[Hetalia Fanfiction] Minuet in G Major (Opus 6)
posted on 06 Sep 2009 21:28 by keechan in Fiction
Minuet in G Major (Opus 6)
Pairing ??? x Roderich Edelstein
หลังอาหารเช้าลุดวิกก็ออกไปที่สวน
เป้าหมายก็ไม่ใช่อะไรที่ไหนนอกจากแอสเตอร์ แบล็คกี้ แล้วก็แบร์ลิทซ์
อีกสาเหตุหนึ่งที่ลุดวิกมักจะตื่นก่อนก็คือเพื่อมาดูแลเจ้าสุนัขสามตัวนี่
อาจจะได้กินข้าวเช้าก่อนคนที่อยู่ในบ้านเสียอีก
พอเจ้าของก้าวออกไปเท่านั้นแหละ ทั้งสามตัวก็พากันกระดิกหางอย่างดีอกดีใจ
เวลา
ที่ลุดวิกหยอกล้อกับเยอรมันเชพเพิร์ดตัวโตทั้งสามตัวนั้น
บนใบหน้าก็มักจะมีรอยยิ้มบางๆ อยู่เสมอ
นี่คงจะเป็นช่วงเวลาที่เขาจะผ่อนคลายจากเรื่องเครียดๆ ได้ละมั้ง
กิลเบิร์
ตหายตัวไปอย่างลึกลับอีกแล้ว ฉันไม่เคยรู้จริงๆ ว่าตอนกลางวันเขาไปไหน
แต่ก็ช่างเถอะ ถ้าจะไม่มารังควานก็นับว่าโชคดีเหลือเกิน
สุนัขตัวใหญ่ตั้งสามตัว ถึงลุดวิกจะเป็นผู้ชายตัวโต แต่การจะพาสุนัขไปเดินเล่นพร้อมกันทีเดียวสามตัวนั้นคงจะยุ่งยากบ้างเหมือนกัน
ฉันโผล่หน้าออกไปที่สวน อากาศข้างนอกยังเย็นเกินกว่าจะไม่สวมเสื้อหนาๆ สักตัวออกไปด้วย
“จะออกไปเดินเล่นกันใช่มั้ย?”
“ออกมาด้วยกันมั้ยล่ะ?”
ลุดวิกเอ่ยชวนก่อนที่ฉันจะเอ่ยปากเสนอ ฉันยิ้มบางรับ รู้สึกดีใจที่จะได้ช่วยดูแลสุนัขทั้งสามตัวนั่น
“อืม ไปสิ เจ้าพวกนี้คงอยากออกไปเดินเล่นจะแย่แล้ว”
คิด
ถูกที่แต่งตัวพร้อมออกไปข้างนอกได้แล้ว
เพียงแค่หยิบแจ๊กเก็ตที่แขวนอยู่หน้าประตูมาสวมทับอีกสักตัวก็เรียบร้อย
ส่วนลุดวิกเดินอ้อมจากสวนมาทางด้านหน้าบ้าน
พร้อมจูงแบล็คกี้กับแบร์ลิทซ์มาด้วย
“แอสเตอร์ล่ะ?”
พอเรียกชื่อเยอรมันเชพเพิร์ดขนสีน้ำตาลทองก็วิ่งแซงออกมา ลุดวิกจงใจปล่อยแอสเตอร์ออกมาให้วิ่งมาหา ฉันลูบขนนิ่มฟูๆ นั่นอย่างเอ็นดู
“อย่าเป็นฝ่ายโดนลากล่ะ”
ลุ
ดวิกหยอก นั่นหมายความว่าเขาจะให้ฉันช่วยพาแอสเตอร์เดินเล่นนั่นเอง
เจ้าสุนัขตัวโตเห่าดังโฮ่งอย่างพออกพอใจ คงอยากจะออกไปวิ่งเล่นเต็มที
“แอสเตอร์ไม่ซนถึงขนาดนั้นละมั้ง”
ฉัน
เดา คนระเบียบจัดอย่างลุดวิกย่อมต้องอบรมสุนัขของตนเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
ทั้งสามตัวก็ออกจะแสนรู้ บอกให้ทำอะไรก็ทำ
ถ้าคำสั่งนั้นไม่ไร้เหตุผลจนเกินไป
จะว่าไปพูดรู้เรื่องกว่ากิลเบิร์ตเสียอีก
ที่สวนสาธารณะมีผู้คนออกมา
เดินเล่นกันพอควร ถึงจะมีลมเย็นพัดมาบ้าง แต่ก็ไม่หนาวจนเกินไป
เป็นอากาศที่ช่างเหมาะกับการออกมาเดินรับลม สูดอากาศสดใสยามสายๆ
เป็นอย่างดี ดวงอาทิตย์ก็ฉายแสงเหนือหมู่เมฆ
นับว่าลุดวิกเลือกวันได้เหมาะทีเดียว
เราวิ่งรอบสวนได้สักสองรอบ
พอประมาณให้เยอรมันเชพเพิร์ดทั้งสามตัวได้ออกกำลังกาย
แม้จะเป็นแค่การวิ่งเหยาะๆ ก็เรียกเหงื่อได้เหมือนกัน
ไม่บ่อยนักที่
เราได้มีโอกาสออกมาทำอะไรแบบนี้ร่วมกัน ยิ่งช่วงหลังๆ
นี่ลุดวิกมีงานที่ต้องออกไปสะสางนอกบ้านมากมาย
แค่ได้หันหน้าคุยกันก็นับว่าวิเศษแล้ว
แอสเตอร์ไม่ได้เอาแต่วิ่ง
เตลิดอย่างที่คิด แต่ก็ใช่ว่าจะอยู่นิ่งๆ
ลุดวิกที่ต้องดูทั้งแบร์ลิทซ์และแบล็คกี้นี่ช่างเก่งจริงๆ
ท่าทางจะถนัดรับมือกับความวุ่นวายทำนองนี้
“เหนื่อยมั้ย?”
ฉันส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วหยอกกลับ
“ฉันยังไม่แก่นะ”
เรา
ยืนอยู่ริมแม่น้ำชปรี พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นสีเขียวตัดกับสีฟ้า
ผิวน้ำเรียบสะท้อนสีท้องฟ้าเบื้องบนได้อย่างชัดเจน
ฉันมองออกไปที่สุดขอบฟ้า สุดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้นั้นคือบ้านของฉัน
บ้านหลังเก่าที่เคยอยู่มาก่อนจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
มือใหญ่ของลุดวิกแตะเข้าที่ไหล่ ดวงตาสีฟ้าจริงจังคู่นั้นจ้องมองฉันอย่างใคร่สงสัย
“สวยไม่เท่าดานูบที่บ้านนายเลยนะ”
ลุดวิกหมายถึงแม่น้ำ
ฉันวางมือทับหลังมืออุ่นๆ นั่น ลุดวิกไม่ค่อยพูดก็จริง แต่หากจะเอ่ยปาก ก็มักจะชื่นชมความงามแห่งธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง
“สวยต่างจากดานูบต่างหาก”
ดานูบงามมากอยู่ก็จริง แต่ก็มิใช่ว่าควรจะงามข่มทัศนียภาพของแผ่นดินอื่น
ลุดวิกยิ้มบาง
“ถ้ามีเวลาว่าง เราลองลงใต้กันบ้างมั้ย จะได้เห็นถิ่นกำเนิดของดานูบในป่าดำ”
ฉันพยักหน้ารับ ทว่าไม่ได้คิดคาดหวังเป็นจริงเป็นจัง
“ถ้ามีเวลาว่าง... ล่ะก็นะ”
ร่าง
สูงขยับมาใกล้ตัวมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันไม่ทันรู้ตัว
มือข้างหนึ่งยังกุมเชือกคล้องแบล็คกี้กับแบร์ลิทซ์ไว้มั่น แต่อีกข้าง...
ดึงรั้งให้ฉันแนบชิด
“ฉันจะพาไปเอง”
เจ้าของดวงตาสีฟ้าเคร่งขรึมคู่นั้นเอ่ยให้คำมั่น ถ้าเป็นคำพูดของลุดวิกล่ะก็... จะไว้ใจได้เสมอ
ลุดวิกโน้มตัวลงมาเล็กน้อย แตะสัมผัสริมฝีปากของฉันเบาๆ แผ่วพริ้วทว่าชื้นฉ่ำ ราวกับสัมผัสจากหยดน้ำที่ประพรมลงบนกลีบดอกหญ้า
ถ้า
ไม่ใช่เพราะเสียงเห่าของแอสเตอร์ (หรือแบร์ลิทซ์ ไม่ก็แบล็คกี้
ฉันจำไม่ได้เหมือนกันว่าตัวไหนกันแน่ที่ส่งเสียงขัดจังหวะ)
ลุดวิกคงไม่ผงะออกไปเสียรวดเร็ว ใบหน้าคมคายนั้นสีเรื่อขึ้นเล็กน้อย
ฉันเองก็แปลกใจที่ตนเองไม่ได้เอ่ยคัดค้านหรือห้ามปรามอะไรออกไป
“กลับกันรึยัง?”
ลุดวิกเอ่ยปากราวกับถามเยอรมันเชพเพิร์ดสามตัวนั่น ไม่ได้จงใจให้ฉันตอบ ดังนั้นฉันจึงไม่ได้พูดอะไร
“โรเดอริค...”
ลุดวิกยื่นมืออีกข้างมาให้ ใช่... มันเป็นคำเชิญบอกว่าให้เดินกลับไปพร้อมกัน
ฉัน
ไม่ใช่เด็ก (ฉันแก่กว่าด้วยซ้ำ) ไม่ใช่คนที่จะหลงทางได้ง่ายๆ
เพียงแค่ไม่ได้จับมือกันไว้ (ถึงจะเคยหลงทางมาบ้างก็เถอะ)
มันไม่จำเป็นที่จำต้องจับมือเดินกันไป อีกอย่าง มันน่าอายจะตายไม่ใช่หรือ
ทั้งอย่างนั้น... ด้วยเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลทั้งปวง ฉันก็ยังยื่นมือออกไปกุมมืออีกฝ่ายอยู่ดี
“จริงสิ กลางวันนี้จะกินอะไรกันดีล่ะ พาเจ้าพวกนี้ไปส่งแล้วออกมาหาอะไรกินดีมั้ย”
ฉันชวนคุยต่อ เพื่อ... ไม่ให้เราเกิดอาการเคอะเขินกันมากเกินไปนัก (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องเขินด้วย คนกันเองแท้ๆ)
“อ... อือ ก็ดีนะ”
ถึง
จะสิ้นเปลืองไปบ้างกับการนั่งกินร้านอาหารข้างนอก แต่นานๆ
ทีที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับลุดวิก
การใช้จ่ายเพื่อเวลาเช่นนี้น่ะคุ้มค่ามากที่สุด
ไม่กี่วันหลังจากนั้น
ฉันก็ได้รู้กระจ่างแจ้งแก่ใจว่าทุกวันลุดวิกออกไปไหน และไปทำอะไร
จากข่าวที่ได้ยินบ้าง จากคำบอกเล่าของกิลเบิร์ตบ้าง และจากตัวลุดวิกเอง
เพราะดูท่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้อยากจะปิดบัง
แต่คงเกรงว่าจะฉันจะต่อว่าถ้าหากรู้เข้าให้
เหมือนตอนนี้ไงล่ะ
“คิด
ยังไงของนายกันน่ะ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายออกไปตะลอนๆ
กับเฟลิเซียโน่ได้ทุกวัน
เรื่องที่นายกำลังทำอยู่น่ะมันเป็นเรื่องจริงจังมากนะ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ที่จะให้คนไม่เอาอ่าวอย่างเจ้านั่นมาร่วมด้วยได้”
สาเหตุที่ทำให้ฉัน
อดรนทนไม่ไหวจนต้องต่อว่าอย่างเปิดเผยมีอยู่สองอย่าง
ประการหนึ่งคือการประกาศร่วมมือกันอย่างเป็นทางการระหว่างลุดวิกและเฟลิเซีย
โน่ คนที่ควรจะถูกเทศนาไม่ใช่เจ้าเด็กไม่รู้ประสีประสานั่น
แต่เป็นลุดวิกต่างหาก
มีอย่างที่ไหนดึงเด็กขี้แพ้เข้ามาเป็นพวก!
ลุ
ดวิกที่ถูกจับมานั่งเผชิญหน้ากับฉันในห้องรับแขกก็ดูอึดอัดเหมือนผู้ร้ายที่
กำลังถูกสอบสวนยังไงชอบกล ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายเสียหน่อย
แค่คิดว่ามันไม่เหมาะสม’อย่างมาก’ก็เท่านั้นเอง
“เอ่อ มันก็มีเหตุผลหลายๆ อย่างละนะ มีพันธมิตรไว้ก็ดีกว่าไม่มีไม่ใช่รึไง”
เหตุผล
กำปั้นทุบดินจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นคำพูดของคนอย่างลุดวิก
ถ้าเป็นกิลเบิร์ตล่ะก็ว่าไปอย่างที่จะแถเหตุผลข้างๆ คูๆ
เข้าข้างตัวเองจนสีข้างแทบพัง
“ยังไงก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี!
เจ้าเด็กนั่นวันๆ ก็ร้องหาแต่พาสต้าเท่านั้นแหละ
นายคิดผิดแล้วที่จะให้มาร่วมทำอะไรจริงจังแบบนี้
ป่านนี้คงทำธงขาวเอาไว้เต็มบ้านแล้วมั้ง!”
อีกเหตุผลหนึ่งนอกจากความเหมาะสมต่อสถานการณ์ทั้งปวงแล้ว ก็คือฉันกำลังมีปัญหากับพาสต้าที่กองสุมมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะล้นบ้านน่ะสิ!
“กอง
พาสต้าพวกนี้ก็เหมือนกัน!
นายไม่ต้องรับของที่เจ้านั่นยัดเยียดมาให้ได้มั้ย
คนเดือดร้อนต้องหาที่เก็บหาเมนูทำให้พาสต้าพวกนี้หมดไปซะทีน่ะมันฉันนะ”
ลุ
ดวิกได้แต่คอตก ฉันหวังจริงๆ ว่าเขาจะทำตามคำแนะนำ
ทำไมกันนะกับเรื่องแค่นี้ถึงปฏิเสธไม่ได้
แค่รู้ว่าลุดวิกออกไปข้างนอกทุกวันเพื่อจะพบเฟลิเซียโน่ก็นับว่าเป็นเรื่อง
ที่ยากจะเชื่อสำหรับฉันแล้ว เพราะสองคนนี้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักอย่าง
ลุดวิกเป็นคนเอาจริงเอาจัง ส่วนเฟลิเซียโน่ไม่เอาถ่านสักเรื่องนอกจากเรื่องกินและศิลปะ
ลุดวิกเป็นคนเข้มแข็ง กล้าหาญ แต่เจ้าเด็กนั่นขี้กลัวยิ่งกว่าใคร แถมยังขี้แยอีกต่างหาก
ฉันไม่เข้าใจจริงๆ คิดตามตรรกะเหตุผลโดยปกติแล้ว เฟลิเซียโน่ไม่ควรจะมีส่วนร่วมในปัญหาครั้งนี้ แต่ลุดวิกกลับดึงอีกฝ่ายเข้ามาเกี่ยว
“โทษทีแล้วกัน คราวหน้าฉันจะไม่รับมาแล้ว”
ฉัน
ถอนใจแรงๆ ตั้งใจแสดงให้เห็นว่าฉันเหนื่อยหน่ายกับเรื่องนี้แค่ไหน
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องของฉันโดยตรง
ฉันไม่ควรจะเข้าไปข้องเกี่ยวกับการตัดสินใจของลุดวิกว่าเขาจะเลือกใครมาเป็น
เพื่อนคู่ใจหรือทำอะไรอย่างอื่น
แต่พอคิดถึงหน้าตาลอยไปลอยมาเรียกหาแต่พาสต้าของเจ้าเด็กนั่นแล้วมันอดจะ
โมโหไม่ได้!
ฉันหรี่ตามองด้วยสายตาคาดโทษ ถ้าการคบกับเจ้านั่นทำให้เดือดร้อนมาถึงในบ้านล่ะก็ฉันจะไม่อยู่เฉยแน่
“วันนี้นายก็ทำพาสต้ากินเองเถอะนะ ฉันจะไปหาอย่างอื่นกินข้างนอก”
ต่อ
ให้มีหลายแบบก็เถอะ แต่รสชาติมันก็คล้ายๆ กันอยู่ดี
แถมมีแต่แป้งซะส่วนใหญ่
ใครจะกินลงไปได้สามมื้อติดกัน(ยกเว้นเจ้าเด็กนั่นเอาไว้สักคน)
ฉันเลิกบ่นเมื่อเห็นสมควร ลุดวิกก็ไม่ใช่คนที่จะต้องพูดอะไรให้ฟังซ้ำซาก นอกจากนั้นมันก็เย็นมากแล้วด้วย
“เฮ้! ทำอะไรให้กินเสียทีสิ ไอ้คุณชายห่วยนี่! ฉันหิวแล้ว!”
พอหมดเรื่องกับลุดวิก กิลเบิร์ตก็โผล่มากวนประสาททันที กระนั้นฉันก็ไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงด้วย
“ทำให้กิลเบิร์ตด้วยล่ะ”
ฉันหันไปบอกลุดวิกอีกที ในเมื่อควรจะรีบกำจัดพาสต้าไปให้หมดบ้าน ทั้งสองคนจึงควรจะช่วยกันกิน
“ฉันไม่กินพาสต้า! วันนี้จะเอาไส้กรอกกับเบียร์เฟ้ย!”
“งั้นก็ทำกินกันเองก็แล้วกัน”
“คิดว่าตัวเองสลักสำคัญมากนักเหรอไอ้คุณชาย กะอีแค่ข้าวเย็น คนสุดเจ๋งอย่างฉันทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วเนอะไอ้น้องชาย”
“พี่... ผมว่าเราน่าจะช่วยกันกินพาสต้าให้หมดก่อนนะ”
เจอคำกึ่งขอร้องจากลุดวิกเข้าไปแบบนั้นกิลเบิร์ตถึงกับตกตะลึงปนผิดหวังเลยทีเดียว
“หา---! ทำไมล่ะ ของอย่างนั้นน่ะ ก็ได้มาฟรีไม่ใช่เหรอ ถ้ากินไม่หมดก็ทิ้งๆ ไปซะบ้างสิ”
ฉัน
ถึงกับหันขวับไปมองตาเขียว
การกินทิ้งกินขว้างเป็นเรื่องที่ฉันทนนิ่งเฉยไม่ได้เช่นกัน
ถ้าคนอยู่ร่วมใต้ชายคาเดียวกันจะมีพฤติกรรมอย่างนั้นล่ะก็ฉันไม่อนุญาต!
“เฟลิเซียโน่อุตส่าห์ให้มา จะทิ้งลงได้ยังไงกัน”
ลุดวิกเอ่ยตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ
ได้
ยินอย่างนั้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องต่อว่าซ้ำ
หวังว่ากิลเบิร์ตจะรู้จักค่าของอาหารอย่างลุดวิกบ้าง
ฉันทิ้งความวุ่นวายเอาไว้เบื้องหลัง ตั้งใจจะออกไปทันที
แต่ยังไม่ทันไรก็ถูกรั้งไว้ก่อน
“โรเดอริค มันเย็นมากแล้ว อย่าออกไปข้างนอกเลย ฉันจะทำอย่างอื่นให้นายกินด้วยก็ได้”
“ไม่ต้องลำบากหรอก ฉันไม่กินอะไรฟุ่มเฟือยนัก จะรีบไปรีบกลับด้วย”
ฉัน
ไม่ฟังเสียง ถ้าจะให้นั่งอยู่ท่ามกลางสองพี่น้องนั่นทั้งๆ
ที่อารมณ์ยังหงุดหงิดอยู่อย่างนี้อาหารเย็นคงจะไม่อร่อยแน่ๆ
และฉันรู้ตัวดีกว่าคงจะอดบ่นอีกไม่ได้ แล้วสองคนนั้นก็คงจะรำคาญ
น่าจะสบายใจด้วยกันทุกฝ่ายหากฉันออกไปหาที่สงบสติอารมณ์สักครู่
ฉันหยิบโค้ทตัวโปรดที่แขวนไว้หน้าประตู แล้วก็ถูกแย่งไปโดยไม่ทันตั้งตัว
“ฉันไม่ให้ไป”
อารมณ์ขุ่นมัวที่ยังไม่ตกตะกอนดีถูกกวนขึ้นมาอีกครั้ง ต่อให้เป็นลุดวิกก็เถอะ ถ้ายังไม่มีเหตุผลแบบนี้ฉันก็ไม่ยอมลงให้เหมือนกัน
“เอาคืนมา”
แน่นอนว่าฉันไม่เยื้อแย่งเสื้อโค้ทมาเหมือนเป็นเด็กๆ ถ้าทำอย่างนั้นเสื้อโค้ทก็จะยับยู่ยี่เสียเปล่าๆ
“หมอนั่นอยากออกไปก็ปล่อยให้ออกไปสิ เรามาทำอะไรกินอร่อยๆ กันดีกว่าน่า”
ไม่กี่ครั้งที่ฉันจะเห็นด้วยกับกิลเบิร์ต ฉันดึงชายเสื้อโค้ทที่อีกฝ่ายึดไว้แล้วเอ่ยแกมบังคับ
“คืนโค้ทฉันมา ลุดวิก”
จู่ๆ
เจ้าของดวงตาสีฟ้าคมกริบนั้นก็คว้าข้อมือฉันแน่น ออกแรงดึงจนแทบจะเป็นลาก
แค่แรงบีบนั้นก็พอจะบ่งบอกได้ว่าลุดวิกกำลังโมโหไม่น้อย
ฉันถูกจับมานั่งที่โต๊ะอาหาร สองมือแข็งแรงกดไหล่ให้ฉันนั่งลงนิ่งๆ ก่อนจะหันไปบอก (หรืออาจจะเป็นสั่ง) กิลเบิร์ต
“พี่เฝ้าไว้ทีนะ ระหว่างที่ฉันทำกับข้าว ห้ามให้ออกไปไหนเด็ดขาด”
“เดี๋ยว ลุด—”
ทั้ง
ฉันทั้งกิลเบิร์ตแทบจะประสานเสียงพร้อมกัน เราทั้งคู่มองหน้ากัน
ต่างฝ่ายต่างก็พูดอะไรไม่ออก
ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเถียงอะไรในตอนที่ลุดวิกอาจจะกำลังโกรธ
แม้แต่กิลเบิร์ตก็ยังนิ่งเงียบอยู่ได้เป็นเวลานานจนไม่น่าเชื่อ
คน
ที่ควรจะโมโหน่ะมันฉันมากกว่า แต่ทั้งอย่างนั้นก็ไม่อาจคิดเหตุผลใดๆ
ที่เอ่ยอ้างออกไปได้
ที่จริงแล้วฉันก็อาจจะผิดเหมือนกันที่บ่นจู้จี้มากเกินไป
เฮ้อ...
นี่มันเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ เลย มาทะเลาะกันเพราะว่าพาสต้านี่นะ...
พาส
ต้าควันฉุยจานใหญ่ถูกวางลงตรงหน้า เฟตตูชินี่กับไส้กรอก...
นับว่าเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว แต่ฉันกลับไม่รู้สึกอยากกินเอาเสียเลย
“ฉันเบื่อพาสต้าแล้ว”
“บอกว่าพาสต้าไม่เอาไง ลุด—”
อาหารจานเดียวกันถูกวางตรงหน้ากิลเบิร์ตดังตึงจนกิลเบิร์ตหุบปากนิ่ง ทำให้ฉันเองก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อไปด้วย
“ฉัน
เป็นคนรับมาก็จริง แต่มันก็เป็นหน้าที่เราทุกคนที่ต้องช่วยกันกินให้หมด
เพราะว่านายเองก็ไม่อยากให้ทิ้งไปเฉยๆ ด้วยใช่มั้ยล่ะ งั้นก็อย่าบ่น”
ลุดวิกพาดพิงถึงฉันด้วยเหตุผล มันก็คงจริงอยู่... แต่รู้สึกทำใจยอมรับได้ยากชอบกล
“พี่ก็ด้วยนะ”
ขาดคำประกาศิตนั้นก็ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง นับเป็นมื้ออาหารเย็นครั้งแรกที่กิลเบิร์ตเงียบได้ตลอด และฉันเองก็เหมือนกัน
อาหารเย็นมื้อนั้นดูเหมือนจะไร้รสชาติไปเลย
To be continued...
ยังไม่ทันไรชีวิตคู่ (?) ดูจะร้าวฉานซะละ
พาสต้าเป็นเหตุ....



เยอะมากนะคะเนี่ย 55
ทะเลาะกันเพราะ ...พาสต้า
#1 By อาร์ตไหมล่ะ ? on 2009-09-06 21:46