[Hetalia Fanfiction] Niflheim (3)

posted on 09 Jun 2009 16:39 by keechan  in Fiction

พอเกือบหมดมุขก็ต้องขุดฟิคมาอัพ (ฮา) อัพให้ทันที่ลงอีกที่ มีสต๊อกเยอะ

 

อย่าลืมรดน้ำกันนะคะทุกคน อั๊ง

 

 

Niflheim (3)

Pairing: ?????? x Iceland x ???????

 

(คิดว่ามันคงเป็น Denmark x Iceland แล้วล่ะ... ดูจากคอมมิคที่ออกมาได้ตั้งหนึ่งตอน คงอดเป็นเสะแล้วล่ะน้ำแข็งเอ๊ย)

 

 

“มีอะไร ลุกขึ้นมาแล้วก็รีบๆ กินเข้าไปซะสิ ฉันไม่มีเวลามานั่งดูแลนายอยู่ตลอดหรอกนะ”

ถ้วยซุปข้าวโอ้ตถูกยื่นมาให้ด้วยตรงหน้า อีสลันท์งุนงงเกินกว่าจะยันตัวขึ้นนั่งทันที จึงถูกต่อว่าเอาเช่นนั้น

เขาแค่คิดไม่ถึง... ว่าเดเนอร์เนสจะเข้ามายื่นอาหารร้อนๆ ให้เขาด้วยตัวเอง ดูท่าทีแล้วไม่น่าจะเป็นคนที่ชอบหรือถนัดการดูแลคนป่วย เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะใช้คนอื่นเข้ามาเสียอีก

อดจะสงสัยไม่ได้ว่า ซุปข้าวโอ้ตร้อนๆ นี้มาจากไหน... หรือว่าเดเนอร์เนส...?

แค่นึกภาพก็เป็นไปไม่ได้แล้ว...

สุดท้ายแล้วกว่าเด็กหนุ่มจะฝืนความเจ็บปวดยันตัวเองขึ้นนั่งอย่างยากลำบากได้ เดเนอร์เนสก็ลากโต๊ะเตี้ยๆ มาวางถ้วยซุปนั้นไว้เสียเอง

“นอร์จอยู่ที่ไหน” เด็กหนุ่มจ้องมองถ้วยซุปที่มีควันฉุยพลางถาม

“จะไปไหนก็เรื่องของเขา นายไม่ต้องสอดรู้ มีฉันรู้คนเดียวก็พอแล้ว” เดเนอร์เนสตอกกลับ

อีสลันท์หุบปากเงียบ เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะเถียงกลับ เขาก้มหน้าก้มตาตักซุปกลืนลงท้องที่ว่างเปล่าโดยไม่พูดอะไร ทั้งๆ ที่อยากรู้เหลือเกินว่าเหตุการณ์ขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง

“ตกลงว่าฉันจะคลาดสายตาจากนายไม่ได้เลยใช่มั้ย เหอะ... เกาะก็กันดารห่างไกลถึงขนาดนี้ยังมีเรื่องมีราวขึ้นมาได้ วุ่นวายเป็นบ้า”

ร่างสูงกล่าวตำหนิ ทั้งๆ ที่ ‘เรื่อง’ ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของอีสลันท์

จะผิดก็เพียงแค่... เขาอ่อนแอเกินไป

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ ยอมรับคำก่นด่าที่ตนไม่มีความผิด ยิ่งเดเนอร์เนสเห็นท่าทีทองไม่รู้ร้อนของเขาแล้วก็เกิดอารมณ์เสียขึ้นมาอีก

“นายนี่มีสำนึกกับความรับผิดชอบต่อคนบนเกาะของตัวเองบ้างมั้ย ไม่คิดจะถามเลยรึไงว่าพวกชาวบ้านเป็นยังไง”

อีสลันท์ชะงัก “...นายไม่เปิดโอกาสให้ฉันถาม”

เดเนอร์เนสเกือบจะยกมือขึ้นตบสั่งสอน แต่ยังไม่ลืมว่าบาดแผลบนร่างกายอีกฝ่ายสาหัสเพียงใด จึงเปลี่ยนเป็นกอดอกเสียแทน

“แล้วมีตอนนี้อารมณ์อยากถามขึ้นมาบ้างรึยัง ฉันว่างอยู่นะ อยากรู้อะไรก็ถามสิ” ร่างสูงยังยียวนอย่างไม่ยอมลงให้เหมือนเป็นเด็กๆ ดังนั้นแล้วอีสลันท์จึงยอมเอ่ยปากถามโดยไร้ความยะโสโอหัง

“พวกชาวบ้านปลอดภัยกันดีรึเปล่า”

เดเนอร์เนสแค่นหัวเราะเยาะเย้ย “ก็ที่ยังอยู่บนเกาะแล้วยังไม่ตายก็ปลอดภัยดีละนะ แต่ที่โดนลักตัวไปป่านนี้ไม่รู้ว่าโดนเอาไปขายถึงไหน ส่วนพวกคนแก่ที่ถูกขังในโบสถ์...”

ร่างสูงเอ่ยค้างเพียงเท่านั้น แว่บแรกเขาแค่อยากจะสมน้ำหน้าเด็กที่ตั้งท่าอวดดีคนนี้ แต่พอนึกถึงสภาพโบสถ์นั้นแล้ว... มันโหดร้ายเกินกว่าเขาจะบอกได้ตรงๆ

“คนแก่? ถูกขังไว้ที่โบสถ์? พวกเขาถูกทำอะไร?”

เจ้าของดวงตาสีฟ้าถามอย่างร้อนรน มาถึงตอนนี้เดเนอร์เนสไม่อาจปิดบังได้ และไม่ว่าอย่างไรอีสลันท์ก็ต้องรู้อยู่ดี

“โจรเถื่อนพวกนั้นจับเอาแต่เฉพาะคนหนุ่มสาวที่ใช้งานได้ไป จับคนแก่ขังเอาไว้ในโบสถ์ แล้วก็จุดไฟเผาทั้งเป็น”

อีสลันท์รู้สึกหูอื้อไปชั่วครู่

เผา... ทั้งเป็น?

คนแก่เฒ่าที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่พวกนั้น...?

“เฮ้ นาย?” เดเนอร์เนสเริ่มผิดสังเกต เด็กหนุ่มตาค้างจนไม่ฟังเสียงเขา แม้จะโบกมือเรียกสติก็ไม่แม้แต่จะกระพริบตา

อีสลันท์ลืมความเจ็บปวดไปสิ้นเมื่อจิตใจอันเป็นกังวลอยู่เหนือว่า ร่างเพรียวก้าวลงจากเตียงอย่างทุลักทุเล ยิ่งหายใจก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด แต่ก็ยังพยายามก้าวขาออกไปให้ได้

“เจ้าบ้าเอ๊ย! คิดจะไปไหนของนาย!”

เดเนอร์เนสถึงกับทนมองไม่เห็น เขาปราดเข้าไปขวางคนเจ็บไว้ ไม่เข้าใจว่าเจ้าเด็กนี่เกิดคลั่งอะไรขึ้นมา

“ฉันต้องออกไปดูพวกเขา... คนบนเกาะกำลังเสียขวัญ เป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องปกป้องพวกเขา”

คนฟังไม่มีอารมณ์จะมาชื่นชมกับเด็กหนุ่มผู้แน่วแน่ในหน้าที่ สองมือแข็งแกร่งคว้าข้อมือเล็กของคนเจ็บเอาไว้ ตรึงร่างนั้นไม่ให้ขยับไปไหน

“สารรูปแบบนี้คิดว่าจะทำอะไรเพื่อคนอื่นได้รึไง! แค่ยืนก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว เลิกทำตัวงี่เง่าซะที!” เดเนอร์เนสตะคอก เขาไม่ชอบเอาซะเลย เด็กที่พูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ แล้วยังดันทุรังทำเกินตัว “นายช่วยใครไม่ได้ทั้งนั้นแหละ! คนที่ตายไปแล้วก็ตายไปแล้ว นายมันอ่อนแอเกินไปที่จะปกป้องคนอื่น รู้ตัวซะบ้างสิ!”

คำพูดเหล่านั้นจี้ใจอีสลันท์จนเกินจะทานทน

เป็นเรื่องจริงที่เขาอ่อนแอ... จนไม่อาจปกป้องดินแดนของตนได้

แต่... มันเป็นความผิดของเขางั้นเหรอ?

ด้วยทั้งโทสะ ความสิ้นหวัง และน้อยเนื้อต่ำใจ อีสลันท์จึงอ้าปากตะโกนด่าทออีกฝ่ายโดยไม่ยั้งคิด

“ก็เพราะการป้องกันของนายมันหละหลวมน่ะสิ! นายเองไม่ใช่รึไงที่ละเลยไอ้เกาะกันดารนี่! ใช่ ฉันมันอ่อนแอ แต่ก็คงดีกว่านายที่มีพลังอำนาจเหลือล้น แต่ดันประมาทให้โจรสลัดเข้ามาแหย่เล่น!”

ฝ่ามือใหญ่เคลื่อนมาบีบลำคอเรียวโดยไม่ทันยั้งคิด เดเนอร์เนสเป็นผู้ชายที่ไม่เคยถูกสบประมาท และคนที่กล้าสบประมาทเขาจะไม่มีทางได้ตายดี!

“คิดว่าฉันเป็นใคร หา? ถึงกล้าพูดจาอวดดีแบบนั้น! อยากหาเรื่องนักใช่มั้ย แค่ถูกแทงอกทะลุคงเจ็บไม่พอใช่มั้ย!”

ร่างสูงออกแรงด้วยอารมณ์หุนหันอย่างลืมตัว อีสลันท์ร้องไม่ออกด้วยลำคอถูกฝ่ามือหนาปิดกั้นลมหายใจ สติเริ่มเลือนลางพร้อมสายตาที่พร่ามัวลงทุกที

“เดเนอร์เนส! ทำอะไรน่ะ ปล่อยอีสลันท์นะ!” นอร์จเข้ามาขัดจังหวะได้ทันเวลาพอดี พอได้ยินเสียงอีกฝ่ายเรียกเท่านั้น เดเนอร์เนสก็ปล่อยมือออกทันที

“แค่ก!”

ร่างของอีสลันท์ร่วงลงไปกองกับพื้น เลือดไหลซึมออกมาจากปากแผลที่กลางอกเมื่อเขาออกแรงขัดขืนเมื่อครู่ นอร์จที่ไม่รู้ที่มาที่ไปก็ขอเข้าข้างคนเจ็บไว้ก่อน เจ้าของร่างเล็กรีบรุดไปประคองอีสลันท์ มองคนเอาแต่ใช้กำลังด้วยแววตาดุๆ

ร่างสูงไม่คิดจะพูดแก้ตัว เพราะเขาถือว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ผิด

“อย่าหาเรื่องให้ต้องเจ็บตัวโดยไม่จำเป็น ฉันยังมีเรื่องต้องใช้นายอีกเยอะ” เขาเอ่ยต่ออีสลันท์ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ทว่าก็ชะงักเท้า “นอร์จ... นายไม่ต้องอยู่ดูแลหมอนี่ต่อหรอก พรุ่งนี้ก็กลับไปได้แล้ว ฉันจะอยู่ที่นี่เอง”

ขาดคำทั้งสองคนก็รู้ว่าตนไม่มีทางเลือกอื่น

...นอกจากทำตาม

 

 

“...คงต้องพันแผลใหม่ แข็งใจหน่อยนะ” นอร์จมีท่าทีลำบากใจเมื่อเลือดยังซึมผ่านผ้าพันแผลรอบอกไม่หยุด แรงกระแทกคงทำให้บาดแผลฉีก เขาคงจะต้องรักษาให้ใหม่

เสื้อเชิ้ตขาวบางที่ถูกคลุมเอาไว้ลวกๆ ถูกถอดออกจากตัว อีสลันท์กัดฟันทนความเจ็บปวดแล้วนั่งนิ่งๆ ให้อีกฝ่ายปลดผ้าพันแผลเปื้อนเลือดออก นอร์จเตรียมเครื่องมือพยาบาลไว้ครบครัน ก่อนจะค่อยๆ ใส่ยาปิดแผลให้ใหม่อย่างเบามือที่สุด

แต่พอจะพันแผลให้ใหม่ เขากลับทำได้ไม่ถนัดนัก เพราะจะต้องพันรอบอกให้แน่นพอดี นอร์จไม่แน่ใจว่าตนจะกระชับผ้าพันแผลได้แน่นพอหรือไม่

“ช่วยดึงเอาไว้หน่อยนะ”

สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องให้คนเจ็บช่วยดึงผ้าพันแผลให้แน่นเสียอย่างนั้น แม้อีสลันท์จะไม่ปริปากบ่น แต่นอร์จก็รู้สึกว่าตนทำหน้าที่ได้ไม่ดีเอาซะเลย

“อาจจะไม่ดีเท่าเดเนอร์เนสทำให้ แต่ก็ทนไปก่อนเถอะนะ ยังไงก็ไม่ใช่ครั้งเดียวแน่ที่นายต้องเปลี่ยนผ้าพันแผล”

อีสลันท์ทำหน้าฉงน “...นายไม่ได้ทำแผลให้ฉันหรอกเหรอ ตอนที่ฉันไม่รู้สึกตัวน่ะ?”

นอร์จส่ายศีรษะ “แผลนายหนักขนาดนั้นฉันรับมือไม่ไหวหรอก เดเนอร์เนสต่างหาก”

เด็กหนุ่มผมเงินเบิกตาอย่างไม่อยากเชื่อ

คนหัวรุนแรงหยาบคายแบบนั้นน่ะเหรอ...จะทำแบบนั้น?

นอร์จนึกรู้ได้ว่าคนตรงหน้านั้นคงเข้าหน้ากับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครอง คนใหม่ไม่ติด มือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะของผู้อ่อนเยาว์กว่าแล้วจึงกล่าวตักเตือน

“เดเนอร์เนสไม่ใช่คนไม่ดีหรอกนะ ถึงจะชอบพูดจาขวานผ่าซากไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น แต่หมอนั่นก็... เอ่อ... ก็...”

คนหวังจะกู้หน้าให้กลับอับจนแก่คำพูดเยินยอ นอร์จพยายามนึกแล้ว ทว่านอกจากความมุ่งมั่นเพื่อชัยชนะ ฝีมือการรบอันยอดเยี่ยมพวกนั้น เดเนอร์เนสก็แทบไม่เคยแสดงความรู้สึกต่อคนรอบข้าง จะเรียกว่าให้ความเมตตาก็ขัดปากกระไรอยู่

“...ถ้ามันลำบากนัก นายก็ไม่ต้องแก้ตัวแทนเขาก็ได้นะ”

“แต่ยังไงเขาก็ใจดีกับฉันนะ” คนโตกว่ารีบตอบ “แล้วก็ไม่ได้นิ่งดูดายทนดูนายนอนจมกองเลือดอยู่เฉยๆ ด้วย คนที่ห้ามเลือดให้ ทำความสะอาดแผลถูกแทงให้ แล้วก็อุ้มนายมานอนบนเตียงนี่ก็หมอนั่นทั้งนั้นแหละ ยังจะไปดื้อใส่เขาอีก”

อีสลันท์เก็บงำคำค้านไว้ในใจ ในขณะที่นอร์จยังไม่เลิกตำหนิ “เขาไม่ได้ละเลยนายหรอกนะ เรื่องโจรนั่น... มันเป็นเรื่องโชคร้ายที่สุดวิสัยจริงๆ ฉันเสียใจกับนายด้วย แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของเดเนอร์เนสหรอกนะ”

มืออันขาวซีดของอีสลันท์กำแน่น สุดท้ายความผิดที่หนักที่สุดก็ตกอยู่ที่เขา

ผิดที่อ่อนแอเกินไป...

อันที่จริงแล้วเขาก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้จะโทษใครไม่ได้ การต่อว่าเดเนอร์เนสก็เป็นแค่การระบายอารมณ์ เรียกร้องให้ใครสักคนรับผิดชอบเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นเท่านั้น

“ขอโทษ...”

อีสลันท์เปล่งเสียงลอดไรฟันเบาๆ

ฝ่ามือนิ่มและเย็นแตะที่ผิวแก้มร้อน เหมือนกับที่อีกฝ่ายเคยทำเสมอเมื่อตอนที่เขายังตัวเล็กกว่า

“คราวหน้าก็บอกเดเนอร์เนสด้วยล่ะ ยังไงเราก็อยู่ด้วยกันแล้ว ปรองดองกันไว้เถอะนะ หมอนั่นก็ขี้หวงเหมือนกันนะจะบอกให้ เขาบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้านายคิดจะตีจากไปล่ะก็จะไม่ยอมอยู่เฉยๆ ที่นายโดนโจรที่ไหนก็ไม่รู้ทำร้ายถึงขนาดนี้น่ะ คงจะโมโหอยู่มากเหมือนกันแหละ แต่ไม่รู้จะเอาไปลงที่ไหน ยังกับเด็กๆ”

นอร์จว่าแล้วหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว พอจะช่วยทำให้อีสลันท์รู้สึกผ่อนคลายตามไปได้บ้าง

ถ้าหากนอร์จบอกว่าอย่างนั้น... เขาจะพยายามเชื่อก็แล้วกัน

นอร์จคงรู้จักเดเนอร์เนสดีกว่าเขามาก... เหมือนกับที่เดเนอร์เนสรู้จักนอร์จ... มานานกว่า

ในสายตาของทั้งสองคน เขาคงไม่ต่างอะไรกับเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม

ทำไมถึงไม่เกิดมาเร็วกว่านี้...

ทำไมถึงไม่แข็งแกร่งมากกว่านี้...

เป็นครั้งแรกที่อีสลันท์รู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี เขาเคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง ทว่าขณะนี้ในใจกลับคุกกรุ่นไปด้วยเปลวริษยาดังภูเขาไฟที่เริ่มปะทุ

แต่ไม่ว่าอย่างไร... ความสนิทสนมที่ถูกสร้างสมมาด้วยกาลเวลา อีสลันท์ก็ไม่อาจทำลายลงได้

อีสลันท์ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ดี และได้แต่เก็บความคับแค้นไร้หนทางนี้ไว้ในใจเพียงลำพัง

 

 

เมื่ออีสลันท์ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองต้องอยู่เดียวดายอีกครั้งเมื่อนอร์จกลับไปยังแผ่นดินใหญ่แล้ว

เดเนอร์เนสทำตามที่พูดจริงๆ เขาส่งนอร์จกลับ ส่วนตัวเองก็ยังติดแหงกอยู่บนเกาะนี้ เพราะต้องคอยจับตาดูอีสลันท์ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้

ชายหนุ่มก็ไม่ค่อยพูดอะไรให้มากความ แต่เดเนอร์เนสไม่เหมือนนอร์จ ร่างเล็กที่เคยดูแลเขามาก่อนนั้นเป็นคนเงียบๆ ไม่ช่างเจรจาโดยนิสัย แต่สำหรับร่างสูงนี่คงไม่ใช่ คงเป็นเพราะว่าเขาไม่อยากเสวนากับคนที่คอยถ่วงมือถ่วงเท้าอย่างอีสลัน ท์มากกว่า

แต่กระนั้นอีสลันท์ก็ไม่ได้ผลักไสสองมือที่คอยเฝ้าพยาบาลให้อย่างคล่องแคล่ว ดวงตาสีฟ้ามักจะลอบมองใบหน้าคมคร้ามเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังที่เฝ้าดูแลเขาอย่างตั้งใจแล้ว เด็กหนุ่มก็จะนึกถึงคำพูดของนอร์จ

คนคนนี้ไม่ใช่คนโหดร้าย...

ทว่าเขาก็ยังรู้สึกกระดากที่จะเอ่ยอะไรออกไปอยู่ดี

คนถูกจ้องหันมามองเขา ส่งสายตาราวกับจะบอกว่า ‘มีอะไร’ แต่ก็ถือทิฐิไม่ยอมเป็นฝ่ายถามก่อน จนแล้วจนรอดอีสลันท์ก็ไม่ยอมพูด

นิสัยดื้อเงียบแบบนี้... คงจะเลียนแบบนอร์จมาล่ะสิท่า สมแล้วหมอนั่นเคยเป็นผู้ปกครองของเด็กนี่มาก่อน

เดเนอร์เนสรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา การต้องมานั่งดูแลคนป่วยเช็ดตัวให้สามเวลาหลังอาหารเหมือนเลี้ยงเด็กอ่อนแบบ นี้สำหรับเขามันไม่สนุกเอาเสียเลย บางทีเขาไม่น่าจะไล่นอร์จกลับไป แต่ขืนทำอย่างนั้นเจ้าเด็กนี่ก็จะเอาแต่เห็นว่านอร์จเป็นผู้ปกครองของตัวเอง แล้วไม่นับถือเขาในฐานะนั้นแน่!

ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดซับตัวคนเจ็บเพื่อลดความร้อนในร่างกายลงบรรเทาอาการไข้ได้ ดี ถ้าหากว่าเขาจับตัวแล้วยังรู้สึกว่าร้อนล่ะก็แปลว่าอุณหภูมิของอีกฝ่ายสูง ผิดปกติ เดเนอร์เนสจับอุณหภูมิได้แม่นยำด้วยการเทียบกับนอร์จนั่นเอง

ในเมื่อเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนที่นอร์จชุบเลี้ยงมาด้วยมือของตัวเอง ไม่แปลกอะไรที่อีสลันท์จะมีหลายอย่างคล้ายคลึงกับร่างบางที่เขาคุ้นเคย นอกจากดวงตาสีฟ้า และเส้นผมสีเงินที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ลักษณะนิสัยอย่างอื่น... ไม่ว่าจะเป็นความซื่อตรง ความทระนงในตัวเองและความสงบเสงี่ยมเจียมตนที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

สิ่งเหล่านั้น... เรียกได้ว่าเหมือนกันไม่มีผิด

“รีบๆ นอนพักให้มันหายเร็วๆ เข้าเถอะ ฉันจะได้กลับไปดูแลอย่างอื่นที่บ้านซะที” พยาบาลจำเป็นกล่าวแดกดัน รู้ทั้งรู้ว่าบาดแผลที่หนักหนาขนาดนั้นจำต้องใช้เวลา ต่อให้รักษาดีอย่างไรก็ไม่อาจจะหายภายในวันสองวันได้

ฝ่ายคนเจ็บก็ผงกหัวอย่างว่าง่าย ตั้งใจจะนอนพักตามคำสั่งเลื่อนลอยนั้น แม้ว่าเขาจะนอนมาครึ่งวันจนไม่รู้สึกง่วงแล้วก็ตาม

“ขอบคุณ” อีสลันท์กล่าวเบาๆ “...แล้วก็ขอโทษที่ฉันขึ้นเสียงกับนายเมื่อวาน”

“สำนึกแล้วก็ดี!”

เดเนอร์เนสกระชากเสียงตอบ เขาไม่คิดเหมือนกันว่าเจ้าเด็กนี่จะพูดอะไรดีๆ แบบนี้เป็น พอทำตัวว่าง่ายแบบนี้ก็ยิ่งเหมือนกับนอร์จมากขึ้นไปอีก

แล้วยิ่งไอ้ปฏิกิริยานิ่งเฉยหลังจากโดนเขาตวาดนี่ก็...

“มีอะไรจะพูดอีกมั้ย”

เพราะว่าเดเนอร์เนสอ่านไม่ออกว่าเด็กหนุ่มยังขัดเคืองใจอยู่หรือไม่ จึงตั้งท่าถามไปเช่นนั้น โดยที่ไม่ทันคิดบ้างว่าต่อให้อีสลันท์มีเรื่องไม่พอใจอยู่จริง จะกล้าพูดออกมารึเปล่า

“นายอยากให้ฉันพูดต่อรึไง”

อีสลันท์ถามซื่อๆ แต่กลับแสลงหูคนฟังยิ่งนัก

“ก็ขึ้นกับว่านายมีอะไรจะพูดกับฉันมั้ยยังไงล่ะ!”

“ตกลงว่านายอยากจะให้ฉันนอนพักหรือว่าคุยกับนายต่อกันแน่”

“อย่ามายั่วโมโหฉันนะ!”

ช่วยไม่ได้ที่เดเนอร์เนสจะคิดว่าเด็กหนุ่มจงใจพูดยียวน หากอีสลันท์เจตนาเพียงแค่ไม่อยากทำอะไรไม่ถูกใจอีกฝ่ายเท่านั้นเอง

เดเนอร์เนสคิดว่าตัวเองคิดผิดไปมหันต์ที่เอาเจ้าเด็กนี่ไปเทียบกับนอร์จ ท่าทางจะเลี้ยงไม่เชื่อง แถมปากร้าย นี่มันยิ่งกว่าเบอร์วาลด์เสียอีก!

“...ฉันถามนายดีๆ นะ”

อีสลันท์ไม่ได้แสดงความเกรงกลัวเดเนอร์เนสในฐานะผู้ปกครองเอาเลย เขาไม่เข้าใจว่าร่างสูงจะหุนหันอะไรนักหนากับเรื่องเพียงแค่นี้

“ฉันก็ถามนายดีๆ เหมือนกัน!”

เด็กหนุ่มฟังอีกฝ่ายต่อปากต่อคำแล้วรู้สึกแปลกใจไม่น้อย นี่น่ะหรือผู้ปกครองที่แข็งแกร่ง มาเถียงคำไม่ตกฟากกับเขาในเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างกับเด็กๆ อีสลันท์ยิ่งไม่เกิดความรู้สึกนับถือ แต่เขาก็ไม่ได้มองว่าคนตรงหน้าเลวร้ายลง

“งั้นฉันก็ไม่มีอะไรจะพูด นายพอใจรึยัง”

เดเนอร์เนสพอใจกับคำตอบ แต่ไม่พอใจกับคำถามที่ต่อท้าย “นายจะเลิกกวนประสาทฉันซะทีได้มั้ย ฉันไม่อยากลงไม้ลงมือกับคนเจ็บ”

“ก็นาย—”

“พอๆ ไม่ต้องพูดแล้ว นอนพักไปเงียบๆ เลย”

ร่างสูงคว้าผ้าห่มคลุมให้เร็วๆ เขาเกรงว่าขืนปล่อยให้พูดต่อเขาคงได้บีบคอเจ้าเด็กนี่ตายคาเตียงแน่ คนอย่างเขาใช่ว่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองเก่ง และเขาก็ไม่ชอบรับมือกับเด็กด้วย

ถ้ากับเบอร์วาลด์ เวลาที่ทุ่มเถียงกันอีกฝ่ายจะเอาแต่เงียบ... มันก็กวนประสาทเขาได้ไม่น้อย แต่ว่าการได้เป็นฝ่ายพูดตะโกนโหวกเหวกใส่ฝ่ายตรงข้ามอยู่คนเดียวมันก็รู้สึก ดีกว่าการถูกขัดคอล่ะน่า

ฝ่ายอีสลันท์ก็เก็บงำคำด่าทอไว้ในใจ ขืนพูดออกไปอีกฝ่ายก็ได้ฆ่าเขากันพอดีน่ะสิ คนอะไร ยิ่งใหญ่ซะเปล่า ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองเอาเสียเลย ยึดแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง เอาแต่ใจ แล้วก็ดูไม่ฉลาดด้วย!



To be continued...

 

 

ไม่มีเกร็ดประวัติศาสตร์ เพราะมั่วเอง...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet