจะปฏิบัติงานทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
“ยังไงก็ช่วยจับตามองไว้หน่อยแล้วกัน
คุณคงรู้ว่าตอนนี้บริษัทของเรากำลังอยู่ในช่วงก้าวกระโดด
จะให้มีเรื่องกวนใจไร้สาระไม่ได้เด็ดขาด”
“ทราบแล้วครับ”
เสร็จงานไปหนึ่งอย่าง... อะไรต่อนะ อ้อ
ต้องอนุมัติเรื่องนายแบบคนใหม่ที่คิเทะเสนอมา
เพราะว่าเป็นโครงการต่อเนื่องที่วางจุดประสงค์ไว้ชัดเจนและมีตัวอย่างต้นแบบ
ให้ดูเรียบร้อยแล้ว
จึงไม่จำเป็นที่ผู้บริหารระดับเขาจะต้องลงไปจัดการดูแลเอง
ถ้าไม่ติดว่าอาโตเบะคิดจะเอาแต่ใจล่ะก็นะ...
โอชิทาริพลิกประวัติและรูปของนายแบบคนใหม่ที่ฝ่ายการตลาดเสนอมาด้วยความหวัง
ว่าขอให้เป็นคนที่เข้าท่าหน่อยเถอะ
อาโตเบะน่ะกำลังยุ่งกับการประชุมตกลงกับบริษัทข้ามชาติเพื่อขยายกิจการ
ไม่ควรจะเสียเวลามาทำงานเล็กๆ แบบนี้
โอชิทาริพิจารณาภาพชายหนุ่มท่าทางอารมณ์ดีและขี้เล่นที่ถูกแนบมา
ดูท่าเหมือนจะเป็นคนที่ไม่เหมือนเทสึกะนายแบบคนก่อนเอาเสียเลย...
แบบนี้จะไปรอดรึ
แต่เมื่อพลิกดูภาพตัวอย่างที่ทดลองถ่ายมาแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ
...ไม่เลวแฮะ
สายตาเหลือบไปเห็นส่วนสำคัญของประวัติ
‘ความสามารถพิเศษ สุดยอดนักปลอมตัว’
เอากับเขาหน่อย... ถ้าผ่านไปได้ด้วยดีก็โอเค
โอชิทาริเซ็นอนุมัติให้เมื่อพิจารณาอย่างดีแล้ว
ก่อนจะยกหูโทรศัพท์แล้วสอบถามให้แน่ใจว่าประธานยังอยู่ที่ห้องทำงาน
จากนี้ให้อาโตเบะเซ็นก็จะเสร็จไปอีกหนึ่งงาน
หวังว่าหนุ่มแสนกลอย่าง ‘นีโอ มาซาฮารุ’ คงจะรับมืองานนี้ได้เป็นอย่างดี
.
.
.
อาโตเบะกำลังเขียนอะไรขยุกขยิกบางอย่างอยู่ พร้อมกล่องของขวัญเล็กๆ บนโต๊ะ
“ทำอะไรน่ะ”
“เขียนการ์ดของขวัญ” ประธานหนุ่มตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
“ให้ใคร”
“คุนิมิตสึ”
ชื่อ ‘เพื่อนเก่า’ แสนรักนั่นรู้สึกจะพูดออกมาให้ได้ยินบ่อยเหลือเกิน
ทีกับหมอนั่นไม่เห็นจะยากเย็นอะไรเลย ทีกับเขา (ที่ชื่อสั้นกว่าตั้งเยอะ)
ดันไม่คิดจะเรียก
ร่างสูงลืมจุดประสงค์ที่มาห้องประธานไปชั่วคราว “ให้อะไรน่ะ หมอนั่นเกิดเดือนนี้เหรอ”
“อืม วันที่ 7 วันนี้แหละ”
...ดูตั้งอกตั้งใจเขียนเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัวเลยนะ ถึงคราววันเกิดของฉันจะทำให้ถึงขนาดนี้รึเปล่า
“มีเรื่องอะไรด่วนรึเปล่า” อาโตเบะเป็นฝ่ายถามขึ้นเมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายเข้าเรื่องเสียที
“เอ้อ ใช่ เอกสาร โปรเจคต่อเนื่องของ Grass Glow น่ะ ฉันอนุมัตินายแบบที่เสนอชื่อมาแล้ว”
อาโตเบะวางมือจากการ์ดแล้วรับเอกสารสำคัญมาดูผ่านๆ “น่าจะจัดการกันได้ ไม่มีปัญหานะ”
โอชิทาริแอบคิดในใจว่าถ้าจะมีปัญหาก็เกิดจากนายเอาแต่ใจนั่นแหละ...
เวลาที่จรดปลายปากกาลงเอกสารอย่างเอาจริงเอาจังก็น่าดูใช่น้อย
เขารู้สึกโชคดีที่ไม่เลือกฝากเอกสารไว้กับซาคากิแล้วเข้ามาหาเองโดยตรง...
ทั้งๆ ที่เพิ่งจะร่วมรักกันไปเมื่อวานแท้ๆ
แต่โอชิทาริยังปรารถนาที่จะครอบครองร่างโปร่งนี้อยู่ทุกวินาที
ราวกับว่าแค่มองตาอาโตเบะก็เข้าใจว่าโอชิทาริต้องการอะไร
พอยื่นเอกสารคืนให้ดวงตาสีน้ำเงินก็ส่งแววตาเคืองๆ มาให้
“เลิกคิดเรื่องอย่างนั้นในเวลางานซะที นายนี่นับวันชักจะฟุ้งซ่านมากขึ้นนะ”
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ”
“คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่านายคิดอะไร
ถ้าอยากมากนักก็ไประบายอารมณ์ใส่ใครก็ได้ที่ว่างงาน
ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้แยกเรื่องส่วนตัวกับงานออกจากกันให้ขาด”
“แล้วนายไม่เคยได้ยินเหรอว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุน่ะ” โอชิทาริย้อน ทว่าอาโตเบะคงไม่อยู่ในอารมณ์จะให้ล้อเล่นจึงได้ออกปากไล่
“หมดธุระแล้วก็ออกไปได้แล้ว”
“ขอจูบหนึ่งทีแล้วจะไป”
“ไม่ให้” ขอกันหน้าด้านๆ จนประธานหนุ่มเหนื่อยหน่าย
แต่ใช่ว่าเขาจะยอมลงให้ กฏย่อมต้องเป็นกฏ
ถ้าหากเขาย่อหย่อนให้แล้วล่ะก็โอชิทาริจะเอาแต่ล้ำเส้น
“ไม่งั้นฉันไม่ไปจริงๆ นะ”
“อย่าทำตัวเป็นเด็กน่ะ โอชิทาริ มีงานต้องทำอีกไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าไม่ได้จูบจากนายก่อนก็ทำงานต่อไม่ได้หรอก”
อาโตเบะชักจะเหลืออด เขายกเท้าขึ้นวางบนโต๊ะดังตึงซึ่งเป็นมารยาทต้องห้าม “อยากได้จูบจากรองเท้าคู่ใหม่แทนรึเปล่า”
“ฉันไม่เกี่ยงหรอกนะ”
ร่างสูงยิ้มร้ายแล้วโน้มศีรษะลงจุมพิตที่ปลายรองเท้าคู่ใหม่
ในขณะที่สายตาใต้กรอบแว่นนั้นจ้องมองไปที่ดวงตาสีน้ำเงินคู่สวยที่กำลังตกตะลึง
เวลาไม่กี่วินาทีดูจะกินเวลายาวนานกว่าปกติ พอได้หยอกเย้าสมใจแล้วโอชิทาริก็ยอมจากไปโดยดี
“ตั้งใจทำงานนะ เคย์โกะ”
ปล่อยให้ประธานหนุ่มบ่นอุบไล่หลัง
“...เหลือเกินจริงๆ”
To be continued...
ตอนนี้สั้นเนอะ เอาน่ะ ถือว่าลงถี่ เอาสั้นๆ ไป
พรุ่งนี้ต้องรีบตื่นไปคอมปาร์ ยังจะนอนดึกอีก...
posted on 02 Oct 2008 10:51 by keechan in Fiction
คำเตือน น้ำเน่า พล็อตอ่อน (และเสียวๆ ว่าตัวละครจะหลุดคาแรก) และใช้ตัวละครเปลืองมาก นะจ้ะ
ตอบเมนท์
คุณฮานะ คาเนปเป้ เอ๊ย ซานาดะมาแล้วค่ะ ตอนนี้ มาพร้อมเมีย (ที่เหลือดิชั้นขำ โดยเฉพาะที่ด่าเหลืองนะค่ะ อั๊ง)
น้องกั้ม แค่นั้นไม่เกรียนค่ะ เทียบไม่ได้กะขาเกรียนประจำ (ก๊าก)
คุณยาโอ นี่ก็เกรียน แต่ดิชั้นโหวตปล. ที่ด่าเหลืองนั่นมากค่ะ ว้าย
น้องที ตอนนี้เทะมาทั้งตัวละ ไม่ได้มาแต่ชื่อ
อีเหลือง นี่ก็เกรียน... เห้อ...
เหรียญ เราว่ามันไม่เหมือนคอมเมนท์ฟิคเลยว่ะเหรียญ มีแต่คนมาเกรียนอะไรก็ไม่รู้ ก๊ากกกก เออ แต่ก็ขำดี มันอารมณ์คนละเรื่องกะคอมเมนท์ฟิคไฟนอลเลยอ่ะ (แต่เมนท์อีล่อนก็สครีมได้ยาวสยองแท้)
Te~ Tsunago (4)
(Sequel to Chaser)
Oshitari Yuushi x Atobe Keigo
งานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบ 25 ปีของประธานบริษัทถูกจัดขึ้นบริเวณชั้นลอยไปจนถึงดาดฟ้าของบริษัทนั่นเอง เพราะว่าเป็นวันทำงาน การจะย้ายสถานที่ไปจัดที่อื่นย่อมสร้างความลำบากให้ผู้เข้าร่วมงานเปล่าๆ สำหรับผู้บริหารแล้วการแต่งตัวเต็มที่เพื่อให้เกียรติเจ้าของวันเกิดเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าทำงานเป็นไหนๆ
อาโตเบะเองก็มีหน้าที่ต้องเตรียมตัวมากมาย เรียกได้ว่ายุ่งจนสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีเวลาว่างเอาเลย ทว่าจุดประสงค์เบื้องหลังของงานนี้ก็มีแต่การแสวงหาผลประโยชน์ในการเชื่อมความสัมพันธ์เท่านั้น อาโตเบะพบกับสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็กจนชินชาแล้วกระมัง
กลุ่มคนจับกลุ่มสนทนากันตามวัยวุฒิและชนชั้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าบิดาของอาโตเบะจะมาร่วมงานจริงอย่างที่ว่า แต่บทบาทไม่ได้แตกต่างไปจากที่อาโตเบะเคยเหน็บเอาไว้
ไม่มีคำพูดที่แสดงความรักหรือความคิดถึงให้ลูกชายที่เป็นทายาทคนเดียวสักคำเดียว ดูเฉยชากันจนแทบจะเหมือนคนแปลกหน้ากันเสียมากกว่า
โอชิทาริเคยคิดว่าเขาก็อยู่ในสังคมระดับเดียวกันกับอาโตเบะ แต่พอเจอเข้าตรงๆ ก็รู้สึกเหมือนเป็นคนละโลก เขาก็มีหน้าที่แค่เป็นคนติดตามคอยเสริมบารมีให้ประธานบริษัทในงานแบบนี้เท่านั้น
ถึงจะน่าเบื่อยังไง... ก็ถือว่าทำเพื่ออาโตเบะก็แล้วกัน
วันนี้ร่างโปร่งอยู่ในชุดสูทสีขาวนวลเฉกเช่นไข่มุกเม็ดงาม ท่ามกลางแขกเหรื่อที่มักจะเลือกสูทสีเข้มตามสมัยนิยมยิ่งทำให้โดดเด่นขึ้นมาจากฝูงชน เมื่อเสร็จจากการทักทายแขกเหรื่อระดับสำคัญทั่วงานแล้วก็พอจะผ่อนคลายได้บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดจะมีอิสระเหมือนตอนอยู่กับสองต่อสอง
“เหนื่อยมั้ย” เอ่ยถามแล้วยื่นไวน์แดงชั้นดีที่มีบริการทั่วงานให้
มือเรียวรับแก้วไวน์มาถือ ยกขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มลงคออึกใหญ่แล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “นิดหน่อย”
“หาที่เงียบๆ ปลีกตัวไปกันมั้ย ทักทายพวกผู้ใหญ่หมดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องอยู่แล้วนี่”
อาโตเบะดูเหมือนจะเห็นด้วย เวลาที่จะต้องออกมารับหน้างานอีกทีก็คือตอนงานใกล้เลิก ยังมีเวลาอีกเยอะ ร่างโปร่งคิดจึงก้าวออกจากบริเวณงาน แต่สายตาก็มองเห็นคนรู้จักเข้าเสียก่อน
“คุนิมิตสึ!”
โอชิทาริคิ้วกระตุกทันทีที่ได้ยินชื่ออัปมงคลนั่น ถึงจะไม่มีอะไรต่อกันก็เถอะ เขาว่าเขาไม่น่าอ่านใจอาโตเบะผิด คนรักของเขามีใจชื่นชอบผู้ชายคนนี้เสียจริง
เทสึกะ คุนิมิตสึในชุดสูทสีกรมท่าสมกับบุคลิกยกมือทักทายแล้วก้าวเข้ามาหา เขามาคนเดียว... ไม่ได้พาคู่ควงของตนมาด้วย
“ขอบใจนะที่อุตส่าห์มา” อาโตเบะว่า
ประโยคนั้นก็ฟังดูเหมือนเป็นคำขอบคุณตามมารยาททั่วไป ไม่ต่างกับตอนที่ทักทายแขกผู้ใหญ่เมื่อครู่สักเท่าไหร่ เขาอาจจะอคติไปเองก็ได้ แต่โอชิทาริฟังแล้วรู้สึกมันหงุดหงิดโดยไม่รู้สาเหตุ
“ต้องมาสิ นายถึงกับให้เกียรติส่งบัตรเชิญมาให้” เทสึกะเอ่ยตอบอย่างเกรงอกเกรงใจ ยิ่งทำให้โอชิทาริหมั่นไส้หนักเข้าไปอีก
เคย์โกะ... นายนี่นะ... ทีเป็นเรื่องของเทสึกะก็เจ้ากี้เจ้าการกระตือรือร้นลงมือทำทุกอย่างเอง คิดกับหมอนี่แค่เพื่อนจริงรึเปล่านี่
“อ้อ... แล้วฉันก็ต้องขอโทษด้วยนะที่รับงานโปรเจคต่อเนื่องของนายไม่ได้ ช่วงนี้ทางฉันก็งานเร่งเหมือนกัน” เทสึกะออกตัว
“ไม่เป็นไรน่า จะว่าไปมันก็เป็นฉันเองที่ยัดเยียดงานนี้ให้นายแต่แรก ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้ฉันก็ยุ่งอยู่กับการเซ็นสัญญาสำคัญกับบริษัทข้ามชาติอยู่พอดี”
สายตาของเทสึกะแสดงออกว่าชื่นชมในความสามารถของประธานหนุ่มอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ไม่รู้ว่าของขวัญของฉันจะถูกใจนายรึเปล่า หวังว่าคงมีประโยชน์นะ”
แน่ล่ะว่าเทสึกะไม่ได้ถือกล่องของขวัญแล้วเอามาให้กับมือ คนระดับตระกูลอาโตเบะ การจัดการรับของขวัญแล้วส่งไปที่บ้านให้นั้นถือเป็นเรื่องจำเป็น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นของที่ให้ไว้เพื่อบังหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจเท่านั้น
“จริงๆ นายไม่น่าจะต้องให้อะไรเลยนะ แต่ยังไงก็ขอบใจแล้วกัน ว่าแต่กล่องสีอะไรล่ะ ฉันจะได้เปิดดูเป็นกล่องแรก”
พูดหยอกล้อกันกระหนุงกระหนิงเหมือนเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยอย่างนั้นแหละ ขณะที่ต้องทนยืนอยู่อย่างนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังแทรก
“ก้าวหน้าใหญ่โตเชียวนะ อาโตเบะ” เสียงแว่วหวานเรียบง่ายคล้ายลมที่ลอยมาแผ่วๆ เป็นของยูคิมุระ เซย์อิจิ ทายาทตัวเอ้ของ Rikkai Dai Corporation บริษัทที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองในวงการธุรกิจขณะนี้ พร้อมผู้พิทักษ์ประจำกาย ซานาดะ เก็นอิจิโร่ ที่เดินตามติดมาเหมือนเงาตามตัว
ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้ามาขัดจังหวะอย่างจงใจ “ขออภัยที่ขัดจังหวะการสนทนา สุภาพบุรุษท่านนี้คือ...?”
เทสึกะไม่ต้องรอให้อาโตเบะแนะนำตัวให้ ร่างสูงค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการทักทาย “เทสึกะ คุนิมิตสึครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ยูคิมุระ เซย์อิจิ ยินดีเช่นกัน หนังสือเล่มที่สองของคุณน่าประทับใจไม่แพ้เล่มแรกเลย”
เทสึกะเบิกตาเล็กน้อยที่ถูกเอ่ยชมต่อหน้า หนังสือเล่มแรกของเทสึกะนั้นอาโตเบะได้รับจากยูคิมุระ เพราะอย่างนั้นถึงทำให้ได้พบกับเจ้าของหนังสือ
“เล่มที่สองงั้นเหรอ”
บทสนทนาเริ่มไปในทิศทางที่โอชิทาริไม่อยากจะฟัง ไม่ว่าจะเล่มไหนเขาก็ไม่อยากอ่านทั้งนั้นแหละ ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆ ตัวอย่างไร้จุดหมาย แล้วก็บังเอิญไปสบสายตาคมกริบของซานาดะ ตาเรียวคู่นั้นแวดระวังภัยให้ยูคิมุระตลอดเวลา ซึ่งโอชิทาริเห็นว่าออกจะเกินความจำเป็นไปสักหน่อย ใช่ว่ายูคิมุระจะเป็นคนอ่อนแอ ภายใต้หน้ากากสุภาพอ่อนหวานนั่นน่ะมีเขี้ยวเล็บซ่อนเต็มไปหมด เรียกได้ว่าเป็นคนที่ตรงข้ามกับอาโตเบะเลยก็ได้
โอชิทาริหันมามองคนที่ตนหลงใหล วันนี้ร่างโปร่งมีอายุครบ 25 ปีเต็มแล้ว ทว่ายังสวยงามเปล่งประกายเหมือนดอกไม้แรกแย้ม สูทสีขาวสว่างยิ่งขับให้ผิวสีงาช้างผุดผาด ภายใต้ความแข็งกร้าวและเย็นชานั่นเต็มไปด้วยความนิ่มนวลราวกลีบกุหลาบ นั่นเป็นสิ่งที่เขารู้ดีที่สุด
เจ้าของใบหน้าเยือกเย็นนั้นปรายยิ้ม แล้วเปลี่ยนหัวข้อเรื่องเป็นการงาน “ได้ยินว่าข้อตกลงกับเป็นไปได้อย่างราบรื่น เพราะข้อเสนออันแสนฉลาดเฉลียวของ Rondeau”
ถ้าไม่ใช่คนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับพันธะผูกพันระหว่างบริษัทคงนึกว่าคำกล่าว นั้นเป็นคำชื่นชม ทว่า 'ข้อเสนออันฉลาดเฉลียว' ที่ยูคิมุระกล่าวไม่ต่างอะไรกับการดูถูก สาเหตุที่ Rondeau สามารถจับคู่ค้าไว้ได้ ก็ด้วยจำนวนเงินมหาศาลเป็นแรงจูงใจอันดับหนึ่ง การขยายตัวของบริษัทและกิจการอย่างรวดเร็วเช่นนี้คงหักหน้า Rikkai Dai ที่เคยมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งและเป็นบริษัทที่มีสัมพันธ์กับบริษัทนานาชาติมายาวนาน
อาโตเบะยังเชิดหน้ารับคำเหน็บแนมอย่างไม่สะทกสะท้าน “เพราะว่าทางเรามีบุคลากรที่เปี่ยมคุณภาพละมั้ง”
“ระวังไว้หน่อยก็ดีนะ บางวัฒนธรรมเขาถือว่าช่วงอายุ 25 เป็นช่วงที่อาจจะเกิดอะไรร้ายๆ ขึ้นได้แบบไม่รู้ตัว” ยูคิมุระเอ่ยลอยๆ ทว่าคล้ายกับจะแฝงคำขู่บางอย่าง ถ้าไม่ได้คิดไปเองก็คงจะดี คนอย่างยูคิมุระ... คาดเดาไม่ถูกเอาเสียเลยว่าคิดวางแผนอะไรอยู่
“ฉันแนะนำให้หาคนคุ้มครองไว้สักคนนะ เวลาที่กำลังเดินขึ้นที่สูง ตกลงมาแล้วไม่มีคนช่วยรับน่ะ คงจะเจ็บน่าดู”
ใบหน้ายิ้มแย้มของคนพูดทำให้คาดเดาไม่ได้ว่านั่นคือคำขู่ที่แท้จริงหรือว่าพูดล้อเล่นกันแน่ อาจจะทั้งสองอย่าง ผู้กุมบังเหียนธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่าง Rikkai Dai นั้นไม่แปลกอะไรที่จะมีการเล่นสงครามเย็นกับบริษัทคู่แข่งซึ่งนับได้ว่าเป็นศัตรู
อาโตเบะตึงหน้า สาเหตุที่ไม่มีบอร์ดี้การ์ดนั้นโอชิทาริก็รู้ดีกว่าใคร นอกจากคาบาจิแล้ว อาโตเบะก็ไม่เปิดรับใครอื่นอีก
...แม้แต่กับเขายังยาก นับประสาอะไรกับบอร์ดี้การ์ดไม่รู้หัวนอนปลายเท้า
“ขอบใจที่เป็นห่วง ยูคิมุระ” ร่างโปร่งเว้นช่วง คล้ายจะเติมประโยคที่ว่า ‘ถึงแม้นั่นจะเป็นการเสแสร้งก็ตาม’ ลงไปในช่องว่าง “แต่คนอย่างฉันไม่ชอบให้ใครมาคุ้มกะลาหัวให้หรอกนะ”
จงใจแขวะทั้งยูคิมุระแล้วก็ซานาดะที่ทำตัวติดกันไม่เคยห่าง คนที่ไม่มีภูมิต้านทานคงจะรู้สึกเย็นยะเยือก แค่การปะทะด้วยวาจายังเป็นถึงขนาดนี้ คนที่ดูจะไม่ชินกับแรงกดดันมากที่สุดเห็นจะเป็นเทสึกะ โชคดีที่ยูคิมุระยอมแยกตัวออกไปโดยไม่ถือสาคำพูดเจ็บแสบที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ให้
“โทษทีนะที่ต้องมาเห็นอะไรแย่ๆ”
เทสึกะได้แต่ส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร ในขณะที่โอชิทาริคิดว่าดีเหลือหลายแล้วที่สองคนนี้เป็นแค่เพื่อนกัน ดีเหลือเกินที่เขาไม่ปล่อยมือไปจากอาโตเบะ คงจะลำบากน่าดูถ้าไม่มีคนอย่างเขาอยู่ข้างกาย
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระทั่วไปได้สักพักเทสึกะก็ปลีกตัวไป คงจะรู้ตัวดีว่าการจะเกาะติดแค่อาโตเบะอยู่ตลอดทั้งงานนั้นไม่เหมาะ หลังจากคนสนิทผ่านเข้ามาทักทายอีกสองสามคน โอชิทาริจึงเพิ่งจะมีโอกาสดึงร่างโปร่งออกจากสายตาคนได้
“ได้อยู่กันสองคนซะที”
ทั้งคู่ย้ายมาอยู่ในอีกห้องที่ติดกับห้องจัดเลี้ยงด้านนอก ไม่มีผนังกั้นระหว่างห้อง ทว่ามีกระจกใสพร้อมม่านหนาขนาดใหญ่บังอยู่ เพราะว่าเป็นห้องที่ไม่ได้ใช้สำหรับงานวันนี้ จึงคงไม่มีใครคาดคิดว่าตัวเอกของงานจะหนีมาหลบซ่อน
“จะเอาอะไร อ๋า?”
อาโตเบะเอ่ยพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
“ให้ค่ามัดจำของขวัญวันนี้” ไม่ว่าเปล่า โอชิทาริดันร่างโปร่งให้ติดมุม ยกแขนขึ้นกั้นทางหนี แล้วโน้มใบหน้าลงจูบลงที่ริมฝีปากสีกุหลาบ
เจ้าของวันเกิดหัวเราะคิกคัก “นี่น่ะเหรอค่ามัดจำ คงไม่บอกนะว่าจะเอาตัวเองเป็นของขวัญวันเกิดน่ะ ไม่ลงทุนเอาซะเลย”
“ใครว่าล่ะ นายเป็นเจ้าของฉันทั้งตัวและหัวใจอยู่แล้ว จะต้องยกให้ซ้ำอีกทำไม แค่อยากจะช่วยแก้เหนื่อยให้นายเท่านั้นเอง”
“งี่เง่าน่า เป็นวิธีแก้เหนื่อยที่ห่วยแตกที่สุดเลย”
สูทสีขาวไข่มุกถูกปลดออกช้าๆ ด้วยโอชิทาริเกรงว่าจะทำให้เกิดรอยยับ เขาทิ้งรอยจูบไว้ที่ซอกคอขาวลึกพอควร ผิวขาวผ่องคืนนี้ช่างเลิศรสนัก อดไม่ได้ที่จะทิ้งรอยฟันไว้สักนิด
“อ้ะ---! จะ... เจ้าบ้า! ใครอนุญาตให้กัดกัน”
ร่างโปร่งสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบที่ซอกคอ อาโตเบะขืนตัวหนีจนผ้าม่านด้านหลังร่นขึ้น
“อย่าขยับมากขนาดนั้นสิ เดี๋ยวแขกในห้องโน้นก็เห็นหรอก”
เรื่องจะถูกเห็นไม่ใช่ปัญหา โอชิทาริแค่อยากจะหยอกเล่นจึงแง้มม่านออกเล็กน้อยพอให้เห็นภายนอกได้
“โธ่เว้ย หาเรื่องเองแล้วก็รับผิดชอบเองสิ เจ้าคนหื่นกามนี่”
ดวงตาใต้กรอบแว่นจ้องมองไปที่บุคคลน่าสงสัย อาจเป็นโชคของเขาที่บังเอิญเห็น โอชิทาริหยุดต่อล้อต่อเถียงแล้วชี้ให้อาโตเบะดู
“...จำเรื่องที่นายให้ไปสืบสปายได้มั้ย ฉันว่าจะเก็บไว้รายงานวันหลัง แต่เพื่อความปลอดภัยของบริษัท ให้เห็นกันจะจะไปเลยดีกว่า”
แววตาของอาโตเบะเปลี่ยนไปทันที ร่างโปร่งมองตามทิศทางนั้นแล้วเร้าให้รีบรายงาน
“สองคนนั่น ยานางิ เร็นจิ กับคิริฮาระ อาคายะ เป็นพนักงานเข้าใหม่ด้วยกันทั้งคู่”
การ ที่พนักงานใหม่มาร่วมงานที่มีแต่ผู้บริหารแบบนี้ก็น่าสงสัยพออยู่แล้ว ถึงจะไม่มีกฏห้ามว่าพนักงานปลายแถวห้ามเข้าร่วมงานเลี้ยง แต่โดยทั่วไปแล้วคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประธานโดยตรงตามมารยาทแล้วย่อม จะหลีกเลี่ยงที่จะเข้าร่วมงานมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานใหม่ของบริษัทที่กลับพูดคุยกับยูคิมุระ เซย์อิจิ ได้อย่างสนิทสนมนั่น... ทำให้ดูน่าสงสัยมากเข้าไปอีก ดูเหมือนว่ามีอะไรลับลมคมในซ่อนอยู่... ท่าทางไม่ค่อยน่าไว้ใจเสียด้วย
“จะบอกว่าสองคนนั่นเป็นสายสืบจาก Rikkai Dai งั้นเหรอ”
“ถ้าสรุปจากที่เห็นแค่นี้ก็คงจะอย่างนั้น แต่บอกไม่ได้หรอกนะว่ามีจุดประสงค์อะไร อีกอย่างเราก็ไม่มีหลักฐานซะด้วยว่าเรื่องหุ้นปั่นป่วนคราวนั้นจะเป็นฝีมือของหนึ่งในสองคนนี่”
“...คิดอย่างนั้นก็สมเหตุสมผลพอควรนะ แต่ฉันไม่นึกเลยว่าคนอย่างยูคิมุระจะทำเรื่องสกปรกแบบลอบกัดกันแบบนี้” อาโตเบะวิจารณ์โดยแฝงแววดูถูกไว้ด้วย
“คงจะต้องระวังตัวให้มากขึ้นละนะ ถ้ายังไงฉันจะคอยควบคุมเรื่องข้อมูลภายในให้เอง”
“อืม... ขอบใจ”
“แสดงความจริงใจหน่อยสิ” น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นขี้เล่นทันที แต่ดูเหมือนอาโตเบะจะหมดอารมณ์ซะแล้ว
ร่างโปร่งจัดการแต่งตัวเรียบร้อย เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้โอชิทาริก็เลิกตื้อ ทว่าคำพูดลงท้ายก่อนร่างโปร่งจะเดินออกจากห้องนั้นทำให้อยากฉุดกระชากเข้ามาปลุกปล้ำเสียเดี๋ยวนี้
“ให้กลับถึงที่บ้านก่อน หลังจากฉันแกะของขวัญของนายแล้ว ก็จะขอบคุณละกัน”
To be continued...
ลงตามไทม์ไลน์ แต่ตอนนึงมันไม่ใช่วันนึง เพราะงั้น เจอกันอีกทีวันที่ 4 พร้อมของขวัญชี่นะจ้ะ จุ๊บ