[Hetalia Fanfiction] Minuet in G Major (Opus 3)
posted on 26 Jul 2009 10:35 by keechan in Fiction
Minuet in G Major (Opus 3)
Pairing ??? x Roderich Edelstein
อาหารเช้าในวันต่อมาเป็นตามแบบฉบับชาวเยอรมันแท้ๆ ลุดวิกเป็นคนลงมือทำเอง ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ยากอะไรกับการตอกไข่ใส่กระทะ พลิกไส้กรอกไปมาให้เกรียมพอสุก แล้วก็การปิ้งขนมปังให้อุ่นนิ่มพอดี แต่กิลเบิร์ตก็ไม่เคยพากเพียรพอที่จะตื่นเช้ามาทำเอง
และด้วยความที่ลุดวิกเป็นคนใจกว้าง ในเมื่อเขาต้องเตรียมตัวออกจากบ้านแต่เช้า เขาจึงเตรียมมื้อเช้าเผื่อแผ่สมาชิกคนอื่นๆ ด้วย ฉันจะรู้ได้ว่าเมื่อไหร่เขาจะอยู่บ้านหรือออกไปข้างนอกก็จากการแต่งทรงผม ถ้าหากว่าเสยขึ้นล่ะก็แปลว่าเขามีธุระจะออกไปข้างนอก
นับว่าน้อยครั้งที่ฉันจะเห็นเขาปล่อยให้ผมปรกหน้า ยิ่งช่วงนี้เขากำลังยุ่งมากทีเดียว
ฉันเองถ้าไม่ได้ออกไปไหนก็ไม่เสียเวลาจัดผมที่ระหน้าผากเหมือนกัน มันก็ไม่ได้เกะกะอะไรมากมายหรอกนะ
“อรุณสวัสดิ์ ลุดวิก”
ฉันกล่าวทักทาย อีกฝ่ายเพียงแต่โผล่หน้ามาจากแผ่นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าแล้วตอบกลับสั้นๆ
“อรุณสวัสดิ์”
“วันนี้ก็ออกไปข้างนอกอีกเหรอ”
ฉันถามทั้งที่นึกรู้อยู่แล้ว เพียงแค่อยากแสดงความใส่ใจต่อคนที่อยู่บ้านเดียวกันด้วยการไต่ถามที่ไม่ก้าวก่ายจนเกินไปนัก
นอกจากจะเสยผมขึ้นไปให้เรียบแล้ว การแต่งตัววันนี้ก็ดูเป็นการเป็นงานอย่างเคย เครื่องแบบสีเขียวเข้มยิ่งเพิ่มความเคร่งขรึมให้กับเจ้าตัวมากขึ้นอีก
“อืม ...ก็อย่างนั้นแหละ”
คำตอบนั้นคลุมเครือไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจะออกไปไหน ไปทำอะไร กับใคร หรือแม้แต่ว่ากลับเมื่อไหร่ ฉันคาดเอาเองว่านั่นแปลว่าเขาไม่ต้องการจะบอก ซึ่งฉันก็ไม่ได้รบเร้าซักถามอีก
ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันจำเป็นต้องรู้ลุดวิกก็คงบอกเอง
ฉันลงนั่งละเอียดมื้อเช้าไปพลาง อ่านพาดหัวข้อข่าวบนหนังสือพิมพ์ที่อีกฝ่ายกำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านไปพลาง
ช่วงเช้าที่เงียบสงบผ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ เสียงตึงตังจากชั้นสองก็ทำลายบรรยากาศเสียหมด ตบท้ายด้วยเสียงตะโกนลั่น
“หิวแล้ว!!! มีอะไรให้สุดหล่ออย่างฉันกินเนี่ยเช้านี้!”
“อย่าโวยวายแต่เช้าสิกิลเบิร์ต”
ฉันอดจะติขึ้นมาไม่ได้ แม้จะบ่นแล้วบ่นอีกทุกเช้าจนแทบจะกลายเป็นกิจวัตรก็ดูจะไม่มีผลอะไรต่อกิลเบิร์ต
“นายจะไม่บ่นซักวันได้มั้ยเนี่ย ห้ะ?”
ฉันไม่สนใจจะโต้แย้ง เพียงแต่ทำหน้าเอือมระอาต่อความไร้ระเบียบเกินทานทน
“ทำหน้าบูดอะไรแบบนั้น เห็นแล้วกินไม่ลงกันพอดี อย่ามาทำลายเช้าที่สดใสของฉันสิ!”
“เลิกพูดมากซะทีได้มั้ย!”
“อย่ามาวางท่าสั่งฉันนะ ไอ้คุณชายจอมห่วย!”
“เอาขนมปังใส่ปากแล้วหุบปากซะ”
“ไอ้บ้า!”
เจ้าตัวหยิบขนมปังเข้าปากอย่างที่ต้องการ คงเพราะหิวแล้วนั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้หุบปากอย่างที่คาด เราสองคนยังต่อล้อต่อเถียงกันไม่เลิก เช้าที่สงบสุขจึงกลายเป็นเช้าที่หนวกหูและวุ่นวายที่สุด
“จริงสิ ลุดวิก ฉันเย็บกระดุมให้แล้วนะ อย่าเอามาซักทั้งๆ ที่กระดุมมันหลุดอยู่สิ เดี๋ยวก็หายจนหาไม่เจอหรอก”
“อืม โทษที”
“กระดุมหายก็ซื้อใหม่สิ ขี้ตืดชะมัด”
ฉันหันมาต่อว่าคนที่พูดแทรกขึ้นมาทันที
“นายก็เหมือนกัน กิลเบิร์ต แค่ชายแขนเสื้อลุ่ยน่ะ รู้จักเย็บซะบ้าง จะปล่อยให้มันลุ่ยอยู่อย่างนั้นรึไง”
“ฉันไม่ใส่แล้วต่างหาก! คนมาดดีอย่างฉันจะใส่เสื้อผ้าไม่เนี้ยบอย่างนั้นได้ไง!”
“อย่าบอกนะว่านายจะทิ้งเสื้อตัวนั้น! ผ้ายังดีอยู่เลยแท้ๆ! ถ้านายไม่มีปัญญาเย็บก็เอามาให้ฉันเย็บซะ!”
เท่านั้นกิลเบิร์ตก็ยิ่งทำหน้าตกอกตกใจ ก่อนจะโวยวายเสียงดังกว่าเดิม
“จะให้นายเย็บแขนเสื้อให้ฉันเรอะ! แค่คิดก็สยองแล้ว!”
“มีอะไรสยองตรงไหนกัน เสียมารยาทจริงเชียว”
ฉันไม่เข้าใจปฏิกิริยาของกิลเบิร์ตเอาซะเลย กับอีแค่เย็บชายแขนเสื้อ กางเกงในของลุดวิกฉันยังเคยปะชุนมาให้แล้วด้วยซ้ำ
ดูเหมือนลุดวิกจะอึดอัดกับบทสนทนาที่เป็นอยู่ไม่น้อย ถึงได้ดึงให้หนังสือพิมพ์ปิดหน้าตัวเอง ไม่มีส่วนในวงสนทนาเสียอย่างนั้น
คนบ้านนี้เป็นอะไรกับเรื่องการเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้ากันนะ?
“ไม่รู้ล่ะ แต่นายไม่ต้องมายุ่งกับเสื้อผ้าของฉันเลย ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”
“ฉันไม่ยอมให้นายผลาญทรัพยากรโลกแบบงี่เง่าหรอกนะกิลเบิร์ต”
การถกเถียงใหญ่โตเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ ยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่อาหารในจานพร่องลงเรื่อยๆ ฉันรู้สึกว่าใช้พลังงานจากอาหารเช้าในเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียจริง
เพราะว่ามัวแต่ทะเลาะกับกิลเบิร์ต เวลาที่ใช้บนโต๊ะอาหารจึงเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำเป็น ลุดวิกแหงนมองนาฬิกาเป็นพักๆ ฉันคิดว่าเขาคงกังวลเกี่ยวกับเวลานัดหมาย
“ลุดวิก ถ้านายต้องไปแล้วก็ให้ฉันจัดการจานพวกนี้เองก็ได้”
อีกฝ่ายมีสีหน้าโล่งอก การแบ่งเบาภาระเรื่องงานบ้านได้เป็นเรื่องที่ฉันภาคภูมิใจอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
“งั้นก็ฝากด้วยนะ”
ลุดวิกผุดลุกขึ้นทันที บางทีอาจจะเบื่อที่ต้องทนฟังฉันกับกิลเบิร์ตทะเลาะกันทุกเช้าแบบนี้ก็เป็นได้ถึงได้อยากจะรีบออกไปให้พ้นๆ
เขาแวะเข้าไปในครัวก่อน ฉันแปลกใจนิดหน่อย คนอย่างลุดวิกไม่น่าจะลืมอะไรไว้ในห้องครัว เพียงแค่ชั่วครู่เขาก็ออกมาพร้อมถุงใส่ไส้กรอกทอด 3-4 อัน พอเห็นใบหน้าเป็นคำถามของฉันเขาก็อธิบาย
“ของฝากน่ะ”
คงจะเอาไปฝากคนที่จะต้องไปพบวันนี้ละมั้ง ฉันไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพียงแต่คิดว่าคนคนนั้นคงเป็นคนง่ายๆ ถึงพอใจกับของฝากอย่างไส้กรอกย่าง
เหมือนพวกแอสเตอร์เลย...
ฉันหยุดความคิดไว้แค่นั้น การคิดเปรียบเทียบต่อไปจะเป็นการเสียมารยาทต่อคนไม่รู้จัก แค่ชอบกินไส้กรอกเหมือนกันไม่ใช่ว่าฉันจะเอาคนคนนั้นไปเปรียบเทียบกับสุนัขได้
ฉันออกมาส่งถึงหน้าประตู ตามที่คนในครอบครัวควรจะทำ หากแต่กิลเบิร์ตเพียงแค่ตะโกนส่งเสียงมาจากห้องอาหารเท่านั้น
“ไปดีมาดีนะ ลุดวิก! เอาของกินอร่อยๆ มาฝากด้วยล่ะ!”
ไม่ว่าเมื่อไหร่ฉันก็ทำตัวให้เคยชินกับคนอย่างกิลเบิร์ตไม่ได้จริงๆ...
“เดินทางปลอดภัยนะ”
“อื้อ”
ลุดวิกรับคำ แต่ยังไม่หันหลังออกไป
ในขณะที่ฉันกำลังคิดแทนให้ว่าเขาจะลืมอะไรรึเปล่า ใบหน้าคมสันนั้นก็โน้มลงมาใกล้ ริมฝีปากนิ่มแตะแนบที่แก้มซ้ายของฉันเบาๆ ก่อนจะทำอย่างเดียวกับแก้มขวา
“แล้วเจอกัน”
ลุดวิกเอ่ยเช่นนั้นโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“...แล้วเจอกัน”
ฉันตอบกลับไปแห้งๆ โบกมือลาก่อนที่ร่างใหญ่นั้นจะก้าวออกนอกประตูไป
รู้อยู่หรอกว่าการหอมแก้มทั้งสองข้างเช่นนั้นเป็นการทักทายตามแบบฉบับคนเยอรมัน แต่ฉันก็อดจะหน้าร้อนขึ้นมาไม่ได้
ก็ในเมื่อแต่ก่อน ลุดวิกไม่เคยทำแบบนี้... เวลาจะออกจากบ้านก็จะพูดแค่ ‘แล้วเจอกัน’ เท่านั้น แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นนะ...
ฉันจะคิดมากทำไมนะ... เรื่องทุกอย่างก็ปกติดีไม่ใช่เหรอ กับคนในครอบครัวใครที่ไหนก็ทำอย่างนี้ได้ทั้งนั้น
บางส่วนในหัวใจของฉันรู้สึกอิ่มเอิบกับคำคำนั้น... ‘ครอบครัว’
สาเหตุที่ฉันได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้แต่แรกเริ่มก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรู้สึกส่วนตัว ต่างฝ่าย ทั้งฉันและลุดวิก คล้ายกับต่างก็ถูกบังคับด้วยสถานการณ์กลายๆ ให้มาอยู่ร่วมกัน
ไม่เชิงว่าเต็มใจแต่ก็ไม่เชิงว่ารู้สึกคัดค้าน
หากแต่... ถ้าจุดเริ่มต้นแบบนั้น จะพัฒนาจนกลายเป็นความรู้สึกที่ดีต่อกันก็ไม่เลวนัก
ปลายนิ้วของฉันยังแตะค้างที่แก้มตัวเอง จากนี้ไปลุดวิกจะทำอย่างนี้กับฉันทุกวันรึเปล่านะ?
ฉันละความรู้สึกเอื่อยเฉื่อยไว้ที่หน้าประตู ฉุกคิดได้ว่าวันนี้ทั้งวันยังมีงานบ้านต้องทำอีกเยอะ จึงหมุนตัวแล้วเดินไปเก็บโต๊ะอาหารเช้าเป็นอันดับแรก
แน่นอนว่าการถกเถียงกับกิลเบิร์ตก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
เพราะไม่รู้ว่าลุดวิกจะกลับมาเมื่อไหร่ ฉันจึงเลือกทำเค้กโดโบสไว้รอเผื่อว่าอีกฝ่ายจะกลับมาตอนบ่าย รสหวานมันของคาราเมล ผสมผสานความหวานหอมกลมกล่อมของช็อคโกแลตและความกรุบกรอบของอัลมอนด์ น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสียรส
“ทำอะไรกินน่ะ! กลิ่นหอมดีนี่!”
กิลเบิร์ตที่หายไปครึ่งค่อนวันโผล่หน้ามาจนได้ เป็นเรื่องปริศนาอีกอย่างสำหรับฉันว่าวันๆ หนึ่งกิลเบิร์ตออกไปไหนและทำอะไรบ้างรึเปล่า
ฉันตัดเค้กให้ชิ้นหนึ่ง คาดไว้อยู่แล้วว่ากิลเบิร์ตจะต้องมาขอกิน ไหนๆ ก็อยู่บ้านเดียวกัน ฉันไม่ลำเอียงถึงขนาดจะทำให้แต่เฉพาะลุดวิกหรอกนะ
ยิ่งถ้าเอาไปกินแล้วหุบปากไปได้สักชั่วโมงสองชั่วโมงจะดีมาก
“ของว่างตอนบ่าย นายจะเอากาแฟด้วยมั้ย”
“ดีมาก! เค้กช็อคโกแลตเหรอ ดูดีนี่!”
“สอดไส้คาราเมล อย่าบ่นว่ามันหวานเกินไปล่ะ”
กิลเบิร์ตมองชั้นเค้กอย่างพิจารณา
“อืม... ฉันว่าเค้กแบบนี้มันคุ้นๆ อยู่นะ”
ไม่แปลกที่จะคุ้นหรอก...
“อลิซาเบธาเป็นคนสอนฉันทำ”
พอเอ่ยชื่ออดีตภรรยา กิลเบิร์ตก็ทำหน้ายู่ ฉันรู้ว่าเขาชอบมาตอแยกับอลิซาเบธา แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่นานมาแล้ว จนถึงตอนนี้กิลเบิร์ตก็ไม่เคยวางตัวเป็นสุภาพบุรุษต่อหน้าเธอ ทั้งๆ ที่อลิซาเบธาเป็นสุภาพสตรีแสนงดงามและเข้มแข็ง ควรค่าแก่การเชิดชู
“สูตรเค้กจากยัยนั่นเหรอ... ต้องไม่อร่อยแหงๆ”
กิลเบิร์ตบ่นอุบอิบ แต่ก็ยกชิ้นเค้กนั้นออกไป สายตาที่จ้องมองนั่นเหมือนจะเสียดายที่จะกินมันลงไปเสียมากกว่า
บางทีสายตาของกิลเบิร์ตก็มีความว้าเหว่แฝงอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่าสาเหตุของแววตาเช่นนั้นมาจากไหน
ฉันตักเค้กขึ้นชิมคำหนึ่ง รสชาติหวานหอมอวลทั่วในปาก อ่อนหวาน สวยงาม ดังเช่นรสจุมพิตของอลิซาเบธา
...ท่าทางลุดวิกคงจะไม่กลับมาเร็วๆ นี้ ฉันจึงยกกาแฟและเค้กสำหรับตัวเองออกไปนั่งร่วมโต๊ะกับกิลเบิร์ตด้วย
“...ทีหลังไม่ต้องทำอีกนะ เค้กเนี่ย”
“...? นายจะไม่กินเค้กตอนบ่ายแล้วเหรอ”
“ไม่ใช่เว้ย! ฉันหมายถึงไม่ต้องทำเค้กพิลึกๆ แบบนี้อีก เอาอย่างอื่น!”
“ไม่อร่อยเหรอ”
“...เออ ห่วยแตกที่สุด”
ฉันทอดสายตามองจานเค้กของอีกฝ่าย เค้กชิ้นนั้นพร่องไปเกินกว่าครึ่งแล้ว ถ้าไม่อร่อยก็ไม่น่าจะฝืนทนกินได้มากขนาดนั้นนี่
“แปลกจัง ฉันว่าก็ทำตามสูตรแล้วนะ”
ฉันตักชิ้นเค้กเข้าปากเพื่อชิมรสอีกหน รสหวานกำลังดี ไม่มีรสอะไรผิดแปลก กิลเบิร์ตก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบของหวาน แล้วมันมีอะไรผิดพลาดตรงไหน
“ถ้าเป็นของยัยนั่นทำตามสูตรไหนก็แย่ทั้งนั้นแหละ!”
กิลเบิร์ตโวยแล้วตักเค้กที่เหลือเข้าปากเร็วๆ จนหมด เพียงเท่านั้นฉันก็รู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่รสชาติของเค้ก
“ทำไมนายถึงได้ตั้งแง่กับอลิซาเบธานักนะ เธอไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย”
“เรื่องของฉันน่า! คุณชายป้อแป้อย่างนายคงจะไม่เคยโดนกระทะของยัยนั่นฟาดหัวเอาล่ะสิ ยัยนั่นคงจะสงสารเลยไม่อยากลงไม้ลงมือกับนาย ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“ฉันก็เห็นว่านายเป็นคนหาเรื่องก่อนทุกที”
“อย่ามาทำปากดีน่า ไอ้คุณชาย สุดท้ายนายก็ไปกับยัยนั่นไม่รอด ถึงได้ถูกทิ้งอยู่อย่างนี้ไง ฉันก็ว่าอยู่แล้วว่าต้องลงเอยแบบนี้แหงๆ”
ฉันยกกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ขุ่นเคืองอยู่บ้างที่กิลเบิร์ตก้าวก่ายกระทั่งเรื่องส่วนตัว
“...เราตกลงหย่ากันด้วยความพอใจของทั้งสองฝ่าย เธอก็มีหนทางของเธอ ส่วนฉันก็มีเรื่องของฉัน การแยกทางกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่”
เหตุผลของการแยกทางกันนั้นไม่ใช่อะไรอื่น เพราะว่าฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับงานที่ลุดวิกทำและอยากให้ความสนับสนุน แต่อลิซาเบธากลับเห็นตรงกันข้าม
ในเมื่อความขัดแย้งไม่สามารถประนีประนอมกันได้ ก็ควรจะแยกทางกันไปดีกว่า
ที่จริงแล้วอลิซาเบธาเป็นผู้หญิงที่เก่งกาจ เธอไม่จำเป็นจะต้องรับความช่วยเหลือจากฉันเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นแทนที่จะดึงรั้งเธอไว้ด้วยความเอาแต่ใจ ฉันเลือกที่จะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ
“ยัยนั่นคิดผิดจริงๆ ที่เลือกคนอย่างนาย”
กิลเบิร์ตยังคงพูดซ้ำซาก ก่นด่าต่อว่าฉันมากมายเสียจนเบื่อจะฟัง เกือบทั้งหมดนั่นเป็นคำพูดเพ้อเจ้อที่สักแต่พล่าม ฉันทนเถียงอยู่ได้ไม่นานก็เลิก พอดีกับที่ของว่างยามบ่ายหมดลง
“เรื่องพวกนั้นมันนานมาแล้ว มันจบไปแล้วด้วย นายน่าจะเลิกขุดคุ้ยซะทีนะ”
ฉันลุกปลีกตัวมาโดยไม่ใส่ใจคำด่าไล่หลัง ไม่เคยมีครั้งไหนที่ฉันจะคุยกับกิลเบิร์ตได้เป็นสาระ มักจะมีแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เสมอ
ไม่รู้ว่าทำไมกิลเบิร์ตถึงได้ยึดติดกับเรื่องในอดีตนัก เขามักจะเอาเรื่องของอลิซาเบธามาเกี่ยวเนื่องกับฉันเสมอทั้งที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกันทุกครั้งไป ทำตัวเป็นเด็กขี้อิจฉา กิลเบิร์ตคงจะคับแค้นใจที่ต้องอยู่บ้านเดียวกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอดีตสามีของผู้หญิงที่ตัวเองหลงรักข้างเดียว
ถึงกิลเบิร์ตจะไม่เคยพูด แต่การกระทำของหมอนั่นน่ะดูออกง่ายจะตาย ที่ชอบมาตอแยหาเรื่องกับฉันก็คงเพราะเรื่องนั้นด้วยส่วนหนึ่ง งี่เง่าจริงๆ ถ้าหากกิลเบิร์ตมีสมองมากกว่านี้คงจะดูออกแล้วล่ะว่าอลิซาเบธาเองก็ไม่ได้รังเกียจ แทนที่จะเอาเวลามาค่อนแคะฉัน น่าจะรู้จักทำอะไรที่มันมีประโยชน์กว่านั้น
อย่างไรก็เถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องของฉัน ทั้งอลิซาเบธาและฉันไม่ได้คิดขุ่นเคืองกับการแยกทางอยู่แล้ว เราต่างคนต่างมีหนทางที่แตกต่างกัน และเรายอมรับซึ่งกันและกันได้
ทว่าการที่ฉันยังต้องทนฟังคำเหน็บแนมของกิลเบิร์ตอยู่ทุกวัน นับเป็นข้อเสียประการใหญ่เลยทีเดียว
To be continued...
ยังคงเมีย เมีย และเมียต่อไป...
Dobos Torte หากท่านอยากเห็นว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร > http://en.wikipedia.org/wiki/Dobos_Cake


เมียมาก
เมียเวอร์ๆ
ถ้ามีถ้วยเมียดีเด่นตอนนี้ก็น่าจะให้เนอะ... เหมือนสุซังได้ถ้วยสามีดีเด่น...
แต่รอดบ่นเปนเมียหลวงอะ... ต้องโมเอ้ดิ /โดนคุนกีตบ
แบบ แม่ง ทำเค้กด้วยอะ ส่งสามีหน้าบ้านอะ
ส่วนอีกิล ออวซั่มไปให้ตายเลยนะมึง... วันๆเอาเวลาไปจีบเจ๊ใช่มั้ย ห๊ะะะ
แต่ก็น่ารักแหละ วะ
ฮึ่ย
ต่อนะ รอ อั๊ง
#1 By †★☆*HANA~hanachiko*☆★† on 2009-07-26 10:57