[Hetalia Fanfiction] Niflheim (5)
posted on 20 Jun 2009 00:20 by keechan in Fictionต้นไม้โตเร็วจัง... เพิ่งอัพเมื่อบ่ายๆ เย็นๆ เอง
อัพใหม่ซะเลย ฮาาา
ขอบคุณที่ช่วยรดน้ำค่ะ
คุณ soul-ce - ขอบคุณที่ทิ้งข้อความทักทายกันค่าาาา ตอนนี้เรื่องก็เริ่มเข้าสู่พล้อตจำเลยรัก (?) แล้วค่ะ (หัวเราะ) ไอซ์คุงอาจจะออกเป็นเคะตัวนิ่มเกินไปซักนิด ต้องขออภัยด้วยนะคะ พล้อตมัน... พาไป orz
Niflheim (5)
Pairing: Denmark x Iceland
Warning: NC-17 < ทำไมมาเร็ว???
อีสลันท์ยังคงใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบเพียงลำพัง
ทั้งผู้ปกครองและอดีตผู้ปกครอง ไม่มีใครแวะเวียนมาหาอีก
เนื่องจากการสู้รบแย่งชิงดินแดนบนคาบสมุทร
เป็นเวลายาวนานจนอีสลันท์เริ่มเคยชินกับการใช้ชีวิตอยู่คนเดียวอีกครั้ง
ความคาดหวังที่จะได้พบกับนอร์จลดน้อยลงทุกวันจนเปลี่ยนเป็นความเฉยชา
พัฟฟินตัวน้อยที่หลงฝูงมากลายเป็นเพื่อนช่วยคลายเหงาได้ในบางที
แรกเริ่มอีสลันท์ไม่ได้คิดจะเลี้ยงเอาไว้
ถึงอย่างไรนกตัวนี้ก็ควรจะมีอิสระได้แหวกว่ายในทะเลและโบยบินไปบนท้องฟ้า
แต่นกตัวนี้กลับไม่บินหนีไปไหน แม้ว่าตอนกลางวันจะบินออกไปหาปลา
แต่พอตกค่ำก็จะกลับมาทุกที
ยกเว้นในฤดูหนาวเช่นนี้ บางวันพายุหิมะแรงจัดจนมองอะไรไม่เห็น
และลมก็แรงเกินไปที่นกตัวเล็กๆ จะบินฝ่าไปได้ ดังนั้นช่วงหน้าหนาว
พัฟฟินจะแทบไม่ได้ออกไปไหนนอกจากเดินต้วมเตี้ยมวนเวียนไปมาในบ้าน
แต่ก็จะแยกพื้นที่ส่วนตัวเป็นอย่างดีเพราะนกพัฟฟินจะไม่ชอบห้องที่อุ่นมากๆ
สักเท่าไหร่
และคงจะสร้างความลำบากในการปรับตัวถ้ามันมาอยู่ในที่อุณหภูมิสูงมากเกินไป
การมีสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งอยู่ร่วมกันในบ้าน แม้จะเป็นเพียงนกพัฟฟินตัวเล็กๆ ก็ช่วยปัดเป่าความเหงาของอีสลันท์ได้ไม่น้อย
ช่วงหลังๆ นี้เขาได้ข่าวคราวจากเดเนอร์เนสมากกว่านอร์จเสียด้วยซ้ำ
ตัวตนของเขาคงเลือนหายและไร้ความหมายในสายตาของอีกฝ่ายไปเสียแล้ว
เพราะว่าเหตุจำเป็นทำให้ต้องแยกจากกัน
อีสลันท์รู้ตัวว่าตนคงไม่ได้มีตำแหน่งเป็นคนพิเศษ
หรือแม้กระทั่งเป็นคนสนิทของนอร์จอีกต่อไป
ถ้าจะเป็นก็คงเป็นได้แค่เพียงคนรู้จักที่นานๆ ครั้งจะเจอหน้ากันสักที
แม้จะเป็นอย่างนั้น ความห่วงใยที่อีสลันท์มีให้นอร์จก็ไม่ได้ลดลงเลย
ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวผ่านทางพลทหารของเดเนอร์เนส
เขาก็คิดเป็นห่วงนอร์จเสมอ
แน่นอนว่าอีสลันท์เองก็ห่วงสวัสดิภาพของเดเนอร์เนสด้วยเหมือนกัน
ถึงอย่างไรหมอนั่นก็เป็นผู้ปกครองของเขาโดยตรง
ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับร่างสูงย่อมต้องมีผลกระทบต่อเขาและนอร์จด้วยเช่นเดียวกัน
สิ่งที่เขารับรู้มันมักไม่ใช่ข่าดีนัก
เดเนอร์เนสมีกำลังด้อยกว่าฝ่ายเบอร์วาลด์อย่างเห็นได้ชัด
เนื่องากการเตรียมพร้อมที่ฉุกละหุกจึงไม่อาจทำการรบได้เต็มที่เหมือนที่เคย
ทั้งๆ ที่เคยคุยโวกับเขาว่าเบอร์วาลด์ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แล้วดูตอนนี้สิ...
เดเนอร์เนสกำลังจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
...ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไง
คน ที่อ่อนแอไร้พลังเช่นเขา ไม่อาจะเป็นกำลังให้อีกฝ่ายในยามจำเป็นได้
สิ่งที่เขาตั้งหน้าตั้งตาทำก็มีเพียงแต่คอยดูแลเกาะนี้ไว้ให้อยู่ในสภาพที่
ดีตามคำสั่งของเดเนอร์เนสเท่านั้น
ช่วงหลังๆ นี้สภาพอากาศบนเกาะยิ่งแปรปรวน ทั้งภูเขาไฟปะทุขึ้นมา
ลาวาร้อนทำลายพื้นที่ทำกินและชีวิตของประชาชนไปมากมาย
ทว่าลมหนาวก็ยังคงปกคลุมดินแดนนี้อยู่เหมือนเดิม
แม้จะข้ามพ้นปีใหม่มาได้ไม่ถึงสองสัปดาห์
บนเกาะนี้ก็ไม่ได้มีบรรยากาศสดใสจากการเฉลิมฉลองเหมือนหลายๆ ที่บนโลก
นอร์จ.... เดเนอร์เนส... พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่นะ...
อีสลันท์เหลียวมองออกไปนอกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะปกคลุม
...อากาศหนาวถึงขนาดนี้ แถมไม่มีข่าวคราวอะไรเพิ่มเติม
คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครโผล่มาหาตอนนี้หรอก
ภายนอกที่ควรจะว่างเปล่าไร้ผู้คนในค่ำคืนกลางเดือนมกราคม
กลับมีร่างเงาของใครบางคนยืนอยู่
คนที่เคยชินกับการมองในเงามืดสลัวเช่นอีสลันท์แน่ใจว่าตนไม่ได้มองผิด
และเสียงเคาะประตูหนักๆ ก็ยืนยันความคิดของเขาว่าถูกต้อง
การมาของบุคคลนั้นทำให้อีสลันท์ฉงนงงงวยนัก
แต่เขาก็รีบผุดลุดขึ้นไปเปิดประตูให้แขกยามวิกาลโดยเร็ว
ร่างสูงที่ปกติจะเคยเอาแต่ปึงปังเสียงดัง
ครั้งนี้กลับมีสีหน้าเคร่งเครียดและกดดัน
ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะไม่ได้พบกันมานานก็อาจจะไม่ใช่
อีสลันท์สัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ
“เกิดอะไรขึ้นเดเนอร์เนส ทำไมจู่ๆ นายถึงมาเอาป่านนี้”
คำถามต่อสารทุกข์สุกดิบโดยไม่มีหางเสียง
แต่อีสลันท์ก็เกิดความรู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายจากใจจริง
ทั้งอย่างนั้นเดเนอร์เนสยังคงนิ่งเงียบในขณะที่ร่างโปร่งจัดการปัดเกล็ดน้ำ
แข็งที่ติดตามตัวออกให้
พอเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ตอบเขาก็ไม่รีรอที่ชักชวนเข้าไปนั่งคุยด้านใน
“...ยังไงก็เข้ามาก่อนเถอะ ถอดโค้ทออกสิ”
“อืม”
แม้ ร่างสูงจะตอบรับ
แต่ดูเหมือนแต่ละคำพูดจะไม่เข้าหูเอาเสียเลยเพราะเขายังไม่ขยับตัวทำอะไร
ทั้งนั้น
เดือดร้อนอีสลันท์จะต้องช่วยถอดโค้ดทหนาที่เปรอะไปด้วยละอองหิมะสีขาวเต็มไป
หมด
เด็กหนุ่มสะบัดเสื้อโค้ทนั้นสองสามทีแล้วแขวนไว้ก่อนจะรีบเดินนำเข้ามาใน
ห้องรับแขกที่จุดไฟในเตาผิงไว้จนอุ่นพอดี
“แผลนั่น...”
ผ้าพันแผลสีขาวอยู่รอบลำคอหนา ช่างเป็นจุดที่น่ากลัวต่อการบาดเจ็บ
เมื่อสังเกตดูที่ท่อนแขนแกร่งภายใต้เสื้อแขนยาวนั่น
คงจะซ่อนอาการบาดเจ็บเอาไว้ไม่น้อยแน่
“นายเป็นอะไรมากรึเปล่า”
“แค่แผลเท่าแมวข่วน! ไม่สำคัญหรอกน่า!” ชายหนุ่มเอ่ยตอบอย่างหัวเสีย แทบจะเป็นตวาด
อีสลันท์ไม่ชอบสถานการณ์ตอนนี้... ไม่ชอบเอามากๆ
“ชามั้ย หรือนายอยากได้กาแฟ?”
ไม่มีทั้งคำตอบรับหรือปฏิเสธ
อีสลันท์ถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วตั้งใจจะเดินเข้าครัวเพื่อเตรียมชาร้อนๆ
ให้สักหน่อย ทันทีจะหันหลังแขนเรียวก็ถูกมือใหญ่คว้าเอาไว้แน่น
“นอร์จ... ไม่อยู่แล้ว”
เป็นประโยคแรกที่ออกจากปากเดเนอร์เนสด้วยเสียงทุ้มพึมพำในลำคออย่างแผ่วเบา
“เอ๋?”
“นอร์จหนีไปจากฉันแล้ว!!! หมอนั่นไม่อยู่เคียงข้างฉันอีกแล้ว!
ไม่กลับมาแล้ว!!!” ร่างสูงตะโกนเสียงดังอย่างหัวเสีย
ตะคอกใส่อีสลันท์ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่รู้เรื่องราวอะไรด้วย
แม้อีสลันท์จะไม่พอใจในกิริยานั่นก็ตาม
คำพูดของเดเนอร์เนสก็ทำให้เขาประหลาดใจมากกว่าที่จะเสียเวลาตำหนิอีกฝ่าย
“นายหมายความว่ายังไง นอร์จไปไหน?”
“ก็ประกาศตัวเป็นอิสระน่ะสิ! บังอาจแยกตัวจากฉัน มองไม่เห็นหัวกันชัดๆ!!!
ไอ้บัดซบเบอร์วาลด์! ถ้าเพียงแต่ไม่ใช่หมอนั่น....
ถ้าไม่ใช่หมอนั่นล่ะก็... นอร์จคงไม่ลังเลที่จะสู้
แล้วฉันก็คงไม่แพ้มันหรอก!!!”
เดเนอร์เนสก่นด่าอย่างเกรี้ยวกราด
ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขารู้สึกสูญเสียไปในชั่วพริบตาได้มากถึงครั้งนี้
ทั้งความอัปยศต่อการปราชัย การถูกคนที่ไว้ใจทอดทิ้ง
เบอร์วาลด์ไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบซ้ำเติมคนแพ้ การตกลงเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา
ไร้คำถากถางเสียดสีจากผู้ชนะ
จะมีเพียงก็สายตาที่นิ่งเฉยจ้องมองเขาอย่างสงบ
แต่เพราะอย่างนั้นแหละที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสมเพชนัก!
“นอร์จ... เป็นอิสระแล้วงั้นเหรอ...?”
ส่วนลึกของในใจอีสลันท์อดจะดีใจขึ้นมาไม่ได้ นอร์จของเขา...
เป็นอิสระจากเดเนอร์เนสแล้ว งั้นก็หมายความว่า...
เขาจะได้กลับไปอยู่กับนอร์จอีกอย่างนั้นใช่มั้ย
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นเดเนอร์เนสจะมาหาเขาในคืนนี้เพื่ออะไรล่ะ?
แววตาที่สะท้อนความยินดีวูบผ่านสายตาของเดเนอร์เนสแว่บหนึ่ง
เพียงเท่านั้นร่างสูงก็ทนไม่ได้ เขาพอเดาออกว่าอีสลันท์กำลังคิดอะไร
เขาบีบข้อมือเล็กแน่น ใช้มืออีกข้างกุมรอบลำคอบอบบางไว้โดยไม่กล่าวคำเตือน
“ทำไม! คิดจะตีตัวออกจากฉันไปอีกคนรึไง อีสลันท์!”
ใบหน้าคมคายเหยียดรอยยิ้มเย้ยหยัน “เสียใจด้วยนะ!
ฉันต้องขอบอกว่าทุกอย่างที่เคยเป็นของนอร์จที่ตกมาเป็นของฉัน
มันก็ยังเป็นของฉันอยู่ดี!!! หมอนั่นก็สนใจแต่อิสรภาพของตัวเอง
ไม่มีเวลามาเห็นใจคนนอกสายตาอย่างนายหรอก!”
“ปล่อยนะ! โธ่เว้ย!”
อีสลันท์พยายามดิ้นให้หลุดจากการกอบกุมของอีกฝ่าย ใช่...
วูบหนึ่งนั้นเขาดีใจที่คิดว่านอร์จอาจจะได้กลับมาเป็นผู้ปกครองของเขาเหมือน
เดิม แต่พอความคาดหวังนั้นพังทลาย เขากลับไม่รู้สึกผิดหวัง
อาจเป็นเพราะเขาคงเคยชินกับการถูกทิ้งเสียแล้วก็ได้
แต่ที่ทำให้เขาโมโหมากกว่าคือความจริงที่ว่ายังต้องอยู่กับผู้ชายเจ้าอารมณ์ไร้เหตุผลอย่างเดเนอร์เนสนี่แหละ!
แรงขัดขืนเพียงแค่ทำให้เดเนอร์เนสหงุดหงิด
ยิ่งเห็นใบหน้าที่บูดเบี้ยวด้วยความโกรธของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ่งขัดตา
มันไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกยามถูกนอร์จผลักไส ...เจ็บปวดจนแทบทานทน
“บ้าที่สุด!!!”
ลำแขนแกร่งออกแรงผลักร่างบางโดยแรง อีสลันท์ถึงกับกระเด็นไปติดกำแพงห้อง
โชคดีที่ไม่ได้กระแทกกับอย่างอื่นเข้าจึงแค่เจ็บตัวนิดหน่อยเท่านั้น
และนั่นเพียงพอที่ทำให้เขากล้าต่อกรอย่างไม่ลดละ
“นายสิไอ้บ้า! ถ้าคิดจะมาที่นี่เพื่อหาที่ระบายอารมณ์ล่ะก็
กลับไปอาละวาดที่บ้านนายซะ!
ไม่ใช่หน้าที่ฉันที่จะต้องมาเก็บกวาดข้าวของเละเทะที่นายทำพัง
และฉันไม่ใช่กระสอบทรายเอาไว้ให้นายต่อยเล่น!”
“ว่าไงนะ! นี่นายกล้าด่าฉันงั้นเหรอ!”
เดเนอร์เนสที่ดูจะสงบลงก็กลับโมโหขึ้นมาใหม่
อีสลันท์ไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่าคำพูดของตนไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันบน
กองไฟ กระนั้นเขาก็ไม่อาจทนถูกข่มเหงอยู่ฝ่ายเดียวได้
“ฉันน่าจะต่อยนายคืนซักหมัดด้วยซ้ำ!”
...ถ้าไม่ติดว่าเขากลัวจะโดนต่อยกลับแล้วมันไม่คุ้มกันล่ะก็นะ!
“ก็เพราะว่านายเป็นอย่างนี้น่ะสิ ดีแต่ใช้กำลัง! นอร์จถึงได้ตีตัวจากไป
ก็สมควรแล้ว!”
เรื่องนอร์จแทงใจดำเข้าอย่างจัง เดเนอร์เนสหน้าชา เถียงไม่ออก
ได้ก้าวเข้าไปหาเรื่องโปร่งที่นั่งอยู่มุมห้อง กำหมัดแน่น....
รู้ทั้งรู้ว่าถึงจะต่อยหน้าอีสลันท์ไป ก็ไม่ได้ทำให้นอร์จกลับมาหา
“เขาก็ทิ้งนายไปเหมือนกันน่ะแหละ! อย่ามาพูดเหมือนกับว่านายมีดีกว่าฉัน นายมันไม่มีอะไรเลยแท้ๆ!”
“ใช่! ฉันไม่มีอะไรเลย ถึงได้ต้องเป็นฝ่ายถูกทิ้งอยู่ตลอด
แล้วฉันมันก็ซวยสุดขีดที่ถูกทิ้งให้มาอยู่กับคนอย่างนาย!
จะต่อยฉันอีกมั้ย? เอาสิ ฉันมันไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว
นายมันก็คงทำได้แค่รังแกคนอ่อนแอกว่า”
เดเนอร์เนสเงื้อหมัดค้าง
เขารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะเอาโทสะมาลงกับอีสลันท์
และเขาเป็นคนวู่วามที่ชอบเอาแต่ใช้กำลังอย่างที่ว่ามาจริงๆ
นอร์จเองก็เคยต่อว่าเขาเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว
แต่เขาเปลี่ยนไม่ได้... นี่คือตัวเขา
ดวงตาสีน้ำเงินฉายแววของความปวดร้าว ไม่มีครั้งไหนที่เดเนอร์เนสรู้สึกสิ้นหวังในชีวิตมาถึงเพียงนี้
“บัดซบเอ๊ย!”
ร่างสูงเลิกตอแยกับเจ้าบ้านแล้วทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมเงียบๆ
อีสลันท์ลอบถอนใจ โล่งอกที่อีกฝ่ายไม่ได้อาละวาดไปมากกว่านี้
เขามองตามท่าทีหมดอาลัยตายอยาก
ประกอบแววตาสีน้ำเงินที่แสนเศร้าสร้อยเมื่อครู่แล้วก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับ
ใจ แม้ว่าเขาไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามได้
หากจินตนาการถึงการเป็นผู้มีพลังยิ่งใหญ่แต่กลับต้องพ่ายแพ้
หากจะยอมรับความอ่อนแอของตัวเองคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
นอร์จไปแล้ว... นอร์จไม่สนใจเขาจริงๆ ก้าวเดินเข้าสู่อิสรภาพด้วยขาของตัวเอง ทิ้งภาระอย่างเขาไว้
อีสลันท์ไม่รู้สึกเสียใจ.... เขาแทบจะไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วที่โดนทิ้งอีกเป็นครั้งที่สอง
ถึงเดเนอร์เนสจะหยาบคาย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะลุกขึ้นมาทำร้ายใส่อีก
แต่อีสลันท์ก็ยังคงลุกไปชงน้ำชาให้อีกฝ่าย เขาหวังว่าชาอุ่นๆ
คงจะทำให้เดเนอร์เนสใจเย็นลงได้บ้าง
ทันทีที่วางถ้วยชาลง เดเนอร์เนสก็เอ่ยขัด “เอาเบียร์มา เหล้าแรงๆ ด้วย เอามาเยอะๆ เลย”
อีสลันท์ปรายตามอง “เหล้าเข้าปากแล้วจะอาละวาดหนักกว่านี้มั้ยล่ะ ฉันจะได้หลบไปอยู่ที่อื่น”
“อย่ามาต่อปากต่อคำ ฉันไม่มีอารมณ์เล่นด้วย”
“ฉันยอมหนาวตายอยู่ข้างนอกนั่นดีกว่าถูกนายทุบตาย” อีสลันท์เอ่ยจริงจัง เขายังไม่ไว้ใจว่าเดเนอร์เนสจะควบคุมอารมณ์ได้
“...ฉันจะไม่ทำร้ายนายอีก”
ดวงตาสีฟ้าขุ่นจ้องมองอีกฝ่ายเพื่อยืนยันคำพูดนั้น อีสลันท์ยังไม่เชื่อจนกระทั่งเดเนอร์เนสเอ่ยคำมั่น
“ฉันสัญญา”
ผิดความคาดหมายของอีสลันท์เล็กน้อย พอมีเหล้าอยู่ตรงหน้า
เขากลับไม่รู้สึกว่าเดเนอร์เนสน่ารำคาญมากเท่าไหร่
แถมยังไม่มีท่าทีจะใช้กำลังป่าเถื่อนอีก
ทำให้เขานั่งอยู่ตรงข้ามอีกฝ่ายหายใจหายคอได้สะดวก
หรือบางที... อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเองก็เมาเหมือนกัน ถึงได้ลดความระแวดระวังลง
เดเนอร์เนสคงจะเมาแล้วแน่ๆ เหล้าก็ใช่ว่าจะแรงน้อยเสียเมื่อไหร่
ขนาดเขาค่อยๆ จิบไม่กี่แก้วยังรู้สึกว่าเริ่มเมาแล้วเลย
ร่างสูงน่ะเล่นกรอกเหล้าเหมือนน้ำเปล่าแบบนั้นไม่เมาก็คงจะไม่ใช่คนซะละ
ให้ตายสิ... จะเมาก็ไม่เมาไปคนเดียว บังคับให้เขาดื่มเป็นเพื่อนอีก
เพราะเห็นว่าอุตส่าห์พูดขอร้องดีๆ หรอกนะถึงได้ยอม
อีกอย่างเดเนอร์เนสในคืนนี้ก็ดู... น่าสงสารจนบอกไม่ถูก
เพราะอย่างนั้นกระมัง เขาถึงได้ใจอ่อน... ไม่โกรธเรื่องที่หมอนี่ออกอาการอาละวาดเท่าที่ควร
น้ำสีอำพันถูกรินใส่แก้วเป็นขวดที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
เดเนอร์เนสบ่นซ้ำไปมาเรื่องรสชาติเหล้าที่ไม่ได้เรื่องบ้าง
สภาพอากาศหนาวข้างนอกบ้าง บางทีก็สบถด่าเบอร์วาลด์ขึ้นมา
แต่ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับนอร์จอีก
สุดท้ายจนขวดเหล้าว่างเปล่าอีกขวด อีสลันท์จึงเริ่มปราม
“พอได้แล้ว นายดื่มมากเกินไปแล้วนะ”
ใบหน้าของทั้งคู่แดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ไม่ต่างกัน
ทว่าเดเนอร์เนสไม่ได้เห็นสภาพของตัวเอง และถึงเห็นก็คงไม่สนใจ
พอเห็นเจ้าของใบหน้าแดงเรื่อนั้นเอ่ยปากห้ามก็ได้ทีทับถมทันที
“อะไรกัน เมาแล้วรึไง คออ่อนเป็นบ้า ไม่ได้เรื่องเลย”
“นายต่างหากที่เมาแล้ว” อีสลันท์ฉวยขวดเหล้ามาจากมืออีกฝ่าย สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคืนเสียงโวยวาย
“เมาบ้าเมาบออะไร! ฉันยังดื่มไม่พอ!” ร่างสูงว่าอย่างหงุดหงิด
แล้วก็หยุดแค่นั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับอีสลันท์
เขาจะได้ไม่ต้องออกแรงมากนัก ถ้าเดเนอร์เนสอาละวาดขึ้นมาจริงๆ
เขาในสภาพมึนๆ แบบนี้คงจะเอาไม่อยู่
“นายผลาญเหล้าของฉันสำหรับเอาไว้กินเกือบหมดปีแล้วยังว่าไม่พออีกเรอะ
ไอ้ขี้เมาเอ๊ย” อีสลันท์ต่อว่าพลางพ่นหัวเราะ แต่ใบหน้าไม่ได้ยิ้มไปด้วย
“ฮ่าๆๆ ขี้เมางั้นเหรอ นอร์จก็เคยว่าฉันแบบนี้เหมือนกัน
หมอนั่นไม่เคยเมาก่อนฉันเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าคอแข็งอะไรนักหนา
ดูไม่เหมือนเลยใช่มั้ยล่ะ” เดเนอร์เนสไม่ใส่ใจคำด่านั่น
ร่างสูงเอนหลังพิงเก้าอี้ คลี่ยิ้มเมื่อนึกถึงความหลัง
“บางทีหมอนั่นก็ชอบเสนออะไรแผลงๆ อย่างแข่งกินเหล้ากัน
ถ้าใครเมาก่อนต้องทำตามที่อีกคนสั่ง ฉันน่ะมั่นใจมากเลยว่าจะชนะ
แต่หมอนั่นก็ไม่เคยเมาให้เห็นซักที
ฉันเลยถูกสั่งให้ทำอะไรงี่เง่าตั้งหลายอย่าง”
อีสลันท์เพียงแต่ฟังเงียบๆ เขาให้ความเห็นอะไรไม่ได้ เพราะเรื่องระหว่างสองคนนั่น เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย
น่าแปลกที่คนอย่างเดเนอร์เนสจะยอมลงให้กับนอร์จ...
เรื่องกลั่นแกล้งกันแบบนี้ คงจะมีแต่เพื่อนสนิทกันเท่านั้นที่จะทำได้ ฟังๆ
ดูแล้วไม่เหมือนคนที่อยู่ในฐานะผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองเอาเสียเลย
เพราะว่าทั้งคู่ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกัน... ถึงได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเช่นนี้
ลึกๆ แล้วอีสลันท์รู้สึก... อิจฉา จนทนฟังต่อไปไม่ได้
“พอแค่นี้แหละ นายไปนอนพักซะเถอะ”
อีสลันท์ลุกขึ้นยืน พออีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะทำตามจึงยื่นมือออกไป รบเร้าให้ร่างสูงรีบยืนขึ้น
“มาสิ”
เดเนอร์เนสหรี่ตา จ้องมองมือเรียวที่ยื่นมาให้ตรงหน้า
ก่อนจะคว้าข้อมือนั้นยึดไว้ดึงมาติดหน้าผากตัวเอง อีสลันท์เบิกตา
ตกใจกับการกระทำนั้น
“ปล่อย... เดเนอร์เนส แล้วลุกขึ้น”
ภายใต้คำพูดที่ราบเรียบเย็นชา หัวใจของอีสลันท์กำลังเต้นผิดจังหวะเพียงแค่ถูกกุมมือไว้
“ฉันรักหมอนั่น! ...รักมาตลอด... แล้วทำไมหมอนั่นยังทิ้งฉันไปอีก...”
“...เดเนอร์เนส”
อีสลันท์ใจโหวงวูบเมื่อได้ยินคำสารภาพ ทั้งมืดมนไร้หนทางและคับแค้นเป็นที่สุด เขาทำอะไรไม่ได้.... ทำได้แค่รับฟังเท่านั้น
“หมอนั่นเป็นของฉันแล้วแท้ๆ... ทั้งๆ ที่ฉันคิดว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้!”
เสียงทุ้มสั่นไหว อีสลันท์ไม่อยากคาดเดาว่าร่างสูงกำลังร้องไห้อยู่หรือไม่
เป็นภาพที่เขาจินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว
แรงบีบที่มือเพิ่มขึ้นทุกทีจนเด็กหนุ่มรู้สึกอึดอัด แม้ใจจะคิดสงสารเห็นใจ
แต่ทำแบบนี้มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
“ปล่อย เดเนอร์เนส เลิกพูดได้แล้ว...”
“อยู่กับฉัน...” ร่างสูงเอ่ยพึมพำ
ก่อนที่อีสลันท์จะทำความเข้าใจได้ ร่างสูงก็ลุกพรวดขึ้น
ใช้พละกำลังที่เหนือกว่าดึงร่างโปร่งเข้ามารับรสจูบเร่าร้อน
เกิดขึ้นรวดเร็วจนอีสลันท์ตั้งตัวไม่ทัน
ปลายลิ้นอุ่นสอดแทรกลึกเข้าในโพรงปากนิ่ม
เค้นคลึงด้วยความปรารถนาที่ไม่ปิดบัง
“อื้อ—! ย... หยุดนะ! ปล่อยฉันเจ้าบ้า! อ้ะ—!”
เด็กหนุ่มพยายามขืนกายออกทว่าก็ไม่เป็นผล
ริมฝีปากโน้มลงปิดกั้นเสียงประท้วงจากลำคออีกฝ่ายได้ถนัด
เดเนอร์เนสกระชากเสื้อสีขาวที่ปกปิดผิวกายเรียบเนียนอย่างง่ายดาย
ฝ่ามืออุ่นร้อนแตะลูบไล้กายขาวผ่องนั้นอย่างย่ามใจ รุกรานไปถึงเบื้องล่าง
“ปล่อย!!! อ... เป็นบ้าอะไรขึ้นมา!” อีสลันท์ตะโกนลั่น ลมหายใจหอบกระชั้น ใบหน้าแดงก่ำผสมผสานไปทั้งฤทธิ์เหล้าและความอับอาย
เดเนอร์เนสไม่หยุด ราวกับคำทัดทานพวกนั้นไม่ได้เข้าหู เรียวลิ้นยังเย้าแหย่ ตั้งใจกลืนกินร่างบอบบางตรงหน้าไปเสียให้สมใจ
“ไม่ปล่อยหรอก ไม่มีทาง นายต้องอยู่กับฉัน เป็นของฉัน!”
“ฉันไม่ใช่นอร์จนะ!!!” อีสลันท์สลัดหลุดจากอ้อมแขนที่ตรึงร่างไว้ได้
แล้วฟาดมือลงซีกหน้าอีกฝ่ายเข้าเต็มแรง เขาถอยห่างออกมาสองสามก้าว
หารู้ไม่ว่าการตอบโต้นั้นไม่ได้ทำให้เกิดผลดี
แววตาสีน้ำเงินเรืองวาบ เดเนอร์เนสคว้าร่างเล็กตรึงลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ
กายหนาทาบทับจากเบื้องบน ออกแรงกดจนไร้ทางดิ้นรน
เด็กหนุ่มผมเงินสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว
ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
“...หนาวมากเลยนะ เหล้าของนายน่ะมันไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ช่วยทำให้ฉันอุ่นขึ้นมาเลยล่ะ”
เดเนอร์เนสตรึงแขนสองข้างที่พยายามขัดขืนไว้เหนือศีรษะอีกฝ่ายได้ด้วยมือ
ข้างเดียว เสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยถูกกระชากดึงให้หลุดออกจากร่างโปร่ง
เผยผิวขาวเนียนเปลือยเปล่า ชวนให้นึกถึงภาพของนอร์จในฝันที่จินตนาการไว้
เขาลากลิ้นเลียผิวกาย ทิ้งน้ำลายเปียกชื้นของตนไว้ราวกับสัตว์
ปลายนิ้วอีกข้างเบียดแทรกเข้าภายในช่องทางร้อนระอุโดยไม่มีสิ่งใดหล่อลื่น
“อ๊า—! เจ็บ...! หยุดนะ! เอาออกไป!”
อีสลันท์ร้องห้าม ทว่าเดเนอร์เนสก็ยังออกแรงดุนดัน แม้ร่างเบื้องล่างจะต่อต้านมากเท่าไร เขาก็ยิ่งสวนแรงฝืนกลับไปมากขึ้น
“อะ... อย่า.... ไม่...”
“ข้างในตัวนาย... ร้อนเหลือเกิน” ชายหนุ่มกล่าวราวกับพร่ำเพ้อ
แทบจะรอไม่ได้เมื่อคิดถึงว่าเมื่อตนสอดกายเข้าไปในร่างแล้วจะรู้สึกสุขสม
เพียงใด
นิ้วใหญ่คว้านลึกเข้าในร่าง
กระตุ้นความรู้สึกแปลกประหลาดที่อีสลันท์ไม่เคยรู้จัก
ยามที่ถูกรุกรานหรือแม้แต่เวลาที่ลิ้นสากลากไล้ถูกผิวกาย
เรี่ยวแรงก็ถูกดูดกลืนหายไปเสียหมด
ความเจ็บปวดในตอนแรกที่ถูกสอดแทรกแปรเปลี่ยนเป็นความปั่นป่วน
ร่างกายบิดเร่าตอบรับสัมผัสนั้นอย่างบังคับไม่ได้
“อ... อื้ม... อะ... พอ...”
ทั้งที่ตั้งใจจะร้องห้าม เสียงครางกลับหลุดออกมาแทน เสียงที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเสียงของตัวเอง...
เรือนกายบอบบางสั่นเทา ตื่นตระหนก หวาดกลัว
กระนั้นความพรั่นพรึงที่แสดงออกกลับจุดเพลิงแห่งความปรารถนาแก่ฝ่ายตรงข้าม
ให้ยิ่งลุกโหม เดเนอร์เนสจงใจกดจูบหนักๆ ไปทั่วร่าง
ดูดเม้มให้เกิดเสียงหยาบโลน
ทิ้งรอยฟันเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของจนแผ่นอกขาวประดับด้วยสีแดงเป็นจ้ำ
“ยัง... ยังไม่พอหรอก ฉันยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ”
เดเนอร์เนสดึงนิ้วออกอย่างไม่ถนอมนัก
ผนังอ่อนนุ่มด้านในเสียดสีกับนิ้วจนแทบรอไม่ไหว
ชายหนุ่มปลดปล่อยแก่นกายที่แข็งขืนให้เป็นอิสระ
ก่อนจะสอดใส่กายเข้าไปในช่องทางนั้นเต็มแรง
“อ๊า—!!!”
ความเจ็บปวดแสนสาหัสเสียดแทงเข้ามาในประสาทรับรู้
อารมณ์เคลิบเคลิ้มจากการเล้าโลมหายวับไปหมดสิ้น
ร่างบางต่อต้านด้วยเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมด
พยายามผลักไสร่างหนาออกจากตัวแต่ก็ไม่อาจสู้แรงที่เหนือกว่าได้
“ชิ... อย่าเกร็งสิ ผ่อนแรงลงซะ”
เสียงทุ้มสั่งอย่างขัดใจ
อีสลันท์แข็งเกร็งและคับแน่นเกินไปจนเขาไม่อาจสอดกายเข้าไปจนสุดได้
คิ้วได้รูปขมวดมุ่นเมื่อร่างเบื้องล่างไม่ผ่อนคลายลงเลย
“อะ.... อา.... อย่า... เอาออกไป”
น้ำเสียงแข็งกร้าวแผ่วลงจนกลายเป็นเสียงสะอื้นร้องขอความเมตตา
อีสลันท์หอบหายใจ ควานหาอากาศอย่างยากเย็น
ท่อนล่างเจ็บหนึบจนเหมือนเป็นตะคริว ในหัวหมุนคว้าง
แทบไม่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย
เดเนอร์เนสหยุดชะงักการรุกรานเอาไว้เพียงเท่านั้นเมื่อช่องทางคับแคบยัง
เกร็งไม่ขยับเขยื้อน
ชายหนุ่มโน้มลงจูบริมฝีปากแดงเรื่อที่เผยอรับเพื่อปลอบประโลมให้ร่างบางคลาย
อาการเกร็ง มือใหญ่เค้นคลึงแก่นกายที่เริ่มฉ่ำเยิ้ม
กระตุ้นเร้าอารมณ์อีกฝ่ายให้กระเจิดกระเจิง
“อือ... อืม...”
พอการเคลื่อนไหวหยุดลงร่างกายก็สงบลงเล็กน้อย
เดเนอร์เนสปล่อยมือที่ถูกพันธนาการเอาไว้ให้เป็นอิสระเมื่อแน่ใจว่าร่างเล็ก
ไม่มีแรงพอจะขัดขืนแล้ว
“รับฉันเข้าไปสิ”
เดเนอร์เนสไม่รีรอช้า ฉวยโอกาสเมื่อร่างบางผ่อนแรงแทรกกายเข้าไปอีกโดยแรง
กระนั้นร่างกายก็ยังต่อต้านสิ่งใหญ่โตที่ดึงดันจะเข้ามา
ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดเมื่อสอดแทรกไม่ได้ดังใจ
“บ้าเอ๊ย ก็บอกว่าอย่าเกร็งไงเล่า!”
อีสลัน์ไม่มีแรงเถียง ถ้าเป็นปกติเขาคงจะด่ากลับแบบไม่ไว้หน้ากันแล้ว เจ็บถึงขนาดนี้จะให้ไม่เกร็งได้ยังกันเล่า!
“อ้าขาออกให้กว้างกว่านี้ แล้วก็หายใจลึกๆ”
ราวกับอีกฝ่ายล่วงรู้ว่าเขาอยู่ในฐานะที่ลำบากเพียงใด
หรือไม่ก็แค่เพียงอยากจะทำตามที่ตนพอใจจนถึงที่สุด
กระนั้นอีสลันท์ก็พยายามฝืนร่างกาย เรียวขาสั่นระริกฝืนแยกออก
ขณะควบคุมลมหายใจเพื่อผ่อนคลายลงตามคำแนะนำ
“อ... ฮ้า.... อึก...”
กายใหญ่โตขยับลึกเข้ามาเรื่อยๆ อย่างยากลำบาก
แรงเสียดสีกับผนังทำให้เด็กหนุ่มเจ็บจนแทบบ้า ตรงกันข้ามกับผู้รุกราน
ยิ่งได้สัมผัสภายในร่างอันแสนเร่าร้อน เดเนอร์เนสก็ฉีกยิ้มพอใจ
“ดี... ดีมาก ข้างในตัวนาย... ร้อนรุ่มจริงๆ อย่างกับจะละลายได้เลย”
แก่นกายร้อนผ่าวดึงดันเข้ามาได้จนสุด วินาทีที่อีสลันท์คิดว่าความทรมานจะสิ้นสุดลง เดเนอร์เนสก็ขยับกายอย่างหนักหน่วงอีกหน
“อะ... อ๊ะ...! เจ็บ...! หยุดเถอะ”
เสียงครวญครางที่ดังก้องค่อยๆ แผ่วลงตามแรงกำลังของเด็กหนุ่ม น้ำตาอุ่นๆ
รื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ว่าจะขอร้องวิงวอนอย่างไร
เดเนอร์เนสก็ไม่หยุด ไม่แม้แต่จะถนอมร่างโปร่งที่ไร้ประสบการณ์
ชายหนุ่มขยับเสียดสีกับช่องทางอ่อนนุ่มเพื่อความสุขสมของตนโดยไม่สนสิ่งอื่น
การเคลื่อนไหวลื่นไหลได้ง่ายขึ้นเมื่อภายในถูกกระแทกกระทั้นจนได้เลือด
ของเหลวคาวสีแดงเปรอะเปื้อนทั่วหว่างขา แต่เดเนอร์เนสก็ยังไม่สนใจ
หิมะด้านนอกยังโปรยปรายลงมาไม่หยุด
ทว่าสองร่างที่กกกอดกันหน้าเตาผิงมีเหงื่อไหลโทรมกาย
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทำให้อีสลันท์มึนหัว
ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วบัดนี้ขาวซีดไร้สีเลือด ดวงตาสีฟ้าขุ่นค่อยๆ
หรี่ลงอย่างเหนื่อยอ่อน เขาพรูลมหายใจอ่อนๆ ด้วยความทรมาน
เด็กหนุ่มสิ้นสติไปพร้อมน้ำตาก่อนที่ร่างสูงจะได้ปลดปล่อยธารอารมณ์ในร่างกายของตน
ของเหลวขุ่นขาวผสมกับเลือดสีแดงข้นดูน่ารังเกียจและสกปรกเมื่อชายหนุ่มถอน
กายออก ร่างที่สลบอยู่กระตุกเล็กน้อยทว่าไร้ปฏิกิริยาอื่นใด
ตอนนั้นเองที่เดเนอร์เนสเพิ่งสังเกตว่าเลือดที่ไหลออกมานั้นมีจำนวนมากเพียง
ใด
“อีสลันท์! เฮ้!”
เดเนอร์เนสประคองใบหน้าซีดเซียวด้วยสองมือด้วยความตระหนก
ริมฝีปากแดงสดเมื่อครู่กลับซีดจนเกือบเป็นสีม่วง ร่างนั้นหายใจแผ่วเบา
แสดงถึงความเหนื่อยอ่อนจากความทารุณที่ได้รับ อีสลันท์นอนแน่นิ่ง
ใบหน้ายังเจือด้วยความเจ็บปวดอยู่ไม่จาง แพขนตาหนาเปียกชื้นด้วยน้ำใส
อุณหภูมิของร่างลดต่ำลงจนเย็นเฉียบ
แตกต่างกับความเร่าร้อนภายในที่เดเนอร์เนสได้ลิ้มรสด้วยตัวเองมาเพียงเมื่อ
ครู่
“อีสลันท์! อีสลันท์!! ได้ยินฉันรึเปล่า!”
แน่นอนว่าร่างนั้นไร้การตอบสนอง
เดเนอร์เนสคว้ากองเสื้อผ้าที่ถูกกระชากออกด้วยฝีมือตนคลุมร่างไร้เรี่ยวแรง
นั้นแล้วโอบอุ้มขึ้นแนบอก รอยเลือดสดๆ
เปรอะเปื้อนบนผืนผ้าสีขาวเห็นแล้วยิ่งทำให้รู้สึกผิดนัก
เขาทำอะไรลงไป...?
อีสลันท์ไม่รู้เรื่องราวอะไรด้วยเลย
เขาผิดที่เอาอารมณ์สับสนมาทุ่มใส่เด็กหนุ่ม
ซ้ำร้ายเขายังย่ำยีร่างกายแสนบริสุทธิ์นี้ด้วยมือของตัวเอง
การสูญเสียนอร์จไปทำให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเองถึงเพียงนี้!
ร่างในอ้อมกอดนี้กลับกลายเป็นผู้โชคร้ายที่ต้องมารองรับอารมณ์ของเขา ทั้งๆ ที่ตอนนี้หมอนี่เป็นคนคนเดียวที่ยังอยู่เคียงข้างเขา...
ถึงแม้ว่าเจ้าเด็กนี่จะชอบชวนทะเลาะ
ชอบอวดดีใส่เขาอย่างโจ่งแจ้งแบบที่ไม่เคยมีใครกล้าทำ
ถึงอย่างนั้นอีสลันท์ก็ยังทำตามคำสั่งของเขาอย่างไม่บิดพลิ้ว
เป็นผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์
ไม่เคยคิดกระด้างกระเดื่องต่อเขาแม้แต่ครั้งเดียว
ทั้งอย่างนั้นแล้ว... เขาก็ยัง...
“เรานี่มัน... บ้าชะมัด!”
ร่างสูงสบถใส่ตัวเองแล้วก้าวเร็วๆ ไปยังห้องนอน
เขาไม่ได้มาที่บ้านหลังนี้นานมากแล้วเหมือนกัน
แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ทุกอย่างยังดูคุ้นตา
เขาวางร่างที่สลบไสลลงบนเตียง
เด็กหนุ่มยังมีสีหน้าทรมานเพราะความเจ็บปวดอยู่
เดเนอร์เนสไม่เคยคิดเลยว่าตนจะต้องมาดูแลอาการบาดเจ็บของคนตรงหน้านี้อีก
เป็นครั้งที่สอง
ชายหนุ่มก้มลงแนบจูบกับเรือนผมสีเงินชื้นเหงื่อ
ทอดสายตามองด้วยความห่วงใยอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
พลางเช็ดรอยคราบน้ำตาที่เริ่มแห้งออกจากใบหน้าอ่อนเยาว์
“...อย่าหนีจากฉันไปอีกคนนะ... อยู่กับฉัน อีสลันท์”
To be continued...
เกร็ดประวัติศาสตร์~
สงครามหลายครั้งหลายหน มีบันทึกไว้แน่ชัดว่า นอร์เวย์ไม่ค่อยมีใจจะไปโจมตีสวีเดนเท่าไหร่
หลังพ่ายสงครามนโปเลียน (พ่ายให้แก่สุซังและอังกฤษ) เดนมาร์ก-นอร์เวย์ โดนจับเซ็นสนธิสัญญาคีล http://en.wikipedia.org/wiki/Treaty_of_Kiel เนื้อหาสำคัญว่า เดนมาร์กต้องยกนอร์เวย์ให้อยู่ในการปกครองของสวีเดน
แต่เรื่องราวกลับกลายเป็นว่า นอร์เวย์ตั้งใจปฏิเสธข้อบังคับนั้น
ด้วยการประกาศตนเป็นอิสระจากเดนมาร์ก ดังนั้นสวีเดนก็มาเอาไปไม่ได้
เพราะถือว่าไม่ได้เป็นอาณานิคมของเดนมาร์กแล้ว (เดานะฮ้า คิดว่าทำนองนั้น
การเมืองรัฐศาสตร์อะไรก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ฮ่าๆๆ)
แต่หลังจากประกาศอิสรภาพได้ไ่ม่นาน
นอร์เวย์ก็ไปผูกมิตรร่วมสมาคมกับสวีเดนอีก (อะหุยย กิ๊บเค้าร้าย แต่จริงๆ
ก็เหมือนจะถูกสุซังบังคับหน่อยๆ นะ แบบว่าขี้เกียจอ่าน ฮ่าๆๆ)
ส่วน
เกาะเล็กเกาะน้อยที่เคยอยู่ในปกครองของนอร์เวย์ แต่ยกให้เดนมาร์กปกครอง
อย่างไอซ์แลนด์ ก็ยังคงตกเป็นของเดนมาร์ก
ไม่ได้กลับมาเป็นของนอร์เวย์แต่อย่างใด
เขาว่า When the two
kingdoms of Denmark and Norway were separated by the Treaty of Kiel in
1814 following the Napoleonic Wars, Denmark kept Iceland as a
dependency.
Denmark kept Iceland as a dependency.
Denmark kept Iceland as a dependency.
Denmark kept Iceland as a dependency.
Denmark kept Iceland as a dependency.
Denmark kept Iceland as a dependency.
มีใครรู้สึกว่า.... ประโยคสุดท้ายมันโมเอ๊ะมั่งมั้ยยยยยย
โฮกกกกกกกกกกกกกกกก เห็นประโยคเดียวก็โฮกอยู่นานจนมาเป็นฟิคฉากเนี้ยได้อะ
5555
อีกเล็กน้อยกับนกพัฟฟิน
http://en.wikipedia.org/wiki/Atlantic_Puffin
นกพัฟฟินเป็นนกตระกูลใกล้เคียงกับเพนกวิน แต่ไม่ใช่เพนกวินนะคะ มักจะชอบโดนเข้าใจผิดว่าเป็นเพนกวิน มันตัวเล็กๆ น่ารักจัง อั๊งงงง
ตอนแรกเรียกผิดเป็นนกอีมูด้วยล่ะ กร๊ากกก คนละเรื่องเลย orz นกอีมูตัวบะเริ่ม
แล้วก็นึกว่ามันเป็นเพนกวินจิ๋วล่ะ
ไม่เคยได้ยินชื่อนกพัฟฟินมาก่อนเลยนะเนี่ย เพิ่มบทให้เลย
ด้วยความน่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกก
ส่วนเรื่องกิ๊บคอแข็งกว่า... เรื่องที่คิดไว้คือแบบว่า
กิ๊บเล่นโกง ใช้เฟรี่กินให้แทน (ฮา) หรืออาจจะคอแข็งกว่าจริงๆ ก็ได้นะ
(หัวเราะ)
เอนทรีนี้ยาวจัง...

