Eastern Europe Day 6 - Český Krumlov

posted on 29 May 2011 10:59 by keechan in Travel directory Travel
มาปั่นรีพอร์ทต่อก่อนจะโฆษณาฟิค กรี๊ดๆๆ
 
ยิ่งเขียนนานยิ่งลืมว่าไปทำอะไรมาบ้าง ดองนานๆ นี่ไม่ดีจริงด้วยวุ้ย orz...
 
 
 
 
 
 
 
 
วันที่ 6 ของการเดินทางแล้ว!!! (4 พฤษภา) วันนี้เราจะออกจากปรากไปเที่ยวอีกเมืองนึงซึ่งเป็นมรดกโลกเหมือนกันค่ะ นั่นคือเมืองครุมลอฟ หรือชื่อเต็มว่าเชสกี้ครุมลอฟ (Český Krumlov) อยู่ทางใต้ของประเทศเชคค่ะ
 
และราวกับฟ้ากลั่นแกล้ง ท้องฟ้าวันนี้สว่างสดใสราวกับจะเย้ยยยยย~~~~~~!!! แม้อากาศมันจะหนาวอยู่้บ้างก็ตาม แต่อะไรก็ได้ถ้ามันมีแดดและฝนไม่ตกเนี่ย มันดีทั้งนั้นแหละ!!!!
 
 
ก็ออกเดินทางขึ้นรถแต่เช้าไปครุมลอฟ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ อีกตามเคย งอนปรากแล้ว!!! แสงสว่างสาดส่องเมื่อยามเราจากมันปายยยยยยยยยยยย
 
 
นั่งรถซัก 3 ชั่วโมงก็ถึงเมืองครุมลอฟตอนช่วงเที่ยงๆ พอดี ก่อนจะไปชมปราสาท เราก็จะกินข้าวแล้วก็ถ่ายรูปเล่นกันก่อนนะฮ้าาา อุณหภูมิวันนี้อยู่ที่ 10-11 ค่ะ ถ้าไม่ยืนกลางแดดมันก็เย็นๆ หนาวๆ เหมือนกัน
 
 
 
 
 
ถ่ายรูปอาคารบ้านเมือง แดดแจ่มมม
 
 
 
 
ดูท้องฟ้าสิคะะะะ ฮึ่ยยย หายงอนนิดนึงก็ได้ ยังไงก็ยังดีกว่ามันฝนตกทั้งทริปฟะ
 
 
 
 
สะพานข้ามแม่น้ำวัลตาวา (อ่านถูกมั้ยฟะ) Vltava อะ
 
 
 
แม่น้ำสีสวยยยยยย เพราะสะท้อนท้องฟ้าสีฟ้าาาาาา
 
 
 
ถ่ายจากสะพานเห็นหอคอยในปราสาทครุมลอฟที่จะไปชมต่อ
 
 
 
 
 
ฟ้าสดใสมั่กๆ
 
 
 
มุมนี้จ๋วย
 
 
 
ฝาท่อระบายน้ำอันสวยงามไม่เปียกแฉะเหมือนในปราก เหอะ!
 
 
 
 
อันนี้คือร้านที่มากินข้าวกลางวันกัน
 
 
 
 
เริ่มด้วยซุปใสใส่ผักรวม
 
 
 
ปลาเทราต์ทั้งตัวววว
 
 
 
 
ไอติมมมมมมมมมมม กินกับผลไม้เปรี้ยวๆ แล้วก็วิปครีมมมม
 
 
 
 
 
 
 
อุอิ อันนี้สร้อยที่ซื้อมาจากปรากเมื่อวาน 120 โครน แปลงเป็นยูโรก็ 5.10 ยูโรเท่านั้นฮ้าาา (บ้าเห่อ)
 
 
 
 
กลางเมืองมี Plague Column เป็นอนุสรณ์ที่สร้างไว้เพื่อปัดเป่าโรคระบาด ประมาณนั้น
 
 
 
เอาล่ะ ไปเที่ยวปราสาทกันนนนน
 
 
 
 
นี่นะคะนี่นะคะ
 
 
 
ปราสาทครุมลอฟก็เปลี่ยนมือเจ้าของมาด้วยกัน 3 ตระกูลฮ่ะ  ตระกูลแรกคือ Rosenberg ต่อด้วย Eggenberg แล้วก็ Schwarzenberg ก็เป็นพวกขุนนางจากแดนโบฮีเมียแถบนี้นั่นเองเค่อะ มาสร้างปราสาทอยู่ แล้วตอนหลังก็ขายปราสาทนี้ให้กับจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ก็คือออสเตรียนั่นเองค่าา ต่อมาตระกูล Eggenberg ก็มาอยู่ต่อ พอหมดเชื้อสายตระกูลนี้พวก Schwarzenberg ที่เป็นญาติๆ กันก็มาใช้ปราสาทนี้ต่อ ประมาณนั้น
 
ทั้งสามตระกูลมีเครื่องหมายเหมือนกันคือดอกกุหลาบ ทั้งปราสาทก็เลยจะมีกุหลาบประดับเต็มไปโม้ดดด
 
เก็บไว้ก่อนนะ เดี๋ยวเค้าเล่าอีก ตอนนี้ยังเดินไ่ม่ถึงข้างในปราสาทเยย
 
 
 
ที่ทางเข้าปราสาทมีบ่อเลี้ยงหมีด้วยยยยยย เพราะว่าบ้านโรเซนเบิร์กเนี่ย เค้ามีญาติเป็นตระกูลใหญ่โตชื่อ Orsini แล้วรากศัพท์ของชื่อว่า Orsa แปลว่าหมีในภาษาอิตาลี เค้าก็เลยชอบหมีๆๆๆๆ เอาหมีไปใส่ในโล่บ้างไรบ้าง แบบ อยากโชว์อะ ว่าชั้นมีเส้นสายกะตระกูลนี้นะยะ แล้วเค้าก็เลี้ยงๆๆ กันมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันฉะนี้
 
ในปราสาทก็มีพรมหนังหมีวางอยู่หลายห้องมากค่ะ หมีตัวหย่ายยยยยย มากกกกก หมีในบ่อนั่นก็อ้วนๆๆๆๆ ฉุ!!! มากถึงมากที่สุด ของกินเหลือเฟือมากๆ กินทั้งวัน นอนเล่นทั้งวันแน่นอนอีแบบนี้
 
 
 
 
 
 
ลานข้างในปราสาท จุดเด่นของเมืองนี้คือ จะวาดภาพปูนเปียกเล่นแสงเงาบนกำแพงให้เห็นเป็นรูปอิฐ ไอ้ที่เห็นอยู่จึงไม่ใช่กำแพงก่ออิฐ แต่มันเป็นรูปวาดนะเคอะ ดูมากๆ มึนๆ จะเป็นลายประมาณภาพสามมิติ ฮาาา
 
 
จากนี้ก็ได้เข้าไปชมในปราสาท โดยมีไกด์ท้องถิ่นเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ห้ามถ่ายรูปเช่นเดิมคร่ะ ก็เล่าคร่าวๆ เนอะ ได้ดูแผนที่สั้นที่สุดอะ อยากดูห้องอื่นอีกจังงงง
 
 
เข้าไปห้องแรกจะเจอ Chapel แต่ด้วยความที่ัทัวร์เราเข้ามาสายนิดนึง คุณไกด์พูดไปก่อนแล้วเลยไม่ได้ฟัง แง่มๆ ตามไปโถงอีกห้องนึงเลย ก็จะมีรูปตระกูลโรเซนเบิร์กในโถง มีพรมหมีหน้าดุ(?)นอนแผ่หราบนห้อง
 
เกร็ดน่าสนใจที่คุณไกด์เล่าให้ฟังสนุกมากเลย เดินต่อไปจะเจอรูปผู้หญิงหน้าแก่แต่ตัวเล็ก เค้าให้ทายว่าเป็นเด็กหญิง หรือว่าผู้หญิงโตแล้ว ทุกคนก็เดาว่าสงสัยจะเป็นผู้หญิงโตแล้ว แต่เป็นคนแคระ เลยตัวเตี้ย ปรากฎว่าไกด์เฉลยว่า เป็นเด็กผู้หญิงค่ะ โอ้ววววว ที่นี่เค้าเชื่อว่า เวลาวาดรูปเด็ก จะต้องวาดให้ใบหน้าแก่ เพราะไม่งั้นแล้วเด็กจะตายเร็วค่ะ
 
ในห้องถัดไปก็มี Tapestry เป็นผ้าปักทอลายบนพรม ผืนเบ้อเริ่มมมม ติดอยู่ที่ผนังห้องทั้งแถบเลยค่ะ อยู่มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 แถวนั้นล่ะ จับประเด็นได้ว่า มันอยู่ทนมากกกกก ถึงสีจะซีดจางลงไป แต่ก็นับว่าชัดมาก ดูออกว่าวาดเป็นรูปอะไร แล้วลายมันละเอียดยิบๆๆ มากค่ะ ของเค้าดีจริงๆ
 
ห้องที่เจอถัดๆ มาก็มีรถม้าเคลือบทองแท้อร่ามมม ใหญ่มากกก แต่เค้าบอกว่าใช้ทองคำแค่ 2 กิโล เพราะมันแค่เคลือบๆ ข้างนอก ส่วนตัวรถม้าทำมาจากไม้
 
 
 
อันนี้วิวจากด้านบน อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ ปรากในวันฟ้าใสมันก็คงจะประมาณนี้....
 
 
บนชั้นสองก็มีห้องกินข้าวเล็กๆ กับห้องครัวเล็กๆ ซึ่งจะมีลิฟต์ขนอาหารเชื่อมกับครัวข้างล่างด้วยอะ!!! ฮึ่ยยย พวกคนใช้ชีวิตไฮโซวววว
 
จากนั้นก็เป็นเรื่องผีดังประจำปราสาทนี้ค่ะ มีท่านหญิงคนนึง แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลโรเซนเบิร์ก แล้วสามีก็แย่ค่ะ พิศาล ตบตีเมีย มีชีวิตอย่างไม่มีความสุข ทีนี้พอสามีใกล้จะตาย สามีก็สำนึกผิด เรียกไปให้คุณหญิงยกโทษให้ แต่คุณภรรยาโกรธค่ะ ไม่ยอมยกโทษให้ คุณสามีเลยแช่งเข้าให้... จากนั้นมาพอคุณหญิงตาย วิญญาณก็เลยต้องวนเวียนอยู่ในปราสาทครุมลอฟ แต่เป็นผีที่ดีนะคะ คอยดูแลลูกหลานค่ะ จนปัจจุบันคุณไกด์ก็บอกว่ายังเจออยู่ กรุณาใช้วิจารณญาณในการฟัง แล้วแต่จะเชื่อนะเคอะ
 
ห้องต่อๆ มาที่จำได้ก็จะมีจานสังกะสี ให้เห็นพัฒนาการเรื่อยๆ ว่า แต่ก่อนเค้ามีภาชนะแบบไหนกัน พอมาในช่วงที่มีการติดต่อค้าขายกับจีน ก็มีจานแก้วกระเบื้องเคลือบ หรือ Porcelain เข้ามา ซึ่งมันแพงมากกกก ใครได้ใช้ถึงกับเป็นเกียรติเป็นศรีนะคะ แล้วในปราสาทนี้ก็มีธรรมเนียมแปลกๆ ว่า จะมีโถใส่ไวน์อันนึง ใหญ่มาก จุน้ำได้ประมา 2.5 ลิตร เค้าบอกว่าเวลาที่แขกมา จะต้องให้แขกดื่มน้ำจากโถนี้รวดเดียวให้หมด แม้จริงๆ แล้วจะมีไวน์ใส่อยู่ประมาณ 1 ลิตร แล้วที่เหลืออีก 1.5 ลิตรเป็นน้ำก็ตาม... เค้าบอกว่าเป็นวิธีลวงให้แขกเมา แล้วมันจะได้หลอก(?)ได้ง่าย
 
ในห้องนั่งเล่นก็จะมีตู้เล็กๆ แบบจีนอยู่ วางตุ๊กตาปั้นจากจีนเป็นรูปกวนอูด้วยล่ะ!!! แปลว่าของจีนนี่ดีจริงมาไกลจริงนะฮ้าเนี่ย
 
 
ต่อมาก็มาถึงห้องนอนของท่านหญิงของบ้าน สมัยนั้นเค้าจะไม่เหมือนเรา เค้าจะเชิญแขกเข้ามาในห้องนอนค่ะ เพื่อโชว์ว่าชั้นหรูนะยะ ชั้นรวยนะฮ้าาา แล้วก็จะมีมุมให้สาวๆ นั่งเม้าท์นั่งกินคุกกี้กัน เค้าเรียกว่า Salon สมัยโน้นนั่นแหละคะ่ หัวข้อในการเม้าท์ก็แบบเดียวกับกันในร้านเสริมสวยสมัยนี้
 
แล้วเค้าก็เล่าว่า ในสมัยนั้น ยุคโรโคโค่ มีความเชื่อว่า ถ้าหากผิวหนังโดนน้ำ จะทำให้รูขุมขนขยาย แล้วเชื้อโรค สิ่งเลวร้ายต่างๆ จะเข้าไปได้ ทำให้ป่วย คนยุคนั้นก็เลยจะไม่อาบน้ำอ่าง ไม่เอาน้ำราดตัว แต่จะต้องประพรมน้ำนิดๆ แล้วเช็ดตัวค่ะ เรียกว่าการอาบน้ำแบบโรโคโค่สไตล์ อืม... จริงๆ ก็คือ สมัยนั้นมันยังไม่มีฮีตเตอร์อะ อยู่ในปราสาทมันก็เย็นๆ ตอนที่เข้าไปเดินข้างในมันก็เย็นพอดูนะ ไม่มีฮีตเตอร์เปิดให้ ถ้ามันเย็นขนาดนั้นดั๊นก็คิดว่ากูไม่อยากอาบน้ำเหมือนกันอะคร่ะะะะ
 
 
ห้องสุดท้ายเดินลงมาด้านล่างเป็นห้องจัดเลี้ยงค่ะ สมัยนั้นเค้านิยมงานเต้นรำสวมหน้ากากกัน ห้องนี้เลยชื่่อว่า Masquerade Hall ฮ่ะ กำแพงรอบด้านเป็นรูปวาดคนแต่งชุดแฟนซี ให้ได้บรรยากาศงานเลี้ยง ผนังทั้ังหมดใช้ช่างวาดชาวออสเตรียคนเดียว มีผู้ช่วยสองคน ใช้เวลาวาด 6 เดือนถ้วน... ไม่เห็นปริมาณว่าบริเวณที่เค้าวาดมีเท่าไหร่ แต่อยากจะบอกว่ามันเมพมากสำหรับการวาดและลงสีไอ้รูปบนผนังทั้งหมดในเวลาหกเดือน เมพเกิ้นนนน เผาได้ไวมาก
 
ในรูปคุณไกด์ชี้ให้เห็นรายละเอียดน่าสนใจว่า เสาในห้องนี้จะมีกระจก แล้วมีมุมนึงที่มีคนในภาพยื่นหน้าออกมา ช่างเลยวาดรูปขึ้นมาบนกระจกด้วย เป็นเงาสะท้อนของคนนั้นเลย เนียนมาก! แล้วอีกด้านก็จะมีคนแต่งตัวครึ่งนึงเป็นผู้ชายครึ่งนึงเป็นผู้หญิง (ครึ่งแบบครึ่งซ้ายขวานะคะ ไม่ใช่ครึ่งบนล่าง) อีกคนก็ครึ่งนึงเป็นชุดใส่ตอนกลางวันเต็มยศ อีกครึ่งเป็นชุดนอน บอกว่า อีกด้านของปราสาทจะเป็นโรงละคร ซึ่งพวกนักแสดงเนี่ย ต้องมาจากโรงละครแล้วมาเล่นละครรื่นเริงให้งานเลี้ยงนี้บ่อยๆ เลยทำให้แต่งตัวไม่ทันค่ะ เค้าเลยแต่งกันมาครึ่งๆ แบบนี้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนชุด คิดได้... แล้วก็มีผู้ชายหน้ายักษ์อีกคนนึงที่หน้าใหญ่กว่าคนอื่น เค้าก็บอกว่ามันคือการแต่งตัวแฟนซี เอาชุดท่อนบนมาเป็นรูปหน้าคนแล้วหัวจริงๆ ของตัวเองซ่อนไว้ ละเอียดมากมายทีเดียว
 
ทัวร์ในปราสาทก็จบแค่นี้ ซื้อหนังสือในเมืองมาเล่มนึงเล็กๆ *-*
 
 
 
 
 
 
จากครุมลอฟก็หมดแย้วค่ะ จากนั้นก็เดินทางต่อเพื่อไปเที่ยวที่บราติสลาว่า ประเทศสโลวัก แต่มีเปลี่ยนแผนนิดนึงว่าจะแวะนอนที่เวียนนาก่อน อันนี้ก็ไม่รู้ว่าดราม่ากับคนขับอีกรึเปล่า เพราะว่าคนขับรถจะเปลี่ยนจากลุงอเล็กซ์เป็นพ่อหนุ่มชื่อโจเซฟ ทั้งๆ ที่ตอนวันแรกคุณไกด์บอกว่าคุณอเล็กซ์จะขับรถให้ตลอดจนจะกลับ ก็ไม่รู้ว่าดราม่าไร หรือว่าคุณอเล็กซ์งานเข้าต้องไปรับงานที่อื่นต่อนะฮ้า ก็ไม่ได้ประทับใจคนขับอะไรมากมาย เฉยๆ อะนะ ประกอบกับเหมือนมีดราม่าแอบซ่อน เลยไม่ปลื้มเท่าไหร่ แต่เทียบกับโจเซฟที่มาใหม่แล้ว มันช่างเกรียนมากกกกกกกกกกกก ลูกทัวร์ด่ากันทั้งรถฮ่ะ ไว้จะเล่าวีรกรรมของคนขับในวันต่อๆ ไป
 
ให้แวะเวียนนาเค้าก็โอเค ♥
 
โรงแรมที่พักได้ห้อง upgrade ด้วยล่ะ ไปชั้น Business Plus เลยทีเดียว แปลว่าโรงแรมป๊อบปูล่าร์มาถึงขนาดห้องธรรมดามันเต็ม เค้าเลยต้องอัพเกรดให้ โชคดีจริงเชียว ได้ขนมกินฟรีแท่งนึงด้วย ฮาาา
 
 
เวิ่นเว้อประเด็นเลิฟๆ ต่อ
 
และโรงแรมที่นี่นะคะ กระจกเยอะมากกกกกกกก ทางเดินก็เป็นกระจกสองด้าน เสาก็เป็นกระจก ในห้องก็เป็นผนังกระจกเลยค่ะะะะะ โอตาคุทั้งหลายก็บอกว่า ออสเตรียซังหลงตัวเองงงงงงง
 
แล้วก็ที่ออสเตรียเป็นที่เดียวที่เจอห้องน้ำกับห้องส้วมแยกกันค่ะ... ห้องส้วมนี่ดูปิดตายมาก (กร๊าก) ไม่มีหน้าต่างไม่มีอะไรเลย... ทำให้รู้สึกว่าถ้ามันเอาไปรวมไว้ในห้องเดียวกันมันจะใช้พื้นที่ได้มีประสิทธิภาพมากกว่านะ...
 
อุ้ย อีกอย่างๆ นะคะ ประตูที่เยอรมัน กับ ที่ออสเตรีย อะค่ะ ออกแบบมาให้ปิดเหมือนกัันเลยอะ คือ ประตูที่้บ้านเราเนี่ย เวลามันปิด มันก็จะสนิทไปกับผนังใช่มั้ยคะ แต่ว่าประตูของสองประเทศเนี้ย เค้าจะมีด้านประตูยื่นออกมา เวลาปิดมันจะดูเหมือนปิดไม่สนิทอะก่ะ แหม ดีไซน์เหมือนกันเร้ยยยยยยยยยย เป็นอะไรกันป่าวค้าาาาา ♥ (จริงๆ ที่ฮังการีก็ออกแบบประตูแบบนี้เหมือนกัน แต่ข้ามไป แอบไม่พูดถึง ฮิฮิ)
 
 
ฝั่งซ้ายเป็นแบบประตูบ้านเรา กะฝั่งขวาเป็นแบบประตูที่เยอรมันกะออสเตรียฮ่ะ แปลกดีๆ
 
 
ก็หมดวันแค่นี้ฮ่ะ พรุ่งนี้แว่บไปสโลวัก ต่อด้วยฮังการี แล้ววันมะรืนค่อยกลับมาเที่ยวเวียนนาอีกที :)
 

Comment

Comment:

Tweet

เข้าอากู๋แล้วลิงค์ๆมาค่ะ เขียนสนุกดี เลยขอเมนท์แทนคำขอบคุณค่า

#6 By กุ้ง (171.96.240.193|171.96.240.193) on 2015-07-25 22:57

...รู้สึกหลอนจริงๆ นะเวลาที่นอนแล้วมีกระจกล้อมรอบตัวเองเนี่ย (แต่ไหนแต่ไรมาก็ได้ยินว่าไม่ควรนอนโดนมีกระจกหันเข้าหาตัวเอง นี่ไม่รู้จะหลบกระจกไงเลย...)

แต่วันนี้อากาศช่างดีซะจนน่าเจ็บใจ เลยได้เดินเที่ยวแบบอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ฮี่ ฮี่ ฮี่

#5 By ^-Hawkeye-^ on 2011-05-30 08:35

ปิ๊งน้องหมีมากมายย น่ารักอ่ะะะะ
สโตคบลอคคุณกีเป็นข้อมูลท่องเที่ยวฮ่ะะะะะ

#4 By RUBIS on 2011-05-30 00:22

เมืองสวยมากๆเลยคร่า!!!!! =[]=

พอวันแดดออก ฟ้าสวยมากกกกก

รูปแม่น้ำที่ถ่ายมาก็สวยมากๆเลยค่ะ ////เห็นแล้วอยากลงไปว่ายน้ำ >///<

แอบฮาที่พี่ Kee บอกว่า คุณออสเตรียหลงตัวเอง (เพราะโรงแรมมีกระจกเต็มไปหมด ฮาาาา)

#3 By Selzere_Tenarey on 2011-05-29 20:57

เมืองน่าอยู่มากพึ่งรู้ว่าพี่กีไปเที่ยวรอบโลก 555+
(หรือเปล่า)อาหารน่ากินนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
ส่วนมากปราสาทโบราณๆมักมีเรื่องเล่ามีผีเยอะเนอะ ชอบฟังๆๆ

#2 By ✦くららちゃん✦ on 2011-05-29 15:07

ตอนแรกนึกภาพประตูไม่ออก
แต่พอมีภาพแล้วช่วยได้เยอะเลยค่ะคุณกี

แปลกจัง ทำไมต้องให้ยื่นออกมา รู้สึกมองแล้วมันแปลกๆ
กลัวเดินชน(?)ด้วย

ฮาวิธีอาบน้ำ ฮ่าๆๆๆ หนาวขนาดนั้นคงไม่อยากอาบกันcry

#1 By เม on 2011-05-29 12:39