[Hetalia Fanfiction] Minuet in G Major (Opus 2)
posted on 14 Jul 2009 13:51 by keechan in Fiction
http://www.imeem.com/motabi/music/E410xstW/mozart-variations-for-piano-k265/ จิ้มไปหน้าหลักมันจะยอมเล่นเต็มเพลงให้มั้ยอะ เพลงจริงๆ ยาวตั้ง 13 นาทีกว่าๆ แน่ะ
Minuet in G Major (Opus 2)
Pairing ??? x Roderich Edelstein
เป็นภาพที่หาได้ยากที่เราสามคนร่วมโต๊ะอาหารเย็นกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ปกติแล้วลุดวิกมักจะออกไปทำธุระค้างคืนที่อื่นอยู่บ่อยๆ ส่วนกิลเบิร์ตก็ไม่รู้ออกไปตะลอนที่ไหน มีแต่ฉันนี่แหละที่คอยดูแลบ้านให้
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ได้สดใสร่าเริง ทว่าเคร่งขรึมตามแบบฉบับเจ้าของบ้านผู้จริงจัง ฉันยกสำรับมาให้ทั้งสองคนโดยไม่ถือโกรธกับท่าทีอวดดีของกิลเบิร์ต นั่นกลายเป็นเรื่องที่ฉันเห็นจนเคยชินไปเสียแล้ว
“นายก็มากินพร้อมกันสิ”
ลุดวิกเอ่ยชวน เขามักไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับอาหารที่ฉันทำ จะเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า อาจจะเพราะอาหารที่ฉันทำกับอาหารพื้นบ้านของเขามีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก ลุดวิกจึงไม่เคยออกความเห็นอะไร
จะมีบ้างบางครั้งที่จะมีเมนูที่เขาไม่เคยลิ้มรสมาก่อน เขาก็จะเพียงแต่อุทานออกมาว่า ‘ไอ้นี่อร่อยดีนะ’
เพียงแค่คำพูดสั้นๆ เขาคงไม่รู้หรอกว่ามันทำให้ฉันปลาบปลื้มใจได้มากเป็นทวีคูณ
“เย็นนี้มีอะไรกินเนี่ย!”
...ผิดกับอีกคน....
พอกิลเบิร์ตเห็นจานอาหารบนโต๊ะก็แกล้งทำหน้าเบ้
“นายมันก็มีดีอยู่แค่นี้แหละนะคุณชาย แต่ฉันว่ายังไงฝีมือลุดวิกก็อร่อยกว่า”
เจ้าตัวว่าพลางเคี้ยวหงุบหงับ
“ไม่เอาน่า พี่ เลิกทะเลาะกับโรเดอริคเสียที”
‘ทะเลาะกับ’ งั้นเหรอ ฉันไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเลยนะ ทำไมลุดวิกถึงได้พูดเหมาเหมือนกับว่าฉันเป็นคนผิดแบบนั้น
“เฮ้ นี่นายเป็นน้องฉันนะเว้ย อย่าพูดอะไรให้เสียอารมณ์อย่างนั้นเซ่! ฮ่าฮ่าฮ่า เอ้า ซดเบียร์หน่อยมั้ย”
เบียร์เป็นเครื่องดื่มประจำทุกบ้าน ฉันไม่จำเป็นจะต้องเตรียมให้ แต่ละคนจะถือแก้วเบียร์ไม่ก็ขวดเบียร์ประจำตัวกันอยู่แล้ว คนที่นี่ดื่มเบียร์กันแทนน้ำเปล่าด้วยซ้ำ ฉันไม่ได้มีอคติกับเบียร์ แต่ก็ไม่ได้ดื่มมากขนาดสองพี่น้องนี่
“เบียร์เยอรมันแท้ๆ นี่มันสุดยอดเลยนะ! อร่อยกว่าเบียร์ต่างชาติเป็นไหนๆ”
กิลเบิร์ตว่าพลางเหลียวมองเหมือนต้องการหยาม ฉันไม่เข้าใจว่ากิลเบิร์ตจะตอแยอะไรฉันนักหนา จริงอยู่ว่าฉันกับเขาเข้าหน้ากันไม่ค่อยติดมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว แต่ไอ้การพูดส่อเสียดเอย ตามรังควาญเอย มันช่างไร้แก่นสารเสียจริง
ฉันจัดการอาหารจานหลักเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้กิลเบิร์ตพูดโอ่ตัวโดยไม่ใส่ใจฟัง
แน่นอนว่าพอกินเสร็จเรียบร้อยก็ต้องตามด้วยของหวาน แอปเปิ้ลชตรูเดลเนื้อนุ่มหอมหวานด้วยชิ้นเนื้อแอปเปิ้ลไม่มีที่ติ ท่าทางฉันจะเห็นคนทำตัวเป็นเด็กฮึดฮัดที่จานของตัวเองว่างเปล่าบ้างแล้ว
“เฮ้ย! ไอ้คุณชาย! นี่มันหมายความว่าไง ของฉันล่ะเฟ้ย!”
ฉันตักชิ้นขนมหวานนั้นเข้าปาก ค่อยๆ ละเลียดเคี้ยว เช่นเดียวกับลุดวิกที่นั่งตรงกันข้าม ความตรงไปตรงมาของลุดวิกก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นนี้ ถ้าหากว่ากิลเบิร์ตเป็นฝ่ายทำผิดกฏ เขาก็จะไม่โวยวายแทนไม่ว่ากรณีใดๆ
“นายกินแอปเปิ้ลไปแล้วนี่ กิลเบิร์ต พูดเองไม่ใช่เหรอว่าแอปเปิ้ลเป็นลูกดีกว่าเป็นไหนๆ”
กิลเบิร์ตแยกเขี้ยว แต่ก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่อย่างนั้น ก็ขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ
“ลุดวิก! เอามากินคำนึงสิ!”
“หา? ไม่เอาหรอก”
“เจ้าขี้งกเอ๊ย! เฮ้ย อย่าบอกนะว่านายชักจะติดนิสัยไอ้คุณชายนี่มาแล้ว กับพี่ชายแท้ๆ แค่แอปเปิ้ลชตรูเดลคำเดียว นายเสียสละให้ไม่ได้เรอะ!”
ฉันลอบอมยิ้ม ก่อนจะปลีกตัวลุกไปในครัว ของที่หยิบติดมือมาด้วยทำให้กิลเบิร์ตว่านอนสอนง่ายขึ้นมาบ้าง
“ถ้าอยากกินขนาดนั้นล่ะก็ เชิญ อย่าไปเบียดเบียนลุดวิกสิ”
แอปเปิ้ลชตรูเดลอีกชิ้นวางใส่จานไว้ให้อย่างสวยงาม ฉันกะไว้แล้วว่าคนอย่างกิลเบิร์ตต้องลงเอยอีหรอบนี้ และตอนนี้ก็กำลังถือทิฐิ ไม่ยอมกินเสียดีๆ อยู่นั่นแหละ
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ดีมากๆ ไอ้คุณชาย รู้จักเอาอกเอาใจคนอย่างฉันแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนี่”
พูดแก้เก้อได้ไม่กี่ประโยคก็จัดการซัดเข้าปากไปพูดไป ให้ตายสิ...
“เผอิญว่าฉันทำมาเกิน จริงๆ แล้วตั้งใจจะให้พวกแอสเตอร์กินหรอกนะ”
พอฉันว่าอย่างนั้น กิลเบิร์ตแทบจะสำลัก ในขณะที่ลุดวิกตั้งหน้าตั้งตากินชตรูเดลของตัวเองให้หมดก่อนที่จะโดนแย่งอีก
กิลเบิร์ตชะงักไปเพื่อส่งสายตาอาฆาต จากนั้นก็กินต่อด้วยความแค้น ดูแล้วช่างตลกเสียจริง นานๆ ทีจะทำให้อีกฝ่ายด่าไม่ออกได้สักครั้ง
เรื่องที่พูดไปเมื่อกี้น่ะจริงที่ไหนกัน ทั้งแอสเตอร์ แบล็คกี้ แล้วก็แบร์ลิทซ์น่ะ กินแต่ไส้กรอกชั้นดี ลุดวิกไม่ยอมให้คนอื่นมายุ่งกับอาหารการกินของสุนัขสำคัญของตัวเองแน่ เรื่องแค่นี้ก็ถูกหลอกเสียได้ ช่างเป็นคนที่ดีแต่ปากจริงๆ
“ข... ของหวานแบบนี้เจ้าพวกนั้นมันไม่กินหรอกน่า โง่รึไงกัน!”
อ้อ... แปลว่าของที่สุนัขไม่กินนายก็กินสินะ อาจจะฟังเป็นคำสบประมาทที่เกินไปหน่อย เพราะว่าทั้งลุดวิกแล้วก็ฉันเองก็กินขนมชิ้นนี้ด้วยเหมือนกัน แต่อดจะคิดเปรียบเทียบกับกิลเบิร์ตไม่ได้ น่าขันดีชะมัด
“ยิ้มทำไม ห้ะ! ไอ้คุณชายขี้ตืด! สำนึกบุญคุณไว้ด้วยล่ะว่าฉันผู้แสนดีคนนี้อุตส่าห์ช่วยกินไอ้ของดาษๆ นี่ให้! ถ้ากินไม่หมดก็คงจะบ่นว่าเปลืองอีกล่ะสิ! ฉันสงสารสภาพหูของลุดวิกหรอกนะถึงได้ช่วยกินให้!”
ถึงจะว่าโน่นว่านี่ แต่สุดท้ายแอปเปิ้ลชตรูเดลก็หมดไปในเวลาอันรวดเร็ว จานของลุดวิกก็ว่างเปล่าเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้กระมังฉันถึงได้อารมณ์ดีแล้วไม่ต่อล้อต่อเถียงกับกิลเบิร์ตอีก
คนที่นั่งเงียบมาตลอด พอฉันตั้งท่าจะเก็บจาน ก็ยื่นมือมาขวางไว้
“ฉันเก็บล้างให้เอง”
“ไม่เป็นไร ลุดวิก ฉันเอง—”
ร่างกำยำคว้าจานเปล่าเรียงรวมกันแล้วยกไปที่อ่างล้างอย่างไม่รีรอ
“นายเป็นคนทำกับข้าวแล้ว เรื่องล้างจานยกให้ฉันเอง”
“เรื่องเล็กน้อยน่า นายไปนั่งดูข่าวดีกว่า”
ฉันยังค้าน การทำงานบ้านไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย และฉันเห็นควรว่าลุดวิกควรเอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นมากกว่า
ทว่าลุดวิกก็ไม่ยอมปล่อยให้ฉันทำ เขาเปิดก็อกน้ำแล้วเริ่มต้นล้างจาน ฉันรู้สึกเหมือนถูกแย่งหน้าที่สำคัญ จึงยื่นมือออกไปช่วยล้าง
“...ดื้อจริงๆ เลย”
เจ้าของเสียงทุ้มต่ำเอ่ยพึมพำ กระนั้นก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร เรื่องจึงลงเอยเป็นว่าเราทั้งคู่ยืนล้างจานอยู่ด้วยกัน
ฉันไม่เคยแม้แต่จะถามเรื่องงานของลุดวิก ฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่กงการอะไรของฉัน หน้าที่ของฉันมีเพียงคอยดูแลบ้านหลังนี้ เวลาว่างที่เหลือฉันก็มักจะใช้ไปเพื่อความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง
“ขอโทษแทนพี่ด้วยแล้วกันนะ”
จู่ๆ อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เอ๊ะ?”
“รู้สึกว่าช่วงนี้พี่จะอารมณ์แปรปรวนเป็นพิเศษ คงหงุดหงิดที่ไม่มีใครสนใจละมั้ง คงเห็นว่านายเป็นเพื่อนเก่าก็เลยพยายามเรียกร้องความสนใจ”
“อย่างกิลเบิร์ตน่ะเหรอ เรียกร้องความสนใจ?”
ฉันหัวเราะเบาๆ เมื่อคิดถึงลักษณะเฉพาะของคนที่ถูกพาดพิง
“ไม่ใช่ว่าทำอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลาเหรอ”
“ก็นั่นน่ะสิ แต่ดูเหมือนช่วงนี้จะวุ่นวายเป็นพิเศษ เพราะว่าฉันไม่ใช่เด็กเหมือนแต่ก่อนละมั้ง นายก็รู้ว่าเขาชอบให้คนอื่นชม”
“ติดนิสัยแบบนั้นมาตั้งแต่ก่อนน่ะสิ ถึงได้เหลิงจนแก้ไม่หาย”
ฉันพูดต่อเรื่อยเปื่อย ก่อนจะวกเข้าประเด็นเดิม
“ฉันไม่ได้คิดอะไรกับคำพูดเพ้อเจ้อของหมอนั่นหรอก นายไม่ต้องขอโทษแทนหรอกนะ ลุดวิก”
กิลเบิร์ตมักจะพูดจาถากถาง เอาจุดอ่อนของฉันมาพูดจี้ใจดำต่อหน้าคนอื่นอยู่เสมอมาตั้งแต่ก่อนแล้ว ดังนั้นนี่จึงกลายเป็นเรื่องที่ฉันเคยชินไปโดยปริยาย
“บางทีฉันก็ด่าหมอนั่นกลับบ้างเหมือนกัน ทนฟังเอาหน่อยแล้วกันนะ”
ฉันพูดกลั้วหัวเราะ ใบหน้าที่เคร่งเครียดของอีกฝ่ายยิ่งขมึงขึ้นทีเดียว ท่าทางการทะเลาะเบาะแว้งของฉันกับกิลเบิร์ตเป็นเรื่องที่ลุดวิกรับมือได้ยากเสียแล้วกระมัง
“อืม...”
ชายหน่มรับคำเสียงต่ำๆ ในลำคอ ดูกล้ำกลืนฝืนทนเสียน่าขัน
แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ อยู่ใต้หลังคาเดียวกันแล้วก็ต้องอดทนไปน่ะแหละ
ฉันเอื้อมมือไปปิดก็อกน้ำ เตรียมจะเช็ดจานให้แห้งตามความเคยชิน ทันใดมืออุ่นๆ ก็ประกบทาบลงมา
“อะ... โทษที”
ลุดวิกชักมือกลับไปช้าๆ ทิ้งไออุ่นพร้อมหยดน้ำเปียกชื้นไว้
หนุ่มเยอรมันคว้าผ้าเช็ดมือได้ก่อน เขายกมือที่เปียกน้ำของฉันซับเบาๆ ให้จนแห้ง
“จานน่ะ ฉันเช็ดให้เอง นายไปนั่งพักเถอะ จะไปเล่นเปียโนก็ได้”
ฉันเบิกตาเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ลุดวิกไม่เคยออกปากว่าอยากให้ฉันเล่นเปียโนมาก่อน
“มือนายน่ะ เป็นมือของนักดนตรี อย่าเอาแต่ทำงานบ้านจนลืมสิ”
ผ้าเนื้อนุ่มยังถูกบีบติดมืออยู่อย่างอ้อยอิ่ง บางครั้งลุดวิกก็อ่อนโยนจนน่าใจหาย ทั้งที่ภายนอกเป็นผู้ชายเข้มงวดแทบไร้เสน่ห์ แต่กลับซุกซ่อนจิตใจที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ไว้ได้
ฉันเองก็รู้ดี ถ้าไม่เพราะเหตุผลนั้น ฉันคงไม่มาทนอยู่บ้านเดียวกับกิลเบิร์ต
“นายอยากฟังเพลงอะไรล่ะ”
ฉันเสนอบ้าง ในเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากทั้งที ฉันก็อยากจะเล่นเพลงที่ลุดวิกชื่นชอบ
“มูนไลท์มั้ย? วันนี้พระจันทร์สวย ฟ้าเปิดเห็นดาวชัดด้วยนะ”
“เอาเพลงที่นายชอบดีกว่า เอาเพลงจากที่บ้านนาย”
“ได้สิ”
ฉันยิ้มรับ
“ว่าแต่... ปล่อยมือสิ ลุดวิก”
ลุดวิกค่อยๆ คลายมือที่กุมอยู่พร้อมถือผ้าเช็ดมือเอาไว้เก้อๆ ฉันยิ้มบางให้แล้วจึงเดินออกมาจากครัว
กิลเบิร์ตยังนั่งเอ้อระเหยอยู่ในห้องอาหาร ไม่รู้ว่านั่งทำอะไรอยู่ หนังสืออ่านเล่นก็ไม่หยิบมาอ่านสักเล่ม ฉันเดินผ่านเจ้าหมอนั่นมาได้โดยไม่ต้องเปลืองน้ำลายต่อล้อต่อเถียง เป็นอะไรที่หาได้ยากอีกเหมือนกัน
ห้องดนตรีอยู่ถัดจากห้องรับแขกที่โอ่โถงไม่แพ้กัน ด้วยความที่ลุดวิกเป็นคนมีระเบียบ เครื่องเรือนจึงถูกจัดไว้อย่างสวยงาม ทั้งยังไม่ละเลยความงดงามอีกด้วย
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ กั้นกลางด้วยกระจกใสสะอาด จะเห็นท้องฟ้ายามราตรีที่สวยงาม หากเป็นยามกลางวันก็จะรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่
ใครจะตัดสินว่าลุดวิกเป็นคนแข็งกระด้างนั้นผิดไปเลยทีเดียว แกรนด์เปียโนหลังใหญ่ที่วางตั้งอยู่บ่งบอกรสนิยมอันสุนทรีย์ของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี
เปียโนหลังนี้เป็นของลุดวิก ฉันไม่เคยเห็นเขาเล่นเอง เพียงแต่ได้ยินมาว่าเขาเองก็ประพันธ์เพลงได้ไพเราะ ดังนั้นฉันจึงสรุปเอาเองว่าฝีมือการเล่นของเขาคงจะมีไม่ใช่น้อย เขาอาจจะแค่หลงใหลในเสียงดนตรีน้อยกว่าฉันเพียงนิดหน่อย
หรือไม่ก็ฉันอาจจะลุ่มหลงในท่วงทำนองมากเกินไปก็เป็นได้
สิบนิ้ววางเรียงบนแป้นคีย์สีขาว ค่ำคืนนี้พระจันทร์สีนวลสว่าง ล้อมรอบด้วยหมู่ดาวที่ส่องประกายระยิบระยับ อา... ทัศนียภาพที่งดงามแบบนี้ คงจะต้องเป็นบทเพลงนี้จึงจะเหมาะกับบรรยากาศงดงาม
เสียงใสกังวานจากเปียโนช่วยเพิ่มบรรยากาศสดใสให้ค่ำคืนที่เงียบสงัด ฉันกดปลายนิ้วด้วยน้ำหนักพอควร ควบคุมท่วงทำนองเนิบนาบ ก่อนจะเร่งเร้าเพิ่มความคึกคัก
อีกช่วงหนึ่งที่ฉันสังเกตได้ว่ากิลเบิร์ตจะหุบปาก ก็คือเวลาที่ฉันวางมือบนแป้นคีย์
เสียงดนตรีลื่นไหลห้อมล้อมไปทั่ว Variations สิบสองชุดที่ไล่เรียงกันเพิ่มความโดดเด่นให้ดาวแต่ละดวงมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเด็กร่าเริงอยู่ไม่สุข ชอบกระโดดโลดเต้นไปมา ตื่นตาตื่นใจไปกับทุกสิ่ง
เมื่อบทเพลงจบลง ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับเสียงที่ติดค้างอยู่ในหู กิลเบิร์ตก็เอ่ยปากทันที
“เล่นเพลงอะไรของนายไม่ได้เข้ากับเทศกาลเลย ยังไม่คริสมาสต์ซะหน่อย หลงวันหลงคืนแล้วรึไงห้ะ ไอ้คุณชาย นอกจากชอบหลงทางแล้วยังจำวันเดือนปีผิดอีกเรอะ”
“เข้าใจผิดไปแล้วล่ะมั้ง กิลเบิร์ต ท่าทางนายจะไม่ได้สนใจเรื่องราวของคนอื่นเลยนะ เพลงนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคริสมาสต์เสียหน่อย พวกนายเอามาร้องกันเองต่างหาก”
อารมณ์ที่เริ่มดีขึ้นกลับขุ่นมัวขึ้นมาอีกครั้ง ฉันเริ่มเทศนาอย่างอดทน
“แต่เดิมเพลงนี้เป็นเพลงกล่อมเด็กของฟรานซิสต่างหาก แล้วฉันเอามาแต่งต่อเองเพราะเห็นว่ามันฟังง่ายดี”
“ว่าไงนะ! เพลงกล่อมเด็กเรอะ! พวกฉันไม่ใช่เด็กอมมือนะเจ้าบ้า!”
...การอยู่ในบ้านเดียวกับกิลเบิร์ตมาครึ่งปีทำให้ฉันรู้สึกว่าหน้าผากจะมีรอยย่นมากขึ้นทีเดียว ไม่ว่ายังไงเจ้านี่ก็จะหาเรื่องติเกี่ยวกับฉันไปได้ทุกเรื่องสิน่า
ฉันแกล้งหยอกต่อ พร้อมแค่นยิ้ม
“ไม่คิดว่ามันเหมาะกับนายเหรอกิลเบิร์ต ค่ำแล้วนะ ฟังเพลงกล่อมแล้วก็นอนซะทีสิ”
กิลเบิร์ตลุกพรวดขึ้น คิดจะเดินเข้ามาถึงตัว ทว่าถูกลุดวิกจับไหล่ไว้ก่อน
“พี่ช่วยอยู่สงบๆ ซักชั่วโมงนึงได้มั้ย เข้าไปนอนเล่นในห้องก็ได้นะ ฉันรู้ว่ามันหัวค่ำเกินไปที่จะนอน แต่ถ้าพี่จะหลับไปเลยก็ดี”
“ง่ะ... ลุดวิก! นี่นายไล่ฉันเรอะ!”
“กลางคืนทั้งที ขอผมอยู่สงบๆ บ้างสิ”
ลุดวิกว่าเข้าให้ กิลเบิร์ตถึงกับหุบปากเงียบไปเลย ไม่รู้ว่าในใจจะคิดวางแผนล้างแค้นฉันอยู่รึเปล่า
To be continued...
ขอต่อเกร็ดในเอนทรีหน้านะเคอะ


เมียยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
อั๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
แม่งงงงงงงงงงงงงงงงงงง อีรอดดดดดดดดดดดดดดดดด ทีเงี้ยละเสือกจะแบบ ว้ากกกกกกกกกกก อีเมียยยยยยยยยยยยย (ชื่อใหม่?)
แต่ขอบวกนะคุนกี ด๊อยแม่งหล่อสลัดมาก ไม่ไหวแล้ว ฮือ จะหล่อให้ตายไปเลยมั้ยอะอะอะ แม่งแย่ ฮื้อออออออออออออออออ
โหวตมาก มึงจับมือเค้าได้เนียนลูกผู้ชายมาก ไม่คุกคาม ไม่เกินเลย สุภาพบุรุษฉุดไม่อยู่สุดๆ ฮวากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ส่วนอีกิล... ออวซั่มให้ตาย สมน้ำหน้า ฮ่าๆๆๆๆ คุนกีเขียนกิลได้น่าเอากระทะฟาดมาก /กราบไหว้บูขา
ต่อนะ เค้ารอ
เพลงเพราะด้วย รอด เมีย กรี๊ด
#1 By ☆hana★はなっぺ☆ on 2009-07-14 14:09