[Hetalia Fanfiction] Niflheim (6)

posted on 02 Jul 2009 17:44 by keechan  in Fiction

Niflheim (6)

Pairing: Denmark x Iceland


 

หิมะหยุดตกแล้ว แต่อากาศข้างนอกก็ยังหนาวเย็นสมเป็นดินแดนทางเหนือ แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดส่องมาในห้องสาดแสงแยงตาชายหนุ่มที่กำลังหลับสบาย

เดเนอร์เนสผล็อยหลับไปหลังจากที่เช็ดตัวทำความสะอาดให้อีสลันท์เรียบร้อยแล้ว ทว่าสีหน้าซีดผาดกับเนื้อตัวร้อนผ่าวราวกับไฟทำให้เขาสงบใจไม่ได้ถึงได้นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ เกือบทั้งคืน แต่สุดท้ายก็เผลอหลับไปจนได้...

ดวงตาสีน้ำเงินลืมขึ้นมอง หวังว่าจะเห็นร่างโปร่งนอนอยู่ที่เตียงตรงหน้า ทว่ามันกลับว่างเปล่า

“อีสลันท์?”

เดเนอร์เนสขยี้ตาแรงๆ เพื่อไล่ความง่วงงุน เขาลุกพรวดแล้วมองหาเด็กหนุ่มด้วยใจกระวนกระวาย แล้วจึงโล่งอกที่เห็นด้านหลังเจ้าของเรือนผมสีเงินในชุดคลุมสีขาวยืนนิ่งอยู่ตรงระเบียงด้านนอก

ชายหนุ่มเปิดประตูตามออกไปทันที ลมหนาวพัดวูบเข้ามาจนคนอย่างเขาถึงกับตัวสั่น จะว่าไปเขาถอดเสื้อทิ้งไปตั้งแต่เมื่อคืนตอนที่ตั้งใจพยาบาลเด็กหนุ่ม ตอนนี้ท่อนบนจึงเปลือยเปล่าเผยให้เป็นกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง เขาอดห่วงไม่ได้ว่าร่างบางที่ออกไปยืนตากลมแบบนั้นจะไม่เป็นไรเลยหรือ

เดเนอร์เนสรีบหันรีหันขวาง คว้าเสื้อของตนมาใส่คืน แล้วเปิดตู้เสื้อผ้าของอีกฝ่ายเพื่อหาผ้าหนาๆ ที่พอจะให้ความอบอุ่นได้ เขาถึงได้สังเกตว่าอีสลันท์ไม่มีเสื้อผ้าสีสดใสบ้างเลย มีแต่สีขาวซะเป็นส่วนใหญ่ จะมีดำกับน้ำตาลบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

เฮ้อ... แฟชั่นจากฝรั่งเศสคงมาไม่ถึงหมอนี่ล่ะมั้ง แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ...

เขาเลือกหยิบเสื้อคลุมขนแกะมาตัวหนึ่ง ไม่พ้นสีขาวอีกจนได้ ก่อนจะตวัดสายตาไปมองคนที่ยังยืนอยู่ด้านนอก แสงอาทิตย์ที่สาดลงบนพื้นหิมะสะท้อนให้ทุกสิ่งดูขาวโพลน ร่างเล็กๆ นั้นแทบจะกลืนไปกับสีขาวเสียตรงนั้น ทำเอาเดเนอร์เนสเกิดอคติกับสีขาวขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เพียงแค่กระพริบตา... เขาก็หวั่นใจเสียแล้วว่าอีสลันท์จะถูกสีขาวกลืนหายไป

เดเนอร์เนสเปิดประตูออกไปอีกครั้ง ก้าวเข้าหาอีกฝ่ายโดยที่ไม่ปิดบังเสียงฝีเท้า เขาต้องขมวดคิ้วเมื่อมองขาเรียวเปลือยเปล่าเบื้องล่าง เจ้านี่... เดินเท้าเปล่าออกมากลางกองหิมะแบบนี้น่ะเหรอ ไม่มีความคิดรึยังไง!

ถึงเขาจะเป็นคนถอดให้เองตอนที่อุ้มให้นอนบนเตียง ถ้ามีแรงเดินออกมาแบบนี้ก็น่าจะใส่รองเท้าเสียหน่อยสิ!

ถ้าเขาไม่สังเกตเห็นเรียวขาขาว ก็คงจะมองข้ามนกพัฟฟินที่ยืนอยู่ข้างๆ ไปแล้ว เจ้านกนี่มาจากไหน? ปกติจะเข้ามาใกล้คนขนาดนี้เลยเรอะ

นกพัฟฟินสลัดปีกพั่บๆ เดเนอร์เนสไม่มองสัตว์ตัวนั้นอยู่ในสายตา นกนั่นคงเห็นเขาถึงได้ส่งเสียงครางในลำคอเหมือนเพื่อจะบอกเด็กหนุ่มผมเงิน พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวอีกฝ่ายก็รู้สึกถึงตัวตนของผู้มาใหม่ อีสลันท์ค่อยๆ หันไปมอง ดวงตาสีฟ้าสั่นไหวระริก ขอบตาแดงก่ำ หลงเหลือร่องรอยของความเหนื่อยล้า ก่อนเสียงแหบพร่าจะเอ่ยออกจากลำคอ

“อย่าเข้ามา... อย่าเข้ามาใกล้ฉัน!”

“อีสลันท์?”

“ขอร้อง... อย่าเข้ามา....”

คงเป็นช่วงเวลาที่เดเนอร์เนสใจเย็นที่สุดในชีวิต เขาไม่หยุดก้าวต่อ ทว่าเอ่ยตอบหนักแน่น “นายไม่มีสิทธิ์สั่งฉัน ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็นผู้ปกครองของนาย”

“ช่วยออกไปที... ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว” อีสลันท์หันหน้าไปทางแสงอาทิตย์ ไม่อยากจะมองหน้าอีกฝ่าย เขาทำใจไม่ได้...

“ไม่หนาวรึไง ยืนอยู่แบบนี้ แล้วก็ไอ้เสื้อผ้าบางๆ นั่นอีก เดี๋ยวก็เป็นหวัดตายกันพอดี” ร่างสูงยังพูดต่อโดยยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่

“...ฉันไม่หนาว”

โกหกคำโต... เดเนอร์เนสหรี่ตาเมื่อเห็นแขนเรียวสั่นระริก ปลายนิ้วเรียวนั่นคงจะเย็นเฉียบน่าดู

เสื้อคลุมขนแกะถูกคลุมให้บนไหล่บอบบาง เดเนอร์เนสสวมกอดเด็กหนุ่มจากด้านหลังแล้วกอบกุมมือที่เย็นดุจน้ำแข็งคู่นั้นเอาไว้ในอุ้งมือของตน เขารู้ว่าไม่แปลกอะไรที่อีสลันท์จะพยายามหลบเลี่ยง และยังสั่นกลัวเขาถึงขนาดนี้... แม้ว่าอาจจะเป็นเพราะลมหนาวในยามเช้านี่ด้วยก็ตาม

“แบบนี้อุ่นกว่า จริงมั้ย?”

ถ้อยคำอ่อนโยนกลับไม่ได้ทำให้อีสลันท์รู้สึกดีใจ ตรงกันข้ามเขาเจ็บปวด... ปวดร้าวเกินจะทานทนทั้งร่างกาย... และจิตใจ

พัฟฟินบินขึ้นมาเกาะบนขอบระเบียง เอียงคอมองราวกับไม่เข้าใจสถานการณ์ ทั้งๆ ที่เช้านี้อากาศสดใส แต่มันก็ยังไม่บินไปหาปลาที่ทะเลเหมือนอย่างเคย

“นายทำกับฉันทำไม...” อีสลันท์เอ่ยถามแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ทำแบบนั้นกับฉันทำไม! หรือว่านั่นเป็นหน้าที่ใหม่ของเด็กในปกครองอย่างฉัน? คอยรองรับความใคร่ให้นาย!? ฉันไม่มีสิทธิ์เลือกใช่มั้ย!”

เด็กหนุ่มไม่มีแรงดิ้นรน ท่อนขายังปวดหนึบและเจ็บร้าว แค่ยังยืนอยู่ได้ก็ใช้ความอดทนมากเต็มที

“ฉันแค่อยากให้นาย... ไม่หนีไปไหน ฉันเมา ฉันผิดที่ทำรุนแรงกับนาย ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว สัญญา”

อีสลันท์ทนฟังไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เขาที่เดเนอร์เนสต้องการให้อยู่ด้วย นอร์จต่างหาก... เขามันก็แค่คนที่ไม่มีใครต้องการ

“สัญญาของนายเชื่อถือไม่ได้”

เดเนอร์เนสเหมือนถูกตอกหน้าหงาย มันก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า เขาคิดหาคำพูดอะไรมาเป็นหลักประกันไม่ได้

“นายกลับไปเถอะ กลับไปบนคาบสมุทรเหมือนเดิม ไม่ต้องมาหาฉันอีกแล้ว ฉันรู้ว่าเกาะนี้มันไม่มีอะไรน่าสนใจ นายรู้มั้ยว่าพวกชาวบ้านยังพากันอพยพไปที่ดินแดนใหม่ทางตะวันตกเลย บางทีถ้าปล่อยที่นี่ให้ทิ้งร้างไปอาจจะดีกว่า”

อีสลันท์เอ่ยอย่างเหนื่อยอ่อนเต็มที เขาเหนื่อยกับการต้องดูแลเกาะที่ว่างเปล่านี้เต็มทน ยิ่งถูกกระทำอย่างรุนแรงไร้เหตุผลเพียงเพื่อต้องเป็นตัวแทนของคนอื่นมันก็ยิ่งบั่นทอนกำลังใจของเขา

“ฉันเองก็น่าจะไปตั้งรกรากใหม่ที่ไหนสักแห่ง ที่นี่น่ะหนาวจนไม่น่าอยู่ ภูเขาไฟก็ไม่รู้ว่าจะระเบิดขึ้นมาวันไหน.... แย่ชะมัด”

“นี่นายพูดอะไรของนาย? นายปล่อยให้ที่นี่ทิ้งร้างไม่ได้นะ! เกาะนี้เป็นของฉัน แล้วฉันมอบหมายให้นายดูแล จำไม่ได้รึไง! ห้ามหนีไปไหนด้วย!”

“ฉันไม่ใช่นอร์จนะ เดเนอร์เนส! เลิกใช้เงื่อนไขเรื่องการปกครองแบบนั้นมาบีบบังคับฉันเสียที!” อีสลันท์ตะโกนสุดเสียงจนหอบเล็กน้อย การที่ถูกมองข้ามตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แล้วกลายเป็นเพียงตัวแทนของใครบางใคร มันเกินกว่าที่ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของเขาจะรับไหว

เพราะว่าเขาไม่มีอะไรสลักสำคัญต่อคนบนโลกนี้... อย่างน้อย ช่วยมองตัวเขาที่เป็นตัวเขาทีเถอะ

หัวตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกเมื่อนึกน้อยอกน้อยใจ เดเนอร์เนสเป็นเพียงคนเดียวที่ใกล้ชิดเขามากที่สุดในตอนนี้ ก็กลับไม่เคยมองเขาอย่างที่เขาเป็น...

“นายพูดเรื่องอะไร? นอร์จเกี่ยวอะไรด้วย?”

คนหัวช้าไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียวว่าอีสลันท์เกรี้ยวกราดเรื่องอะไร ทั้งๆ ที่มันเกิดจากการกระทำของเขาเองทั้งหมด

“นายบอกว่ารักนอร์จไม่ใช่รึไง... คนที่นายอยากให้อยู่ข้างๆ ก็มีแต่นอร์จ แต่นายกลับ... ทำอย่างนั้นกับฉัน แล้วมาบอกว่าอยากให้ฉันอยู่ข้างๆ งั้นเหรอ! ไม่ตลกไปหน่อยรึไง!”

“ฉันพูดแบบนั้นให้นายฟังเหรอ... จริงด้วยแฮะ... ลืมไปเลย” เอ่ยอย่างนึกขึ้นได้อย่างคนไร้ความรับผิดชอบ ยิ่งทำให้อีสลันท์โมโหจนแทบควันออกหู

“...ประสาทชะมัด” เด็กหนุ่มพึมพำเพื่อระบายความโกรธที่จุกแน่นในอก แม้แต่แรงที่จะกำมือแน่นยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ เขานี่มัน... อ่อนแอไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ

“ใช่ ฉันรักนอร์จ อยากให้หมอนั่นอยู่ข้างๆ แล้วก็เสียใจจนแทบคลั่งที่หมอนั่นเป็นฝ่ายทิ้งไป แล้วยังไง ฉันจะบอกว่าไม่อยากให้นายที่ตอนนี้อยู่กับฉันหนีหายไปไหนอีกคน อยากให้นายอยู่ข้างๆ แบบนี้ตลอดไป นี่มันผิดด้วยเรอะ”

เดเนอร์เนสกล่าวหน้าตาเฉย เขาคิดว่าตนเองมีความคิดที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนที่สุดเปรียบเทียบกับคนอื่นแถบนี้แล้วนะ หมอนี่ก็ยังหาเรื่องเข้าใจผิดได้อีก เชื่อเขาเลย

“นายคิดว่านายเป็นคนของฉันมากี่ปี? ถึงฉันจะไม่มีเวลาแวะมาหา แต่ข่าวเรื่องสารทุกข์สุกดิบของนายน่ะมันก็มาถึงหูฉันทุกครั้งนะ เรื่องนี้มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับนอร์จตรงไหนเลย”

อีสลันท์ฟังคำอธิบายง่ายๆ นั้นแล้วไม่อยากจะเชื่อ... กลายเป็นว่าเขาเองงั้นหรือที่คิดมากไปเอง...? ไม่จริงหรอก สายตาที่เดเนอร์เนสมองเขา... มันไม่ใช่... เดเนอร์เนสมองหานอร์จในตัวเขาเสมอ แม้แต่เมื่อคืน... ก็เหมือนกัน

“นายกับนอร์จจะเหมือนกันก็แค่บรรยากาศเย็นชารอบตัวเท่านั้นแหละ นอกนั้นไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักอย่าง ยิ่งคนที่รู้จักนอร์จเป็นอย่างดีแบบฉันแล้วน่ะ นายไม่เหมือนเขาเลย จะเอามาแทนกันได้ยังไง หมอนั่นน่ะเถียงชนะฉันตลอด ส่วนนายปากจัดก็จริงแต่ไม่เห็นเถียงชนะฉันสักครั้ง นอร์จน่ะคิดอะไรอยู่ก็ไม่มีใครรู้ แต่นายเป็นพวกตรงไปตรงมา นั่นแค่ตัวอย่างนะ อยากให้ฉันยืนยันอะไรอีกมั้ย อีสลันท์”

อีสลันท์ก้มหน้า... น้ำตากำลังไหลพรู

ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งได้มากถึงขนาดนี้... ผู้ชายที่หยาบกระด้าง ไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลังคนนี้เป็นคนแรกที่บอกว่าอยากให้เขาอยู่ข้างๆ ในฐานะของตัวเขาเอง... ตัวเขาเองจริงๆ ใช่มั้ย?

“ตาของฉัน...”

“หือ?”

“ตาของฉัน... สีอะไร?”

อีสลันท์ถามคำสุดท้าย เวลาที่เดเนอร์เนสจ้องมองเขานานที่สุด... ร่างสูงมักจะเหม่อมองลึกลงในดวงตาของเขาราวกับค้นหาใครบางคน... ถ้าหากว่าเดเนอร์เนส ‘เห็น’ เขาจริงๆ... ก็ย่อมต้องจำได้

ชายหนุ่มออกจะงุนงงที่จู่ๆ เจอคำถามไม่เข้าพวก และเขาสังเกตได้ว่าร่างในอ้อมกอดกำลังสั่นสะท้าน

“นายเป็นอะไร? หนาวเหรอ?”

“ตอบ... คำถามฉัน”

“ถามอะไรประหลาดชะมัด...” เดเนอร์เนสคลึงหลังมือเรียวไปมาเพื่อเพิ่มความร้อนให้เพราะเข้าใจว่าอีสลันท์กำลังหนาวสั่น ทว่ามันกลับดูเป็นการรั้งเวลาสำหรับคนที่รอคำตอบอย่างใจจดจ่อ

ร่างสูงแหงนมองท้องฟ้าเหนือผืนดินที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวจนแสบตา วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่งสดใส มีปุยเมฆขาวลอยมาแต่งแต้มเพิ่มความสวยงามให้ประปราย

ใช่... ก็เหมือนกับลูกแก้วสีฟ้าในดวงตาของอีสลันท์...

“สีฟ้าแบบท้องฟ้านี้ไงล่ะ อีสลันท์”

สิ้นคำตอบนั้นอีสลันท์ก็ทิ้งร่างไร้เรี่ยวแรงลงในอ้อมกอดของอีกฝ่าย ขาทั้งสองที่อดทนยืนหยัดอยู่ถึงขีดจำกัดแล้ว ร่างสูงรับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่ทิ้งลงมาจึงได้เห็นหยาดน้ำตาบนใบหน้านั้น

“อีสลันท์! นี่... นาย... ร้องไห้?”

เดเนอร์เนสประคองร่างนั้นแล้วอุ้มขึ้นแนบอก นึกตำหนิอีกฝ่ายที่ฝืนกำลังร่างกายตนเองจนเกินขีดจำกัดแบบนี้ ทว่าเขาไม่รู้หรอกว่าวินาทีนี้เป็นเวลาที่อีสลันท์รู้สึกมีความสุขที่สุด

อีสลันท์กุมตอบฝ่ามืออบอุ่นที่กุมมือตนเอาไว้แล้วเอ่ยกระซิบอย่างอ่อนล้า ก่อนจะตกลงในห้วงนิทราอีกครั้ง

“ขอบคุณ... เดเนอร์เนส”

 

 

 

 

อาการไข้ของอีสลันท์ยังหนักหนา แม้จะได้รับการพยาบาลอย่างดี เดเนอร์เนสจัดการหุงหาอาหารแล้วคอยเช็ดตัวให้เหมือนดูแลเด็กที่ไม่สบาย ถ้าหากอีสลันท์เจ็บป่วยไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องดูแลอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับการที่ตัวเขาเองเป็นต้นเหตุของอาการป่วยของอีกฝ่าย

เด็กหนุ่มตัวร้อนจัด เนื้อตัวชื้นเหงื่ออยู่ตลอด และยังกินได้น้อย เดเนอร์เนสป้อนให้ไม่กี่คำ เด็กหนุ่มก็เบือนหน้าหนี

“กินไม่ลงแล้ว”

คนตัวโตทำหน้ามุ่ยไปด้วย ไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะต้องมานั่งเอาใจเด็ก

“ฝืนอีกหน่อยสิ กินแค่นั้นมันจะหายได้ไง”

“...เผด็จการ” เจ้าตัวบ่นอุบอิบก่อนจะยอมอ้าปากเอาซุปลงคอ ลิ้นของเขาไม่รับรู้รสอะไรเลย มันแย่ยิ่งกว่าตอนที่เขาบาดเจ็บหนักเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเดเนอร์เนสก็มาดูแลเขาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ ‘แบบนี้’

ร่างเพรียวนั่งจมอยู่ในอ้อมกอดแกร่ง เขาไม่ได้หมดเรี่ยวหมดแรงถึงกระทั่งว่าเดินเหินเองหรือแค่ตักซุปเองไม่ได้ เดเนอร์เนสไม่ยอมทนเห็นเขาเดินโขยกเขยกอย่างลำบาก ปากก็ว่า ‘เห็นแล้วรำคาญลูกตา’ แล้วก็ดึงดันจะอุ้มไปเอง พอยกถ้วยซุปออกมาให้ ร่างสูงก็ช้อนร่างเขาขึ้นนั่งบนตัก

‘เดี๋ยวจะหนาว’ คือคำอธิบายเมื่อเขาเหลือบมองอย่างสงสัยว่าทำไมต้องนั่งตัวติดกันถึงขนาดนี้

อยู่ในห้องที่มีเตาผิงจุดอุ่นๆ แบบนี้จะหนาวได้ที่ไหนกัน... เดเนอร์เนสคิดว่าเขาพิการไปแล้วรึไงถึงได้ต้องคอยป้อนให้เหมือนเขาเป็นง่อย อีสลันท์นึกว่าแต่ไม่ได้พูดออกไป เพราะจริงๆ แล้วเขาอยากใช้โอกาสที่ตัวเองยังป่วยอยู่... ออดอ้อนให้เต็มที่เหมือนกัน

อีสลันท์อดทนกินต่อไปได้อีกสองสามคำก็พอ “ไม่ไหวจริงๆ ขืนกินมากกว่านี้ฉันต้องคลื่นไส้แน่”

“โอเค พอก็พอ” ร่างสูงไม่ยัดเยียดอีก เขาวางถ้วยซุปที่เหลือเกือบครึ่งทิ้งไว้บนโต๊ะ ในขณะที่เด็กหนุ่มซบศีรษะลงกับแผ่นอกแกร่ง

“นายล่ะ กินอะไรรึยัง”

“สนใจด้วยเหรอ ฮ่าๆ แปลกดีนะ ดูเหมือนว่านี่เป็นครั้งแรกที่นายถามอะไรแบบนี้รึเปล่า”

“...ก็เดี๋ยวนายจะมาบ่นใส่ทีหลังว่าต้องมัวแต่เสียเวลาดูแลฉันจนไม่ได้กินอะไรน่ะสิ” อีสลันท์ว่า หลับตาลงด้วยความง่วงงุน อ้อมกอดนี้อบอุ่นจนอยากจะนอนหลับไปทั้งอย่างนี้

เดเนอร์เนสหัวเราะ “เรื่องกินเรื่องใหญ่น่า ฉันจัดการทำของตัวเองกินไปก่อนทำซุปให้นายอีก”

“งั้นก็ดี...”

เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงปลายนิ้วที่ลูบเส้นผมของตนเล่นไปมา ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเขามาก่อน หลายๆ เรื่อง... เดเนอร์เนสเป็นคนแรก

“ง่วงแล้วเหรอ นายนี่เหมือนเด็กเลยนะ กินแล้วก็นอน”

“อือ... ง่วงแล้วล่ะ”

ลมหายใจที่เป่ารดยังร้อนผ่าว หยาดเหงื่อยังผุดพราวทั่วใบหน้า เดเนอร์เนสตั้งใจจะเช็ดตัวให้อีกครั้งก่อน แต่ดูท่าเด็กหนุ่มจะอยากนอนเสียแล้ว

“ไหน มาดูซิ” มือใหญ่ทาบลงบนหน้าผากเนียน พิษไข้ยังไม่ทุเลาลงสักเท่าไหร่ ร่างสูงขมวดคิ้วมุ่น “เพราะนายดันบ้าไปยืนตากลมเมื่อเช้านั่นแหละ โง่ชะมัด”

“มันไม่ดีขึ้น... งั้นเหรอ...” พอเริ่มจะสะลึมสะลือ เรี่ยวแรงก็หดหายตามไปด้วย อีสลันท์ลืมตาปรือ รู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนของตัวเอง

“เออ มันแย่ลงด้วยซ้ำ... ช่างเถอะ ถ้าเหนื่อยก็นอนซะ ฉันจะดูแลทุกอย่างให้เอง”

“อือ...” เด็กหนุ่มรับคำแล้วหลับตาลงช้าๆ ถึงจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวและอึดอัด แต่การที่ได้ตกอยู่ในอ้อมกอดใหญ่นี้ช่างทำให้รู้สึกดี

เดเนอร์เนสฉุกคิดขึ้นได้เมื่อมองเห็นเหยือกน้ำที่ตั้งเตรียมไว้ เขาลืมไปอีกจนได้ “เฮ้ เดี๋ยวก่อน มาดื่มน้ำก่อน อีสลันท์”

จริงๆ แล้วจะนอนหลับไปทั้งอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร แต่คนอย่างเดเนอร์เนสตั้งใจอะไรไว้แล้วต้องได้ทำ ไม่อย่างนั้นจะขัดใจเป็นที่สุด ทว่าอีสลันท์ไม่อยากจะลืมตาเสียแล้ว ชายหนุ่มเบ้ปาก ขณะรินน้ำจากในเหยือกมาใส่แก้วอย่างเก้อๆ เพราะคนที่ตั้งใจจะให้ดื่มคงไม่ลุกมาดื่มแล้ว

มือใหญ่ประคองใบหน้าเล็กที่อิงแนบอยู่กับอกตนให้วางบนแขนข้างหนึ่ง มองใบหน้าแดงเรื่อด้วยพิษไข้สลับกับแก้วน้ำที่อยู่ในมือ คิดลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

“...ช่วยไม่ได้นะ” เอ่ยกับตัวเองแล้วยกน้ำขึ้นดื่มเสียเอง ก่อนจะก้มลงประกบริมฝีปากเพื่อถ่ายทอดน้ำอุ่นให้ล่วงผ่านริมฝีปากแห้งผาก

“อ... อือ...” อีสลันท์ครางออกมาเบาๆ ก่อนเสียงของตนจะถูกดูดกลืนไปพร้อมลิ้นนิ่มและน้ำอุ่นที่ไหลผ่านลำคอช้าๆ

ความหอมหวลบางอย่างอวลค้างอยู่ในโพรงปากเมื่อริมฝีปากถูกถอนออกไป

“ขออีก...” อีสลันท์ขยับปากบอกทั้งๆ ที่ยังหลับตา

ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้างขึ้น ก่อนจะคลี่ยิ้มเอ็นดู เด็กหนุ่มในอ้อมแขนในขณะนี้ช่างเปราะบาง อ่อนแอเสียจนน่าปกป้อง

หมอนี่ไม่มีอะไรเหมือนนอร์จสักอย่างจริงๆ ด้วย...

“เอาสิ”

เดเนอร์เนสอมน้ำไว้ในปากและจัดการ ‘ป้อน’ ให้อีก

รสชาติของน้ำนั้นหวานหอมราวกับน้ำทิพย์ แม้แต่ร่างสูงเองก็เคลิบเคลิ้มไปด้วย เดเนอร์เนสไม่ยอมถอนริมฝีปากออกเมื่อถ่ายทอดน้ำลงลำคออีกฝ่ายไปหมดแล้ว ลิ้นเรียวหยอกเย้าภายในโพรงปากร้อน ปลายลิ้นร้อนกระหวัดเกี่ยวพัวพันตอบรับลิ้นที่รุกรานเข้ามา

...ภายในกายอีสลันท์ร้อนรุ่มมากขึ้นกว่าเดิม

“อื้อ...” เสียงหวานครางอู้อี้ จูบร้อนแรงไม่เว้นจังหวะให้หายใจทำให้เขาอึดอัด เดเนอร์เนสคลายจุมพิตออกเมื่อได้ยินเสียงครางประท้วง ดวงตาสีฟ้าปรือปรอยลืมขึ้นมอง ทว่ามือใหญ่ก็ปิดกั้นลงมาทับ

“...หลับเถอะ”

อีสลันท์ไม่โต้เถียงอะไรอีก เขาง่วงและเหนื่อยเกินกว่าจะนึกคลางแคลงใจ ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงอีกครั้ง ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ได้ยินเพียงเสียงฟืนมอดไหม้ดังเปรี้ยะเป็นระยะ กับเสียงหัวใจเต้นหนักๆ ของร่างใหญ่

ลมหายใจสงบเงียบกับแผ่นอกบางที่กระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ บ่งบอกว่าเจ้าของร่างตกสู่ห้วงนิทราไปแล้ว เด็กหนุ่มตัวชื้นเล็กน้อยด้วยเหงื่อ เดเนอร์เนสรู้สึกได้จากแผ่นหลังบางที่แนบชิดตัวเองอยู่ เสื้อของเด็กหนุ่มถูกปลดออกให้หลวมเพื่อจะได้เช็ดตัวได้สะดวก ร่องกระดูกไหปลาร้าสวยงามและผิวขาวที่มีรอยช้ำบางส่วนจึงปรากฏสู่สายตาของผู้ปกครอง

บาดแผลฉกรรจ์จากการถูกแทงเข้าที่หน้าอกเมื่อหลายปีก่อนจางหายไปจนเกือบหมดแล้ว เทียบกันแล้วรอยจ้ำสีสดยังเด่นชัดมากกว่าเสียอีก

เรือนร่างที่บอบบางเพียงแค่นี้... กลับถูกทำร้ายด้วยมือของเขาจนเกือบแตกร้าว

“...ขอโทษนะ”

เดเนอร์เนสกระซิบท่ามกลางความเงียบ

เขาเป็นผู้ชายที่ผิดคำมั่นได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะไร้สติไม่อาจควบคุมตนเองได้ เขาสัญญาแล้วแท้ๆ ว่าจะไม่ทำร้าย... แต่ก็พลั้งมือไปจนได้

อีสลันท์ที่ยอมยกโทษให้เขา... โผเข้าหาอ้อมกอดของเขาได้อีกครั้ง ทั้งยังซุกกายนอนหลับอยู่ด้วยความไว้ใจเช่นนี้ ทำให้เขาปลาบปลื้มสุดหัวใจ

เดเนอร์เนสกระชับอ้อมแขน สวมกอดร่างที่อ่อนแอนั้นไว้แนบกาย กล่าวคำปฏิญาณออกมาจากใจจริง

“จากนี้ไป... ฉันจะปกป้องนายเอง นายจะไม่ต้องทรมานแบบนี้อีก...อีสลันท์”

ชายหนุ่มยกมือเรียวขึ้นแนบประทับจุมพิตแทนคำสาบาน ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของเขา ครั้งนี้เขาจะไม่มีวันผิดคำพูดเป็นอันขาด

“อยู่กับฉัน... ตลอดไปเลยนะ อีสลันท์ ตลอดไป...”
 

 

 

 

To be continued...

 

 

เอามาแปะๆ ลงซะก่อนจะลงไม่ทัน

 

น้ำเน่ามากขึ้น

ไอซ์คุงตัวนิ่มมากขึ้น orz

ขวานเลวยังไงก็ยังมีคนเข้าข้างขวาน (ฮา)

 



เล่าแถมเรื่องไอ้ตอนตื่นนอนนั่นละ คิด(เอาเอง)ว่าคนบ้านเมืองเหนือ (และฝรั่งเอง) ไม่ถอดรองเท้าในบ้าน เพราะบ้านเค้าหนาว ยกเว้นเวลานอน เพราะงั้นน้องไอซ์โดนจับถอด ตื่นมาเลยเท้าเปลือย ส่วนพี่ขวาน แค่ค้างมาจากเมื่อคืน เสื้อเลยไม่เรียบร้อย แต่รองเท้ายังใส่ดีอยู่นะค้าาาา




นิดๆ หน่อยๆ กับไอซ์แลนด์ช่วงปีนั้น ถึงจะไม่ได้ไปรบกะเค้า แต่ก็มีเรื่องภายในประเทศเหมือนกัน เนื่องจากภัยธรรมชาติตูมตามขึ้นมาเยอะแยะ ประชาชนไอซ์แลนด์จึงพากันอพยพออกไปกันเยอะมาก เพราะมีภูเขาไฟระเบิด เกิดลาวาครั้งหญ่ ก่อให้เกิดหมอกพิษค่ะ ชาวไอซ์แลนด์เรียกวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติครั้งนี้ว่า Móðuharðindin (The Mist Hardships) จากเหตุการณ์นี้ 75% ของปศุสัตว์ก็ล้มตายไป แล้วคนจำนวนหนึ่งในห้า (ประมาณหนึ่งหมื่นคน) ก็เสียชีวิต

http://en.wikipedia.org/wiki/M%C3%B3%C3%B0uhar%C3%B0indin

 

สาเหตุการพูดจาตัดพ้อของน้องไอซ์ อั๊งงงง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet