[Hetalia Fanfiction] Minuet in G Major (Opus 9)
posted on 27 Oct 2009 22:02 by keechan in FictionOpus 9
พอมีลุดวิกอยู่ข้างๆ ด้วยบ่อยๆ เสียงโวยวายของกิลเบิร์ตก็เริ่มเลือนหายไปมากเท่านั้น แต่ทว่าโชคคงจะไม่เข้าข้างฉันแล้ว
งานของลุดวิกท่าทางจะยุ่งเหยิงมากขึ้นกว่าเดิม (ก็อยากยอมให้เฟลิเซียโน่มาทำงานด้วยเอง... มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ) ดังนั้นเขาจึงกลับบ้านหลังพระอาทิตย์ตกไปแล้วแทบทุกคืน ช่วงเวลาที่ลุดวิกไม่อยู่ และกิลเบิร์ตกลับเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ไม่พ้นว่าฉันจะต้องคอยถกเถียงกับเขาในเรื่องไม่เป็นเรื่องได้ทุกครั้งไป
หมอนี่ไม่เบื่อบ้างรึไงนะ? ไม่สิ... ฉันควรจะถามตัวเองมากกว่าว่าทำไมถึงไม่เลิกต่อปากต่อคำกับกิลเบิร์ตเสียที ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้าก็ดีแล้วแท้ๆ แต่พอได้ยินอะไรขัดหูทีไรก็อดจะต้องเถียงกลับไปทุกที
และเพราะว่าลุดวิกกลับดึกมากขึ้นเรื่อยๆ การกินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาจึงหายไปจากกิจวัตร ฉันมักจะรอจนกว่าอีกฝ่ายจะกลับมาเสมอ แต่กระเพาะของกิลเบิร์ตรอไม่ได้
มื้อ เย็นวันนี้เป็นไส้กรอกกับชีส คู่กับขนมปัง เนื้อแฮมชุบน้ำผึ้ง มีชีสเค้กเป็นของหวานตบท้าย ฉันปล่อยให้กิลเบิร์ตนั่งจัดการอาหารเพียงคนเดียวเพราะคิดว่าเขาคงรำคาญถ้า หากฉันไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยแต่กลับไม่กินอะไร และอาจจะเป็นการเปิดช่องให้อีกฝ่ายพูดจาหาเรื่องได้อีกตามเคย
ฉันเปิดโทรทัศน์ฟังแถลงการณ์เรื่องการเมืองอย่างตั้งอกตั้งใจ ในฐานะที่ฉันก็เข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านนี้แล้ว ควรจะต้องรู้สถานการณ์ปัจจุบันอยู่สักหน่อย หวังเพียงแต่ว่าคงจะไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
“เฮ้ย ไอ้คุณชาย มานี่ซิ”
อันธพาลประจำบ้านออกคำสั่ง แน่ล่ะว่าฉันไม่มีทางเดินไปหาอย่างว่าง่ายแน่
“มีอะไร กิลเบิร์ต”
“ก็บอกให้มานี่ไงเล่า”
“ทำไมฉันต้องฟังคำสั่งนายด้วยล่ะ”
“แน้ะ! เป็นแค่คนขออาศัยอยู่ดันมายอกย้อนเจ้าของบ้านเรอะ มานี่ซะดีๆ”
เจ้าของบ้านที่ไหนกัน...
“ถ้าไม่บอกว่าจะให้ฉันไปทำไมฉันก็ไม่ไปหรอกนะ”
“มานั่งกินเป็นเพื่อนฉันนี่”
ฉันพ่นลมหายใจหน่ายๆ
“ฉันจะรอลุดวิก”
“หมอนั่นกลับดึกจะตาย มากินเดี๋ยวนี้”
“ฉันจะรอ”
คำยืนยันหนักแน่นของฉันทำให้กิลเบิร์ตเลิกตอแยไปสักพัก แต่อีกไม่นานก็เอ่ยรังควานต่อ
“แฮมมันแข็งนะเฟ้ย ไอ้คุณชายสุดห่วย ชีสก็รสชาติแปลกๆ เสียแล้วมั้ง”
“อย่าเพ้อเจ้อน่า เป็นไปไม่ได้หรอก”
“จริงๆ นะ! ไม่เชื่อก็ลองมาชิมดูสิ แบบนี้กินไม่ลงนะเฟ้ย!”
ถ้าฉันไม่ยอมไป กิลเบิร์ตคงจะตื้อไม่เลิก สุดท้ายฉันก็ต้องเดินไปหาเจ้าคนมีปัญหานั่นถึงห้องอาหารจนได้
ฉันยืนกอดอกอยู่หน้าประตูห้อง ไม่ได้ก้าวไปมากกว่านั้น
“ไม่พอใจอะไรอาหารที่ฉันทำ”
ฉัน มั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเองมาก กระนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองสภาพอาหารในจานอย่างระแวดระวังเมื่ออีก ฝ่ายยังคงเอ่ยอ้างว่ามันไม่ได้เรื่อง
“แกก็ลองมากินดูเองสิ”
ไส้กรอกกับแฮมถูกกินค้างเอาไว้ แต่มันก็อยู่ในสภาพที่สะอาดเกลี้ยงเกลาดี ฉันหมายถึงกิลเบิร์ตท่าทางจะตั้งใจกินเหมือนอย่างทุกที ของที่เหลืออยู่มันไม่ใช่เพราะว่ารสชาติแย่จนกินไม่ได้ แต่เหมือนเจ้าตัวจงใจทิ้งไว้ต่างหาก
“จะเล่นตลกอะไรอีก กิลเบิร์ต”
“พูดบ้าอะไรของแก ก็บอกว่าไส้กรอกมันรสชาติเฝื่อนๆ ไงเล่า!”
“ฉันนึกว่าเมื่อกี้นายบอกว่าแฮมกับชีส”
“เออ ก็ทั้งจานนั่นแหละ!”
เขาว่าพลางผลักจานมาอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ
“กิลเบิร์ต... อย่าเรื่องมากไม่เข้าเรื่อง”
“ฉันไม่ได้เรื่องมากเฟ้ย! บอกว่ามันห่วยอยู่นี่ไง แกไม่ได้กินเองซะหน่อย อย่ามาเถียงฉันนะ”
เส้นความอดทนขาดผึงทันที ฉันตรงเข้าไปหยิบส้อมกับมีดแล้วตัดชิ้นไส้กรอกเข้าปาก
เป็นอย่างที่คิด รสชาติไม่ได้ผิดแปลกอะไรเลย
“นายจะหยุดหาเรื่องฉันสักชั่วโมงนี่มันไม่ได้เลยใช่มั้ย”
“ทำหน้าเป็นตูดทำไมล่ะแกนี่ ฉันพูดเรื่องจริงนี่เฟ้ย”
“ฉันกินดูแล้วไม่เห็นรสชาติมันจะแย่อย่างที่นายว่าตรงไหน”
“กินแค่นั้นจะไปรู้รสอะไรฟะ รสมันแฝงอยู่เฟ้ย โดยเฉพาะแฮมน่ะ กินเข้าไปสิ”
ฉันใช้ส้อมจิ้มชิ้นแฮมด้วยความโมโห ก็แค่อยากจะหาเรื่องบ่นล่ะสิ งั้นก็อย่ากินมันเลยก็แล้วกัน
ชิ้นแฮมและไส้กรอกถูกตักเข้าปากด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ค่ำนี้ตอนดึกๆ คงได้ยินกิลเบิร์ตบ่นว่าหิวอีกแน่เพราะว่ากินมื้อเย็นไม่พอ
ช่างปะไรล่ะ...
ด้วยเหตุนี้ของกินที่เหลือในจานจึงหมดลง ก่อนที่ฉันจะเอ่ยประชด
“พอใจรึยัง?”
กิลเบิร์ตไม่ได้ตั้งท่าจะโวยวายอย่างที่คาด เขาเพียงแต่ยักยิ้ม
“ไม่ได้บอกให้กินให้หมดนะเฟ้ย”
เขาเอ่ยอย่างขบขันราวกับเยาะเย้ย แต่ฉันก็ใช่ว่าจะยอมปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ
“กินไม่ลงไม่ใช่รึไง”
“ไม่ได้หมายความว่าจะให้แกกินให้แทนเฟ้ย!”
ฉันเพิกเฉยต่อคำก่นด่า ทิ้งจานที่ว่างเปล่าไว้ ก่อนจะหันหลังออกไป แล้วก็มีเสียงเรียกรั้งไว้จนได้
“เฮ้ย ไอ้คุณชาย!”
“อะไรอีก”
ฉันชักจะรำคาญมากขึ้นทุกที หมอนี่มีปัญหามากมายเหลือเกิน!
กิลเบิร์ตยิ้มเหมือนนึกสนุกอะไรบางอย่าง ผิดปกติมาก ทั้งๆ ที่ถูกแย่งมื้อเย็นไป แต่กลับทำตัวเหมือนคนถือไพ่เหนือกว่า
“ซอสติดปาก”
เขาว่าพลางชี้ที่ปากตัวเองเป็นการล้อเลียน ฉันคว้ากระดาษเช็ดปากบนโต๊ะมาไวพอๆ กับที่หันหน้าหนีไม่ให้อีกฝ่ายจ้องมอง
เดี๋ยวสิ... กิลเบิร์ตอาจจะแค่เย้าแหย่เล่นก็ได้ ร้อนตัวออกไปแบบนั้น อีกฝ่ายก็ได้ใจแย่สิ!
ฉันค่อยๆ ยกกระดาษสีขาวขึ้นเช็ดทีมุมปาก ภาวนาว่ามันไม่มีอะไรเปื้อนอยู่แล้วจะได้หันกลับไปด่ากิลเบิร์ตได้สมใจ
...แต่มันดันมีซอสเปื้อนอยู่จริงๆ น่ะสิ
แย่ชะมัด...
ป่านนี้ฉันคงหน้าแดงไปถึงหูด้วยความอับอายละมั้ง ทางที่ดีที่สุดคือรีบหนีไปจากแถวนี้ซะไม่ให้กิลเบิร์ตเห็นสีหน้าน่าขายหน้าแบบนี้ ไม่งั้นมีหวังได้ถูกล้ออีกยาวแน่!
ถึงจะเดินเร็วๆ ขึ้นชั้นสอง แต่เสียงหัวเราะขบขันที่ไล่ตามหลังมานั้นช่างฟังแล้วขัดหูจริงๆ
เกือบสี่ทุ่ม ลุดวิกจึงกลับมา
“นายกลับดึกนะ งานมันยุ่งมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
ฉันเอ่ยถามออกไป ทั้งที่ไม่รู้สักนิดว่างานที่อีกฝ่ายจัดการอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับอะไร
“อา... ก็ทำนองนั้น”
“แล้วนี่นายกินอะไรมารึยัง”
ฉันถามด้วยความเป็นห่วง ปกติแล้วลุดวิกไม่ใช่คนที่ละเลยสุขภาพตัวเอง แต่ถ้าหากจดจ่อกับการทำอะไรสักอย่างล่ะก็ เขาจะลืมเรื่องสำคัญไปหลายอย่างได้
“นาย... ยังเตรียมมื้อเย็นรอฉันอยู่เหรอ”
“แน่นอนสิ”
ฉันยิ้มตอบ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ฉันจะต้องคอยดูแล
ลุดวิกหันมาจ้องราวกับคนสำนึกผิด
“โทษที... ฉันกินพาสต้ามาจนอิ่มแล้ว คงกินอะไรไม่ลงแล้วล่ะ”
“งั้นเหรอ”
พาสต้า...?
“นายอยู่กับเฟลิเซียโน่ทั้งวันสินะ”
“เรื่องงานน่ะ เจ้าบ้านั่นทำเรื่องวุ่นวายไปหมด”
“ฉันก็เตือนนายแล้ว”
ลุดวิกเพียงแต่เกาหัวแก้เก้อ เขาเองก็รู้ดีว่าถ้ามีเฟลิเซียโน่อยู่ล่ะก็ เรื่องเป็นการเป็นงานจะถูกทำให้ล้มเหลวได้ง่ายที่สุดไม่ว่าจะตั้งสมาธิได้ดีเยี่ยมขนาดไหน
“ฉันก็ตั้งใจจะกลับให้เร็วกว่านี้หรอกนะ แต่เจ้านั่นยังยัดเยียดพาสต้ามาให้ พอฉันบอกว่าไม่เอาก็ร้องไห้งอแง ต่อรองกันไปมาฉันก็เลยต้องกินพาสต้าจานโตฝีมือเจ้านั่นน่ะ อืดเต็มท้องไปหมด”
เขาอธิบาย แล้วกล่าวขอโทษซ้ำอีกครั้ง
แต่ไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับฉัน คงแน่ล่ะ... เวลาเกือบสี่ทุ่ม ป่านนี้แล้วคงไม่มีใครที่ไหนรอกินอาหารเย็นอยู่หรอก
เราขึ้นนอนกันโดยไม่ได้แวะเข้าครัวอีก ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ใบหน้าของกิลเบิร์ตตอนที่ทั้งบ่นว่าอาหารรสชาติแย่แล้วท้าให้ฉันลองชิมนั้นกลับผุดขึ้นมาในความทรงจำ
คนอย่างกิลเบิร์ต.... ไม่น่าจะ... คาดการณ์อนาคตได้หรอก
ไม่ชอบ...
ใช่ ฉันยอมรับว่าไม่ชอบเอาซะเลยกับการที่ลุดวิกออกไปข้างนอกทั้งวัน แล้วกลับมาโดยที่ปฏิเสธไม่รับอาหารเย็น มันไม่ใช่อารมณ์อ่อนไหวงี่เง่าหรอกนะ ฉันเพียงแต่รู้สึกว่าหน้าที่ของตัวเองกำลังถูกทำให้บกพร่องจากปัจจัยภายนอกเสียแล้ว
งานอะไรกันนะ... อย่างเฟลิเซียโน่น่ะจะทำงานเป็นชิ้นเป็นอันได้จริงๆ น่ะหรือ
กิลเบิร์ตมักจะละลาบละล้วงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ บอกว่า ‘วันนี้หมอนั่นไม่กลับหรอก’ หรือไม่ก็ ‘จะรอจนค่ำไปทำไม อยากได้รางวัลแม่บ้านดีเด่นรึไง ไอ้คุณชาย’
แรกๆ ฉันก็รู้สึกรำคาญ แต่ฟังบ่อยๆ เข้าก็... ฉันว่าที่กิลเบิร์ตพูดก็มีส่วนถูก
นั่นสิ... จะรอทำไมนะ ใช่ว่าลุดวิกจะต่อว่า หลายครั้งก็กินพาสต้ามาจนอิ่มแปร้ คนที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่... ก็ไม่เห็นต้อง...
ลุดวิกเองก็ไม่ได้ขอร้อง ฉันเสนอตัวทำเอง ซึ่งบัดนี้มันอาจกลายเป็นเรื่องไม่จำเป็น
วันนี้ก็ยังเหมือนเดิม ลุดวิกออกไปข้างนอกแต่เช้า คงจะไปขลุกอยู่กับเฟลิเซียโน่อย่างทุกทีนั่นแหละ ปกติแล้วหลังซักผ้าเสร็จฉันจะออกไปรดน้ำต้นไม้ หรือไม่ก็ปัดกวาดเช็ดถูอะไรไปตามเรื่อง แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ถึงได้ขี้เกียจขึ้นมา
จากที่เคยหายไปทั้งวัน กิลเบิร์ตกลับมานั่งอยู่ข้างๆ แถมเอ่ยปากขอหนังสือพิมพ์ฉบับที่ฉันถืออยู่ไปอ่าน ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยจะสนใจเลยสักนิด...
พอฉันไม่ให้ ก็แบมือขอค้างไว้อย่างนั้น
“อย่างกสิ ไอ้คุณชาย แค่หนังสือพิมพ์ ต้องแบ่งกันอ่านให้ทั่วบ้านรู้มั้ย”
ความอดทนหายไปได้ง่ายกว่าปกติ ฉันตัดบทด้วยการยอมยกหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นให้อ่าน ก่อนจะลุกออกไปจากโซฟา มองผ่านหน้าต่างออกไปมองทิวทัศน์เรื่อยเปื่อย เกือบจะเข้าฤดูหนาวแล้ว... การออกไปเดินเล่นคงไม่ใช่กิจกรรมที่น่าทำนัก แต่ว่า...
ในเมื่อไม่มีอะไรให้ทำในบ้าน... ออกไปเดินตากลมให้หัวเย็นลงหน่อยจะดีกว่า
พอมือแตะโค้ทตัวโปรดเท่านั้นแหละ กิลเบิร์ตก็ถามทันที
“จะออกไปไหนน่ะ?”
“...เดินเล่น”
“หนาวๆ แบบนี้เนี่ยนะ”
“ไม่เกี่ยวกับนายไม่ใช่เหรอ กิลเบิร์ต”
ฉันตอกกลับอย่างอารมณ์เสีย อยากจะอยู่คนเดียวอย่างสงบแต่กลับมีคนมายุ่มย่ามด้วยนี่มันไม่สนุกเอาซะเลย
“เฮ้ ฉันถามดีๆ นะ แล้วออกไปเดิน รู้ทางรึเปล่า เดี๋ยวก็ได้หลงทางกันวุ่นวายพอดี”
กิลเบิร์ตเริ่มเทศนา วางตัวเหมือนเป็นผู้ปกครองทั้งๆ ที่ไม่ใช่ ฉันหรี่ตามองอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะคว้าโค้ทตัวโปรดพร้อมผ้าพันคอเดินออกไปโดยไม่เสียเวลาฟังจนจบ
“อย่าเดินหนีตอนที่ฉันพูดอยู่ด้วยสิเฟ้ย!” เขาพูดไล่หลังแล้วตามออกมาโดยไม่ได้รู้เอาเสียเลยว่าระดับความอดทนของฉันมันเริ่มจะถึงขีดสุด
ต่อให้ไล่หรือด่ายังไง เจ้าหมอนี่ก็คงจะหน้าด้านตามมาอยู่ดี ฉันมุ่งหน้าเดินเรื่อยเปื่อยโดยไม่ดูทางหวังเพียงแต่จะสลัดเจ้าคนน่ารำคาญนี่ให้หลุดไปให้ได้
“ว่างนักรึไง เห็นลุดวิกไม่อยู่เลยจะฉวยโอกาสทำตัวเหลวไหลล่ะสิท่า ก็เพราะนายมันเป็นแบบนี้น่ะซี้ เจ้าหมอนั่นถึงได้หนีไปอยู่กับเฟลิเซียโน่ อยู่กับเจ้าเด็กบ้าพาสต้ายังดีกว่าอยู่กับนายเลย! คิดดูแล้วกัน!”
ฉันเร่งฝีเท้าหนี อยากจะตะโกนบอกจริงๆ ว่าเลิกตามมาซะที แต่ขืนทำอย่างนั้นกิลเบิร์ตคงจะยิ่งได้ใจมากกว่า ถึงจะน่าโมโหแต่ฉันก็ยังหลับหูหลับตาเดินต่อไป
“เฮ้ย! โรเดอริค!”
“!!?”
สิ้นเสียงตะโกนของกิลเบิร์ต ทั้งตัวก็ถูกดึงกระชากไปทางด้านหลังอย่างแรง ก่อนที่รถคันหนึ่งจะวิ่งผ่านหน้าไปด้วยความรวดเร็ว
“เดินดูทางบ้างเซ่! ไอ้คุณชายเซ่อซ่านี่!!!”
ถ้าไม่ใช่เพราะกิลเบิร์ต... อาจจะเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว
ฉันหยุดคิดโดยที่ยังตะลึงอยู่ แต่พอคิดอีกที...
ก็เพราะกิลเบิร์ตนั่นแหละ ฉันถึงได้เดินหน้าตั้งไม่ระวังทางแบบนั้น!
ฉันสะบัดตัวออกจากอีกฝ่าย จ้องมองด้วยสีหน้าทมึงถึง
“ถ้านายไม่เดินจี้มาแบบนั้น ฉันคงไม่ประมาทอย่างนั้นหรอก!”
ว่าเสร็จฉันก็หันหลังเดินหนี แต่คราวนี้กิลเบิร์ตคว้าข้อมือยึดเอาไว้ หมอนี่จะยังต้องการอะไรอีกนะ
“นายนี่มันดื้อชะมัด เหมือนแต่ก่อนไม่มีผิด”
...อย่ามาพูดเหมือนกับว่านายรู้จักฉันดีนะ... เป็นแค่กิลเบิร์ตแท้ๆ
ฉันต้องเจออะไรมาบ้าง... ผ่านอะไรมาบ้าง... คนที่วันๆ คิดถึงแต่ตัวเองอย่างนายน่ะ ไม่มีวันเข้าใจหรอก
“จะตามมาก็เรื่องของนาย แต่ช่วยหุบปากด้วย ฉันต้องการความสงบ” ว่าแล้วฉันก็สะบัดข้อมือหนี ก่อนจะเดินเรื่อยเปื่อยต่อไปอย่างไม่มีจุดหมาย
จะว่าไป... ก็เหมือนชีวิตช่วงนี้ ทำไปโดยไม่มีจุดหมายที่แน่นอน
กิลเบิร์ตไม่ได้พูดอะไรอีกเลย ฉันรู้ว่าเขากำลังตามมมาอยู่จากเสียงฝีเท้าหนักๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ฉันลับหลังรึเปล่า เพราะฉันไม่อารมณ์ดีพอจะหันไปสนใจ แต่ถ้าอยู่เงียบๆ ได้ นับว่าขอบคุณก็แล้วกัน
สุดถนน ริมแม่น้ำชปรี... ม้านั่งตัวยาววางไว้ให้คนเดินผ่านไปมานั่งพักทอดอารมณ์มองผิวน้ำสีครามเข้ม อากาศหนาวเย็นจึงทำให้มีผู้คนอยู่บางตา
ใบไม้แดงร่วงหล่นเลอะเทอะเต็มพื้น อีกไม่นานฤดูหนาวคงจะมาเยือน ใบไม้พวกนี้คงไม่มีให้เห็นอีก ฉันปัดใบไม้แห้งกรอบให้พ้นจากเก้าอี้ แล้วจึงลงนั่ง เหม่อมองลำน้ำชปรีเบื้องหน้าด้วยความคิดที่ว่างเปล่า
“ฮัดเช้ย!”
กิลเบิร์ตจามออกมา เขานั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของเก้าอี้ คำอวยพรตามมารยาทหลุดจากปากฉันไปโดยอัตโนมัติ
“Gesundheit.”
ว่าแล้วกิลเบิร์ตก็สูดจมูกแรง ฉันเพิ่งได้สังเกตการแต่งตัวของอีกฝ่าย หมอนี่ยังใส่แค่สเว็ตเตอร์ตัวเดียวอยู่เลย ถ้าอยู่ในบ้านก็ว่าไปอย่าง แต่นับประสาอะไรกับการออกมาตากลมข้างนอกแบบนี้
...นี่คงจะคิดแต่จะตามมารังควานฉันก็เลยไม่ได้คว้าเสื้อนอกออกมาด้วยล่ะสิ เป็นคนที่สร้างปัญหาได้ไม่เปลี่ยนจริงๆ
ถ้าจะปล่อยให้นั่งหนาวๆ อยู่อย่างนั้น... ก็ดูแล้งน้ำใจเกินไป ดีไม่ดีกิลเบิร์ตจะมาโทษฉันทีหลังได้ (ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้เป็นคนผิดเลยก็เถอะ)
ฉันปลดผ้าพันคอแล้วหันไปเอาผ้าพันคอผืนนั้นโอบรอบคออีกฝ่ายให้
...อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไร
“รู้จักคิดก่อนจะออกมาซะบ้างสิ”
ถ้านายเป็นหวัด คนที่บ้านก็ต้องคอยดูแล ก็เห็นอยู่ว่าช่วงนี้ลุดวิกมีเวลาว่างเสียที่ไหน...
กิลเบิร์ตเบ้ปาก มีคราวนี้ล่ะที่จะเห็นอีกฝ่ายเถียงไม่ออกเสียบ้าง ได้แต่ทำท่าฮึดฮัด แล้วกระชับผ้าพันคอไว้แน่น
“...ขอบใจเว้ย”
ฉันยิ้มขำ
...โตก็ป่านนี้แล้ว ยังทำตัวเป็นเด็กอยู่ได้
“หัวเราะอะไรฟะ ไอ้คุณชายงี่เง่า”
ฉันตีหน้าเข้ม กล่าวตำหนิเหมือนดุเด็กเล็กๆ “ฉันบอกให้อยู่เงียบๆ ไง ฟังไม่รู้เรื่องเหรอ”
กิลเบิร์ตเชิดหน้าอย่างไม่พอใจ แล้วบ่นอุบอิบ “จู้จี้ชะมัด”
โชคดีที่ลมนิ่งแล้ว อากาศเย็นๆ เลยไม่หนาวไปมากกว่านี้ ฉันนั่งมองผู้คนประปรายที่เดินผ่านจุดนี้ไป ต่างคนต่างใส่เสื้อผ้าหนาๆ ซุกมือในกระเป๋าเสื้อรีบจ้ำอ้าวเดินอย่างรวดเร็ว
พวกเขาอาจมองว่าคนที่หยุดนั่งอยู่ตรงนี้อย่างเราสองคนช่างแปลกประหลาด
“เฮ้”
คนข้างๆ เปิดปากพูดขึ้นจนได้ ฉันไม่ควรจะคาดหวังว่ากิลเบิร์ตจะมีความอดทนสูง
“กลางวันนี้กินอะไรกันดี”
จะว่าไป... มันก็ใกล้เที่ยงเต็มทีแล้วสินะ มิน่าล่ะกิลเบิร์ตถึงได้นั่งลูบท้องอยู่ได้ตั้งนาน
“นายอยากกินอะไรก็ไปหากินเองได้นี่”
ฉันยังไม่ค่อยหิวเลยยังไม่คิดว่าจะกินอะไร แต่ร้านอาหารแถวนี้ก็มีออกดาษดื่น เรื่องแค่นี้ทำไมต้องถามด้วยนะ
“...เดี๋ยวไอ้คนขี้บ่นอย่างนายจะมาหาว่าฉันใช้เงินเปลืองน่ะสิ”
พอกิลเบิร์ตว่าอย่างนั้น ฉันก็หัวเราะเบาๆ จะปลื้มใจดีมั้ยนะ ดูเหมือนว่าการเงินของบ้านไวล์ชมิดท์จะตกอยู่ในการควบคุมของฉันซะแล้ว
“แล้วนายอยากกินอะไรล่ะ”
“หนาวๆ แบบนี้มันต้องเนื้อ! เนื้ออบเป็นไง! ต้องของ Bei Fritzs นะ!”
ร้านนั้นเป็นร้านโปรดของกิลเบิร์ต ไม่ได้เป็นร้านที่ราคาถูกด้วย แต่ก็ไม่ถึงกับแพงแบบไม่มีเหตุผล ขึ้นชื่อว่าจะหาอะไรกินนอกบ้านมันก็ต้องแพงอยู่แล้วล่ะ
...นับว่านานๆ ทีก็แล้วกัน
“ไปสิ” ฉันว่าแล้วเตรียมลุกขึ้น แต่กิลเบิร์ตดูเหมือนไม่อยากเชื่อว่าฉันจะยอมไปกินร้านอาหารแพงๆ ด้วย
“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง ฉันแค่ชอบประหยัด แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบยาจกซะหน่อย”
กิลเบิร์ตยิ้มกว้าง แล้วว่าเสียงดัง
“ดี!!! กับคนเลอเลิศอย่างฉันมันก็ต้องอาหารระดับนั้นเท่านั้นแหละ! ดูเหมือนว่านายจะฉลาดขึ้นมานิดหน่อยแล้วสินะ!”
...ฉันจะขอบคุณมากกว่านี้ถ้ากิลเบิร์ตเลิกพูดจาไม่มีหูรูดแบบนั้นสักที
แต่เอาเถอะ...
ท่าทางมื้อกลางวันวันนี้จะไม่เงียบเหงาแล้ว
To be continued...
สถานะ.. ดองอีกเรื่องละ orz.....


....(ส่วนตัวแอบหมั่นไส้เฟลี่)
อันดีใจที่สุดเลย
((ถึงจะปลิ้มลุดรอดยังไง แต่ 3P มันก็ยังสุดยอดอยู่ดี ฮา))
จะรอตอนต่อไปนะคะ
#1 By Leveret J.V. Cross on 2009-10-27 23:24