[Hetalia Fanfiction] Niflheim (4)
posted on 13 Jun 2009 00:07 by keechan in Fiction
Niflheim (4)
Pairing: Denmark x Iceland
‘อีสลันท์ ฉันต้องไปแล้วนะ’
เสียงอันคุ้นเคยแว่วมาจากที่ไกลๆ รอบตัวอีสลันท์มีเพียงหมอกที่กั้นไม่ให้มองเห็นหน้าใบหน้าของอีกฝ่าย เขาพยายามมองหาเจ้าของเสียง แต่กลับรู้สึกว่าขยับไม่ได้ ในขณะที่เงาร่างนั้นเริ่มขยับไกลออกไป
‘นอร์จ นายจะไปไหน ฉันไปด้วยไม่ได้เหรอ’ อีสลันท์เอื้อมมืออกไป ไม่ว่ายังไงก็ไปไม่ถึงนอร์จเสียที
‘ไม่ได้หรอก เขาไม่อนุญาตหรอกนะ ฉันต้องไปอยู่กับเขา’
‘แต่นายเป็นของฉัน เป็นผู้ปกครองของฉันนี่ ทำไมต้องไปอยู่กับคนอื่น’
ร่างท่ามกลางกลุ่มหมอกนั้นยิ่งห่างไกลออกไป ในขณะที่นอร์จตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
‘เรื่องราวมันซับซ้อนน่ะ พอนายโตขึ้นกว่านี้ก็คงจะเข้าใจเอง’
‘ฉันโตแล้วนะ! ฉันตัวสูงพอๆ กับนายแล้วด้วย! นอร์จ รอก่อนสิ!’
อีสลันท์พยายามวิ่งตาม แต่ไม่ว่าจะพยายามวิ่งเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อม
ร่างของนอร์จที่ห่างออกไปไกล กลับปรากฏให้เห็นชัดถนัดตา ทว่าเมื่อมีชายอีกคนยืนอยู่เคียงข้าง ร่างสูงยิ้มกว้างมาที่เขา แล้วตะโกนก้อง
‘นอร์จเป็นของฉันแล้ว อีสลันท์!’
“อีสลันท์! เฮ้! อีสลันท์!”
เสียงเดียวกันนั้นเรียกชื่อเขาดึงสู่โลกแห่งความเป็นจริง เดเนอร์เนสกำลังจับมือและประคองร่างโปร่งเอาไว้
เหงื่อเย็นๆ ไหลโทรมกาย ดวงตาสีฟ้าทั้งอ่อนล้าและตื่นตระหนก แผ่นอกกระเพื่อมถี่รัวเมื่ออีสลันท์หอบหายใจอย่างหนักจนรู้สึกจุกและอึดอัด
ฝัน...?
เด็กหนุ่มเริ่มผ่อนลมหายใจช้าๆ เมื่อรู้ว่านั่นเป็นเพียงฝันร้าย เขาเกือบจะหลุดปากเรียกชื่อนอร์จออกไป ทว่าระลึกได้เสียก่อนว่าผู้ชายตรงหน้านี้คือคนที่แย่งนอร์จไปจากเขา
เดเนอร์เนสยังคอยบีบมือซ้ำๆ พยายามช่วยให้จังหวะลมหายใจกลับคืนเป็นปกติ มือใหญ่กดทับบนอกเบาๆ เพื่อวัดการเต้นของหัวใจ
แววตาสีน้ำเงินครามทอดมองร่างที่นอนอยู่ด้วยความห่วงใย... ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเผลอไผลไปเช่นนี้ ยิ่งเพราะดวงตาคู่นั้นในความมืดสลัว หรือเพราะลำแสงที่หักเหทำให้เขาเห็นเป็นสีม่วงมัวๆ
สีเดียวกันกับดวงตาของนอร์จ...
“ฝันเห็นอะไร ถึงได้ทรมานถึงขนาดนี้”
เพราะว่าเด็กคนนี้มีส่วนคล้ายนอร์จหรอกนะ เขาถึงได้เป็นห่วง เวลาที่เห็นเด็กหนุ่มกระสับกระส่ายไม่เป็นสุขเช่นนั้นเขาก็ไม่อาจจะนิ่งดูดายได้
อีสลันท์ไม่รู้จะตอบคำถามนั้นอย่างไร ได้แต่ปรือตามองชายหนุ่มที่ตนเกลียดแสนเกลียดอยู่อย่างนั้น
...ก็เพราะนายพรากนอร์จไปจากฉัน....
ฝ่ามือแข็งแกร่งลูบใบหน้าขาวซีดแผ่วเบาและระมัดระวังที่สุด อีสลันท์ในขณะนี้ช่างดูอ่อนแอและเปราะบางจนแทบจะแหลกคามือไปได้
สภาพตอนนี้ทำให้เดเนอร์เนสนึกถึงนอร์จตอนที่ป่วยหนักและช่วยตัวเองไม่ได้... ใช่... เขาฉวยโอกาสตอนนั้นบังคับให้อีกฝ่ายทำสัญญาที่ไม่ยุติธรรมเพื่อครอบครองดินแดนที่อยากได้ รวมถึงร่างเล็กนั้นที่อยากครอบครองมาเป็นของตัวเองด้วย
...ทำไมจะต้องเหมือนกันมากขนาดนี้?
ก่อนที่เดเนอร์เนสจะคิดยั้งใจได้ เขาก็โน้มตัวลงประทับริมฝีปากบนหน้าผากชื้นเหงื่อเสียแล้ว
“ไม่ต้องกลัว ฉันยังอยู่ข้างๆ นาย”
อีสลันท์ได้แต่เบิกตาค้าง ชักไม่แน่ใจว่าตนได้ตื่นจากฝันแล้วรึยัง คนไร้น้ำใจเห็นแก่ตัวอย่างเดเนอร์เนสจะทำอะไรแบบนี้ได้อย่างไรกัน หากแต่สัมผัสอบอุ่นที่หน้าผากนั่นก็แจ่มชัดเกินกว่าจะเป็นความฝัน....
เขาเกลียดผู้ชายคนนี้ เขาเกลียดเดเนอร์เนสที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป จากที่ไม่เคยคาดหวัง กลับอยากให้มีคนมาปกป้องคุ้มครอง... เพราะว่าเดเนอร์เนสไม่แยแสเขา ทำให้อีสลันท์รู้ตัวว่านอร์จที่เอาใจใส่ดูแลนั้นสำคัญต่อตัวเองเพียงใด
เขาจะไม่มีวันได้นอร์จคืนมาอีกแล้วรึเปล่า... เพราะอำนาจที่ใหญ่คับฟ้าของร่างสูงตรงหน้า
ยิ่งใหญ่จนไม่มีเวลามาเหลียวแลใคร
ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว... ความอ่อนโยนนี่ล่ะ?
ไม่ใช่การเสแสร้ง... แต่อีสลันท์ก็ไม่เข้าใจเหตุผลที่จู่ๆ คนใจร้ายคนนี้จะมามอบความห่วงใยให้เขา ทั้งๆ ที่ผ่านมามันไม่เคยมี...
“...ฉันไม่ได้กลัวอะไรเสียหน่อย”
อีสลันท์แสร้งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาอะไร ร่างสูงเห็นดังนั้นแล้วก็ยิ่งหัวเราะ
เด็กคนนี้... ไม่ใช่นอร์จ
“นอนดิ้นแถมครางจะเป็นจะตายยังปากแข็งอีก อย่าทำเป็นเก่งไปหน่อยเลยน่า ไม่ว่ายังไงนายก็ต้องพึ่งฉันอยู่วันยังค่ำ” เดเนอร์เนสกล่าวอย่างผู้ปกครองที่เหนือกว่า แต่ไม่ได้ใช้น้ำเสียงโอ้อวดอย่างพองโต เพียงกล่าวเรียบๆ เหมือนเวลาผู้ใหญ่สั่งสอนเด็ก
อีสลันท์อยากจะตอบสวนไปนักว่า ‘ฉันไม่มีอะไรต้องพึ่งพานายหรอก’ แต่ท่าจะเป็นการหาเรื่องให้ตัวเองเสียมากกว่า จึงเปลี่ยนคำเสียใหม่
“ฉันไม่ใช่เด็กแล้ว”
“เด็กไม่เด็กก็ไม่เกี่ยว ถึงแม้ว่านายจะเป็นเด็กที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเด็กก็เถอะนะ ดูอย่างนอร์จสิ เขายังมีเรื่องมาให้ฉันช่วยเหลือบ่อยๆ”
“ฉันไม่ใช่นอร์จ”
“เออ ไม่ใช่ ถ้าเป็นนอร์จคงพูดจาเข้าหูฉันมากกว่านี้”
อีสลันท์ได้แต่เบ้หน้า รู้ว่าตนเถียงไปก็คงไม่มีประโยชน์ ท่าทีนั้นยิ่งสร้างความขบขันให้อีกฝ่ายมากขึ้นอีก
“นายเหงื่อท่วมไปหมดแล้ว เช็ดตัวใหม่เร็ว” ว่าแล้วเดเนอร์เนสก็คลายเสื้อผ้าคนป่วยออก อีสลันท์คัดค้านด้วยทิฐิ เขาไม่อยากให้เดเนอร์เนสมาประคบประหงม เพราะเขาไม่มีทางยอมรับว่าคนตรงหน้าเป็นผู้ปกครองแน่
“ไม่ต้อง ฉันจะนอนต่อแล้ว”
“อย่ามากวนประสาทฉันนะ ขืนนอนทั้งอย่างนี้นายได้ไข้กลับกันพอดี ฉันไม่อยากจะเสียเวลามานั่งเฝ้าไข้นายนานขึ้นอีกหรอกนะ”
ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามดึงดัน คนเจ็บจะโต้แย้งอะไรได้ ถ้าหากขัดขืนก็จะยิ่งหาเรื่องให้แผลฉีก อีสลันท์จึงต้องจำยอมให้อีกฝ่ายเช็ดตัวให้อย่างไม่เต็มใจนัก
“ถ้าเนื้อตัวไม่สบายก็จะทำให้ฝันร้ายอีก รู้มั้ย” อีกฝ่ายว่าพลางเช็ดตัวให้ด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ
“เรื่องแค่นั้นฉันก็รู้”
...ไม่ต้องมาทำเป็นสอนหรอกน่า
“รู้แล้วก็ดี นึกว่าจะเซ่อซ่า”
“อย่ามาหลอกด่าฉันนะ”
“ไม่ได้หลอกด่า ฉันกำลังด่านายต่างหาก”
อีสลันท์เงียบไปอีกเมื่อหาคำตอกกลับไม่ได้
โธ่เว้ย! แค่เถียงกันนี่เขาจะเอาชนะอีกฝ่ายไม่ได้เลยรึไง!
เขาได้แต่ทำหน้าบูดบึ้งออกไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ายังไงเดเนอร์เนสก็ไม่สะทกสะท้าน ยิ่งเป็นแบบนี้เขาคงดูเป็นเด็กที่อีกฝ่ายจะรับมือได้ง่ายๆ
เดเนอร์เนสไม่เสียเวลาพิถีพิถันเช็ดตัวให้นัก เขาทำแบบที่ผู้ชายหยาบกระด้างคนหนึ่งจะทำได้
“เอ้า ทีนี้จะนอนก็นอนไป แล้วอย่าสะดุ้งตื่นขึ้นมาส่งเสียงแปลกๆ อีกล่ะ ฉันนึกว่านายจะเป็นอะไรตายขึ้นมา”
“ฉันไม่ยอมตายง่ายๆ หรอกน่า”
ตราบใดที่ยังเอานอร์จคืนมาไม่ได้ อีสลันท์ไม่มีทางยอมแพ้
“ก็ดี ไว้ให้หายดีก่อนนะค่อยทำปากดีกว่านี้ พูดจาอวดดีแบบนั้นทั้งๆ ที่ยังร่อแร่จะตายมิตายแหล่น่ะมันไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย”
“นายจะหาเรื่องด่าฉันไปได้ทุกเรื่องใช่มั้ย”
“ก็นายดันปากเสียก่อน”
“นายก็เป็นคนดูแลที่ทำหน้าที่ได้... ไม่ถึงมาตรฐาน” อีสลันท์อยากจะใส่คำว่า ‘ห่วยแตก’ ลงไปสุดๆ แต่ขืนใช้คำด่าหนักๆ เข้าหมอนี่คงรับไม่ได้ แล้วคนซวยมันก็จะกลายเป็นเขา แต่หลังจากที่เขาเห็นความไร้ความรับผิดชอบของอีกฝ่ายมาจนสุดทน จะให้ปิดปากเงียบทนให้อีกฝ่ายเหน็บแนมอยู่ฝ่ายเดียว มันก็ไม่ใช่นิสัย
เดเนอร์เนสชักรำคาญจึงคว้าผ้าห่มขึ้นคลุมหน้าอีกฝ่ายเสีย “จะนอนเงียบๆ หรือว่าจะเถียงกับฉันถึงเช้า”
อีสลันท์รู้ได้ว่าอีกฝ่ายเริ่มหมดความอดทน จึงจบการสนทนาลง “เถียงกับนายมันไม่สนุกหรอกนะ ฉันจะนอนแล้วอย่ารบกวนล่ะ”
ร่างโปร่งตอบแล้วหันหน้าหนี ไม่ยอมตอแยอีกไม่ว่าเดเนอร์เนสจะบ่นต่อราวกับพูดกับตัวเอง แต่จริงๆ แล้วต้องการให้เขาได้ยิน
เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินห่างออกไป แต่เดเนอร์เนสยังไม่ออกไปจากห้อง อีสลันท์ทำใจลำบากเหลือเกินที่จะหลับได้อีกครั้งหนึ่งเมื่อร่างสูงยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง...
หนึ่งเดือนที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน อีสลันท์ได้เรียนรู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเดเนอร์เนสมากขึ้นจนมองอีกฝ่ายดูดีขึ้นมาอีกนิดหน่อย
...แค่นิดเดียวเท่านั้นนะ ไม่ว่ายังไงสำหรับอีสลันท์แล้วนอร์จก็เป็นที่หนึ่งเสมอ
เดเนอร์เนสคงเป็นผู้ชายที่ไม่มีเศษเสี้ยวของความอ่อนโยน คนเจ็บอย่างเขาจะขยับตัวทำอะไรทีเป็นต้องโดนด่า ร่างสูงจะชอบต่อว่าเสมอว่าเขาหาเรื่องใส่ตัวบ้าง ยุ่งไม่เข้าเรื่องบ้าง หาเรื่องวุ่นวายมาให้บ้าง อะไรก็ตามที่จะไม่มีอะไรดีสักอย่าง อีสลันท์อยากจะตอกกลับไปหลายต่อหลายครั้งว่าถ้าไม่เห็นว่าเขามีประโยชน์แล้วจะเก็บเขาเอาไว้ทำไมกัน คำตอบที่ได้ก็คงไม่พ้นเรื่องการแสดงแสนยานุภาพด้วยการแผ่อำนาจได้กว้างไกลกับมีอาณาบริเวณกว้างขวาง
เขาก็ไม่ต่างอะไรกับหมากที่อีกฝ่ายมีไว้แสดงดินแดนที่ยึดครองมาได้
ยิ่งขณะนี้เดเนอร์เนสก็ยิ่งคิดเหิมเกริม เขาตั้งใจจะยึดครองดินแดนทางเหนือไว้หมด ตอนนี้ก้างชิ้นโตที่ขัดขวางความใฝ่ฝันของเขาก็คือเบอร์วาลด์ ออกเชนเชียร์นา
พูดถึงชื่อนี้ทีไรเดเนอร์เนสจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไปเสียทุกที หลังจากที่พลาดท่าจากสงครามกับดินแดนตอนกลางมาแล้ว พอตั้งใจจะครอบครองดินแดนทางเหนือที่เหลืออยู่ก็กลับมีอุปสรรคอีก
อีสลันท์ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของการที่อยากจะขยายดินแดนของร่างสูงเท่าไหร่ เขาไม่อาจเห็นประโยชน์จากการยึดครองอำนาจของผู้อื่นมาเลยสักนิด จริงอยู่ที่ว่าการมีอาณานิคมจะช่วยเพิ่มพูนแรงงานและผลผลิตภายในประเทศได้ แม้จะเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นการกระทำที่มาจากการกดขี่ข่มเหงผู้อื่นไม่ใช่หรือ
ในวันวันนึงคนเราจะต้องการอะไรสักเท่าไหร่กันเชียว ต่อให้ขยายอำนาจไปมากเท่าไหร่ สถานที่ที่จะเรียกได้ว่าบ้านก็จะมีเพียงแห่งเดียว...
ด้วยความคิดที่ไม่ลงรอยกัน เมื่อเดเนอร์เนสพูดคุยเรื่องสงครามหรือการรบให้ฟัง อีสลันท์จึงหุบปากและทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี บางทีก็ออกความเห็นแกนๆ ไปบ้างในท่าทีเห็นด้วยกับคนพูด แม้ว่าใจจริงแล้วจะไม่เห็นดีงามด้วยสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นเขาก็คิดว่าเดเนอร์เนสพอใจที่เขาเป็นฝ่ายนั่งฟังเงียบๆ มากกว่าที่จะเถียงคำไม่ตกฟากเหมือนตอนแรกเริ่มพบเจอ
ก็ถ้าตัดนิสัยมุทะลุ ปากเสีย บ้าอำนาจ หุนหัน แล้วก็ชอบใช้แต่กำลังออกไป เดเนอร์เนสก็... เรียกได้ว่าเป็นคนที่ใจดีเหมือนกัน
แต่ทำไมกันนะ... เขาถึงได้รู้สึกว่าความเมตตาที่อีกฝ่ายสื่อผ่านมา... มันไม่ใช่สำหรับเขา
คล้ายกับว่าเดเนอร์เนสกำลังมองหาใครบางคน... ซ้อนทับอยู่กับตัวเขา
อีสลันท์คลางแคลงใจนัก... ทั้งที่ตอนนี้บาดแผลของเขาก็ดีขึ้นมากแล้ว ถึงจะเดินเหินหรือขยับทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้สะดวกนัก แต่ก็ไม่ถึงกับขนาดจะต้องรบกวนให้ผู้ปกครองอย่างเดเนอร์เนสมาคอยประกบอยู่ทุกวันแบบนี้ ทว่าเจ้าของร่างสูงใหญ่นั้นดูท่าไม่มีความคิดที่จะรีบกลับไปเอาเสียเลย... ทั้งๆ ที่กระตือรือร้นเรื่องการสงครามเสียถึงขนาดนั้น
ทำไม...? เป็นคำถามที่อีสลันท์ถามไม่ออกเรื่อยมา... จนกระทั่งวันนี้
“เดเนอร์เนส... เดือนกว่าแล้วนะ ที่นายอยู่ที่นี่”
ร่างสูงที่กุกกักอยู่กับการลับอาวุธคู่ใจของตัวเองแทบไม่ได้สนใจ “อืม มีอะไรเรอะ”
“นายคิดว่านอร์จจะเป็นยังไงบ้าง”
แน่นอน สาเหตุที่อีสลันท์เป็นกังวล ไม่ได้อยู่ที่ตัวคู่สนทนาหรอก แต่อยู่ที่ใครอีกคนไกลออกไป คนที่อีสลันท์ยากจะเอื้อมถึงมากกว่านั้น
“หมอนั่นดูแลตัวเองได้น่า” เดเนอร์เนสแค่นหัวเราะ “อย่าห่วงอะไรไม่เข้าเรื่อง หมอนั่นไม่อ่อนแอเหมือนนายหรอก”
อีกแล้ว... ไม่ว่าจะยังไงอีกฝ่ายก็ต้องหาเรื่องตำหนิเขาให้ได้ เขาทนฟังมาทุกวันตลอดหนึ่งเดือนแล้ว อีสลันท์จึงเริ่มเบื่อที่จะเถียงกลับ โดยเฉพาะในเวลาที่เขาต้องการพูดคุยจริงจัง
“ฉันได้ยินว่าเบอร์วาลด์กำลังตั้งใจบุกมาไม่ใช่เหรอ ถ้าหมอนั่นฉวยโอกาสโจมตีตอนที่นายไม่อยู่ล่ะ นอร์จจะทำยังไง ทิ้งเขาไว้คนเดียวแบบนั้น”
น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่หนักแน่นทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา
“คนอย่างเบอร์วาลด์... ไม่ใช่หมาลอบกัด”
“แต่ยังไงฉันก็เป็นห่วงนอร์จ” อีสลันท์แย้ง
“คิดว่าฉันจะแพ้รึไง กับแค่คนอย่างเบอร์วาลด์น่ะ? ถ้าฉันมีนอร์จอยู่ด้วยก็ไม่มีทางแพ้อยู่แล้ว! นายไม่ต้องยุ่งวุ่นวายเรื่องบนคาบสมุทรหรอก แค่คอยดูแลเกาะนี้ไว้ให้ฉันก็พอแล้ว เข้าใจมั้ย”
แม้จะยังไม่ชินกับการถูกใช้คำพูดแบบนั้นอีสลันท์ก็ตระหนักได้ว่าเกาะนี้ไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป ทั้งหมดตกเป็นดินแดนของเดเนอร์เนส รวมถึงตัวของเขาเองด้วย
“เข้าใจแล้ว”
ร่างสูงอารมณ์ดีขึ้นมาฉับพลันเมื่อได้ยินคำตอบรับเชื่อฟังนั้น เขายิ้มร่า ลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างๆ แล้วยกมือตบศีรษะเล็กอย่างเอ็นดู
“ดีมาก ว่าง่ายๆ แบบนี้ฉันชอบ ถ้ารู้จักทำตัวดีๆ แบบนี้ตั้งแต่ต้นนายก็จะไม่เจ็บตัว จากนี้ไปก็ทำตัวแบบนี้ต่อไปล่ะ”
อีสลันท์ขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจว่านั่นเป็นคำชมในฐานะผู้ปกครองหรือคำหมิ่นประมาทในฐานะผู้มีกำลังมากกว่า ถ้าเป็นเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเขาคงจะปัดมือใหญ่นั้นทิ้งอย่างไม่ใยดี แต่ตอนนี้มันกลับรู้สึก... ดีใจ ระคนกับความรู้สึกแปลกๆ
“ฉันก็แค่ทำอย่างที่เห็นว่ามันสมควร แล้วก็เป็นประโยชน์กับคนบนเกาะเท่านั้นแหละ”
“ทำตามที่ฉันสั่งก็นับว่าฉลาดแล้ว” เดเนอร์เนสหัวเราะชอบใจ
แม้อีสลันท์จะไม่เห็นว่ามันมีอะไรน่าขำตรงไหน สำหรับตัวเขาที่ไม่มีพลังอันยิ่งใหญ่จะไปรบรานกับใครได้แล้ว การทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากอีกฝ่ายแล้วทำให้ร่างสูงพึงพอใจได้ล่ะก็... เขาก็คิดว่ามันเพียงพอแล้วสำหรับชีวิตเรียบง่ายของตน
ถึงอย่างไรในสายตาของคนอื่น เขาก็ยังคงเป็นเพียงแค่เกาะเล็กๆ ห่างไกลความเจริญ ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรให้น่าค้นหาเป็นพิเศษ ย่อมไม่มีใครจะมาให้ความสำคัญต่อเขาอยู่แล้ว
To be continued...
ประวัติศาสตร์แทรกตอนนี้
สงครามที่ว่าเป็นสงครามย๊าวยาวต่อเนื่อง (แบบว่า รบจบแล้วก็มีรบต่ออีกอะ) เรื่องรบๆ กันระหว่างสวีเดนกับเดนมาร์ก-นอร์เวย์ ก็มีฮึ่มๆ กันเป็นระยะๆ มาตั้งแต่ปี 16xx ตามด้านล่าง... รายการรบของทั้งคู่
http://en.wikipedia.org/wiki/Torstenson_War
http://en.wikipedia.org/wiki/Northern_Wars
http://en.wikipedia.org/wiki/Dano-Swedish_War_(1657%E2%80%931658)
http://en.wikipedia.org/wiki/Scanian_War
พี่ใหญ่ทั้งสอง ทะเลาะกันได้ทะเลาะกันดีจริงๆ...
ที่เอามาอ้างอิงเนื้อเรื่องจะยาวจนถึงสงครามนโปเลียนฮ่า > http://en.wikipedia.org/wiki/Napoleonic_wars เป็นสงครามใหญ่ในยุโรปในต้นศตวรรษที่ 19 (จาก 17 กระโดดมา 19 เลย ฮา) จริงๆ แล้วเดนมาร์ก-นอร์เวย์จะตั้งตัวเป็นกลางในสงครามนี้ แต่มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ทั้งรัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส (สารภาพว่าอ่านไม่หมด ขี้เกียจ กร๊าก เพราะไม่เกี่ยวกับน้องไอซ์ 5555)


อุโฮะ
ขอติดตามต่อไปเลยนะคะ♥
ขอบคุณมากค่ะ
#1 By soul-ce on 2009-06-13 00:56