[Hetalia Fanfiction] Niflheim (8)

posted on 12 Jul 2009 10:53 by keechan  in Fiction

Niflheim (8)

Pairing: Denmark x Iceland

 

 

 

แม้ว่าจะอยู่คนเดียว อีสลันท์ก็ไม่สามารถสงบใจได้...

ทำไมถึงสงบจิตใจไม่ได้อีกต่อไปแล้วเมื่ออยู่เบื้องหน้าเดเนอร์เนส ทั้งว้าวุ่นและร้อนใจโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไรเลย... เขาคาดหวังอะไร? กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?

ร่างเพรียวกอดตัวเองแน่น บนเตียงที่เขานั่งอยู่คือเตียงที่เขาสองคนนอนด้วยกันทุกคืนที่ผ่านมา เดเนอร์เนสเป็นผู้สอนให้เขารู้ว่าการไม่ได้อยู่เพียงเดียวดายลำพังนั้นช่างอบอุ่นเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นไออุ่นที่ส่งผ่านอ้อมกอด หรือเสียงหัวใจที่เต้นดังเป็นจังหวะสงบ คือความหมายของการที่มีใครสักคนอยู่เคียงข้าง

ถึงจะโหยหาและต้องการอ้อมกอดนั้น แต่อีสลันท์ก็ยังคงกลัว... วันที่เดเนอร์เนสแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ย่ำยีร่างกายนี้อย่างโหดเหี้ยม เป็นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่กล้าถลำลึกไปมากกว่านี้

เสียงเคาะประตูจากด้านนอกทำให้อีสลันท์สะดุ้ง จะเป็นใครไปไม่ได้อยู่แล้ว

“อีสลันท์”

“...ว่าไง”

เดเนอร์เนสไม่ได้เปิดประตูเข้ามา ร่างสูงยังยืนอยู่หน้าห้องอย่างนั้น “คืนนี้... ฉันจะไปนอนอีกห้องนะ”

เด็กหนุ่มทั้งใจหายและโล่งอกในเวลาเดียวกัน กระนั้นเขาก็ยังเก็บงำความตื่นตูม เอ่ยตอบได้อย่างเรียบเรื่อย “อือ...”

“...ห่มผ้าดีๆ อย่าให้ไข้ขึ้นอีกนะ” เสียงทุ้มนั้นแฝงถึงความห่วงใย คนฟังอดจะเจ็บแปลบขึ้นมาไม่ได้ที่ตนปฏิเสธความปรารถนาดีนั้น

“รู้แล้ว”

ฉันไม่ใช่เด็กอมมือนะ... เจ้าบ้านี่

อีสลันท์ก่นด่าในใจ ถึงไม่พอใจอยู่บ้างที่ถูกทำเหมือนกับว่าตัวเองเป็นเด็กเล็กๆ เขาก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นห่วง

“ราตรีสวัสดิ์”

“อืม... ราตรีสวัสดิ์”

ไม่รู้ว่าร่างสูงเอ่ยคำนั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน แต่สำหรับอีสลันท์แล้วมันช่างฟังคล้ายเป็นคำบอกลา ทั้งๆ ที่มาพรุ่งนี้ก็ยังต้องเจอกันอยู่ดี...

 

อีสลันท์นอนหลับไม่สนิท เขากระวนกระวายอยู่ตลอดคืนจนกระทั่งเช้า เพียงแค่คนที่เคยนอนอยู่ข้างๆ ไม่อยู่ด้วยเท่านั้น

เขาคงจะ... ผิดปกติไปแล้วแน่ๆ

ร่างเพรียวลุกออกจากเตียงแต่เช้าตรู่ ถึงจะดันทุรังนอนไปก็คงไม่หลับอยู่ดี แสงอาทิตย์ส่องสว่างแล้วเมื่อพายุหิมะหยุดลง วันนี้น่าจะเป็นวันที่สดใสทีเดียว

เด็กหนุ่มเดินเข้าครัวทั้งชุดนอน ตั้งใจจะอุ่นนมดื่มให้ร้อนท้องเสียหน่อย ทว่าเขากลับสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง...

เดเนอร์เนสน่าจะยังไม่ตื่นแต่.... ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าวันนี้บ้านเงียบเกินไป เพราะหิมะหยุดตกแล้วหรือ... ไม่ใช่...

เขาเดินมาหยุดที่หน้าต่าง จากตรงนี้จะเห็นข้างนอกบ้านได้ชัด ก็มีแต่หิมะปกคลุมพื้นดินจนขาวโพลนไปหมด ไม่มีสิ่งใดขยับเคลื่อนไหว

คิดมากไปเองเหรอ...? ตั้งแต่เดเนอร์เนสมาอยู่ด้วยท่าทางเขาจะประสาทมากขึ้นทุกที

อีสลันท์เกือบจะละสายตาออกจากหน้าต่าง ชั่วแวบที่กวาดสายตาไปเห็นร่างหนึ่งในโค้ทสีเข้มคุ้นตา เด็กหนุ่มก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

เดเนอร์เนส?

หมอนั่น... ออกไปข้างนอกทำไม แล้ว... ตั้งแต่เมื่อไหร่ เช้าถึงขนาดนี้ กำลังจะไปไหนกันแน่?

นายจะไปไหน... ทำไมถึงแอบออกไป ปลีกตัวออกไปเงียบๆ แบบนั้น!

ไวเท่าความคิด อีสลันท์วิ่งตามออกไปข้างนอก มีเพียงชุดนอนบางๆ ปกคลุมร่าง ยามที่เท้าเปลือยเปล่าเหยียบลงบนกองหิมะช่างหนาวเยือกไปทั่วร่าง อากาศในวันนี้อบอุ่นขึ้นมากว่าเดิมก็จริง กระนั้นก็ยังเย็นเกินกว่าจะออกมาเดินเล่นด้วยเสื้อผ้าบางๆ ได้ อีสลันท์ไม่สนใจทั้งหิมะและลมเย็นที่พัดเบาๆ กระทบใบหน้า ความคิดที่ต้องการติดตามอีกฝ่ายนั้นมีมากกว่า

เพราะว่าฉันไม่ยอมให้นายแตะต้องงั้นเหรอ... ถึงได้ตีตัวออกไป คนเอาแต่ใจอย่างนาย... น่าจะบังคับคนอื่นไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ยอมถอยไปแบบนี้! นายพูดไม่ใช่เหรอว่าจะไม่กลับไปจนกว่าฉันจะหายดี! คนโกหก!

อีสลันท์คิดตัดพ้อในขณะที่วิ่งเต็มฝีเท้า หิมะเกาะปลายเท้าเย็นเฉียบจนชา เขาก็ยังคิดเพียงแต่ว่าต้องรั้งร่างสูงเอาไว้

แม้ไม่อยากจะยอมรับ... แต่เขารู้ว่าตนกำลังรู้สึกว่าขาดอีกฝ่ายไม่ได้

เพราะว่าฉันไม่อยากจะอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว...

“เดเนอร์เนส!!”

เด็กหนุ่มตะโกนเรียกสุดเสียง เจ้าของชื่อได้ยินแล้วจึงหันมาตามเสียงด้วยอาการตกตะลึง ยิ่งเมื่อเห็นร่างบอบบางวิ่งตรงมาหาทั้งที่เท้าเปลือยเปล่า

“อีสลันท์ นายออกมาทำไม!”

ชายหนุ่มก้าวยาวๆ กลับไปรับ เขาหงุดหงิดนักที่เห็นอีสลันท์ละเลยตัวเองอีกแล้ว เจ้าของดวงตาสีฟ้าหอบรัว ลมหายใจร้อนผ่าวต้องอากาศเย็นจนเห็นเป็นไอขาวขุ่น เดเนอร์เนสยกร่างนั้นขึ้นอุ้มให้พ้นหิมะ พอสัมผัสปลายเท้าที่เย็นเฉียบก็ตวาดทันที

“กลับไปเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้ดูแลตัวเอง! ตามมาทำไม!”

อีสลันท์แทบจะน้ำตาคลอเมื่อถูกขับไล่ไสส่ง เดเนอร์เนสกำลังจะไปจากเขาจริงๆ จะทิ้งเขาไว้!

“ไม่! นายมันคนโกหก! ใจร้าย!”

ศีรษะเล็กส่ายไปมา สองแขนโอบกอดร่างใหญ่เอาไว้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันที่เขาจะร้องไห้อ้อนวอนต่อหน้าคนอื่นอย่างน่าสมเพชแบบนี้

“อีสลันท์!” เสียงทุ้มกระแทกหนักเข้าเมื่ออีกฝ่ายเริ่มไม่มีเหตุผล ทว่าใจของเขากลับอ่อนยวบลงเพียงแค่รู้สึกถึงหยดน้ำอุ่นๆ ที่ซึมผ่านไหล่ ร่างในอ้อมแขนสั่นระริกด้วยแรงสะอื้น

“ไม่เอานะ... อย่าไปไหนได้มั้ย... อย่าทิ้งฉันไป”

เดเนอร์เนสตาค้าง เป็นครั้งแรกที่เห็นเด็กหนุ่มอ่อนไหวจนต้องร้องห่มร้องไห้ขนาดนี้ อีสลันท์กำลัง... กลัวจนตัวสั่นที่เขาจะหนีหายไป?

“ฉันคิดว่านายไม่ชอบให้ฉันอยู่ข้างๆ เสียอีก”

อีสลันท์ส่ายหน้าอีก “ไม่ได้ไม่ชอบเสียหน่อย! ฉันน่ะ... ฉัน... ฮึก... ฮือ... เจ้าบ้าเอ๊ย! ทำไมถึงไม่เข้าใจนะ!”

ฝ่ายตรงข้ามเริ่มรู้สึกอยากกุมขมับ ชักจะพูดไม่รู้เรื่องมากขึ้นทุกที “นายนี่นะ... พูดจาเลื่อนเปื้อนแบบนั้นใครจะเข้าใจล่ะ หา?”

“นาย... มันแย่ ทำไมต้องทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้ด้วย...”

ร่างสูงเริ่มก้าวเดินต่อ การพูดคุยกันกลางกองหิมะโดยที่อีสลันท์ยังอยู่ในชุดนอนบางๆ นี่คงไม่ดีแน่ เขาตวัดเสื้อคลุมตัวหนาให้คลุมร่างในอ้อมกอดให้ได้มากที่สุด

“กลับไปที่บ้านซะ ไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยกันแบบนี้”

“ไม่เอา! ไข้ฉันยังไม่หายนะ นายเห็นมั้ย เพราะงั้นห้ามทิ้งฉันไว้คนเดียวเด็ดขาด!”

เดเนอร์เนสแทบจะชะงักเท้า แต่ก็บังคับตัวเองให้เดินต่อไป เขาไม่ค่อยจะเข้าใจเจ้าเด็กอารมณ์แปรปรวนคนนี้สักเท่าไหร่ รู้เพียงแต่ว่าถึงอย่างไรเขาก็ต้องคอยดูแลไม่ให้เป็นอะไรไป

เรื่องจะทิ้งไปน่ะ... ไม่มีทางเด็ดขาด เขาสิที่ต้องกลัวว่าจะถูกตีตัวออกห่าง

“ฉันไม่ทิ้งนายไปไหนทั้งนั้นแหละ นายเป็นคนของฉันคนเดียว จะไม่ทิ้งไปเด็ดขาดเลย เลิกร้องไห้ได้แล้วนะ”

อีสลันท์สะอื้นฮัก  “ฮึก... แย่ที่สุด... ฉันจะรู้ได้ยังไงว่านายพูดจริง นายมันไม่เคยรักษาคำพูดได้ซักอย่าง... ถ้าฉันไม่ตามออกมา นายคงจะไปโดยไม่บอกฉันแล้ว”

“ไม่ได้ไปไหนเสียหน่อย ฉันแค่จะออกไปดูพวกชาวบ้านแทนนาย เพิ่งมีพายุหิมะผ่านไปนี่ แค่ไปตรวจดูความเรียบร้อยเท่านั้นเอง”

เดเนอร์เนสถอนใจแล้วอธิบาย ไม่คิดเลยว่าการที่เขาออกมาเพียงชั่วครู่อีกฝ่ายจะคิดเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้

 “...จะ... จริงเหรอ”

“เจ้าเด็กขี้แย” เขากล่าวสัพยอก ทำให้ใบหน้าเปื้อนน้ำตานั้นแดงซ่านขึ้นมาทันที อีสลันท์รีบเถียงคืน

“แล้วทำไมนายไม่บอกฉันซักคำ! แอบออกมาเงียบๆ แบบนี้... ฉันก็เลย...”

“ฉันคิดว่านายจะสบายใจกว่า ถ้าไม่ต้องเห็นหน้าฉันทั้งวัน” คนตัวโตกล่าวได้ราบเรียบ ตรงกันข้ามกับความว้าวุ่นใจของคนฟัง

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ... ฉันเคยพูดที่ไหนกัน” อีสลันท์ยังคงกอดยึดลำคอหนาไว้ ซุกใบหน้าน่าอายกับลาดไหล่แกร่ง “ฉัน... ชอบให้นายกอดแบบนี้”

ที่จริงตอนนี้เดเนอร์เนสไม่ได้เป็นฝ่ายกอด เขากำลังเป็นฝ่ายถูกกอดต่างหาก ร่างสูงลอบฉีกยิ้มกว้าง เอ่ยยั่วเย้าให้อีกฝ่ายได้เปิดเผยความในใจให้มากกว่านี้ พอมาถึงตอนนี้เดเนอร์เนสก็ก้าวขาเข้าบริเวณบ้านแล้ว ตั้งใจจะวางร่างเล็กลงบนเก้าอี้ยาวที่มีหมอนรองอุ่นๆ เขาแกล้งยืนอยู่สักพัก ในขณะที่อีสลันท์ก็ยึดตัวเขาไว้ไม่ยอมปล่อย

“...นายพูดว่าไม่อยากให้ฉันแตะต้อง แต่มากอดฉันซะแน่น หมายความว่ายังไง”

“คิดเอาเองสิ!” อีสลันท์ตวาดกลับทันควัน เรียกเสียงหัวเราะขบขันดังลั่น นั่นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกฉุนเฉียวมากขึ้นอีก

เดเนอร์เนสบรรจงวางร่างเล็กลง พอได้สบสายตาตัดพ้อทั้งเขินอายนั่นด้วยแล้ว เขาก็มอบจูบแสนหวานฉ่ำให้ ใบหน้าของอีสลันท์แดงก่ำ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำขึ้นมาจนได้

“อืม... อือ...”

ร่างสูงตีความเสียงครางแว่วหวานที่ได้ยินนั้นว่าคือความพึงใจ

“ให้ฉันคิดเอง... ฉันก็จะคิดว่านายชอบให้ฉันทำแบบนี้” เดเนอร์เนสหยอกแล้วประทับจูบซ้ำลงไปอีก ลิ้นอุ่นดุนดันหยอกเย้าจนพอใจ ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามคำยืนยันอีกครั้ง “ใช่มั้ย?”

มีเพียงใบหน้าแดงซ่านและดวงตาสีฟ้าที่ไหวระริกเท่านั้นเป็นคำตอบ อีสลันท์ไม่ปฏิเสธสัมผัสหวามไหวนี้ แต่ถึงอย่างไร... เขาก็ยังกลัวว่าถ้าหากยอมรับออกไป ศักดิ์ศรีของเขาก็คงจะไม่มีเหลือ

ถ้าต้องพึ่งพาอีกฝ่ายตลอดไป... ถ้าต้องยินยอมเดเนอร์เนสทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไขแล้วล่ะก็... สู้ปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ดีกว่า

“อีสลันท์... บอกมาเถอะ ฉันเหลือแค่นายคนเดียว เพราะงั้นฉันจะยอมทำทุกอย่าง ขอแค่นาย... ไม่ทิ้งฉันไปไหนก็พอ ฉันต้องการนายมากกว่าที่นายคิดนะ”

เด็กหนุ่มไม่อยากเชื่อ เขาหูฝาดไปรึเปล่า? ผู้ชายที่หยิ่งทระนงอย่างเดเนอร์เนสกำลังขอร้องเขา... บอกว่าต้องการเขา ทั้งๆ ที่... ได้เขาไปครอบครองอยู่แล้ว

ตัวเขาเป็นที่ต้องการของเดเนอร์เนสมากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?

“ฉัน... ฉัน... อยากให้นาย.... อยู่...” เสียงหวานเอ่ยตะกุกตะกัก ขอบตาเอ่อด้วยน้ำใส อีสลันท์ยกแขนขึ้น ปลายนิ้วแตะผิวแก้มของอีกฝ่ายอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“อย่า... ทิ้งฉันไปนะ”

เดเนอร์เนสยิ้มกว้าง จับมือเรียวเล็กกระชับไว้ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาตรงหน้าช่างดูน่าสงสาร ทว่าเขากลับดีใจ... ที่ตนเป็นที่ต้องการของอีกฝ่ายเช่นกัน

“เด็กขี้แงอย่างนาย ปล่อยให้อยู่คนเดียวไม่ได้จริงๆ”

ปลายนิ้วแกร่งปาดน้ำตาอุ่นให้ รอยยิ้มของเดเนอร์เนสตอนนี้ดูสว่างไสวและมอบความหวังให้หัวใจอันแห้งผาก อีสลันท์โผเข้าสู่อ้อมกอดอบอุ่น ปลดปล่อยเสียงร้องไห้ออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทั้งดีใจ โล่งใจ... แล้วก็... บอกไม่ถูก รู้เพียงแต่ว่าอยากปล่อยให้น้ำตาไหลต่อไปเท่านั้น

ชายหนุ่มกอดตอบ โอบร่างเล็กเอาไว้แนบกาย เพียงแค่คำยืนยันว่าอีสลันท์เองต้องการเขา เดเนอร์เนสก็พอใจแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างอื่นจะเป็นยังไงก็ช่างเถิด

 

อีสลันท์ร้องไห้จนตาแดง ถูกคนตัวโตตำหนิซ้ำอีก แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก เรื่องที่น่าเป็นห่วงกว่าคือเท้าที่ถูกหิมะกัดจนแดงก่ำ เดเนอร์เนสสบถกับตัวเองที่เขาหันมาดูแลช้าไป ตอนนี้เท้าเรียวจึงหย่อนพักอยู่ในอ่างน้ำอุ่น โดยที่มีชายหนุ่มคอยนวดให้เบาๆ

“มันไม่เป็นไรหรอกน่า”

“ไม่เป็นไรได้ยังไง แดงจนถึงขนาดนี้ มันต้องเจ็บอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ!”

นิ้วแกร่งยังบีบนวดปลายเท้าให้อย่างสม่ำเสมอ ทว่าอีสลันท์กลับปั้นหน้ายาก ราวกับว่าการถูกทำเช่นนี้เป็นเรื่องน่าอายเสียเกินทน

“แค่ชานิดๆ เท่านั้นเอง แช่น้ำอุ่นอย่างเดียวก็พอแล้ว”

“พอหายชาแล้วนายจะร้องโอดโอยเลยล่ะ นี่อยู่ทางเหนือมากี่ปีแล้ว? อย่าดูถูกเกล็ดหิมะสิ”

แรงนวดที่ฝ่าเท้าทำให้รู้สึกดี... นี่ก็เป็นครั้งแรก... เพราะว่าอยู่คนเดียวมาตลอด เลยไม่มีใครเคยทำแบบนี้ให้เขา

ทำไมกันนะ... ความประทับใจแรกพบนั้นติดลบ เดเนอร์เนสเป็นคนถือตัวเป็นใหญ่ เอาแต่ใจ ปากเสีย ไม่มีอะไรให้น่านับถือแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าปล่อยปละละเลยเขาเสียด้วยซ้ำ ไม่เคยสนใจเขา หรือเอาใจใส่ด้วยใจจริงสักนิด เพียงแต่ทำเหมือนกับว่าเป็นหน้าที่ที่สักแต่จะต้องรับผิดชอบ คนที่อ่อนแออย่างเขาอยู่ในฐานะที่เป็น ‘ภาระ’

เทียบกับตอนนี้... อย่าให้เขาต้องเทียบเลย

อีสลันท์หน้าร้อนขึ้นมา ความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไปภายในเวลาไม่กี่วัน นึกย้อนไปทีไรก็กระดากนัก ไม่คิดว่าตัวเองจะร้องไห้ได้มากมายถึงขนาดนั้น น้ำตาที่ไม่เคยไหลมาตลอด พอได้ระบายออกก็เลยหยุดไม่อยู่ละมั้ง

“เป็นอะไรไปอีกล่ะ? ไข้ขึ้นอีกรึไง”

เดเนอร์เนสสังเกตเห็นใบหน้าแดงก่ำของอีกฝ่ายจึงถาม หารู้ไม่ว่าสาเหตุนั้นมาจากตัวเองไม่ใช่อะไรอื่นเลย

เด็กหนุ่มรีบส่ายหน้า “ม... ไม่ได้เป็นอะไร”

ฝ่ายคนฟังไม่รู้ว่าเชื่อมากแค่ไหน คนตัวโตวางเท้าบอบบางจุ่มลงในน้ำอุ่นดังเดิม หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดมือจนแห้ง แล้วจึงลุกขึ้น

“แช่เอาไว้อย่างนั้นสักพัก เดี๋ยวฉันจะไปทำอะไรมาให้กิน”

“อืม”

อีสลันท์ตอบอย่างว่านอนสอนง่าย ยังความพอใจให้ร่างสูง มือใหญ่แตะศีรษะเล็กแล้วขยี้เส้นผมสีเงินสองสามที แววตาสีน้ำเงินทอดมองอย่างรักใคร่

“รอแป้บนึง”

เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ตอนนี้... ทั้งเดเนอร์เนสและตัวเขา ต่างก็ต้องการกันและกันใช่มั้ย...? คงไม่ใช่คิดไปเองอีกแล้ว...

 

 

 

 

 

To be continued...

 

 

ตัดตอนไม่เหมือนที่ลงอีกที่แฮะ.. เอาเหอะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

พี่ขวานน่ารักจริงๆค่ะ *w*
ติดเรื่องนี้ซะแล้วล่ะ จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ สู้ๆน้อdouble wink

#1 By Miyago on 2009-07-16 10:11