[Hetalia Fanfiction] Niflheim (7)

posted on 04 Jul 2009 10:47 by keechan  in Fiction

Niflheim (7)

Pairing: Denmark x Iceland


 

ห้าวัน... หรือสี่วันไม่รู้ที่เดเนอร์เนสมาอยู่กับเขาอย่างใกล้ชิด อีสลันท์นับวันคืนไม่ค่อยถูกเพราะเขานอนมากไปจนมึนไปหมด ไข้ของเขาทุเลาลงทีละน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนด้วยรึเปล่า จึงทำให้อาการป่วยหายช้ากว่าปกติ

เพราะอย่างนั้นอีสลันท์จึงต้องนอนร่วมเตียงเดียวกันกับเดเนอร์เนสทุกคืน ถึงจะเป็นความรับผิดชอบที่ควรทำ แต่เด็กหนุ่มก็รู้สึกเหมือนถูกรุกล้ำสิทธิส่วนตัวอย่างไรชอบกล

ตัวเขาเอง... ก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรหรอกนะ นอนกับเดเนอร์เนสก็อุ่นดี แล้วเขาก็หลับสนิทด้วย อีสลันท์คิดว่าคงเป็นเพราะอยู่คนเดียวมานานเกินไป...

วันนี้อากาศข้างนอกหม่นหมอง พายุหิมะยังไม่หยุดตกตั้งแต่เมื่อคืน ถ้าหากว่าอยู่คนเดียวเขาจะนั่งเขียนหนังสือสงบๆ หรือแกะสลักไม้ในบ้านได้โดยไม่ต้องสนใจอากาศแย่ๆ ข้างนอก พอมีเดเนอร์เนสก็เป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ทำเรื่องที่ทำคนเดียวไม่ได้

“...อืม... หืม...”

คนตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าขมวดคิ้วใช้ความคิด จ้องมองกระดานหมากรุกตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย เป็นที่ยืนยันชัดว่าการวางแผนรบบนกระดานกับการออกรบในสงครามจริงๆ ใช้ความสามารถคนละแบบ

หรือว่าจริงๆ แล้ว... การรบที่ผ่านมานักต่อนัก เดเนอร์เนสไม่เคยวางแผนเลยกันนะ?

เดเนอร์เนสกลอกตาไปมา จ้องมองทิศทางการเดินของหมากในกระดานซ้ำไปซ้ำมา ทบทวนกลยุทธอยู่ในหัว บางทีก็ใช้นิ้วเคาะไปตามช่องตารางอย่างพิจารณา

ก็ดีเหมือนกัน... เป็นการฆ่าเวลาให้ผ่านไปเร็วได้เป็นอย่างดีเลย อีสลันท์ไม่จดจ่ออยู่กับตารางหมากรุกนั้นมากเท่าที่ควร รอจนกว่าจะถึงตาตัวเองครั้งหนึ่งก็กินเวลาไปพอควร

“เอ้า! ตานายแล้ว! จะเดินตัวไหนก็เข้ามาเลย!”

พอตกลงปลงใจได้ว่าจะเดินตัวไหน เดเนอร์เนสก็พูดเสียงดังบอกให้ฝ่ายตรงข้ามเร่งเดิน ริมฝีปากยิ้มอย่างมั่นใจว่าหมากของเขาไม่มีทางฝ่าปราการโจมตีที่ตั้งเอาไว้ได้แน่ อีสลันท์ไม่เปลี่ยนสีหน้า หยิบหมากของตนเดินโดยไม่คิดซ้ำสอง ‘ราชินี’ ในกระดานตั้งสง่า ก่อนน้ำเสียงเรียบเรื่อยจะเอ่ยต่อ

“รุกฆาต”

“หา!”

การเล่นหมากรุกเพื่อฆ่าเวลาจบลงเร็วกว่าที่คิด วันที่หิมะตกหนักจนออกจากบ้านไม่ได้นี่ช่างน่าเบื่อเสียจริง

“เดี๋ยวก่อนสิ! นี่มันรุกฆาตตรงไหน ยังไม่จบซะหน่อย”

“ก็ลองเดินต่อสิ นายจะได้รู้ว่าราชาของนายจะถูกกำจัดยังไง” อีสลันท์กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ส่วนเดเนอร์เนสก็ยังไม่เชื่อว่าตนแพ้

...ฆ่าเวลาไปได้อีกหน่อย

ชายหนุ่มยิ่งทำหน้ายุ่ง หาหนทางหนีให้กับพระราชารอบทิศแล้วเห็นว่าไปไม่รอดก็อารมณ์เสียจนทุ่มกระดานพลิก

“ฮึ่ย! ตัวคิงทำไมมันถึงอ่อนหัดนักนะ! ถ้าเป็นฉันล่ะก็ไม่กระจอกอย่างนั้นหรอก!”

หมากแต่ละตัวกลิ้งกระจัดกระจาย บางตัวก็หล่นลงจากโต๊ะกลิ้งไปไกล อีสลันท์ไม่ได้ตกใจเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก วันนี้เขาเห็นมาสามครั้งแล้ว

“เก็บด้วยล่ะ”

“รู้แล้วน่า!”

ร่างโปร่งเอนกายพิงเก้าอี้ เอียงคอเหม่อมองหิมะสีขาวที่ยังตกลงมาไม่หยุด เวลาแบบนี้ก็คล้ายคลึงกับการถูกขัง เขาออกไปไหนไม่ได้ แต่ไม่เคยคิดว่าที่นี่เป็นคุก เพราะที่นี่เป็นดินแดนของเขา เป็นบ้านที่เขารัก แต่ในขณะนี้ความใคร่รู้กลับผุดขึ้นในใจ เวลาที่อยู่ข้างนอกนั่นเดเนอร์เนสทำอะไรบ้าง ผืนแผ่นดินใหญ่บนคาบสมุทรมีทัศนียภาพแบบใดกันนะ...

แล้วก็นอร์จ... ตอนนี้คงกำลังใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เขาจะเหงารึเปล่านะ นอร์จเคยบอกว่าเดเนอร์เนสไม่ใช่คนไม่ดี แล้วทำไมถึงได้ทิ้งร่างสูงไปนะ

“นี่...”

“อะไร” เดเนอร์เนสตอบเสียงห้วน

“...ช่างเถอะ”

อีสลันท์เปลี่ยนใจ เขาลืมไปว่าไม่ควรเอ่ยชื่อนอร์จให้อีกฝ่ายได้ยิน คนที่ช้ำใจกับการจากไปของนอร์จมากที่สุดก็คือเดเนอร์เนส

“มีอะไร?” ร่างสูงไม่ยอมให้เลี่ยง เขาเก็บหมากขึ้นมาวางกองรวมกันไว้บนโต๊ะแล้วย้ำถาม

เด็กหนุ่มมองแว่บเดียวก็รู้ได้ว่ามันยังไม่ครบ จึงได้โอกาสเปลี่ยนเรื่อง

“อัศวินหายไปตัวนึง”

“จริงเหรอ? กลิ้งไปอยู่ไหนละนี่” ร่างสูงก้มๆ เงยๆ หาตัวหมากที่หล่นหาย อีสลันท์ลุกขึ้นเดินไปรอบๆ เพื่อช่วยหาบ้าง และก็พบว่าหมากตัวนั้นกลิ้งมาทางที่เขานั่งนี่เอง

“เจอแล้วล่ะ”

อัศวินบนหลังม้าแกะสลักด้วยไม้เนื้อดี ภาพยามที่เดเนอร์เนสกับนอร์จสู้รบเคียงข้างกันในอดีตคงจะเป็นแบบนี้... คู่หูที่ออกรบกันเคียงบ่าเคียงไหล่ ในขณะที่เขาเป็นคนที่ไม่มีความสามารถ

นอร์จคงจะเก่งมากทีเดียวที่ยืดหยัดด้วยตนเองได้

มือใหญ่แตะไหล่เรียกสติที่เหม่อลอยให้คืนกลับมา เดเนอร์เนสผิดสังเกตเมื่อร่างเล็กไม่ขยับ “เป็นอะไรไป มึนหัวอีกเหรอ อีสลันท์?”

“ไม่... ไม่มีอะไร”

ถึงจะปฏิเสธ เดเนอร์เนสก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เขายกมือแตะหน้าผากเพื่อวัดไข้ พอวางใจได้จึงยอมปล่อย

“ไม่มีอะไรแน่นะ?”

“ไม่มี... จริงๆ” อีสลันท์มีแต่คำถามเกี่ยวกับนอร์จเต็มหัวสมอง แต่เขาคิดว่านี่ไม่ใช่เวลาเหมาะสม

ร่างสูงดึงเด็กหนุ่มเข้าไปกอด อาจเป็นเพราะว่าอยู่ในช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นฟูจากอาการไข้ อีสลันท์จึงสงบปากคำมากขึ้น แม้ในยามที่เดเนอร์เนสชวนคุยจะตอบทุกครั้ง แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยจะคลายความกังวลใจได้

“อย่าทำให้เป็นห่วงนักสิ ฉันเหลือนายแค่คนเดียวนะ”

ประโยคนั้นทำให้รู้สึกอุ่นวาบในอก เดเนอร์เนสกอดร่างเล็กอยู่นาน จนกระทั่งอีสลันท์ยกแขนขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพื่อกอดตอบ

ถึงจะดีใจ แต่ช่างเป็นคำพูดที่ฟังดูสิ้นหวังเหลือเกิน บัดนี้เดเนอร์เนสดูอ่อนไหว.... อ่อนไหวเกินไป

“นอร์จ... ยังเป็นเพื่อนของนายนะ ฉันเชื่อว่าเขาต้องมีเยื่อใยให้ นายกับเขาอยู่ด้วยกันมา ...ตั้งนาน...”

ชื่อของบุคคลที่สามเหมือนเป็นคำต้องห้าม เดเนอร์เนสดันร่างโปร่งออกจากตัว สบดวงตาสีม่วงของผู้หวังดี

“...มันไม่เหมือนเดิมแล้ว มันไม่มีทางเหมือนเดิม ถึงฉันกับหมอนั่นจะเจอกัน มันก็จะไม่เหมือนเมื่อก่อน”

“แต่—“

“อย่าพูดถึงนอร์จอีกได้มั้ย”

เดเนอร์เนสเอ่ยขอร้องด้วยแววตาที่ปวดร้าว มากพอที่จะทำให้อีสลันท์หยุดพูดทันที

“ฉันขอโทษ...”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะ “ไม่ใช่ความผิดของนาย”

อีสลันท์ยังมีสีหน้าทีเศร้าสลด ราวกับว่าความเจ็บปวดของอีกฝ่ายกลายเป็นความเจ็บปวดของตัวเองไปด้วย ในสายตาของฝ่ายตรงข้าม มันช่างเป็นสีหน้าที่น่าดึงดูดมาก... จนเกินไป

เดเนอร์เนสเชยคางมน ดวงตาสีม่วงอันน่าหลงใหลจ้องตรงมาที่ตน “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ”

ใบหน้าคมคายเคลื่อนเข้าใกล้ช้าๆ อีสลันท์ยังยืนนิ่งไม่ขยับราวเด็กไร้เดียงสา ฝ่ามือใหญ่แตะที่ผิวแก้มอุ่น ร่างเล็กถูกรั้งดึงเข้าหา “เดี๋ยวก็อดใจไม่ไหวกันพอดี”

 ชายหนุ่มนาบริมฝีปากลงทาบทับ ดุนดันลิ้นแทรกผ่านริมฝีปากอิ่มที่เปิดเผยอน้อยๆ ไม่พลาดโอกาสที่จะหยอกเย้ากับปลายลิ้นร้อน รุกเร้าไม่หยุดจนเรียกเสียงครางหวานจากอีกฝ่ายได้

อีสลันท์รู้สึกเหมือนไข้ขึ้น จูบของเดเนอร์เนสทำให้ปั่นป่วนและมึนงง แต่กลับมีแรงดึงดูดที่ทำให้ไม่อาจผละหนี เพียงแค่สัมผัสหยุ่นๆ จากลิ้น ไม่คิดเลยว่าจะทำให้ทั้งร่างสั่นสะท้านได้ วินาทีต่อมาก็แทบจะประคองตัวเองไว้ไม่อยู่ ร่างสูงจึงกระชับเอวบาง โอบอีกฝ่ายเอาไว้ในอ้อมแขน

“ลิ้นร้อนจังนะ” ชายหนุ่มยิ้มกว้างหยอกเย้า อีสลันท์เหม่อลอยคล้ายกับตกอยู่ในภวังค์ แล้วจึงรู้สึกว่าเลือดสูบฉีดขึ้นมารวมกันที่ใบหน้า

เด็กหนุ่มสะบัดกายออก หันหลังหนีอีกฝ่าย ซุกซ่อนใบหน้าร้อนผ่าวให้รู้เพียงแค่ตัวเอง สองขาก้าวถี่หนีเข้าห้องข้างๆ พอประตูเปิดออกไออุ่นก็ลอดเข้ามา พัฟฟินที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่หันมามองเพราะอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ห้องนี้เป็นห้องที่ติดกับด้านนอกโดยตรง เพราะฉะนั้นจะหนาวกว่าห้องข้างใน หน้าต่างจะมีช่องว่างที่กั้นด้วยกิ่งไม้ไว้เท่านั้นเพื่อให้พัฟฟินเข้าออกที่นี่ได้อย่างอิสระ

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะต้องใช้ที่นี่เป็นที่หลบภัย...

“อีสลันท์? เป็นอะไรรึเปล่า” ฝ่ายตรงข้ามได้แต่งุนงงกับกิริยานั้น จู่ๆ ร่างบางก็เดินหนีโดยไม่พูดอะไร มีเรื่องไม่พอใจหรือไงกันนะ

“ฉันจะดูพัฟฟินซะหน่อย ไม่ต้องเข้ามานะ” อีสลันท์ยืนพิงประตูไม้อันเป็นสิ่งเดียวที่กั้นทั้งคู่ออกจากกัน ส่งเสียงผ่านออกมาราบเรียบเหมือนไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

“มัฟฟิน? นี่นายรู้จักขนมจากอังกฤษแบบนั้นด้วยเหรอ”

“พัฟฟินต่างหาก! นกพัฟฟิน!”

“พัฟฟิน? นายมีอยู่ในบ้านได้ยังไง?”

“มันก็มาอยู่ของมันเองตั้งนานแล้ว”

เดเนอร์เนสได้แต่งงกับเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยจะปะติดปะต่อ “มีอะไรให้ต้องดูน่ะ ให้ฉันดูด้วยคนสิ”

“ไม่ต้องมายุ่งนะ!” อีสลันท์เผลอตวาดออกไป ที่หนีเข้ามาในนี้ก็เพราะเขาไม่อยากเห็นหน้า จะตามเข้ามาอีกทำไม! “เอ่อ... พัฟฟินไม่คุ้นกับคน ถ้านายเข้ามามันคงตกใจ ข้างนอกมีพายุ ถ้ามันเตลิดออกไปคงไม่ดีแน่...”

“...ตามใจ อย่าอยู่ในนั้นนานมากล่ะ มันหนาวไม่ใช่รึไง”

“รู้แล้ว เดี๋ยวจะออกไป”

ไม่รู้ว่าเดเนอร์เนสเชื่อคำพูดของเขาแค่ไหน แต่มันก็ทำให้แยกจากกันได้สำเร็จ อีสลันท์กุมอกตัวเอง หัวใจเต้นระรัวแรง ร่างกายแทบทรุด ความรุ่มร้อนสุมอยู่เต็มอก

นี่มันอะไรกัน...? เขากลายเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ความรู้สึกอึดอัดไม่มีหนทางระบายนี้คืออะไร? ทำไม...?

เด็กหนุ่มพรูลมหายใจร้อนผ่าวอย่างอ่อนล้า ต้องเป็นเพราะไข้ที่ไม่ยอมลดลงแน่ๆ นี่มันไม่ปกติ... ร่างกายร้อนจัด... ร้อนจนแทบระเบิดได้

สาเหตุที่ไข้ไม่หายไปเสียที ต้องเป็นเพราะว่าเดเนอร์เนสอยู่ข้างๆ แน่...

อีสลันท์ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหินเย็นเฉียบ พัฟฟินเดินเตาะแตะมาหา มันคงเป็นห่วง ไม่ก็ไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรไป เด็กหนุ่มยื่นมือไปแตะขนสากของมัน ก่อนจะรำพึงออกมา

“...ฉันจะทำยังไงดี”

 

 

 

 

 

“เมื่อไหร่นายจะกลับไปซะที”

อีสลันท์โพล่งถามขึ้นกลางโต๊ะอาหารค่ำ เขากินอาหารแบบปกติได้แล้ว จึงไม่ต้องให้เดเนอร์เนสคอยป้อนให้ทีละคำเหมือนเด็กอ่อนอีก ส่วนเรื่องให้นั่งตักซะชิดกันก็ถูกยกเลิกไปด้วย

คำถามนั้นเหมือนเป็นการไล่กลายๆ ถ้าเป็นปกติแล้วเดเนอร์เนสควรจะโกรธ แต่เขากลับตอบโดยไม่ถือสา “ฉันจะกลับต่อเมื่อนายหายดีแล้ว”

“นายไม่มีอะไรต้องไปเก็บกวาดรึไง ประชาชนของนายน่าจะต้องการนายมากกว่าฉัน”

“นายก็เป็นคนของฉัน” ชายหหนุ่มว่าพลางจิ้มชิ้นปลาแฮร์ริ่งเข้าปาก ดูไม่จริงจังในเรื่องที่พูดเท่าไหร่ “อยากให้ฉันกลับไปเหรอ นายอยากอยู่คนเดียวมากกว่า หรือว่าไม่อยากให้ฉันอยู่ด้วยเพราะรำคาญ?”

อีสลันท์รีบปฏิเสธ “เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น” ทว่าก็ยังไม่อธิบายต่อว่าทำไม

ดวงตาสีน้ำเงินจดจ้องท่าทีและสีหน้าของอีกฝ่าย การอ่านความรู้สึกและคาดเดาความคิดจากแค่ท่าทางภายนอกมันไม่ถูกกับเขาจริงๆ ดูไม่ออกเลยว่าเจ้านี่กำลังคิดอะไรอยู่อีก

ก็ถ้าแค่บรรยากาศภายนอกแล้วล่ะก็ อีสลันท์ดูเร้นลับราวกับมีหมอกบัง มีเวลาที่เปิดปากพูดเท่านั้นที่เขาจะเข้าใจเด็กหนุ่มได้ เขาจึงเริ่มต้นเป็นฝ่ายเดา

“ยังโกรธฉันอยู่เหรอ”

“เปล่า” เด็กหนุ่มผมเงินเอ่ยปฏิเสธด้วยอาการเรียบเฉย

“ปวดหัว? เจ็บ? ก็เลยหงุดหงิด”

“...ไม่ใช่”

ฟังคำเดาสุ่มมั่วซั่วของหมอนี่นั่นแหละที่จะทำให้อีสลันท์ปวดหัวตุบๆ ขึ้นมา

“งั้นอะไร”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

“โกหก”

อีสลันท์ถลึงตา ชักจะหมดความอดทนกับเจ้าผู้ปกครองเอาแต่ใจนี่

“เรื่องของฉัน!”

“โกหกจริงๆ ด้วยสินะ”

เด็กหนุ่มวางส้อมกับมีดลงโดยไม่สนชิ้นปลาที่ถูกทิ้งไว้คาจาน เขาหาวิธีโต้ตอบแบบอื่นไม่ได้นอกจากลุกหนี

“จะไปไหน นายยังกินไม่เสร็จ”

ขาเรียวก้าวชะงัก ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็หนีไม่พ้นอยู่ดี อยู่ในบ้านเดียวกันแบบนี้ ออกไปไหนก็ไม่ได้เพราะพายุหิมะ แย่ชะมัด!

“ห้ามหนี”

ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินตามจนหยุดยืนอยู่ด้านหลัง เงาของร่างสูงพาดทับอีสลันท์จนมิด ไหล่บางสั่นเทิ้ม มันเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่เดเนอร์เนสใช้กำลังบังคับเขา

“อย่าแตะนะ”

ปลายนิ้วหยุดชะงักเมื่อได้ยินคำร้องห้าม ถึงจะหวาดกลัวอีสลันท์ก็ไม่ได้เดินหนีอีก

“เป็นอะไรไป”

“อย่าแตะต้องฉัน... ได้โปรด”

อีสลันท์กล่าวขอร้อง เขาตอบไม่ได้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป รู้เพียงแต่ว่าการถูกเดเนอร์เนสมอบสัมผัสอ่อนโยนให้ทำให้รู้สึกสับสน เขาชอบร่างสูงที่โอบกอดตนไว้เช่นนั้น ใช่... แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ในอกปวดหนึบ ร่างกายก็ร้อนรุ่ม หากปล่อยให้เป็นอย่างนั้นเขากลัวว่าจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปสักวัน

“ทำไม” เดเนอร์เนสไม่ทำตามคำอ้อนวอน มือใหญ่ช้อนใบหน้าขาวจากด้านหลังยังให้เจ้าของผมสีเงินสะดุ้งเบาๆ “ฉันเคยแตะต้องนายได้ สัมผัสผิวกายของนายมาหมดแล้วแทบทุกส่วน แม้แต่ข้างในตัวนายที่เร่าร้อนยิ่งกว่าไฟ ฉันก็ลิ้มรสชาติมาแล้ว”

“อย่าพูดนะ....” ร่างของอีสลันท์สั่นระริก เขาอยากจะลืมเรื่องเลวร้ายในคืนวันนั้น ฝังกลบเอาไว้ในความทรงจำโดยไม่ต้องรื้อฟื้นอีก ขัดกับความต้องการลึกๆ ในใจตน อ้อมกอดของเดเนอร์เนส จุมพิตของเดเนอร์เนสหลังจากวันนั้นช่างหอมหวานราวผลเบอร์รี่เชื่อมน้ำตาล ทว่าเคลือบพิษร้ายแรงที่แทบทำให้หัวใจหยุดเต้น

“นายคงจะลืมไปแล้ว ว่านายไม่มีสิทธิ์ออกคำสั่งกับฉัน”

“อึก!”

ฟันคมกัดงับเข้าที่หลังคอระหง เรียกเสียงหวามไหวออกจากลำคอเพรียว เดเนอร์เนสไม่เข้าใจ... ไม่เข้าใจว่าอีสลันท์กำลังกลัวอะไร

“...อย่า ขอร้อง... ได้โปรดอย่าทำอย่างนั้นอีก” อีสลันท์อ้อนวอนด้วยคำพูดที่คลุมเครือ

“นายคิดว่าฉันกำลังจะทำอะไร?”

ไม่มีความพยายามดิ้นรน อีสลันท์ยังยืนนิ่งอย่างจำยอม หากเขาคิดจะบดขยี้ร่างนี้ให้แหลกสลายคาอ้อมกอดของตนไปเสียก็ย่อมได้ แต่เดเนอร์เนสเลือกที่จะไม่ทำ

“ฉัน...”

...ไม่รู้

อีสลันท์รู้เพียงแต่ว่าตัวเองกำลังกลัวจนตัวสั่น กลัวเหลือเกิน... อ้อมแขนนี้... ริมฝีปากนี้...

“ตัวฉัน... มันร้อนไปหมด”

เวลาที่ถูกเดเนอร์เนสสัมผัส เขาร้อนรุ่มไปทั่วร่าง

“มัน... ทรมาน”

คำพูดขาดห้วงทำให้จับความหมายไม่ได้ เดเนอร์เนสรู้ว่าตนไม่ควรปะติดปะต่ออะไรกับคำตอบที่ฟังดูสับสนเช่นนั้น แต่เขาอดไม่ได้ที่จะคาดเดา

อ้อมแขนแกร่งโอบล้อมร่างเพรียวแน่นเข้า ชายหนุ่มฝังใบหน้าลงกับกลุ่มผมสีเงิน สูดกลิ่นหอมสดชื่นราวกลิ่นอายจากธารน้ำแข็ง

“อย่ากลัวฉัน อีสลันท์” เขากระซิบบอก “นายอาจจะไม่เชื่อคำพูดของฉัน แต่ฉันขอใช้เกียรติและศักดิ์ศรีทั้งหมดเป็นเดิมพัน ฉันจะไม่ทำร้ายนายอีก ไม่มีวัน... ไว้ใจฉันสิ”

ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะไว้ใจ แต่อีสลันท์ยังไม่ลืมว่าตนอยู่ในฐานะอะไร ‘เด็กในปกครอง’ ย่อมต้องทำตามคำสั่ง รองรับความต้องการของผู้ปกครองเสมอแม้ว่าตนเองจะไม่เห็นด้วย ไม่มีสิทธิ์เอ่ยปฏิเสธ หากต้องการจะหลุดพ้น มีแต่ต้องปฏิวัติให้สำเร็จเท่านั้น ซึ่งอีสลันท์ไม่มีความคิดอยากจะหนีไปเลย ไม่มีเลยซักนิด

ความคิดของเขาช่างไร้เหตุผล สมองบางส่วนคงจะทื่อไปแล้วแน่ ทั้งๆ ที่ถูกทำร้ายร่างกายเสียบอบช้ำจนขณะนี้ก็ยังไม่หายดี แต่ตนก็ยังปรารถที่จะอยู่เคียงข้างผู้ชายป่าเถื่อนคนนี้อีก

ทำไม... ทำไม...

“ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักได้มั้ย”

อีสลันท์ไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้าอีกฝ่ายอีกต่อไป ใจเอนเอียงไม่มั่นคง เพียงความสับสนในใจตนก็ยังจัดการไม่ได้

“ฉันไม่อนุญาต” เสียงทุ้มปฏิเสธห้วนๆ ก่อนจะคว้ามืออีกฝ่ายดึงกลับมาให้นั่งที่โต๊ะอาหาร “จัดการปลาในจานนายให้หมดก่อนฉันถึงจะให้ไป”

จากนั้นแล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ อีสลันท์ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่อึกอัก จากนั้นก็ไม่พูดจา เก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว เดเนอร์เนสได้แต่มองตามประตูห้องที่ปิดสนิทด้วยสายตาปวดร้าว กำปั้นแกร่งทุบลงโต๊ะด้วยความคับแค้นใจ

“ความผิดของฉัน...”

อีสลันท์ไม่อาจเชื่อใจเขาได้เต็มที่... ก็เพราะเรื่องเลวๆ ที่เขาได้ทำลงไป กายเล็กที่ยังคงสั่นระริกในอ้อมกอดของเขาเมื่อครู่เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดีว่าเขาไม่อาจได้รับความไว้วางใจอีกต่อไป อีกฝ่ายกลายเป็นเหมือนลูกแกะที่กลัวว่าจะถูกหมาป่าขย้ำ ด้วยรู้เต็มอกว่าตนอ่อนแอ ไม่สามารถแม้แต่จะขัดขืนหรือวิ่งหนีได้ทัน

เขาทำให้อีสลันท์เจ็บปวดเช่นนั้น เขาเป็นคนทำเอง และมันลบเลือนไปไม่ได้... อาจจะตลอดกาล

“ฉันก็แค่... อยากให้นายอยู่ข้างๆ เท่านั้นเอง...”
 

 

 

 

To be continued...

 

 

ว่าง แต่ไม่รู้จะเอาอะไรมาอัพ ก็อัพฟิคไปก่อนละกัน (ฮา)

 

ไม่มีประวัติศาสตร์ เพราะเรื่องมันชักออกแนวเพ้อๆ คิดเอาเองแล้ว orz

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet