[Hetalia Fanfiction] Minuet in G Major (Opus 3)

posted on 26 Jul 2009 10:35 by keechan  in Fiction

 

 

Minuet in G Major (Opus 3)

 

Pairing ??? x Roderich Edelstein

 

 

 

อาหารเช้าในวันต่อมาเป็นตามแบบฉบับชาวเยอรมันแท้ๆ ลุดวิกเป็นคนลงมือทำเอง ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ยากอะไรกับการตอกไข่ใส่กระทะ พลิกไส้กรอกไปมาให้เกรียมพอสุก แล้วก็การปิ้งขนมปังให้อุ่นนิ่มพอดี แต่กิลเบิร์ตก็ไม่เคยพากเพียรพอที่จะตื่นเช้ามาทำเอง

และด้วยความที่ลุดวิกเป็นคนใจกว้าง ในเมื่อเขาต้องเตรียมตัวออกจากบ้านแต่เช้า เขาจึงเตรียมมื้อเช้าเผื่อแผ่สมาชิกคนอื่นๆ ด้วย ฉันจะรู้ได้ว่าเมื่อไหร่เขาจะอยู่บ้านหรือออกไปข้างนอกก็จากการแต่งทรงผม ถ้าหากว่าเสยขึ้นล่ะก็แปลว่าเขามีธุระจะออกไปข้างนอก

นับว่าน้อยครั้งที่ฉันจะเห็นเขาปล่อยให้ผมปรกหน้า ยิ่งช่วงนี้เขากำลังยุ่งมากทีเดียว

ฉันเองถ้าไม่ได้ออกไปไหนก็ไม่เสียเวลาจัดผมที่ระหน้าผากเหมือนกัน มันก็ไม่ได้เกะกะอะไรมากมายหรอกนะ

“อรุณสวัสดิ์ ลุดวิก”

ฉันกล่าวทักทาย อีกฝ่ายเพียงแต่โผล่หน้ามาจากแผ่นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าแล้วตอบกลับสั้นๆ

“อรุณสวัสดิ์”

“วันนี้ก็ออกไปข้างนอกอีกเหรอ”

ฉันถามทั้งที่นึกรู้อยู่แล้ว เพียงแค่อยากแสดงความใส่ใจต่อคนที่อยู่บ้านเดียวกันด้วยการไต่ถามที่ไม่ก้าวก่ายจนเกินไปนัก

นอกจากจะเสยผมขึ้นไปให้เรียบแล้ว การแต่งตัววันนี้ก็ดูเป็นการเป็นงานอย่างเคย เครื่องแบบสีเขียวเข้มยิ่งเพิ่มความเคร่งขรึมให้กับเจ้าตัวมากขึ้นอีก

“อืม ...ก็อย่างนั้นแหละ”

คำตอบนั้นคลุมเครือไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจะออกไปไหน ไปทำอะไร กับใคร หรือแม้แต่ว่ากลับเมื่อไหร่ ฉันคาดเอาเองว่านั่นแปลว่าเขาไม่ต้องการจะบอก ซึ่งฉันก็ไม่ได้รบเร้าซักถามอีก

ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันจำเป็นต้องรู้ลุดวิกก็คงบอกเอง

ฉันลงนั่งละเอียดมื้อเช้าไปพลาง อ่านพาดหัวข้อข่าวบนหนังสือพิมพ์ที่อีกฝ่ายกำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านไปพลาง

ช่วงเช้าที่เงียบสงบผ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ เสียงตึงตังจากชั้นสองก็ทำลายบรรยากาศเสียหมด ตบท้ายด้วยเสียงตะโกนลั่น

“หิวแล้ว!!! มีอะไรให้สุดหล่ออย่างฉันกินเนี่ยเช้านี้!”

“อย่าโวยวายแต่เช้าสิกิลเบิร์ต”

ฉันอดจะติขึ้นมาไม่ได้ แม้จะบ่นแล้วบ่นอีกทุกเช้าจนแทบจะกลายเป็นกิจวัตรก็ดูจะไม่มีผลอะไรต่อกิลเบิร์ต

“นายจะไม่บ่นซักวันได้มั้ยเนี่ย ห้ะ?”

ฉันไม่สนใจจะโต้แย้ง เพียงแต่ทำหน้าเอือมระอาต่อความไร้ระเบียบเกินทานทน

“ทำหน้าบูดอะไรแบบนั้น เห็นแล้วกินไม่ลงกันพอดี อย่ามาทำลายเช้าที่สดใสของฉันสิ!”

“เลิกพูดมากซะทีได้มั้ย!”

“อย่ามาวางท่าสั่งฉันนะ ไอ้คุณชายจอมห่วย!”

“เอาขนมปังใส่ปากแล้วหุบปากซะ”

“ไอ้บ้า!”

เจ้าตัวหยิบขนมปังเข้าปากอย่างที่ต้องการ คงเพราะหิวแล้วนั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้หุบปากอย่างที่คาด เราสองคนยังต่อล้อต่อเถียงกันไม่เลิก เช้าที่สงบสุขจึงกลายเป็นเช้าที่หนวกหูและวุ่นวายที่สุด

“จริงสิ ลุดวิก ฉันเย็บกระดุมให้แล้วนะ อย่าเอามาซักทั้งๆ ที่กระดุมมันหลุดอยู่สิ เดี๋ยวก็หายจนหาไม่เจอหรอก”

“อืม โทษที”

“กระดุมหายก็ซื้อใหม่สิ ขี้ตืดชะมัด”

ฉันหันมาต่อว่าคนที่พูดแทรกขึ้นมาทันที

“นายก็เหมือนกัน กิลเบิร์ต แค่ชายแขนเสื้อลุ่ยน่ะ รู้จักเย็บซะบ้าง จะปล่อยให้มันลุ่ยอยู่อย่างนั้นรึไง”

“ฉันไม่ใส่แล้วต่างหาก! คนมาดดีอย่างฉันจะใส่เสื้อผ้าไม่เนี้ยบอย่างนั้นได้ไง!”

“อย่าบอกนะว่านายจะทิ้งเสื้อตัวนั้น! ผ้ายังดีอยู่เลยแท้ๆ! ถ้านายไม่มีปัญญาเย็บก็เอามาให้ฉันเย็บซะ!”

เท่านั้นกิลเบิร์ตก็ยิ่งทำหน้าตกอกตกใจ ก่อนจะโวยวายเสียงดังกว่าเดิม

“จะให้นายเย็บแขนเสื้อให้ฉันเรอะ! แค่คิดก็สยองแล้ว!”

“มีอะไรสยองตรงไหนกัน เสียมารยาทจริงเชียว”

ฉันไม่เข้าใจปฏิกิริยาของกิลเบิร์ตเอาซะเลย กับอีแค่เย็บชายแขนเสื้อ กางเกงในของลุดวิกฉันยังเคยปะชุนมาให้แล้วด้วยซ้ำ

ดูเหมือนลุดวิกจะอึดอัดกับบทสนทนาที่เป็นอยู่ไม่น้อย ถึงได้ดึงให้หนังสือพิมพ์ปิดหน้าตัวเอง ไม่มีส่วนในวงสนทนาเสียอย่างนั้น

คนบ้านนี้เป็นอะไรกับเรื่องการเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้ากันนะ?

“ไม่รู้ล่ะ แต่นายไม่ต้องมายุ่งกับเสื้อผ้าของฉันเลย ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

“ฉันไม่ยอมให้นายผลาญทรัพยากรโลกแบบงี่เง่าหรอกนะกิลเบิร์ต”

การถกเถียงใหญ่โตเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ ยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่อาหารในจานพร่องลงเรื่อยๆ ฉันรู้สึกว่าใช้พลังงานจากอาหารเช้าในเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียจริง

เพราะว่ามัวแต่ทะเลาะกับกิลเบิร์ต เวลาที่ใช้บนโต๊ะอาหารจึงเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำเป็น ลุดวิกแหงนมองนาฬิกาเป็นพักๆ ฉันคิดว่าเขาคงกังวลเกี่ยวกับเวลานัดหมาย

“ลุดวิก ถ้านายต้องไปแล้วก็ให้ฉันจัดการจานพวกนี้เองก็ได้”

อีกฝ่ายมีสีหน้าโล่งอก การแบ่งเบาภาระเรื่องงานบ้านได้เป็นเรื่องที่ฉันภาคภูมิใจอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

“งั้นก็ฝากด้วยนะ”

ลุดวิกผุดลุกขึ้นทันที บางทีอาจจะเบื่อที่ต้องทนฟังฉันกับกิลเบิร์ตทะเลาะกันทุกเช้าแบบนี้ก็เป็นได้ถึงได้อยากจะรีบออกไปให้พ้นๆ

เขาแวะเข้าไปในครัวก่อน ฉันแปลกใจนิดหน่อย คนอย่างลุดวิกไม่น่าจะลืมอะไรไว้ในห้องครัว เพียงแค่ชั่วครู่เขาก็ออกมาพร้อมถุงใส่ไส้กรอกทอด 3-4 อัน พอเห็นใบหน้าเป็นคำถามของฉันเขาก็อธิบาย

“ของฝากน่ะ”

คงจะเอาไปฝากคนที่จะต้องไปพบวันนี้ละมั้ง ฉันไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพียงแต่คิดว่าคนคนนั้นคงเป็นคนง่ายๆ ถึงพอใจกับของฝากอย่างไส้กรอกย่าง

เหมือนพวกแอสเตอร์เลย...

ฉันหยุดความคิดไว้แค่นั้น การคิดเปรียบเทียบต่อไปจะเป็นการเสียมารยาทต่อคนไม่รู้จัก แค่ชอบกินไส้กรอกเหมือนกันไม่ใช่ว่าฉันจะเอาคนคนนั้นไปเปรียบเทียบกับสุนัขได้

ฉันออกมาส่งถึงหน้าประตู ตามที่คนในครอบครัวควรจะทำ หากแต่กิลเบิร์ตเพียงแค่ตะโกนส่งเสียงมาจากห้องอาหารเท่านั้น

“ไปดีมาดีนะ ลุดวิก! เอาของกินอร่อยๆ มาฝากด้วยล่ะ!”

ไม่ว่าเมื่อไหร่ฉันก็ทำตัวให้เคยชินกับคนอย่างกิลเบิร์ตไม่ได้จริงๆ...

“เดินทางปลอดภัยนะ”

“อื้อ”

ลุดวิกรับคำ แต่ยังไม่หันหลังออกไป

ในขณะที่ฉันกำลังคิดแทนให้ว่าเขาจะลืมอะไรรึเปล่า ใบหน้าคมสันนั้นก็โน้มลงมาใกล้ ริมฝีปากนิ่มแตะแนบที่แก้มซ้ายของฉันเบาๆ ก่อนจะทำอย่างเดียวกับแก้มขวา

“แล้วเจอกัน”

ลุดวิกเอ่ยเช่นนั้นโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“...แล้วเจอกัน”

ฉันตอบกลับไปแห้งๆ โบกมือลาก่อนที่ร่างใหญ่นั้นจะก้าวออกนอกประตูไป

รู้อยู่หรอกว่าการหอมแก้มทั้งสองข้างเช่นนั้นเป็นการทักทายตามแบบฉบับคนเยอรมัน แต่ฉันก็อดจะหน้าร้อนขึ้นมาไม่ได้

ก็ในเมื่อแต่ก่อน ลุดวิกไม่เคยทำแบบนี้... เวลาจะออกจากบ้านก็จะพูดแค่ ‘แล้วเจอกัน’ เท่านั้น แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นนะ...

ฉันจะคิดมากทำไมนะ... เรื่องทุกอย่างก็ปกติดีไม่ใช่เหรอ กับคนในครอบครัวใครที่ไหนก็ทำอย่างนี้ได้ทั้งนั้น

บางส่วนในหัวใจของฉันรู้สึกอิ่มเอิบกับคำคำนั้น... ‘ครอบครัว’

สาเหตุที่ฉันได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้แต่แรกเริ่มก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรู้สึกส่วนตัว ต่างฝ่าย ทั้งฉันและลุดวิก คล้ายกับต่างก็ถูกบังคับด้วยสถานการณ์กลายๆ ให้มาอยู่ร่วมกัน

ไม่เชิงว่าเต็มใจแต่ก็ไม่เชิงว่ารู้สึกคัดค้าน

หากแต่... ถ้าจุดเริ่มต้นแบบนั้น จะพัฒนาจนกลายเป็นความรู้สึกที่ดีต่อกันก็ไม่เลวนัก

ปลายนิ้วของฉันยังแตะค้างที่แก้มตัวเอง จากนี้ไปลุดวิกจะทำอย่างนี้กับฉันทุกวันรึเปล่านะ?

ฉันละความรู้สึกเอื่อยเฉื่อยไว้ที่หน้าประตู ฉุกคิดได้ว่าวันนี้ทั้งวันยังมีงานบ้านต้องทำอีกเยอะ จึงหมุนตัวแล้วเดินไปเก็บโต๊ะอาหารเช้าเป็นอันดับแรก

แน่นอนว่าการถกเถียงกับกิลเบิร์ตก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

 

 

 

เพราะไม่รู้ว่าลุดวิกจะกลับมาเมื่อไหร่ ฉันจึงเลือกทำเค้กโดโบสไว้รอเผื่อว่าอีกฝ่ายจะกลับมาตอนบ่าย รสหวานมันของคาราเมล ผสมผสานความหวานหอมกลมกล่อมของช็อคโกแลตและความกรุบกรอบของอัลมอนด์ น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสียรส

“ทำอะไรกินน่ะ! กลิ่นหอมดีนี่!”

กิลเบิร์ตที่หายไปครึ่งค่อนวันโผล่หน้ามาจนได้ เป็นเรื่องปริศนาอีกอย่างสำหรับฉันว่าวันๆ หนึ่งกิลเบิร์ตออกไปไหนและทำอะไรบ้างรึเปล่า

ฉันตัดเค้กให้ชิ้นหนึ่ง คาดไว้อยู่แล้วว่ากิลเบิร์ตจะต้องมาขอกิน ไหนๆ ก็อยู่บ้านเดียวกัน ฉันไม่ลำเอียงถึงขนาดจะทำให้แต่เฉพาะลุดวิกหรอกนะ

ยิ่งถ้าเอาไปกินแล้วหุบปากไปได้สักชั่วโมงสองชั่วโมงจะดีมาก

“ของว่างตอนบ่าย นายจะเอากาแฟด้วยมั้ย”

“ดีมาก! เค้กช็อคโกแลตเหรอ ดูดีนี่!”

“สอดไส้คาราเมล อย่าบ่นว่ามันหวานเกินไปล่ะ”

กิลเบิร์ตมองชั้นเค้กอย่างพิจารณา

“อืม... ฉันว่าเค้กแบบนี้มันคุ้นๆ อยู่นะ”

ไม่แปลกที่จะคุ้นหรอก...

“อลิซาเบธาเป็นคนสอนฉันทำ”

พอเอ่ยชื่ออดีตภรรยา กิลเบิร์ตก็ทำหน้ายู่ ฉันรู้ว่าเขาชอบมาตอแยกับอลิซาเบธา แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่นานมาแล้ว จนถึงตอนนี้กิลเบิร์ตก็ไม่เคยวางตัวเป็นสุภาพบุรุษต่อหน้าเธอ ทั้งๆ ที่อลิซาเบธาเป็นสุภาพสตรีแสนงดงามและเข้มแข็ง ควรค่าแก่การเชิดชู

“สูตรเค้กจากยัยนั่นเหรอ... ต้องไม่อร่อยแหงๆ”

กิลเบิร์ตบ่นอุบอิบ แต่ก็ยกชิ้นเค้กนั้นออกไป สายตาที่จ้องมองนั่นเหมือนจะเสียดายที่จะกินมันลงไปเสียมากกว่า

บางทีสายตาของกิลเบิร์ตก็มีความว้าเหว่แฝงอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่าสาเหตุของแววตาเช่นนั้นมาจากไหน

ฉันตักเค้กขึ้นชิมคำหนึ่ง รสชาติหวานหอมอวลทั่วในปาก อ่อนหวาน สวยงาม ดังเช่นรสจุมพิตของอลิซาเบธา

...ท่าทางลุดวิกคงจะไม่กลับมาเร็วๆ นี้ ฉันจึงยกกาแฟและเค้กสำหรับตัวเองออกไปนั่งร่วมโต๊ะกับกิลเบิร์ตด้วย

“...ทีหลังไม่ต้องทำอีกนะ เค้กเนี่ย”

“...? นายจะไม่กินเค้กตอนบ่ายแล้วเหรอ”

“ไม่ใช่เว้ย! ฉันหมายถึงไม่ต้องทำเค้กพิลึกๆ แบบนี้อีก เอาอย่างอื่น!”

“ไม่อร่อยเหรอ”

“...เออ ห่วยแตกที่สุด”

ฉันทอดสายตามองจานเค้กของอีกฝ่าย เค้กชิ้นนั้นพร่องไปเกินกว่าครึ่งแล้ว ถ้าไม่อร่อยก็ไม่น่าจะฝืนทนกินได้มากขนาดนั้นนี่

“แปลกจัง ฉันว่าก็ทำตามสูตรแล้วนะ”

ฉันตักชิ้นเค้กเข้าปากเพื่อชิมรสอีกหน รสหวานกำลังดี ไม่มีรสอะไรผิดแปลก กิลเบิร์ตก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบของหวาน แล้วมันมีอะไรผิดพลาดตรงไหน

“ถ้าเป็นของยัยนั่นทำตามสูตรไหนก็แย่ทั้งนั้นแหละ!”

กิลเบิร์ตโวยแล้วตักเค้กที่เหลือเข้าปากเร็วๆ จนหมด เพียงเท่านั้นฉันก็รู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่รสชาติของเค้ก

“ทำไมนายถึงได้ตั้งแง่กับอลิซาเบธานักนะ เธอไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย”

“เรื่องของฉันน่า! คุณชายป้อแป้อย่างนายคงจะไม่เคยโดนกระทะของยัยนั่นฟาดหัวเอาล่ะสิ ยัยนั่นคงจะสงสารเลยไม่อยากลงไม้ลงมือกับนาย ฮ่าฮ่าฮ่า!”

“ฉันก็เห็นว่านายเป็นคนหาเรื่องก่อนทุกที”

“อย่ามาทำปากดีน่า ไอ้คุณชาย สุดท้ายนายก็ไปกับยัยนั่นไม่รอด ถึงได้ถูกทิ้งอยู่อย่างนี้ไง ฉันก็ว่าอยู่แล้วว่าต้องลงเอยแบบนี้แหงๆ”

ฉันยกกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ขุ่นเคืองอยู่บ้างที่กิลเบิร์ตก้าวก่ายกระทั่งเรื่องส่วนตัว

“...เราตกลงหย่ากันด้วยความพอใจของทั้งสองฝ่าย เธอก็มีหนทางของเธอ ส่วนฉันก็มีเรื่องของฉัน การแยกทางกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่”

เหตุผลของการแยกทางกันนั้นไม่ใช่อะไรอื่น เพราะว่าฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับงานที่ลุดวิกทำและอยากให้ความสนับสนุน แต่อลิซาเบธากลับเห็นตรงกันข้าม

ในเมื่อความขัดแย้งไม่สามารถประนีประนอมกันได้ ก็ควรจะแยกทางกันไปดีกว่า

ที่จริงแล้วอลิซาเบธาเป็นผู้หญิงที่เก่งกาจ เธอไม่จำเป็นจะต้องรับความช่วยเหลือจากฉันเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นแทนที่จะดึงรั้งเธอไว้ด้วยความเอาแต่ใจ ฉันเลือกที่จะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ

“ยัยนั่นคิดผิดจริงๆ ที่เลือกคนอย่างนาย”

กิลเบิร์ตยังคงพูดซ้ำซาก ก่นด่าต่อว่าฉันมากมายเสียจนเบื่อจะฟัง เกือบทั้งหมดนั่นเป็นคำพูดเพ้อเจ้อที่สักแต่พล่าม ฉันทนเถียงอยู่ได้ไม่นานก็เลิก พอดีกับที่ของว่างยามบ่ายหมดลง

“เรื่องพวกนั้นมันนานมาแล้ว มันจบไปแล้วด้วย นายน่าจะเลิกขุดคุ้ยซะทีนะ”

ฉันลุกปลีกตัวมาโดยไม่ใส่ใจคำด่าไล่หลัง ไม่เคยมีครั้งไหนที่ฉันจะคุยกับกิลเบิร์ตได้เป็นสาระ มักจะมีแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เสมอ

ไม่รู้ว่าทำไมกิลเบิร์ตถึงได้ยึดติดกับเรื่องในอดีตนัก เขามักจะเอาเรื่องของอลิซาเบธามาเกี่ยวเนื่องกับฉันเสมอทั้งที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกันทุกครั้งไป ทำตัวเป็นเด็กขี้อิจฉา กิลเบิร์ตคงจะคับแค้นใจที่ต้องอยู่บ้านเดียวกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอดีตสามีของผู้หญิงที่ตัวเองหลงรักข้างเดียว

ถึงกิลเบิร์ตจะไม่เคยพูด แต่การกระทำของหมอนั่นน่ะดูออกง่ายจะตาย ที่ชอบมาตอแยหาเรื่องกับฉันก็คงเพราะเรื่องนั้นด้วยส่วนหนึ่ง งี่เง่าจริงๆ ถ้าหากกิลเบิร์ตมีสมองมากกว่านี้คงจะดูออกแล้วล่ะว่าอลิซาเบธาเองก็ไม่ได้รังเกียจ แทนที่จะเอาเวลามาค่อนแคะฉัน น่าจะรู้จักทำอะไรที่มันมีประโยชน์กว่านั้น

อย่างไรก็เถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องของฉัน ทั้งอลิซาเบธาและฉันไม่ได้คิดขุ่นเคืองกับการแยกทางอยู่แล้ว เราต่างคนต่างมีหนทางที่แตกต่างกัน และเรายอมรับซึ่งกันและกันได้

ทว่าการที่ฉันยังต้องทนฟังคำเหน็บแนมของกิลเบิร์ตอยู่ทุกวัน นับเป็นข้อเสียประการใหญ่เลยทีเดียว





To be continued...

 

 

ยังคงเมีย เมีย และเมียต่อไป...

 

Dobos Torte หากท่านอยากเห็นว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร > http://en.wikipedia.org/wiki/Dobos_Cake

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เวรี่เมีย

เมียมาก

เมียเวอร์ๆ

ถ้ามีถ้วยเมียดีเด่นตอนนี้ก็น่าจะให้เนอะ... เหมือนสุซังได้ถ้วยสามีดีเด่น...
แต่รอดบ่นเปนเมียหลวงอะ... ต้องโมเอ้ดิ /โดนคุนกีตบ

แบบ แม่ง ทำเค้กด้วยอะ ส่งสามีหน้าบ้านอะ

ส่วนอีกิล ออวซั่มไปให้ตายเลยนะมึง... วันๆเอาเวลาไปจีบเจ๊ใช่มั้ย ห๊ะะะ

แต่ก็น่ารักแหละ วะ

ฮึ่ย

ต่อนะ รอ อั๊ง
โฮก.. คุณชายเป็นศรีภรรยาที่ดีมากเลยค่ะ งานบ้านไม่มีขาดตกบกพร่องopen-mounthed smile

ลุดวิกเริ่มชินกับการมีศรีภรรยาที่เพียบพร้อมอยู่ในบ้านแล้วสินะคะ.. มีหอมแก้มก่อนออกจากบ้านด้วย น่ารักจริงๆเลยค่ะcry

ส่วนคุณพี่กิลก็ยังคงออวซั่มต่อไปสินะคะ...

คุณชายโมเอะมากค่ะ......โฮก...
ขอให้ด๊อยซ์หอมแก้มไม่ใช่เพราะเป็นธรรมเนียมบ้านเกิด โฮกกกกก
ซีนนี้น่ารักคั่กๆค่ะ ลุ้นคู่นี้ตั้งแต่ตอนล้างจาน (ฮา)

คุณชายศรีภริเมียมวากกกกกกกกกกกก
อยู่เหย้าเฝ้าเรือน ทำงานบ้าน ส่งสามี > <
เริ่มจะเข้าใจหัวอกเจ๊ฮังซะแล้วค่ะ (ฮา)
แบบ ใจซะมีเค้าหนีไปอยู่กะด๊อยซ์แล้ว หย่าเถอะ
อยู่ไปเจ๊ฮังก็เจ็บ (ปอยบรรยายได้พล็อตละครช่อง 7 มาก =[]=!!!)

ล...ลืมกิลไปเลย!!
/me โดนพี่กีเตะ

รอลุ้นตอนต่อไปนะคะ~

#3 By purin•po♥([∂]ω[∂])~♪ on 2009-07-29 20:31