[Hetalia Fanfiction] Pistil (6) - End

posted on 21 Mar 2009 21:06 by keechan  in Fiction

...ลงไม่ทัน

 

มีอะไรให้อัพเยอะเกินไป (ฮา)

 

จบล่ะๆๆ

 

 

 

Pistil (6)

(Sequel to Pollen)

 

Warning: ตบจูบ พิศาล น้ำเน่า จำเลยรัก สวรรค์เบี่ยง

Pairing: Alfred F. Jones x Honda Kiku
            Arthur Kirkland x Honda Kiku
            Alfred F. Jones x Arthur Kirkland

 

นกกระเรียนกระดาษทั้งหมดถูกเก็บกลับมาไว้ที่บ้านด้วย มาถึงตอนนี้แล้วก็รวมทั้งหมดได้ห้าร้อยตัวพอดิบพอดี ถึงแม้สุขภาพจะแข็งแรงดีแล้ว แต่พอมีเวลาว่างทีไรผมก็มักจะหันมาพับนกกระเรียนเพิ่มเสมอ ก็ได้ถึงครึ่งทางแล้วทั้งที ถ้าพับได้ถึงพันตัวก็คงจะวิเศษไปเลย

คุณอัลเฟรดก็ยังนั่งๆ นอนๆ อยู่ในบ้านด้วย นับแต่เหตุการณ์วันนั้นเขาก็ไม่เคยล่วงเกินผมอีก ทว่าก็คอยพูดแต่คำบอกรักหวานเลี่ยน สำหรับคนฟังอย่างผม มันดูจงใจเกินไป เสแสร้งเกินไปที่จะเคลิบเคลิ้มไปกับคำหวานพวกนั้น เขาพยายามเอาอกเอาใจผมตลอดเวลาเพื่อจะได้ความเชื่อใจและความรักกลับคืน ทำตัวเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโตไม่มีผิด

ก็ยังดี... ที่เขามีความอดทนพอและรักษาคำพูด ถึงจะมีสิทธิ์แต่ก็เลือกที่จะไม่ออกคำสั่งกับผมอีก เพราะถ้าหากเขายังแตะต้องอย่างหยาบโลน... ผมคงทนไม่ได้และอาจจะเสียสติไปซะก่อนก็ได้

แค่ต้องรอเวลาเท่านั้น... พออยู่ห่างกันไป คุณอัลเฟรดก็คงจะลืมเลือนไปเอง เขาจะรู้ในที่สุดว่าที่แท้จริงไม่เคยคิดอะไรกับผมเป็นพิเศษ

ผมมักจะใช้เวลาในแต่ละวันศึกษาระบบการศึกษาตามแบบประเทศของคุณอัลเฟรด เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกันได้ผลดี จะมีบ้างบางครั้งที่ผมเอ่ยถามเรื่องที่ไม่เข้าใจ แต่บทสนทนาก็ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง

...ยกเว้นในวันนี้

แทนที่เขาจะนั่งอยู่ตรงกันข้าม หรือทำอะไรอย่างอื่นอยู่ห่างๆ วันนี้กลับขยับเข้ามาใกล้เกินควร เพียงแค่ผมลงนั่งเปิดตำรา ยังไม่ทันจะเริ่มอ่านต่อเลยด้วยซ้ำ

ผมกระเถิบหนีแล้วส่งสายตาห้ามปราม หวังว่าเขาจะเห็นใจบ้าง เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ควรทำแบบนี้ ดูท่าว่าวันนี้ความอดทนของคุณอัลเฟรดคงจะสิ้นสุดลงแล้วกระมัง มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่เอว ก่อนจะดึงทั้งร่างที่ขยับหนีให้เข้ามาแนบชิด จมูกโด่งซุกไซ้ลำคอจนรู้สึกจั้กจี้

“หอมจัง... เพิ่งอาบน้ำมาใช่มั้ย”

ก็รู้กิจวัตรประจำวันของผมดีไม่ใช่หรือครับ หมดงานช่วงเช้าก่อนที่ผมจะมานั่งอ่านตำรานี่ก็ต้องอาบน้ำก่อนหนึ่งรอบ รู้อยู่แล้วยังจะถามอะไรอีก สบู่ที่ใช้ก็กลิ่นเดียวกันกับที่คุณใช้อาบนั่นแหละ

“ผมอ่านหนังสือไม่ได้นะครับ ช่วยกรุณาถอยออกไปได้มั้ยครับ ผมขอร้อง”

“ยังมีเวลาอ่านอีกตั้งเยอะ ให้ฉันกอดก่อนน่า”

จนปัญญาจะเถียง... ผมไม่อาจจะขัดความต้องการของผู้ปกครองได้ จึงได้แต่นั่งนิ่งให้เขาโอบเอวอยู่อย่างนั้น ต้องใช้ความอดทนมากเหลือเกิน... กับการจะไม่ใจเต้นเมื่อลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดลำคอ บังคับไม่ให้สีหน้าแดงขึ้นมา

“คิคุ... ไม่ชอบให้ฉันทำแบบนี้เหรอ”

ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบ ก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้แก้เหงานี่ครับ ใครจะชอบกัน... คุณไม่เคยมองผม คุณแค่ใช้ผม... แทนใครบางคนที่ต้องการโอบกอดไว้เท่านั้นเอง

“แต่ฉันรักคิคุนะ มันเป็นเรื่องที่แย่มากเลยเหรอ”

สุ้มเสียงนั้นฟังน่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก... แต่ผมจะใจอ่อนไม่ได้เป็นอันขาด

คุณไม่ได้รักผม

ไม่ได้รัก...

ไม่ได้รัก...

การที่คุณพร่ำเพ้อถึงความรักทั้งๆ ที่ไม่รู้หัวใจตัวเองนั่นแหละ แย่มาก

และคุณก็คงไม่รู้... ว่ามันทำร้ายผมมากเพียงใด

หยุดเถอะครับ คุณอัลเฟรด

เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าจะปกปิดความหวั่นไหวของตัวไปได้อีกนานเท่าไหร่...

มือของเขาเลื่อนลงแตะที่ข้อเท้า ทั้งๆ ที่ผมนั่งคุกเข่าหุบขามิดชิดอยู่แท้ๆ ปลายนิ้วซุกซุนก็ล้วงผ่านผิวผ้าเข้ามาจนเกือบถึงหัวเข่า ลูบไล้ไปมาจนทั่วร่างสั่นสะท้าน ผมเม้มริมฝีปากแน่น ในขณะที่โอบิถูกคลายออก ร่างสูงกดทับลงมาบังคับให้ต้องนอนทอดกายอย่างไร้ทางสู้ ริมฝีปากของอีกฝ่ายแนบลงบนแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงหนักหน่วง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตื่นเต้น... หรือว่าหวาดกลัวกันแน่

หยดน้ำไหลลงจากหางตา ไม่อาจระงับอารมณ์เอาไว้ได้เมื่อมองเห็นดวงตาสีฟ้าใต้กรอบแว่นนั่น เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน... และกำลังหลงทาง

คุณจะกอดผมด้วยความรู้สึกเพียงเท่านั้น...

เขาชะงักไปเมื่อเห็นผมร้องไห้ ฝ่ามือเข้าประคองที่แก้ม แววตาคู่นั้นบ่งบอกถึงความเจ็บช้ำในหัวใจอย่างสุดซึ้ง

“รังเกียจฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ”

“นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณควรทำ... กับผม... ครับ”

“แต่ฉันรักนาย”

เลิกพูดคำว่ารักเสียที... เลิกต้อนให้ผมจนมุมด้วยคำว่ารักจอมปลอมของคุณ

ในอกปวดแปลบเมื่อได้ยินคำคำนั้นออกจากปากของคุณอัลเฟรด ผมหลบสายคู่นั้นที่จ้องมองมาอย่างคาดคั้น บังคับให้ผมพูดคำว่ารักตอบ

“รักมากกว่าคุณอาเธอร์หรือครับ”

อีกฝ่ายหน้าชาราวกับถูกตบหนักๆ เข้าหลายฉาด เพียงแค่คำถามแทงใจดำคำถามเดียว บ้าจริงๆ เลยนะครับ... ทำไมคุณถึงได้เป็นคนที่งี่เง่าขนาดนี้ รักเขาจนตัดไม่ขาดแบบนี้น่ะ ใช้คนอื่นทดแทนกันไม่ได้หรอก

“สักวันฉันจะลืมเขา... ฉันจะรักนายได้มากกว่าที่รักอาเธอร์แน่”

...เห็นแก่ตัวที่สุด... พูดจาเอาแต่ได้ ไม่มีเหตุผล คำด่าแบบไหนอีกที่จะเหมาะกับคุณนะ ถ้าทำได้ผมอยากจะตบสั่งสอนสักทีสองทีด้วยซ้ำ

และก็อยากจะตบหน้าตัวเองที่เกิดดีใจขึ้นมาชั่ววูบด้วย กดลงไปเถอะ... ความรู้สึกปลาบปลื้มนั่น มันเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ไม่มีทางเป็นจริง เลิกหลงเชื่อคำหวานพวกนั้นเถอะ อย่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้

หากเอ่ยค้านออกไปดื้อๆ ก็คงจะถูกต่อว่าอีก ดังนั้น... ดังนั้น ผมจะไม่ยอมรับเด็ดขาด

“แต่ผมไม่ได้รักคุณ”

ราวกับถูกบีบหัวใจ... พอเค้นเสียงสั่นๆ พูดออกไปได้ก็รู้สึกแน่นหน้าอกจนอึดอัด

อีกฝ่ายรับฟังด้วยความสำนึกผิด “ฉันรู้ว่านายคงจะไม่ยกโทษให้ฉันง่ายๆ ฉันผิดไปแล้วที่ทำร้ายนายอย่างแสนสาหัส”

นิ้วมือลูบแตะที่ริมฝีปากที่เอ่ยปัดความรักของเขา คุณอัลเฟรดเปิดเผยความรู้สึกในใจตนอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

“แต่จากจุดนั้น ฉันถึงได้เห็นตัวตนที่แจริงของนาย เห็นความเข้มแข็งและความหยิ่งทะนงที่ไม่จางหายไปแม้จะถูกเหยียบย่ำ หรือแม้กระทั่งยามที่อ่อนแรง แล้วก็ความอ่อนหวานปราณีตที่เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ ฉันพูดเองแบบนี้คงฟังดูแปลกๆ แต่ถ้า... ฉันรู้จักนายดีพอ ฉันคงไม่ลงมือทำร้ายนายด้วยอาวุธที่ร้ายกาจ... มากขนาดนั้น ไม่อย่างแน่นอน”

ยิ่งได้ฟังคำอธิบายแบบนั้นก็ยิ่งรู้สึกปวดร้าวเหมือนถูกกลั่นแกล้ง อย่าโน้มน้าวไปมากกว่านี้... ผมไม่อยากได้ยิน

“อย่าทำเฉยชากับฉันได้มั้ย คิคุ”

แววตาของผมคงจะว่างเปล่า ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกอะไร... แต่ผมพยายามสุดชีวิตที่จะปิดบังเอาไว้ โชคดีที่เขาดูไม่ออก... จึงขอร้องอย่างคนหมดสิ้นหนทางอย่างคนที่ต้องการความรักเพื่อเยียวยาหัวใจที่ว้าเหว่ แต่ไม่ใช่จากผม... คุณไม่ได้ต้องการความรักจากผมหรอกครับ

“แล้วคุณต้องการให้ผมทำยังไงล่ะครับ” จะให้ทอดกาย อ้าขาให้คุณครอบครองร่างกายโดยที่รู้ว่ามันไม่ใช่ความรักเฉกเช่นโสเภณีงั้นหรือ

“รักฉัน... ยิ้มให้ฉันอย่างมีความสุขได้มั้ย”

“ขอโทษครับ ผมทำให้ไม่ได้”

ใบหน้าที่โน้มลงมาชะงัก คุณอัลเฟรดยกหลังมือแตะที่แก้มเบาๆ แทน

...ไม่มีประโยชน์หรอกครับ

“ทำยังไงนายถึงจะยกโทษให้ฉัน”

“ถึงผมจะยกโทษให้คุณ... ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะรักคุณได้”

“แล้วทำยังไงนายถึง—” เขาหยุดคำถามนั้นไว้ ขณะนี้คุณอัลเฟรดเป็นเพียงผู้ชายที่น่าสงสาร ไม่เคยได้รับความรักตอบแทน วงแขนกว้างตวัดโอบรอบกาย แต่ไม่ใช่ด้วยความปรารถนาลึกซึ้ง...

เหมือนเป็นแค่... เด็กขี้เหงาที่อยากเรียกร้องความสนใจ เด็กที่อยากให้ใครสักคนกอดไว้เพื่อคลายความว้าเหว่

“ช่วย... อยู่แบบนี้ไปอีกสักพักนะ”

เป็นครั้งแรกที่ได้ยินน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความปวดร้าวที่ยากจะบรรยาย พาให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ... ผมยกแขนขึ้นช้าๆ โอบแผ่นหลังกว้าง

“ไม่เป็นไรนะครับ... คุณอัลเฟรด”

ผมอยู่ตรงนี้... อยู่กับคุณ ต่อให้เป็นหลังจากนี้... ผมก็จะไม่ลืมคุณในฐานะเพื่อน ผมจะหยุดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้แค่นั้นให้ได้...

 

 

 

 

คนเรามักรู้สึกว่าเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถ้าเช่นนั้น... เวลาที่ใช้อยู่ร่วมกับคุณอัลเฟรดก็คงเรียกว่าเป็นความสุขได้กระมัง

นึกย้อนไปตั้งแต่วันแรกที่คุณอาเธอร์มาแจ้ง ‘ข่าวดี’ การเตรียมการต่างๆ ใช้เวลานานหลายเดือน จนฤดูใบไม้ร่วงเวียนมาบรรจบอีกปี การประชุมเพื่อรับข้อตกลงนั้นอย่างเป็นทางการจึงได้จัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก

เวลาหลายเดือนเพียงพอที่จะทำให้เราสองคนสงบจิตใจให้ห่างจากกัน คุณอัลเฟรดสงบลงมาก บางทีเขาก็แวะเวียนออกไปทำธุระพูดคุยกับคุณอาเธอร์เพียงลำพัง นั่นคงจะทำให้เขาได้ข้อสรุปเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น

ส่วนผมก็เริ่มที่จะชินชากับความเอาแต่ใจของเขาเป็นพักๆ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยล่วงเกินอะไรอีก แต่ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นยังสะท้อนความทุกข์ระทมอยู่ไม่จาง

ถ้าเราแยกจากกัน... คุณอัลเฟรดคงไม่รู้สึกเช่นนั้นอีก ความรู้สึกผิดและความสับสนคงจะเลือนหายไปกับกาลเวลา

อีกวันเดียว... อีกวันเดียวผมก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ไม่ต้องมีคนคอยจับตามอง ไม่ต้องถูกบังคับฝืนใจให้ทำอะไรที่เต็มใจ ควรจะยืดอกภาคภูมิใจไม่ใช่หรือที่สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้อีกครั้ง

“เดินระวังด้วยนะ”

เสียงทุ้มเจือความอ่อนโยนและมือที่ยื่นออกมาเพื่อรับผมที่ก้าวออกจากเครื่องบินส่วนตัวที่เขาจัดให้ไปรับไปส่ง ผมวางมือลงแนบ กระชับกุมมือเอาไว้ให้มั่นเพื่อไม่ให้เสียการทรงตัว

“ขอบคุณครับ”

คุณอัลเฟรดยังคอยดูแลประคับประคองผมมากเกินควรตลอดการเดินทาง แม้ว่าผมจะหายดีแล้วก็ตาม ผมคิดเพียงแต่ว่าเมื่ออีกฝ่ายมอบไมตรีให้ก็ไม่สมควรจะปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล

การจับมือนำทางตลอดนั้นอาจจะเกินไปสักนิดสำหรับการรับแขก ทว่าก็ไม่ใช่ภาพที่ผิดแปลกอะไร ผมจึงปล่อยให้มือใหญ่ข้างนั้นกุมมือนำทางจนกระทั่งถึงคฤหาสน์ที่พัก ผู้ร่วมเข้าการประชุมทุกคนจะมารวมตัวกันที่นั่น อาจจะเป็นโชคดีของผมที่เดินทางมาถึงก่อนจึงไม่พบปะใคร

เจ้าบ้านได้เตรียมการต้อนรับผู้มาเยือนในการประชุมครั้งสำคัญนี้อย่างพร้อมพรัก ห้องพักแต่ละห้องถูกแยกไว้เป็นส่วนตัว ผมถูกพาไปที่ห้องพักที่ไม่คุ้นตา คงจัดมาเพื่อการประชุมครั้งนี้โดยเฉพาะ

ในฐานะของผู้คอยควบคุมความประพฤติแล้ว นี่คงเป็นหน้าที่ครั้งสุดท้ายที่คุณอัลเฟรดจะทำให้

“พักผ่อนตามสบายนะ ต้องการอะไรก็บอกฉันได้”

เขาเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงทื่อๆ ดูไม่เป็นตัวของตัวเอง ผมได้แต่ผงกศีรษะตอบรับอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

ค่ำคืนนี้คงจะเงียบสงบดี เพราะว่าการประชุมจะเริ่มขึ้นพรุ่งนี้ตอนบ่าย ผู้ร่วมงานเกือบทั้งหมดจึงเลือกที่จะมาตั้งแต่เช้าพอการประชุมเสร็จเรียบร้อยก็กลับเสียมากกว่าที่จะค้างคืน

เว้นอยู่ก็แต่คนเดียว

“อีกสักพักอาเธอร์ก็คงจะมา ช่วงค่ำละมั้ง นายไม่ต้องออกมาต้อนรับก็ได้ ฉันจัดการดูแลเองได้ ยังไงนี่ก็บ้านฉัน”

ผมรับคำอย่างว่าง่าย ถ้าหากว่าไม่เจอหน้ากันก็ไม่จำเป็นต้องทักทาย เรามาในฐานะแขกด้วยกันทั้งคู่ และถ้าคุณอัลเฟรดไม่ต้องการให้ผมพบคุณอาเธอร์ล่ะก็ ผมก็จะทำตามนั้น

พอสั่งความเรียบร้อยแล้วคุณอัลเฟรดก็ปลีกตัวออกไป ใจของผมนิ่งสงบได้เกินกว่าที่คาด

คืนนี้... จะเป็นคืนสุดท้าย

ผมจัดแจงเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าเดินทาง ห้องนี้กว้างขวางขนาดจะอยู่ได้สองคนสบายๆ สำหรับคนอเมริกันแล้วพื้นที่โอ่งโถงคงเป็นสิ่งจำเป็น และเขาก็คงเคยชินกับวิถีชีวิตเช่นนั้น ทำเอาห้องที่บ้านเล็กลงไปถนัดตา

ตอนที่ต้องไปอยู่กับผม คุณอัลเฟรดเคยรู้สึกอึดอัดเพราะต้องอยู่ในห้องแคบๆ หรือเปล่านะ

มองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นสวนกว้าง ไม่มีต้นไม้ดอกไม้ประดับประดามากนัก มีแต่พื้นหญ้าสีเขียวสะอาดตา ดินแดนที่กว้างใหญ่แห่งนี้แตกต่างกับเกาะเล็กๆ มากมายนัก

ผมละความสนใจจากวิวภายนอก นี่ไม่ใช่เวลามาสนใจทิวทัศน์รอบๆ ทว่า... ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นทำอยู่ดี คนตั้งเงื่อนไขในข้อตกลงการประชุมพรุ่งนี้ไม่ใช่ผม เพราะฉะนั้นผมมีหน้าที่แค่ก้มหัวยอมรับเงื่อนไขที่สมาชิกทุกคนจะเสนอมาให้เพื่อเป็นการไถ่โทษที่สมน้ำสมเนื้อ

อาทิตย์เพิ่งคล้อยบ่ายเท่านั้นเอง ช่างเป็นวันสุดท้ายที่ดูยาวนาน หากฆ่าเวลาด้วยการแช่ในอ่างน้ำสักหลายชั่วโมงสักหน่อยก็คงจะช่วยให้กลางคืนมาถึงเร็วขึ้นได้

ห้องอาบน้ำที่นี่ก็กว้างขวางไม่แพ้กัน ผมเปิดน้ำอุ่นรองไว้จนเต็ม ถึงจะเป็นส่วนตัวยังไงแต่ก็อดจะระแวดระวังไม่ได้เพราะว่าต่างที่ พอล็อคประตูห้องน้ำเรียบร้อยแล้วผมจึงถอดเสื้อผ้า ก่อนจะก้าวลงไปในอ่าง ไอน้ำขุ่นๆ กระจายตัวฟุ้งเมื่อสัมผัสกับอากาศเย็น

ทำไมนะ... ผมถึงไม่รู้สึกกระตือรือร้นอยากจะเป็นอิสระ

ทั้งๆ ที่บอกตัวเองซ้ำๆ ว่ากับคุณอัลเฟรดน่ะ... มันเป็นไปไม่ได้

ผมแค่เหงา... แค่เหงาเท่านั้นเอง ก็เลยรู้สึกว้าเหว่เมื่อจะต้องแยกจากกัน จากนี้เราก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เป็นมิตรต่อกัน

มีอะไรต่างจากเดิมตรงไหน...

ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเอาเสียเลย

ในหัวคิดเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งไอน้ำเริ่มลดลง หมายความว่าน้ำก็เย็นลงด้วย ผมจึงเลิกอ้อยอิ่งแล้วล้างเนื้อตัว ในห้องน้ำไม่มีนาฬิกา ไม่รู้ว่าผมเผลอเหม่อไปนานเท่าไหร่ เสื้อคลุมอาบน้ำที่ขนาดใหญ่กว่าปกติมากอยู่ถูกใช้มาคลุมตัวชั่วคราว ผมโผล่หน้าไปดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนหัวเตียง เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ ไม่มีเหตุผลที่ต้องเร่งรีบ

เสียงเคาะประตูจู่ๆ ดังขึ้น พร้อมเสียงเจ้าบ้านพูดดังทะลุบานประตูหนา

“คิคุ รบกวนหน่อย”

ผมลุกพรวดขึ้น หันซ้ายแลขวาว่าจะหยิบเสื้อผ้ามาแต่งตัวเลยดีมั้ย แต่ไม่ทันเสียแล้ว เจ้าของบ้านถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามา “คือว่า—”

เขาจ้องผมตาค้างจนทำผมวางตัวไม่ถูก ผมไม่ได้เปลือยกายนะครับ! ทำไมต้องจ้องถึงขนาดนั้นด้วย!

“เอ่อ... ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จน่ะครับ”

“ฉันแค่จะบอกว่า... อาหารเย็นตอนหนึ่งทุ่ม แล้วจะมารับ... น่ะ”

คนพูดยังจ้องหน้าไม่วางตา ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความอายขึ้นมาจนได้ ถึงพยายามหลบอย่างไร แต่ถ้าอีกฝ่ายยังจ้องอยู่แบบนั้นก็...

“ครับ เข้าใจแล้วครับ”

รับคำแล้วก็ยังไม่ออกไปเสียที ถ้าเขายังยืนอยู่หน้าประตูแบบนั้นผมก็ไม่กล้าขยับ จะปลีกตัวไปแต่งตัวเสียก็ดูจะเสียมารยาท

“...คุณอัลเฟรด คือ... ผมจะแต่งตัวน่ะครับ”

เงียบ...

ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ผมนึกว่าเขาไม่ได้ยินจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “คุณอัลเฟรดครับ?”

“อ.. อ้อ มีอะไรอีกรึเปล่าคิคุ”

“ผมขอแต่งตัวหน่อยนะครับ” ผมเอ่ยเรียบๆ พอให้รู้ว่าต้องการให้อีกฝ่ายออกไปจากห้อง เว้นพื้นที่ส่วนตัวให้ผมบ้าง พอพูดเป็นครั้งที่สองเขาจึงตอบกลับ

“เอ้อ— อืม โทษทีที่รบกวนนะ”

ร่างสูงหันหลังกลับแล้วปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว ทิ้งความกดดันไม่รู้ที่มาให้กับผม

หัวใจยังเต้นตึกตักเมื่อถูกสายตาคู่นั้นจ้องมอง...

ทำไม... ทำไมกัน ในเมื่อผมไม่เคยคิดอะไรกับเขา สิ่งที่เขามอบให้ ความอ่อนโยนแสนอบอุ่นจากอ้อมแขนนั้นก็ไม่ใช่เพื่อผม... นั่นเป็นการทำตามหน้าที่และคำมั่นสัญญา

แค่ดูแลเท่านั้น... ไม่ใช่รัก

เมื่อไหร่หัวใจจะเลิกต่อต้านความจริงเสียที

ผมสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากหัว บอกตัวเองให้หยุดแล้วตั้งใจแต่งตัวแทน ทว่าก็ไม่สามารถห้ามให้หัวใจเต้นระรัวได้

พอเสียที... คุณอัลเฟรดก็เลิกล่วงเกินตามที่ผมขอร้องแล้วแท้ๆ ยังมีอะไรตะขิดตะขวงใจอีก

ผมเฝ้าก่นด่าตัวเองซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน

 

 

 

“คิคุ! ท่าทางแข็งแรงดีแล้วนี่ มานั่งเร็วเถอะ รอฉันจนหิวแล้วรึเปล่า”

คุณอาเธอร์ทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อเห็นหน้าผม พร้อมเชื้อเชิญให้นั่งก่อนหน้าเจ้าของบ้านเสียอีก ชายชาวอังกฤษยังคงมีอัธยาศัยดีเลิศ ทั้งยังคงความสุภาพอ่อนโยนอันเป็นเอกลักษณ์ของตนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ผมผงกศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อทักทาย “ไม่หรอกครับ คุณอาเธอร์เพิ่งเดินทางมาถึงคงจะเหนื่อย นั่งพักก่อนเถอะครับ”

เราพากันนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ท่าทางคุณอาเธอร์จะเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน เพราะว่ายังไม่ได้ถอดโค้ทตัวนอกออกเลยด้วยซ้ำ เขายิ้มให้ผม แต่ว่า... แทบจะไม่มองคุณอัลเฟรด

เราพูดคุยสัพเพเหระกันเล็กน้อย ก่อนอาหารเย็นจานใหญ่จะถูกยกออกมา สเต๊กเนื้อชิ้นโตพร้อมสลัดเครื่องเคียง ปริมาณหนักหนาเหมือนกัน กินอาหารตั้งเท่านี้นี่เอง ไม่แปลกที่คุณอัลเฟรดจะตัวโตถึงขนาดนี้

“เอ้า! กินกันเลย ไม่ต้องเกรงใจนะ มีไวน์ที่ฟรานซิสส่งมาเตรียมตบท้ายมื้อนี้ด้วย”

เจ้าบ้านประกาศ แม้จะด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าแววตาของเขาไม่ได้ยิ้มไปด้วย เขายังเจ็บปวดอยู่เสมอที่คุณอาเธอร์ไม่คิดจะใยดี

แต่ผมเองก็... ไม่รู้จะทำยังไงได้ นอกจากยิ้มบางให้ แล้วตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่พูดอะไรเกินความจำเป็น

“ตอนนี้ทุกอย่างกำลังดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น นายเองก็จัดการเอกสารสำคัญเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย อัลเฟรด”

เป็นครั้งแรกที่คุณอาเธอร์เอ่ยชื่อนั้นและหันไปพูดคุยด้วย

“เรียบร้อยเสร็จสมบูรณ์แน่นอน! ฝีมืออย่างฉันซะอย่าง!” คนตอบพูดทั้งๆ ที่ยังเคี้ยวเนื้ออยู่เต็มปาก แค่ฟังอย่างเดียวก็เหลือทน

“เคี้ยวให้หมดก่อนแล้วค่อยพูดสิ เจ้าเด็กมารยาททรามนี่!” ฝ่ายสุภาพบุรุษชาวอังกฤษทนไม่ได้ถึงกับคว้ากระดาษเช็ดปากมาป้องทันที เพราะว่าคุณอัลเฟรดยื่นหน้ามาใกล้ขนาดนั้นก็มีสิทธิ์ที่อาหารจะกระเด็นใส่หน้าคุณอาเธอร์ได้

เป็นภาพที่ทั้งน่าขัน... แล้วก็แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิด

ไม่เพียงเท่านั้น คุณอาเธอร์หยิบกระดาษเช็ดปากให้คนที่ไม่รู้มารยาทคนนั้นเสียด้วย

“มีมารยาทซะบ้าง เอาไปเลย โตขนาดนี้แล้วยังกินเลอะเทอะอยู่ได้”

“ไม่เห็นเป็นไรเลย นี่มันที่บ้านฉันนะ”

“ต่อหน้าแขก! มีมารยาทซะบ้าง เจ้าเด็กงี่เง่า!”

...สงสัยผมจะคิดแทนทั้งคู่มากเกินไปกระมัง เท่าที่ดูทั้งสองคนก็ยังพูดจาเล่นหัวกันสนุกสนานได้อย่างเดิม คุณอาเธอร์ทำหน้าหงุดหงิดแล้วก็บ่นไม่หยุด ในขณะที่คุณอัลเฟรดก็ยังยิ้มร่าหน้าตาย

บรรยากาศเหมือนเดิมกลับมาแล้ว... ผมควรจะวางใจ

“พรุ่งนี้นายก็ไม่ต้องทนอยู่บ้านเดียวกับเจ้าเด็กไร้มารยาทนี่แล้ว ฉันดีใจแทนนายจริงๆ เลยคิคุ”

ประโยคนั้นเป็นเหมือนสายฟ้าฟาดเข้ากลางวง รอยยิ้มหายวับไปจากใบหน้าของคุณอัลเฟรดทันที ในขณะที่ผมได้แต่อ้อมแอ้มพยักหน้าแกนๆ ไป

ถึงคุณอัลเฟรดจะไม่ค่อยรู้กาลเทศะเท่าไหร่ แต่เขาก็ใจดีแล้วก็เป็นห่วงเป็นใยคนอื่นนะครับ ส่วนดีก็มีอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าไม่น่าคบไปเสียหมด... คุณอาเธอร์ไม่น่าพูดอย่างนั้นเลย

“ไวน์เพิ่มมั้ยอาเธอร์ กับเนื้อวัวชั้นยอดก็ต้องเข้ากับไวน์แดงเนื้อเข้ม ถูกปากใช่มั้ยล่ะ”

เขาเปลี่ยนเรื่องโดยทำเป็นหูทวนลมกับคำต่อว่าเมื่อครู่ คนรับใช้รินไวน์แดงที่พร่องลงไปเยอะแล้วเพิ่มให้ตามคำสั่ง

“ก็เพราะว่าเป็นของฟรานซิสน่ะสิ อย่าพูดเอาความดีความชอบใส่ตัวเลย” บ่นอุบแล้วก็ยังรินไวน์เข้าปาก ดูท่าคงจะรสเลิศเสียจริงๆ กระมัง

“คิคุไม่ดื่มบ้างล่ะ ไวน์แดงช่วยเพิ่มรสชาติเนื้อวัวได้ดีเยี่ยมเลยนะ” คุณอัลเฟรดหันมาแนะนำ

ผมจดจ้องเครื่องดื่มสีทับทิมในแก้วใส ที่จริงไม่เสียหายอะไรที่จะดื่ม แต่ผมไม่คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่าไหร่นักจึงยกแก้วขึ้นจิบพอเป็นพิธี รสหวานหอมแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น เป็นไวน์ชั้นดีสมราคาคุย

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ ฉันยังมีไวน์พวกนี้อีกเยอะ ก็เก็บเอาไว้เวลาที่แขกคนสำคัญอย่างนายมาเยือนนั่นแหละ”

ผมวางแก้วลงไม่โอนเอนไปตามคำยุ “พรุ่งนี้เป็นการประชุมสำคัญ ผมไม่คิดว่าควรจะดื่มมากเกินไปน่ะครับ”

คนที่กำลังดื่มไวน์ต่างน้ำเพลินอยู่ถึงกับเกือบสำลัก “จริงด้วย! อัลเฟรด! รู้จักคิดหน้าคิดหลังซะบ้างสิ! ถ้าเกิดเมาค้างจนลุกไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง นี่นายคิดจะทำให้ฉันขายหน้ากลางวงประชุมเรอะ!”

“ใจเย็นๆ น่าอาเธอร์ ฉันไม่ได้จับนายกรอกจนเมาเสียหน่อย ใครล่ะที่ขอดื่มเองน่ะ” คนถูกว่าตอกกลับไปอย่างสบายๆ ทำเอาคนอายุมากกว่าเถียงกลับไม่ได้ จึงได้แต่เอาแต่ทำหน้าแดงหน้าดำอยู่คนเดียว

“ว่าแต่ ฉันนึกว่าโจรสลัดอย่างนายจะคอแข็งกว่านี้เสียอีก แค่ไวน์ไม่กี่แก้ว ไวน์เองนะ ไม่ใช่เหล้า ก็กลัวว่าจะเมาซะเรอะ”

สายตาใต้กรอบแว่นส่งแววเย้ยอย่างนึกสนุก พอยิ่งเห็นอีกฝ่ายเถียงไม่ออกก็ไล่ต้อนต่ออย่างสนุกสนาน ในขณะที่อีกฝ่ายถือคติว่าฆ่าได้หยามไม่ได้เสียด้วย แก้วไวน์ที่ถูกวางทิ้งไว้กลางคันเมื่อครู่ถูกยกขึ้นดื่มจนหมดเกลี้ยงทันที

“อย่ามาหยามกันนะ อัลเฟรด ฉันว่านายนั่นแหละจะเมาคนแรก แน่จริงมาดวลกันมั้ยล่ะ”

“ด้วยความยินดี” คนถูกท้ายิ้มกริ่ม แล้วจึงหันไปสั่งความกับคนรับใช้ ผมเห็นท่าทางไม่ค่อยจะดีซะแล้ว แต่ก่อนจะได้เอ่ยค้าน อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาก่อน “นายด้วยนะ คิคุ ร่วมโต๊ะเดียวกันแล้วก็ต้องดื่มด้วยกัน”

“คือ... ผมไม่—”

“ถ้าคิดว่าจะเมาแล้วก็หยุด จะให้เราดื่มกันแค่สองคนมันก็ยังไงๆ อยู่นะ อาเธอร์”

คนถูกถามความเห็นนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยตอบ “การประชุมพรุ่งนี้ก็มีตั้งบ่ายไม่ใช่เหรอ ต่อให้เมาค้างก็ยังมีเวลาเตรียมตัว ไม่ต้องกังวลหรอกคิคุ ถือว่าเป็นการฉลองล่วงหน้าให้นายไงล่ะ”

ช่างเป็นคนที่เปลี่ยนใจง่ายเสียจริง เมื่อครู่คุณยังต่อว่าเจ้าบ้านอยู่เลย ทีแบบนี้ล่ะเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย สงสัยไวน์นั่นจะรสดีจนอยากจะดื่มเยอะๆ เสียแล้วกระมัง เลยตามเลยก็แล้วกัน แค่ไวน์ไม่กี่แก้ว ผมน่ะไม่เมาหรอก แต่อีกสองคนน่ะสิ...

แก้วที่ห้า... ไม่สิ น่าจะเจ็ด จำนวนไวน์ก็น่าจะสี่ขวดได้ คุณอาเธอร์คิดแต่จะเอาชนะเลยไม่สนใจว่าจะดื่มไปมากเท่าไหร่ บทสนทนาก็มีแต่เรื่องราวของคนทั้งคู่ ไม่มีที่ให้ผมแทรก

น่าแปลกที่ผมไม่อยากจะสนใจว่าเขาคุยอะไรกัน ดื่มไปมากๆ เข้าไวน์แดงรสเข้มก็คุ้นลิ้น กลืนลงคอไปได้ไม่ต่างจากน้ำเปล่า

แบบนี้... ดีแล้ว

ทุกอย่างกำลังจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมโดยที่ผมไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่เฉยๆ...

คุณอาเธอร์หัวเราะ คุณอัลเฟรดก็หัวเราะ ขณะพูดจาถกเถียงกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง แม้ฤทธิ์แอลกอฮอล์จะมีส่วนช่วยบ้าง แต่ทั้งคู่ก็กำลังสนุกสนาน รอยยิ้มของทั้งสองคนตอนนี้ เป็นยิ้มที่ผมอยากให้มีประดับอยู่บนใบหน้าตลอดไป

ถ้าไม่มีผม พวกเขาก็จะยิ้มได้แบบนี้

“พอได้แล้วมั้งอาเธอร์ ฉันว่านายเมาแล้ว” คุณอัลเฟรดเป็นฝ่ายเอ่ยปรามก่อน โดยที่ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำไม่แพ้กัน

“คิดจะยอมแพ้ก็เลิกดื่มไปสิ อัลเฟรด แค่นี้จะไปเมาอะไร” คนทิฐิสูงไม่ยอมแพ้ และยังไม่ยอมปล่อยขวดไวน์ที่เพิ่งเปิดใหม่เป็นขวดที่ห้า

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ลุกไม่ขึ้นถึงเย็น...” เขาเตือนแล้วส่งสายตาของความช่วยเหลือมาที่ผม โธ่เอ๋ย คุณอัลเฟรดก็ยอมแพ้ไปสิครับจะได้หยุดดื่มกันทุกคน จริงๆ แล้วก็ไม่อยากยอมแพ้เสียเองนั่นแหละ ผมจึงแค่ยักไหล่ตอบ

“ใครจะลุกไม่ขึ้น! นายล่ะสิ อย่ามาตลกน่า”

ดูท่าเขาจะไม่ฟังใครเสียแล้ว คุณอัลเฟรดจึงยอมแพ้แล้ววางแก้วไวน์ลง “ยอมแพ้ก็ได้ ฉันไม่อยากเห็นนายดื่มจนอ้วกออกมาหรอกนะ เสียของ”

คนที่เมาที่สุดหัวเราะเอิ้กอ้าก ท่าทางเขาคงจะลืมไปแล้วว่ามีผมอยู่ในห้องด้วย ผมเพิ่งจะเคยเห็นสภาพคุณอาเธอร์ที่เมาไม่เป็นท่าขนาดนี้

ดวงตาสีฟ้าใต้กรอบแว่นคู่นั้นทอดมองภาพตรงหน้าอย่างขบขัน ทว่าด้วยสายตาอบอุ่นแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน... สะท้อนความสัมพันธ์อันลึกซึ้งยาวนาน เขารักคุณอาเธอร์มานาน... นานมากเหลือเกิน แม้แต่ตอนนี้ก็ยังรักอยู่

ไม่อาจมีใครเข้าไปแทรกแซงระหว่างทั้งสองคนได้

“เจ้าอัลเฟรดยอมแพ้แล้ว คิคุล่ะว่าไง” เป้าหมายหลักกลายเป็นเอาชนะเรื่องดื่มไวน์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ พอผมถูกทักเช่นนั้นจึงวางแก้วลงบ้าง

“ผมก็พอแล้วเหมือนกันครับ”

“อย่ามาออมมือให้ฉันนะ หน้านายยังไม่แดงเลยซักนิด ห้ามหยามกันแบบนี้นะได้ยินมั้ย!”

พอยอมลงให้ก็ไม่ยอมอีก คนคนนี้จะเอายังไงกันแน่นะ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นมุมที่แตกต่างออกไปของคุณอาเธอร์

“หัวมึนมาได้สักพักแล้วล่ะครับ ถ้าดื่มต่อจะต้องเดินไม่ไหวแน่เลย” ผมกล่าวปดออกไป ไวน์สิบแก้วก็ทำได้แค่ให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น อาการมึนงงยังไม่มีเลยสักนิด

“คิคุบอกว่าพอก็พอสิ ชนะสมใจแล้วนี่อาเธอร์ กลับห้องแล้วไปอาบน้ำดีกว่าน่า เดินทางมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนซะนะ” เจ้าบ้านไม่ว่าเปล่า ยังดึงแขนคนเมาให้ลุกขึ้นยืนตามอีกด้วย

“เฮ้ ฉันยังอยากจะอยู่คุยกับคิคุต่อนะ” เขาโวยวาย ผมอดจะอมยิ้มไม่ได้ ก็ในตอนนี้คุณอาเธอร์น่ะไม่เหลือคราบของสุภาพบุรุษผู้ดีอยู่เลย แต่มีหรือแรงของคนตัวเล็กกว่าแถมมึนเมาจะสู้แรงอีกคนได้ พอพยุงให้ลุกขึ้นได้สำเร็จคุณอัลเฟรดก็ดุนหลังให้เดินทันที

“ไว้คุยกันวันหลังน่า พรุ่งนี้เช้าก็ยังมีเวลา เอ้า เดินดีๆ สิ ตาลุงขี้เมานี่น้า”

“นายว่าใครลุง ไม่ต้องมารุ่มร่ามแบบนี้ ฉันเดินเองได้!” ร่างเล็กกว่าสะบัดแขนออก เขาก็ยังยืนอยู่ได้เอง ถึงจะโงนเงนอยู่บ้าง น่ากลัวว่าจะล้มไปกลางทาง ทว่าคุณอัลเฟรดก็ไม่ตามตื้อ

“ตามใจ ว่าแต่นายรู้เหรอว่าห้องไหน”

คนถูกพูดดักทางโมโหขึ้นมาอีก “ก็นำทางไปสิ! รับแขกไม่ได้เรื่องเลย!”

ผมนึกว่าคุณอัลเฟรดจะไปส่งด้วยตัวเอง แต่เขากลับสั่งคนรับใช้ให้พาแขกคนสำคัญไปส่งที่ห้องแทน ทันทีที่คุณอาเธอร์ออกไปจากห้อง เขาก็กลับมาหยิบแก้วไวน์ดื่มต่อ

“เอาคนแพ้ออกไปได้แล้ว มาดวลกันต่อเถอะ”

“คุณอัลเฟรดก็เมาแล้วนะครับ ผมว่าพอแค่นี้ดีกว่า”

หน้าแดงเสียขนาดนั้น ก็ดื้อดึงพอกันทั้งคู่นั่นแหละสองคนนี้

คุณอัลเฟรดส่งสายตาขุ่นเคืองมาให้ คงดื่มจนติดลมเลยไม่อยากจะเลิก ว่าแล้วก็ต่อรอง “อีกขวดเดียวก็แล้วกัน ไหนๆ เปิดมาแล้ว”

“...ผมคิดว่าคุณควรจะไปส่งคุณอาเธอร์” แล้วก็ควรจะอนุญาตให้ผมกลับห้องได้แล้ว... ความหมายเป็นนัยของประโยคนั้นคือ กรุณาอย่ายุ่งกับผม

“ถึงจะเอาแต่โต้เถียงกันเสียส่วนใหญ่ แต่พวกคุณสองคนก็รักกันดีนะครับ แสดงความเอาใจใส่ให้เห็นมากเสียหน่อย คุณอาเธอร์จะเข้าใจคุณครับ” ผมพยายามเอ่ยให้กำลังใจ ไม่ว่าอย่างไร ทั้งสองคนก็ตัดกันไม่ขาด และไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ หากหันหน้าเข้าหากันได้ก็คงจะดี

“คิดอย่างนั้นเหรอ ‘รักกันดี’? นายไม่เข้าใจหรอกว่าฉันรู้สึกยังไง”

ดวงตาสีฟ้าใต้กรอบแว่นแข็งกร้าวขึ้นด้วยโทสะที่ควบคุมไว้ไม่มิด แค่ถูกจ้องก็ขนลุกซู่ไปทั่วร่าง

“...ขอโทษครับที่ก้าวก่าย”

“ต่อจากพรุ่งนี้นายก็คงไม่ต้องนอบน้อมกับฉันแล้วสินะ อยากจะทำอะไรก็ทำได้แล้ว ยินดีล่วงหน้าด้วยก็แล้วกัน”

น้ำเสียงไม่ได้ยินดีด้วยเหมือนอย่างที่พูด ผมต้องหักห้ามใจไม่ให้แสดงความรู้สึกอะไรออกไป และก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่ายังไงด้วย

“ดีใจใช่มั้ย ดีใจล่ะสิ ทีนี้นายก็ไม่ต้องทนอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก ไม่ต้องรำคาญลูกตาเวลาเห็นคนมารยาทแย่อย่างฉัน”

คงเพราะฤทธิ์น้ำเมาด้วยอีกฝ่ายจึงได้ตัดพ้ออย่างน้อยใจเช่นนั้น

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ผมต้องขอบคุณที่คุณอัลเฟรดใส่ใจดูแลผมต่างหาก โดยเฉพาะตอนที่ล้มป่วย ถ้าหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณผมคงแย่แน่”

“แต่นั่นมันก็เพราะฉันทั้งหมด” เขายังไม่ยอมปล่อยขวดไวน์ที่ถือค้างไว้ แล้วยังตั้งท่ารินใส่แก้วอีก ผมจึงห้ามไว้

“พอเถอะครับ เรื่องมันแล้วไปแล้ว” ผมยึดทั้งแก้วทั้งขวดไวน์วางตั้งไว้บนโต๊ะ ก่อนจะถอยออกมาก้าวหนึ่ง “ผมขอตัวกลับห้องล่ะนะครับ”

ผมรอสักพักให้เขาตอบรับ วันนี้คุณอัลเฟรดดูเสียศูนย์อย่างไรชอบกล มีแค่เสียงอือออในลำคอเบาๆ

“งั้น... ผมไปนะครับ”

ทันทีที่หันหลังกลับ ท่อนแขนแข็งแกร่งก็โอบรอบลำคอ รัดแน่นจนเจ็บไม่อาจขยับเดินต่อได้

“อย่าไปนะ... ฉันต้องการนาย คิคุ นายเป็นคนที่ฉันอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุด อย่าไปไหนเลย อย่าอยู่ห่างจากฉัน ขอร้อง...”

ผมตัวแข็งไปแล้ว ถูกกระซิบข้างหูแบบนั้น... ใจหนึ่งก็ไม่อยากจากไป แต่อีกใจก็ต่อต้าน

ไม่ได้นะครับ...

“เรา... จะยังเป็นเพื่อนกันครับ คุณอัลเฟรด ปล่อยผม—”

“ฉันไม่ต้องการแค่ความเป็นเพื่อน! กับอาเธอร์ก็เหมือนกัน ฉันไม่ได้อยากเป็นแค่น้องชาย! ทำไมถึงตอบแทนความรู้สึกของฉันไม่ได้.... มันผิดงั้นเหรอ... ที่ฉันต้องการให้เราเป็นมากกว่านั้น”

เสียงตะโกนกู่ก้องนั้นออกมาจากความคับแค้นลึกสุดใจ

“นายจะให้ฉันทำยังไง... กับความรู้สึกนี้”

ร่างกายถูกบังคับให้ยืนนิ่งไว้จนแข็งเกร็ง รู้ทั้งรู้ว่าไม่อาจทำอะไรเพื่อคนคนนี้ได้

...อยากโอบกอดตอบ

...อยากจูบปลอบโยน

...อยากมอบทั้งร่างกายและหัวใจนี้ให้

...แต่ผมทำไม่ได้

ต่อให้ทำอย่างนั้นบาดแผลในใจของคุณอัลเฟรดก็ไม่มีทางหายไป ผมไม่อาจจะเติมเต็มช่องว่างกลวงโบ๋นั้นได้

มีเพียงคุณอาเธอร์... คุณอาเธอร์เท่านั้น

“คุณอัลเฟรดต้องเข้มแข็ง ต้องอดทนให้ได้นะครับ” ผมหันไปฝืนยิ้มให้ เขากำลังอ่อนแอ หวั่นไหวถึงที่สุด “เวลาที่วีรบุรุษพบความยากลำบากจนถึงจุดต่ำสุด เขาก็จะต้องยืนหยัดสู้ขึ้นได้ไม่ใช่หรือครับ”

ดวงตาสีฟ้าคู่สวยตรงหน้าไหวระริก และเป็นครั้งแรก... ที่ผมได้เห็นน้ำตาของเขา

ผมยื่นมือออกไป ปลายนิ้วแตะที่ผิวแก้มอีกฝ่ายอย่างกล้าๆ กลัวๆ

...ผมมีสิทธิ์จะทำแบบนี้มั้ยนะ? สิ่งที่ผมทำจะยิ่งทำให้เขาสับสนหรือเปล่า

หัวใจยังคงลังเล จึงได้แต่สัมผัสใบหน้านั้นโดยทีี่ไม่พูดอะไรสักคำ

“...อย่างน้อย คืนนี้... อยู่กับฉันได้มั้ย”

ผู้ขนานนามตัวเองว่าเป็นวีรบุรุษเอ่ยอ้อนวอน ผมไม่เคยเห็นเขาดูเปราะบางและอ่อนแอถึงเพียงนี้มาก่อน เหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่กลัวการอยู่คนเดียว

น้ำตาของเขาทำให้ผมใจอ่อน...

“ได้สิครับ... คุณอัลเฟรด”

ถือว่าเป็นครั้งสุดท้าย... ที่เราจะทำร้ายซึ่งกันและกัน

 

 

 

“ทำไมทำหน้าเหมือนคนอกหักแบบนั้นล่ะ ฮอนดะ”

คุณฟรานซิสทักขึ้น เขาคงเดินตามผมที่ปลีกตัวออกมาหลังการประชุมสิ้นสุดลงไปอย่างเรียบร้อย ถูกอย่างที่เขาว่า สีหน้าของผมคงไม่ได้ยินดีอย่างที่ควรจะเป็น ทว่าผมพยายามปรับสีหน้าให้ดูเรียบเฉยจนคนอื่นไม่คิดว่ามีเรื่องผิดปกติได้ตลอดงาน

ไม่คิดว่าชายชาวฝรั่งเศสคนนี้จะสายตาเฉียบแหลมนัก จะว่าไปเขาก็มีประสบการณ์มากโข ผ่านโลกมามากเหมือนกัน เพราะอย่างนั้นจึงได้มองปฏิกิริยาของผมออกกระมัง ทว่าผมก็เลือกที่จะเฉไฉ

“เป็นอย่างนั้นหรือครับ ไม่ใช่กระมัง คุณฟรานซิสคิดว่าใครจะหักอกผมกันล่ะ”

“ก่อนหน้านี้ก็มีอยู่คนเดียวที่ไปนั่งนอนอยู่บ้านนาย อยากจะให้ฉันเอ่ยชื่องั้นเหรอ แค่นี้นายก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เต็มทีแล้ว”

ผมหันหน้าออกไปนอกระเบียง คิดว่าตัวเองปิดบังสีหน้าได้ดีอยู่แล้วเชียว เจอคนพูดแบบนี้ใส่เข้าก็ทำให้ความมั่นใจสั่นคลอน

“แหม เห็นแบบนี้แล้วเหมือนพวกฉันไปทำให้คนรักแยกจากกันเลยนะ แย่จัง แย่จัง” เขาเอ่ยล้อเลียนต่อ

“คุณฟรานซิส เข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ผมไม่ได้รักใครทั้งนั้น” ผมปฏิเสธเสียงแข็ง

เขาไม่ได้โต้เถียงทันที แต่ก้าวเข้ามายืนอยู่ข้างๆ แทน “ผู้เชี่ยวชาญความรักอย่างฉันมองอะไรไม่เคยพลาด ตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกับเจ้านั่น สายตาที่เธอคอยมองคนที่อยู่ข้างๆ น่ะ มันแสดงออกหมดทุกอย่าง”

“...ผม... เปล่า”

ผมยังยืนกระต่ายขาเดียว รู้สึกตกใจไม่น้อยเหมือนกันที่ตัวเองแสดงท่าทีออกไปโดยไม่รู้ตัว

...ผมไม่ได้คิดอะไร ไม่มีอะไรระหว่างเราทั้งนั้น

ไม่เคยมีอะไร... และมันจบลงแล้ว

ฝ่ามือใหญ่ตบเข้าที่ไหล่แสดงความสนิทสนมเกินตัว เขาตบไหล่เบาๆ สองสามที ทำราวกับมองเรื่องทุกอย่างออกทะลุปรุโปร่ง “ไม่ประสีประสาเรื่องความรักเอาซะเลยนะ ไม่ต้องห่วงหรอก คนที่มองเรื่องนี้ออกเห็นจะมีแต่ฉันเท่านั้นแหละ” คนฝรั่งเศสจอมกะล่อนกล่าวทีเล่นทีจริง “ถ้ายังไงหลังจากนี้ฉันมีเวลาสอนให้นะ สนใจมั้ย”

คนอ้างตนว่ารู้ซึ้งเรื่องความรักเสนอ น่าจะเป็นการหยอกเย้าเล่นๆ เสียมากกว่า

“ไม่ดีกว่าครับ ให้คุณฟรานซิสเป็นผู้เชี่ยวชาญคนเดียวก็เกินพอแล้ว” ผมบอกปัดแล้วจ้องมองไปไปที่ทะเลเวิ้งว้างตรงหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรคือที่ของผม ที่ที่ควรจะกลับไปอยู่อย่างสันโดษเหมือนเมื่อก่อน

“ไม่โรแมนติกเลยนะ” เขาบ่นแล้วส่ายหน้า ทว่าก็พลิกลิ้นได้ง่ายดาย “แต่กลิ่นอายลึกลับซ่อนเร้นแห่งตะวันออกก็ช่างเป็นเสน่ห์อันล้ำเลิศ”

“คุณฟรานซิสก็พูดเกินไปครับ”

เขาไม่ตอบต่อคำถ่อมตัวนั่น ชายฝรั่งเศสยิ้มหวานก่อนจะส่งจูบให้แล้วจึงละออกไปให้ผมได้ใช้เวลาอยู่คนเดียวอีกครั้ง

ผมทอดสายตามองทะเลสีคราม พื้นผิวน้ำสะท้อนกับแสงแดดระยิบระยับเหมือนดวงดาวยามค่ำคืน แม้อยู่เพียงลำพังก็สามารถชื่นชมความงามของธรรมชาติได้

ท้องทะเล... สวยดีนะครับ

...คุณว่าอย่างนั้นมั้ย?
 

 

 

 

The End.

 

 

 

ที่เหลือ มีแถมอีกนิด มีให้ในรวมเล่ม ออกงานแคปซูลวันอาทิตย์ที่ 29 นะคะ (โฆษณา ฮ่าๆๆ)

น้องฝ้ายสงซายได้ไปอ่านคนแรกเลยขอบอก XD

 

หน้าปกเป็นแบบนี้ค่ะ จิ้มจึ้ก

เดี๋ยวใกล้ๆ งานคงไปอัพในบลอคเซอร์เคิลอีกทีว่าจะเอาอะไรไปบ้าง

 

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ จุ๊บๆ

 

/ไปเขียนเรื่องใหม่ต่อ อะฮั๊งงง

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หลังจากดิฉันสครีมจนน้ำลายแตกฟองไปหลายหน่วยแล้ว
ในที่สุดฟิคเรื่องนี้ก็มีวันนี้จนได้ (วันจบ) ถึงจะทั้งรักทั้งชังคุณอ้วนยังไง แต่ดิฉันก็อ่านได้จนจบ (ก๊ากกก)

เม้นท์สั้นไปนิด ดิฉันตาจะปิดแล้ว
ขอบคุณคุนกีที่แต่งฟิคสนุกๆให้อ่านนะคะ ก๊ากกกกกก

รอรวมเล่ม ของดิฉันเล่มนึงนะคะ โอววววว

#1 By Anlegy RO on 2009-03-21 23:35

อูววววว มันจบแล้ววววววว
ฟิคพิศาลอ้วนกระทำชำเรา ตอนสุดท้ายทำเรากี๊ซก๊าซมาก ฉากดวลเหล้า(เอ๊ะ..หรือไวน์)มันโมเอ้มากกกก ตาลุงขี้เมาเอ๊ย!!(x2) แอบกลัวคิคุซัง.. อา.. ดื่มไปสิบแก้วแล้วยังไม่มีอาการเลยเหรอคะ... sad smile
อ้วนมั้นนนน ถึงตอนสุดท้ายจะออกแนวนิ่งขรึม แต่จะจับปลาสองมือไม่ใช่เร้อออ ชัดเลยยย ชัดๆ เลยยยยย (3p โลดเลยค่ะ กร๊าซซซซ ...เอ๊ย =[]=")
คุณพี่โผล่มาอย่างก๊าวใจแล้วจากไป... อา.....

อุดหนุนค่ะะะะ แคปซูลไปอุดหนุนแน่นอนค่ะ โฮวกกกก

#2 By Tam-ichi / mhapia on 2009-03-22 00:22

จบแล้วววว!

ช่างเป็นสามเหลี่ยมรักคุดจริงๆ ตาอัลเฟรดก็..อย่าเลย อย่าบอกให้ฉันเลือกเลย (เพราะชั้นจะเอาทั้งคู่) อูยยยย ทำตัวแย่จังนะคะคุณฮีโร่ เห็นมั้ยโดนทิ้งทั้งคู่เลย 555+

คุณพี่ฝรั่งเศสที่ดูออกไปหมดซะทุกเรื่อง หวังเคลมเด็ก(?)อีกคนเหรอค้า~ เอ่อ..ถ้าคิคุซังซื่อๆอย่างคุณสเปนนี่คงไม่รอดมือคุณพี่แน่ (- -)

ชอบมุมมองคิคุซังของคุณกีจังเลยค่ะ อ่านแล้วแบบ..มันช่างหล่อ! (>w<) เป็นนายเอกที่น่ารักมากๆเลย

#3 By ★奈良★ on 2009-03-22 20:03

โฮกกก เมนท์ไม่ออกเพราะกรี๊ดกร๊าดไปกับเล่มจริงแล้ว ก๊ากกกกกก ขอบคุณมากนะคะ คราวหน้าต้องเป็น ฟรานซิสคิคุ
/me โดนกางเขนแห่งกรีซแทงพุงทะลุ ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกก

อาเธอร์เหมือนจะบาปแล้วล่ะ เพราะปล่อยให้อัลฟ์ทรมาน พาลไปหาคิคุ เจ็บหมดทุกคน (แต่จะโทษอาเธอร์คนเดียวก็ไม่ได้อีก...)

อย่างนี้ต้องขอภาคอาเธอร์เน้นๆค่ะ ก๊ากกกกกกกกกกกกกก ต้องให้พี่กีเขียนเท่านั้นถึงจะได้ใจ ก๊ากกกกกกก

#4 By songsage on 2009-03-22 23:56

T_____T

จบแล้ววววว ว

คุณพี่จะมาสอนอะไรคิคุหร๊อ 5555!!
คิคุดูเท่ไปเลย ตอนจบแมนมาก (?)
อย่างเศร้าใจไปใย กรีซซังรออยู่ ~

#5 By 〘NEO〙 on 2009-03-23 23:02

อา... จบแบบชีช้ำทั้งสามฝ่ายเลย T{}T เสียดายสุดๆๆๆๆไม่ได้ไปแคปซูล+ไม่ได้อ่านเรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้ค่ะ โฮฮฮ
อยากรู้ว่าแถมท้ายจะเป็นยังไง~

ส่วนตัวแล้วชอบการดำเนินเรื่องแบบแทรกวคามรู้สึกของคุณคิคุไปด้วยแบบนี้มากเลยค่ะ
เรียกว่ายังไงนะ? เอาคุณคิคุเป็นตัวดำเนินเรื่องจะถูกมั้ยคะ?
ได้เข้าใจความคิดความรู้สึกของคุณคิคุมากขึ้น แล้วก็
ได้เห็นความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายด้วย เอ๊ะ ยังไงยิ่งเม้นต์ยิ่งงง
(ตอนนี้จะหลับให้ได้แล้วค่า T[]T)

โอย แต่เสียดายจริงๆค่ะ นึกว่าคืนที่อัลฟ์เมามายจะได้ฉากจบแบบสวีทวี้ดวิ้วซะอีก
พลิกความคาดหมายสุดๆไปเลยค่ะ (ฮา)

ว่าแต่รวมเล่มจะยังมีอยู่อีกมั้ยคะ อยากได้มาเก็บไว้จัง เบย์นิจิจ๋า♥

ขอบคุณพี่กีสำหรับฟิคเบย์นิจิเรื่องนี้ค่ะ ^^
รักเบย์นิจิเข้าแล้ว อยากให้แต่งคู่นี้ต่ออ้ะ (ฮา)

#6 By purin•po♥([∂]ω[∂])~♪ on 2009-05-05 02:55