[Hetalia Fanfiction] Pistil (5)
posted on 03 Mar 2009 22:31 by keechan in Fictionลงๆ ไปเหอะเนอะ จะได้รีบจบรีบรวมเล่มรีบลงเรื่องใหม่ (มีอีก?)
อาเธอร์เรื่องนี้แมนเกินปกติ (ฮา) แต่หล่อดี กร๊ากกก แต่ยังไงก็เข็นไม่ขึ้นนนนน (เสะไม่ขึ้น??? กร๊ากก)
จะลงเอยสามพีหรือสามเส้าต่อไป เชิญฮ่ะ
Pistil (5)
(Sequel to Pollen)
Warning: ตบจูบ พิศาล น้ำเน่า จำเลยรัก สวรรค์เบี่ยง
Pairing: Alfred F. Jones x Honda Kiku
Arthur Kirkland x Honda Kiku
Alfred F. Jones x Arthur Kirkland
คู่หลักก็อันแรก หากไม่ชอบก็กรุณาหลีกเลี่ยงนะคะ
หิมะหยุดตกแล้ว แต่อากาศข้างนอกยังหนาวเย็น ผมจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปเดินข้างนอกห้อง การพับนกกระเรียนจึงกลายเป็นงานยามว่างที่ช่วยคลายเหงาได้เป็นอย่างดี
คุณอัลเฟรดทั้งแปลกใจและงุนงงในครั้งแรกที่ได้ยินผมร้องขอกระดาษ เขาไม่เข้าใจว่าทำแล้วจะได้อะไรเพราะผมไม่เคยบอกกล่าว ขณะนี้เขาก็กำลังมองผมพับนกกระเรียนตัวแรกด้วยดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็กๆ ไม่มีผิด
“เป็นความเชื่อโบร่ำโบราณของคนญี่ปุ่นน่ะครับ ถ้าหากว่าคนที่เจ็บป่วยพับนกกระเรียนได้ครบหนึ่งพันตัว เทพเจ้าจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนนานดังนกกระเรียนในตำนานเก่าแก่”
ผมพับกระดาษสีแดงในมือช้าๆ นกกระเรียนตัวแรกกางปีกอวดโฉม สีแดงเพลิงเฉกเช่นนกศักดิ์สิทธิ์ คุณอัลเฟรดประคองนกตัวน้อยอย่างทะนุถนอม คงเป็นของแปลกตาสำหรับเขา
“พับยากมั้ย”
“อยากจะลองพับดูหรือครับ”
“ไม่ได้เหรอ หรือต้องเป็นแค่นายพับคนเดียวความปรารถนาถึงจะสัมฤทธิ์ผล”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ยิ่งมีคนช่วยพับให้ครบหนึ่งพันตัวเร็วๆ ความหวังของผมก็คงจะเป็นจริงได้เร็วขึ้น” ผมยิ้มบางแล้วยื่นกระดาษแผ่นใหม่ให้ “แต่ต้องใจเย็นๆ นะครับ”
คนฟังพยักหน้าหงึกหงัก ตั้งอกตั้งใจพับตามเต็มที่ ถึงจะทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา แต่ผลงานที่ออกมาก็นับว่าใช้ได้ทีเดียวสำหรับครั้งแรก
จากหนึ่งตัว ก็กลายเป็นกระเรียนสามตัว พอวางรวมกันแล้วดูอบอุ่นดี เหมือนกับเป็นครอบครัวเดียวกัน
“ถ้าพับได้ครบพันตัวนายจะหายป่วยจริงๆ เหรอ”
“ตอบไม่ได้หรอกครับ ต้องลองดูถึงจะรู้”
“แต่กว่าจะถึงพันตัว... ก็ใช้เวลานานเหมือนกันนะ เมื่อกี้ฉันพับตัวนึงก็ใช้เวลาตั้ง... เกือบครึ่งชั่วโมง! แบบนี้กว่าจะถึงพันตัวไม่ปาไปครึ่งปีเหรอเนี่ย”
คนพูดคำนวนนับนิ้วไปด้วย พอคิดเวลาคร่าวๆ แล้วก็ทำหน้ายุ่งยากขึ้นมาทันที ท่าทางจะคิดเป็นจริงเป็นจังซะแล้ว
“เพิ่งเคยพับก็ใช้เวลามากหน่อยแบบนั้นแหละครับ ต่อไปพอคล่องมากขึ้นก็จะพับได้เร็วขึ้นเอง” ผมหยิบกระดาษขึ้นมาอีกแผ่น กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าวันนึงจะพับได้สักกี่ตัว “ค่อยๆ พับไปเรื่อยๆ ก็ได้ครับ ดีกว่าไม่มีอะไรทำ”
“เบื่อเหรอ”
“เป็นคนป่วยต้องอยู่บนเตียงทั้งวัน ก็เป็นธรรมดาล่ะครับ” ผมยอมรับว่าเบื่อบ้างเหมือนกัน ชีวิตที่อยู่แต่บนเตียงโรงพยาบาลแทบทั้งวัน คงจะใช้คำอื่นมาบรรยายไม่ได้ “แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว พออากาศดีกว่านี้คงจะออกไปเดินเล่นข้างนอกได้บ้าง”
“นั่นสินะ อีกไม่นานอากาศก็คงจะอุ่นขึ้น ใกล้ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วนี่” อีกฝ่ายพูดสนับสนุน ยิ่งได้ฟังแบบนั้นอยากให้ฤดูใบไม้ผลิมาถึงเร็วๆ คุณอัลเฟรดก็พูดเอาใจผมเกินไป ‘อีกไม่นาน’ น่ะ... มันอีกตั้งสามเดือนเชียวนะครับ
ผมก้มหน้าก้มตาพับนกกระเรียนต่อไป โดยที่ในใจยังครุ่นคิดว่าเมื่อไหร่ร่างกายจะแข็งแรงดี อาการป่วยบรรเทาลงมากแล้ว เพียงแค่ยังรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงซึ่งเป็นสาเหตุมาจากการที่ร่างกายเพิ่งพักฟื้นจากการล้างสารพิษ นอกจากนั้นก็จะหน้ามืดเวียนหัวได้ง่ายถ้าออกแรง แต่อยู่ในนี้ไม่มีอะไรให้ผมต้องใช้แรงอยู่แล้ว
ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าหน้าหนาวนั้นขมุกขมัวไม่สดใส พลอยพาให้จิตใจหดหู่ตามไปด้วย ความเศร้าสร้อยที่เกาะกินใจยังไม่มีวี่แววจะจางหายไป
“คิดอะไรอยู่น่ะ” คุณอัลเฟรดเอ่ยถามด้วยใบหน้าจริงจัง ดูท่าจะล่วงรู้ว่าผมยังคิดกังวลไม่หาย แต่ก่อนเคยเก็บซ่อนความรู้สึกได้แนบเนียนไม่มีใครรู้แท้ๆ ช่วงนี้กลับถูกจับผิดได้ง่ายเหลือเกิน
แต่ว่าผมก็ยังปากแข็ง “ไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ”
“อย่ามาโกหกนะ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ เลิกคิดเรื่องไม่สบายใจแล้วก็ฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวซะที”
ผมเงียบไม่ยอมพูด ...ก็เพราะใครกันล่ะที่เอาแต่ทำให้ผมสับสนอยู่เรื่อย
“...ขอโทษ ฉันบังคับนายอีกแล้ว ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร แต่ฉันเป็นห่วงนะ” ปุบปับอีกฝ่ายก็ยอมรับผิด ทั้งอารม์ร้อนและแปรปรวนง่ายแบบนี้ ผมจะรับมือคุณได้ยังไงไหว
“ผมแค่... คิดว่าเมื่อไหร่ฤดูใบไม้ผลิจะมาถึง” รู้สึกเศร้าหมองนักพอคิดว่าต่อให้ฤดูใบไม้ผลิมาถึง ผมก็ยังไม่หายป่วย
“แล้วทำไมถึงทำหน้าเศร้าแบบนี้” ฝ่ามือแข็งแกร่งประคองใบหน้าขึ้น บังคับให้ต้องสบดวงตาสีฟ้าคู่เดิม
จะตอบว่าไม่รู้เหมือนกันก็ไม่ได้... “อาจจะเป็นเพราะ... คิดถึงที่บ้านกระมังครับ” ให้คำตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งไม่เปิดเผยอารมณ์ หวังว่าผมจะทำได้แนบเนียนพอ
ใบหน้าของฝ่ายตรงข้ามขยับเคลื่อนเข้ามาใกล้ ผมรีบหลุบศีรษะลง ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร แต่... ไม่อยากให้แตะต้องไปมากกว่านี้ สุดท้ายริมฝีปากอุ่นก็ประทับลงเบาๆ บริเวณหน้าผาก
“มีฉันอยู่ข้างๆ ยังเหงาอีกเหรอ”
ผมส่ายหน้าปฏิเสธ ทำไมต้องรู้สึกเขินอายเสียเองด้วยนะ... แค่ถูกจูบที่หน้าผากเท่านั้นเอง แล้วคุณอัลเฟรดทำไปก็ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เขาแค่ปลอบผม... ไม่มีความรู้สึกพิเศษอะไรให้เกินเลย
อย่ารู้สึกยินดีไปมากกว่านี้เลย... ผมกุมหน้าอกตัวเอง กดหัวใจที่เต้นระทึกให้สงบลง
คนที่เขารักคือคุณอาเธอร์... ไม่ใช่ผม
กระนั้นแล้ว... วงแขนนี้ก็ยังโอบรอบกายหนา เพรียกหาไออุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ว่าที่ตรงนี้... ไม่ใช่ที่ของผม
นกกระเรียนกระดาษเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบัดนี้ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว มองจากด้านนอกก็เห็นหมู่กระเรียนเกาะอยู่ริมระเบียงห้อง หากนับดูก็จะได้ 369 ตัวพอดิบพอดี
ลมอุ่นเจือกลิ่นหอมของดอกไม้พัดผ่านผิวแก้ม ผมสูดกลิ่นใบหญ้าและไอธรรมชาติที่ไม่ได้สัมผัสมานานเข้าเต็มปอด รู้สึกปลอดโปร่งและโล่งสบาย สุขภาพที่ดีขึ้นเป็นลำดับทำให้คนที่อยู่ข้างๆ ยิ้มออก
“เห็นนายออกมาเดินได้แบบนี้ก็หายห่วงแล้วล่ะ”
ผมหันไปยิ้มตอบ “ขอบคุณที่สละเวลามาเยี่ยมนะครับ”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมออกมาเดินเล่น ทว่าครั้งนี้ผู้ที่มาเดินเคียงข้างนั้นเปลี่ยนคนไป น่าแปลกที่ห่างไกลกันแค่เท่านั้น ผมยังกระหวัดขึ้นไปเหลียวมองบนห้องเดิมที่คนคนนั้นนั่งรออยู่ แม้จะรู้ว่าเป็นการเสียมารยาทต่อคู่สนทนาอย่างร้ายแรง แต่ก็อดจะล่อกแล่กไม่ได้...
ที่คุณอาเธอร์จงใจชวนผมออกมาก็เพื่อให้พ้นสายตาคุณอัลเฟรด เขาแอบกระซิบบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่สำคัญมาก
“อัลเฟรดไม่มาแอบฟังหรอก ไม่ต้องคอยมองอยู่อย่างนั้นก็ได้”
“เอ้อ เปล่าครับ”
ไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้นเสียหน่อย... ก็แค่... ความรู้สึกที่ตัดไม่ขาด คุณอัลเฟรดคงใช้เวลาอยู่ข้างๆ มากเกินไป พอห่างกันออกไปจึงทำให้รู้สึกว่าเหมือนมีอะไรขาดหายไป
คุณอาเธอร์ไม่ใส่ใจกับคำปฏิเสธนั้น เขาดึงมือผมไปที่ม้านั่งยาวใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนที่ถูกจัดไว้สำหรับพักผ่อน ก่อนจะเข้าเรื่อง
“ฉันมีข่าวดีมาบอก” เจ้าตัวว่าแล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อ เมื่อคลี่ออกดูจึงพบว่านั่นเป็นเนื้อความที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมอีกครั้งหนึ่ง
“พอดีกับที่นายหายป่วยแล้วด้วย เราทุกคนได้ประชุมร่วมกันหลายครั้งแล้ว เห็นว่าควรจะให้โอกาสนายได้มีสิทธิ์ปกครองตัวเองอีกครั้ง แต่ไม่ได้ให้ฟรีๆ หรอกนะ มีเงื่อนไขตามมาอีกเป็นพรวนเลย”
คุณอาเธอร์พูดติดตลก เงื่อนไขที่เขียนเอาไว้มีมากมายอย่างที่ว่าก็จริง แต่เป็นการเรียกร้องที่สมเหตุสมผล และไม่ถึงกับว่าจะทำให้ไม่ได้ ผมกวาดตามองรายชื่อของคนที่เห็นด้วย... อีกนัยหนึ่ง คือคนที่พร้อมจะยกโทษให้ผม ล้วนแต่เป็นคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับคุณอาเธอร์ทั้งนั้น
ไม่มีชื่อของคุณอิวาน คุณเหยา และอิม ยงซู
ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่...
แต่ว่า... ไม่มีชื่อของคุณอัลเฟรด
“นี่เป็นแค่ร่างสัญญาเท่านั้น ถ้านายยอมตกลงทำตามเงื่อนไขที่เราเสนอให้ นายก็จะเป็นอิสระ คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าอะไรหลายๆ อย่างจะลงตัว พอถึงตอนนั้นนายก็คงหายป่วยพอดี”
“...คุณอัลเฟรดรู้เรื่องนี้หรือเปล่าครับ”
น้ำเสียงที่ร่าเริงเมื่อครู่เปลี่ยนไปทันที “ฉันจะบอกหมอนั่นเอง ไม่มีทางที่อัลเฟรดจะปฏิเสธ บอกตามตรงนะ ฉันเห็นสิ่งที่อัลเฟรดทำกับนายแล้วก็ไม่คิดจะมอบความไว้วางใจให้อีกต่อไป หมอนั่นหุนหันแล้วก็มุทะลุเกินกว่าจะรับผิดชอบเรื่องสำคัญแบบนี้ได้ เขาโหดร้ายกับนายเกินไป ฉันขอเลือกที่จะไว้ใจนายดีกว่า”
“คุณอาเธอร์...”
“เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะ นายจะมีฐานะเท่าเทียมพวกเราอีกครั้งหนึ่ง”
ไม่ใช่ว่าไม่พอใจ... แต่...
“ทำไมนายถึงดูไม่ดีใจเลยล่ะ”
สีหน้าของเขาสลดลงเมื่อเห็นผมเอาแต่งุดหน้าก้มมองกระดาษด้วยอาการเฉยเมย ผมได้เสียมารยาทไปเสียแล้ว
“ขอบคุณครับ ผม... ดีใจจนไม่รู้จะพูดว่ายังไง”
ผมแสร้งปั้นสีหน้ายิ้มแย้มตอบไป เป็นคำโกหกครึ่งหนึ่ง... ผมพูดอะไรไม่ออก ใจหนึ่งก็ยินดีที่จะได้รับอิสรภาพ จะได้ปกครองตัวเอง มีฐานะเท่าเทียมกันบนเวทีโลกอีกครั้งหนึ่ง แต่นั่นก็หมายความว่า... คุณอัลเฟรดไม่จำเป็นต้องมาคอยควบคุมดูแลอยู่ข้างๆ อีกต่อไปแล้ว
อดจะรู้สึกใจหายขึ้นมาไม่ได้... ทำไมกันนะ เป็นเรื่องที่ดีอย่างที่คุณอาเธอร์บอก แต่กลับไม่รู้สึกยินดีแม้แต่นิดเดียว
ผมยึดติดกับคุณอัลเฟรดคนนั้นมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่...?
ชายชาวอังกฤษประคองใบหน้าของผมให้เงยขึ้นมอง ดวงตาสีเขียวเป็นประกายสดใสสะท้อนกับแดดแวววับ “...จะให้โอกาสฉันอีกครั้งได้มั้ย อย่าหันหลังให้ฉัน อย่าทิ้งฉันไปอีก”
ผมเบิกตากว้าง เพิ่งจะนึกย้อนถึงอดีตที่ผ่านมานานแล้ว นี่เป็นครั้งที่สองที่สีหน้าจริงจังตรงหน้าปะปนไปด้วยความเขินอายเล็กๆ
“ฉันรักนายนะ คิคุ ฉันพยายามจะตัดใจตอนที่ถูกนายปฏิเสธ แต่ไม่ว่ายังไง... ก็ตัดใจไม่ลง ฉันรู้ตัวเองดีว่าฉันยังรักนายอยู่ จะเป็นไปได้มั้ย”
คำสารภาพรักที่ตรงไปตรงมา ในใจส่วนหนึ่งรู้สึกปลาบปลื้มยินดีที่ได้รับความรัก ทว่า... ผมไม่อาจสนองตอบได้
และเพราะว่า... คุณอัลเฟรดรักคุณ
“คุณอาเธอร์เป็นเพื่อนคนสำคัญของผมนะครับ”
ผมเอ่ยตอบไปโดยไม่ติดขัดสักนิด หัวใจก็ไม่หวั่นไหวกับคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อย... ดูเหมือนคุณอาเธอร์จะล่วงรู้ถึงความคิดของผม ดวงตาสีเขียวหรี่ลงเล็กน้อย
“งั้นเหรอ... ขอโทษนะที่ฉันพูดจาเอาแต่ใจ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อนายเลยแท้ๆ”
ผมจับมือเขามากุมไว้ คิดหาคำพูดที่จะแสดงความซาบซึ้งสุดหัวใจให้สื่อออกไปได้
“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ คุณให้ความเมตตาผมมามากแล้ว การที่มีคุณอาเธอร์เป็นมิตรอยู่เคียงข้างน่ะเปรียบเหมือนสมบัติล้ำค่าในชีวิตของผม”
“ขอบใจนะ คิคุ แค่ฉันเห็นนายยิ้มได้สดใสอย่างนี้ก็เบาใจแล้วล่ะ ถึงนายจะเห็นฉันเป็นแค่เพื่อน แต่จะช่วยจำไว้ได้มั้ยว่าฉันรักนาย ความรู้สึกนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
ปลายนิ้วอ่อนโยนแตะที่ผิวแก้ม ความคิดของผมชะงักไปชั่วครู่ ได้แต่ยืนนิ่งค้างไม่ขยับไปไหน จนกระทั่งคุณอาเธอร์เคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร ทว่าผมก็ผละออกมา
เมื่อใคร่ครวญดูแล้วที่ตัดสินใจทำคงจะถูกต้อง
“อย่าทำแบบนี้เลยครับ มันไม่เหมาะ”
ผมลุกถอยออกมาแล้วหันหลังให้ ในเมื่อคุณกับผมเป็นแค่เพื่อนกัน... อย่าทำให้เราใกล้ชิดกันไปมากกว่านี้เลย
“ฉันแค่จะทำอย่างที่เคยทำ... ไม่ได้เหรอ”
“คุณอาเธอร์... ทำแบบนี้กับเพื่อนที่สนิทด้วยทุกคนหรือครับ” ผมถามย้อนกลับไป เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“เปล่า... แต่ที่ทำก็เพราะนายเป็นเพื่อนคนพิเศษของฉัน”
ตรงนั้นแหละครับที่เป็นปัญหา... อย่าทำให้ผมเป็นคนพิเศษ อย่าเห็นว่าผมเป็นคนสำคัญของคุณเลยครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วคุณอัลเฟรดคงจะเจ็บปวดหัวใจนัก
“กรุณาให้ความสนิทสนมกับผมเหมือนอย่างเพื่อนปกติเถอะครับ”
“นายลำบากใจเหรอ ที่ผ่านมา”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ผมยินดีด้วยซ้ำ แต่ว่า...”
ยังไม่ทันคิดจะอ้างเหตุผลใดๆ เพิ่ม คุณอาเธอร์ก็โพล่งขึ้นมา
“อัลเฟรดใช่มั้ย หมอนั่นพูดอะไรกับนาย”
“ไม่ใช่นะครับ คุณอัลเฟรดไม่ได้ทำอะไร ผมแค่... เป็นห่วงความรู้สึกของเขาเท่านั้นเอง”
“ห่วง? เรื่องอะไรกัน มันเกี่ยวอะไรกับการที่ฉันจะสนิทกับนายตรงไหน”
คุณอาเธอร์ไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ หรือ เขาไม่รู้หรือว่าคุณอัลเฟรดคิดยังไงกับตัวเอง ผมก็ไม่กล้าบอก... นี่ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของคนทั้งคู่ ผมไม่ควรจะยุ่มย่ามเลยด้วยซ้ำ
ที่จริงแล้ว... ก็ไม่เกี่ยวหรอก แต่ผมไม่อยากเห็นสีหน้าระทมทุกข์ของคุณอัลเฟรดอีก
พอผมหาคำตอบให้ไม่ได้ คุณอาเธอร์ก็เดินเข้ามากุมไหล่ทั้งสองข้างไว้
“นายรักอัลเฟรดงั้นเหรอ”
คำถามนั้นราบเรียบ... ราบเรียบเกินไปจนให้ความรู้สึกกดดัน
“เรื่องแบบนั้น... จะเป็นไปได้ยังไงกันครับ”
ใบหน้าไม่ได้แดงซ่านเมื่อถูกถามเช่นนั้น เพราะรู้ตัวว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ กับคุณอัลเฟรดน่ะหรือ? เรียกว่าเกลียดคงจะใกล้เคียงกว่า แต่ก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเกลียด เฉกเช่นเดียวกับไม่อาจจะเอ่ยออกมาได้... ว่ารัก
ผมพยายามควบคุมไม่ให้ไหล่สั่น บังคับไม่ให้ริมฝีปากไหวระริก... หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ทันสังเกต
“คุณอัลเฟรด... รักคุณมากนะครับ”
“อะไรนะ?”
ไม่รู้ว่าอุทานขึ้นมาเพราะว่าไม่ได้ยินจริงๆ หรือว่าไม่อยากจะเชื่อกันแน่ เพราะว่าผมไม่เห็นสีหน้าของเขาจึงยิ่งเดาได้ยากมากขึ้นอีก แต่ว่าผมไม่อยากจะพูดซ้ำ
แค่นี้ในอกก็เจ็บแปลบ...
ผมรวบรวมความกล้าและหันไปพูดอีกครั้งหนึ่ง “คุณอัลเฟรดรักคุณนะครับ กรุณา... เชื่อใจเขา เป็นห่วงเขาให้มากกว่านี้ด้วยเถอะครับ”
“ไม่เอาน่าคิคุ ทำไมนายต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเจ้าเด็กนั่นด้วย” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน ราวกับว่าสิ่งที่ผมพูดไปนั้นเป็นเรื่องตลก ยิ่งทำให้ผมต้องพูดย้ำอีก
“แต่... แต่คุณสำคัญต่อเขามากจริงๆ นะครับ”
แววตาของคุณอาเธอร์เปลี่ยนไป เขาทอดมองผมด้วยสายตาแสนเศร้าสร้อย
“...ฉันเข้าใจดี รู้มานานแล้วด้วย ถึงหมอนั่นจะไม่เคยพูดตรงๆ แล้วก็ชอบเอาแต่เฉไฉ”
“งั้นคุณก็รู้... ความรู้สึกของคุณอัลเฟรด”
ฝ่ายตรงข้ามพยักหน้า “แต่ฉันไม่ได้รักอัลเฟรด ฉันไม่สามารถให้อภัยกับหลายๆ อย่างที่หมอนั่นทำได้ โดยเฉพาะเรื่องที่ลงมือทำร้ายนาย”
แต่... เขาทำไปก็เพราะว่ารักคุณ... ทุกสิ่งทุกอย่าง... เขาทำเพื่อคุณทั้งนั้น
“ได้ยินเต็มสองหูแล้วใช่มั้ย อัลเฟรด”
สายตาคู่นั้นมองผ่านผมไป เมื่อเหลียวหันกลับไปมองก็พบว่าคุณอัลเฟรดยืนอยู่ไม่ห่าง ใบหน้านั้นยิ่งคงนิ่งสงบ ทว่า... หากคิดว่าเขาได้ยินประโยคเมื่อครู่... หัวใจคงร้าวรานไม่มีชิ้นดี
“ฉันสั่งว่าให้รออยู่ในห้องเฉยๆ ไง นายนี่พูดไม่รู้ฟังเลยนะ”
คำตำหนิต่อว่าเป็นสิ่งแรกที่คุณอาเธอร์มักจะกล่าวเมื่อเจอหน้ากัน คิดถึงจิตใจของคุณอัลเฟรดแล้วมันช่างโหดร้าย เขาต้องอดทนมาโดยตลอด เพราะว่าเขารักคุณอาเธอร์... เหตุผลเดียวเท่านั้นเอง
ร่างสูงถือผ้าคลุมไหล่ติดมือมาด้วย เขาไม่โต้เถียงอะไร เพียงแต่คลี่ผ้าผืนนั้นออกคลุมให้ผม
“ข้างนอกลมแรง ถึงอากาศจะอุ่นแล้วก็เถอะ โดนลมมากๆ คิคุจะไม่สบายเอาได้”
เพียงแค่ชุดคนป่วยบางๆ ไม่อาจต้านลมได้มากนัก เขาคงสังเกตเห็นจึงได้หวังดีนำลงมาให้... “ขอบคุณครับ”
ไม่น่าจะต้องลงมาเจออะไรแย่ๆ แบบนี้เลย...
“คุยเสร็จรึยัง”
คุณอัลเฟรดไม่สะทกสะท้านกับคำพูดเมื่อครู่เลยสักนิด และดูเหมือนว่านั่นทำให้คุณอาเธอร์ไม่พอใจอย่างมาก ก็แน่อยู่หรอก ทำเหมือนไม่เห็นหัวกันแบบนั้น
“เสร็จแล้ว แต่ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนายต่อ เกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งคุยกับคิคุไปเมื่อกี้นั่นแหละ”
บรรยากาศน่าอึดอัดระหว่างทั้งคู่ยังไม่หายไป ผมไม่ชอบเอาเสียเลย... ไม่อยากให้ทั้งสองคนจะต้องผิดใจกันด้วย
ผมหันไปเผชิญหน้ากับคุณอาเธอร์ แล้วจึงกล่าวขอร้อง “ขอให้ผมเป็นคนบอกคุณอัลเฟรดเองเถอะครับ”
ผู้ได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษขมวดคิ้ว เขาไม่เห็นด้วย สำหรับคุณอาเธอร์แล้วนี่ถือเป็นหน้าที่ของเขา “คิคุ แต่ฉันคิดว่า—”
“ได้โปรดเถอะครับ”
เราสบตากัน ผมแน่ใจว่าตัวเองเข้มแข็งและแน่วแน่พอจะบอกเรื่องนั้นกับคุณอัลเฟรดได้ ถ้าหากว่าความคุ้มครองจากเขาต้องสิ้นสุดลง ผมอยากเป็นฝ่ายเอ่ยปฏิเสธเองเสียมากกว่า... ไม่ใช่ถูกบงการโดยใครคนอื่น
นี่เป็นหนทางที่ผมเลือกเอง
เจ้าของดวงตาสีเขียวถอนใจให้แก่ความเอาแต่ใจของผม ก่อนจะถามซ้ำ “นายแน่ใจนะ”
ผมผงกศีรษะ เขาเหลือบสายตามองคุณอัลเฟรดอยู่พักใหญ่ ตั้งใจจะประเมินความคิดของอีกฝ่ายเมื่อจะได้ยินข่าวนี้กระมัง
“ช่วยทำตามเรื่องที่คิคุจะพูดด้วย นั่นเป็นคำสั่งจากฉันและฟรานซิส”
คนเป็นเป้าหมายทำหน้ายุ่งยากขึ้นมา เขาคงสงสัยเต็มทีแล้วว่ามันคือเรื่องอะไรกันแน่...
“ถ้างั้นฉันคงไม่มีธุระอะไรแล้ว”
ไม่ทันจะได้บอกลา มือหนาก็คว้าไหล่เอาไว้ แค่สายตาดุดันนั่นก็หุบปากผมได้สนิท เป็นคำสั่งชัดเจนโดยไม่ต้องออกปากว่า ‘อย่ายุ่งกับอาเธอร์’
ขอโทษครับ... คุณอาเธอร์... คุณอัลเฟรด ถ้าพวกคุณไม่มายุ่งเกี่ยวกับผม อะไรๆ คงจะง่ายกว่านี้
“ขึ้นไปบนห้องก่อนมั้ย”
สัมผัสอบอุ่นห่วงใยยิ่งทำให้อยากจะร้องไห้นัก เมื่อครู่คุณยังทำสายตาละห้อยมองตามคุณอาเธอร์อยู่เลย... คุณรักเขา แต่ใจดีกับผมเพียงเพราะเป็นความรับผิดชอบ... เพียงแค่สงสาร...
“ขอนั่งพักตรงนี้สักครู่ดีกว่าครับ”
คุณอัลเฟรดไม่คาดคั้น เราทั้งคู่นั่งเคียงกันอยู่บนม้านั่ง ไม่ต่างอะไรกับ— อา... ผมนี่ช่างจินตนาการเพ้อฝันเสียจริง
ผมอิงซบกับหัวไหล่แข็งแกร่ง แค่มีคุณอัลเฟรดอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา แสงแดดที่ส่องลอดผ่านแมกไม้ก็เป็นประกายสวยงามนัก
ขออีกนิด... พ้นจากนี้ไปไม่กี่เดือน ต่อไปคงจะไม่ได้ทำแบบนี้อีกแล้ว
“อาเธอร์... บอกอะไรนายเหรอ”
...คุณอัลเฟรดคงจับได้ว่าต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองด้วย เป็นธรรมดาที่เขาต้องการรู้ ผมถูไถแก้มกับอีกฝ่ายโดยยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้น
“...เรื่องสำคัญ... เกี่ยวกับผมน่ะครับ”
“เกี่ยวกับฉันด้วยใช่มั้ย”
“ครับ...”
เอาเข้าจริง... ผมยังไม่อยากบอกเลย อยากให้เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันยืดออกไปอีกสักนิด ทว่านั่นคงเป็นการเอาแต่ใจตัวเองเกินไป ถ้าไม่บอกเสียตั้งแต่ตอนนี้... ผมคงไม่มีความกล้าพอจะบอก แต่สุดท้ายคุณอัลเฟรดก็ต้องรู้...
อิสรภาพ... ไม่เคยรู้มาก่อนว่าคำคำนี้จะทำให้รู้สึกเจ็บช้ำได้มากขนาดนี้
“คงเป็นข่าวดีสำหรับคุณอัลเฟรดด้วยครับ”
“งั้นเหรอ แล้วมันเป็นเรื่องอะไรกันล่ะ” เขาเร่งเร้า คนอย่างคุณอัลเฟรดน่ะอดทนรออะไรนานๆ ไม่ได้หรอก
ผมปั้นใบหน้าให้แย้มยิ้ม ตั้งใจจะบอกเขาด้วยความยินดีสุดแสน เรื่องตีสีหน้าปกปิดอารมณ์ความรู้สึก... ผมถนัดอยู่แล้ว
“คุณกำลังจะหมดภาระแล้วล่ะครับ ผมน่ะกำลังได้รับการยกโทษให้จากทุกคน พวกเขาจะให้โอกาสผมอีกครั้งหนึ่ง”
น่ายินดีที่สุดเลยใช่มั้ยครับ... ผมยิ้มอย่างมีความสุขเต็มใบหน้า การจะได้หลุดพ้นจากพันธนาการเป็นเรื่องที่น่าปรารถนาที่สุด
ปฏิกิริยาโต้ตอบไม่ได้หุนหันอย่างที่คาด คุณอัลเฟรดกลับยิ้มให้ด้วยซ้ำ ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังประดักประเดิดอยู่ในที
“ก็... ดีนี่ นายจะได้มีอิสระเสียที จากสายตาคนดูแลอย่างฉันความประพฤติของนายก็ไม่ได้แย่อะไรหรอกนะ”
เขาหัวเราะแปร่งๆ ตีความไม่ออกว่าคิดเห็นอย่างไรกันแน่ กระนั้นผมก็ยังพูดต่อ โดยที่ยังคงน้ำเสียงให้เป็นปกติเอาไว้ได้
“อีกไม่กี่เดือนการเตรียมการก็คงพร้อมครับ ทันทีที่ผมหายดีแล้วก็คงจะยอมรับสัญญานั่นอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็ไม่ต้องรบกวนคุณอัลเฟรดแล้วล่ะครับ”
นิ้วมือพันกับเส้นผมสั้นๆ ของผมไปมา ดวงตาสีฟ้าใต้กรอบแว่นกลอกไปมาเหมือนคนที่จิตใจว้าวุ่น
“ต่อจากนั้น นายก็ไม่ต้องทำตามคำสั่งของฉันแล้วสินะ”
“...เราจะกลับมาคุยกันได้เหมือนเดิมครับ ผมยังยินดีจะเจรจาด้วยเสมอ”
“ฉันจะบังคับนายไม่ได้แล้วใช่มั้ย”
เสียงทุ้มนั้นเย็นเยือกจนผมเสียววาบ เขาโน้มศีรษะลงมาซุกไซร้ที่ซอกคอ จุดสัมผัสวาบหวิวจนเผลอหลุดอุทาน
“อ๊ะ—! ...ย... อย่า”
“แต่ตอนนี้นายยังเป็นของฉัน อย่าลืมว่านายไม่มีสิทธิ์ห้าม... จนกว่าจะถึงวันที่นายเป็นอิสระ”
แววตาคมกริบนั่นข่มขู่ผมเสียจนตัวลีบ เขาอ่อนโยนกับผมมามากเกินไปจนตัวเองลืมไปแล้วว่ายังอยู่ในฐานะเชลย นึกขบขันตัวเองนักที่ฝันกลางวันไปเสียไกล
ก็แค่ผู้ปกครองที่เมตตาด้วยเท่านั้น... เขาจะให้ความสงสารเอ็นดูยังไงก็ได้ เหมือนๆ กันกับที่จะกดขี่ทรมานจนแทบขาดใจก็ย่อมได้เช่นกัน
“ขอโทษครับ...”
คุณอัลเฟรดยิ้มพอใจ คงตั้งใจจะเก็บเกี่ยวความสนุกสนานจากผมก่อนที่จะอำนาจอันชอบธรรมจะหลุดมือ อ้อมแขนที่กอดรัดแน่น รุนแรง... แทบจะทำกระดูกหัก ก่อนจะเคลื่อนริมฝีปากเข้ามาแนบชิด
ตั้งใจจะไม่ต่อต้านขัดขืน... แต่พอคิดถึงความรู้สึกที่แท้จริงของคุณอัลเฟรดแล้วผมก็ไม่อาจยอมได้จึงเบือนหนีจูบนั้น แน่นอนล่ะ... การกระทำของผมสร้างความขุ่นเคืองให้อีกฝ่ายมากนัก
“ขอร้องเถอะครับ”
...อย่าแตะต้องไปมากกว่านี้เลย ในเมื่อคุณไม่ได้รัก
“คิคุ นายเป็นของฉัน” เขาย้ำแต่ละคำอย่างชัดเจน ยิ่งฟังหัวใจก็ยิ่งปวดร้าว ผมต้องตกเป็นของคุณทั้งๆ ที่ไม่ได้เต็มใจ หัวใจถูกล้อเล่นจนสับสนไปหมด มาถึงตอนนี้... คุณจะโอบกอดผมเอาไว้อีกทำไม
“การโอบกอด... ควรจะทำกับคนที่คุณรักจากหัวใจเท่านั้นนะครับ คุณอัลเฟรด การจูบ... ใครสักคนก็เหมือนกัน” ยากลำบากเหลือเกินที่จะข่มความเขินอายและความอัดอั้นตันใจพูดออกไป “คุณรักคุณอาเธอร์... ไม่ควรทำแบบนี้กับผม”
น้ำตาอุ่นๆ เริ่มคลอหน่วยขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตกใจที่จู่ๆ ถูกรุกราน หรือเพราะว่าความเจ็บร้าวในหัวใจกันแน่
แทนที่ฝ่ายตรงข้ามจะยอมปล่อย เขากลับตรึงร่างผมไว้ บดเบียดริมฝีปากรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมขัดขืนโดยสัญชาตญาณ ทว่าต่อต้านได้ไม่นานเรี่ยวแรงอันน้อยนิดก็หดหายไปสิ้น กลีบปากที่เม้มปิดสนิทถูกลิ้นอุ่นดุนดันให้เผยอออก เรียวลิ้นรุกเข้ามาหยอกเย้าภายในโพรงปากจนทั้งร่างแทบละลาย
กับแค่จูบ...
ผมเอนกายลง... ยอมจำนนต่อรสจุมพิตที่เมามายยิ่งกว่าสาเกเลิศรส ทอดตัวลงในอ้อมกอดอบอุ่น...
“จูบของฉัน มีไว้ให้คนที่รักเท่านั้น”
พอเขาถอนริมฝีปากออก... ผมก็จ้องมองด้วยสายตางุนงงเหลือประมาณ
“...แต่คุณบอกว่ารักคุณอาเธอร์”
“ใช่ ฉันเคยรักอาเธอร์จริง แต่คิดว่าถึงเวลาที่ควรจะตัดใจได้แล้ว ในเมื่อหมอนั่นไม่มีทางให้อภัยฉัน” ปลายนิ้วแตะสัมผัสที่หน้าผากเบาๆ ขณะนั้นเองหัวใจก็เต้นระรัว “ฉันไม่อยากเสียนายไป ฉันรักนาย”
“คุณอัลเฟรด...”
คำสารภาพรักพร้อมแววตาหวานซึ้ง ถ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ผมคงเขินอายจนตัวม้วน
บอกว่ารักผม... แล้วสายตาที่คุณมองคุณอาเธอร์เมื่อครู่นั่นมันอะไรกัน...?
ผมตั้งใจจะลุกหนี เพราะถ้ายังถูกกอดเอาไว้แบบนี้ ไม่ว่ายังไงคงจะต้องถูกทำอะไรอีกแน่ “กรุณาปล่อยผมก่อนเถอะครับ”
“ไม่ปล่อย จนกว่านายจะตอบรับฉัน”
พูดดึงดันเสียขนาดนั้นจะหลุดออกไปจากอ้อมแขนนี้ได้อย่างไร ผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกไป แต่ว่าไม่ว่ายังไงก็ไม่อาจยอมรับได้เด็ดขาด จะทำยังไงดี... ในเมื่อผมไม่มีสิทธิ์ห้ามเขา
“คุณอัลเฟรดกำลังสับสนนะครับ คุณรักคุณอาเธอร์ไม่ใช่หรือ ทำแบบนี้กับผม... มันไม่ดีนะครับ” มันเจ็บปวดมากนะครับ... ที่ถูกคุณรุกเร้าด้วยความเข้าใจผิด “คุณแค่เห็นใจและสงสารผมเท่านั้นเอง เป็นเพราะว่าเราอยู่ใกล้ชิดกัน คุณก็เลย—”
“หยุดพูดอย่างนั้นนะ คิคุ! ฉันไม่ได้สงสารนาย! อย่าทำเหมือนกับว่านายรู้ดีไปหน่อยเลย!”
อีกฝ่ายตะคอกเสียงดัง ผมตกใจจนพูดไม่ออก เขาดูโกรธมาก แล้วริมฝีปากก็ถูกช่วงชิงไปอีก
“ฉันจะจูบนาย จะทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่านายจะเชื่อว่าฉันรักนาย”
“อย่า—! อื้อ—! ย.. หยุดเถอะครับ คุณอัล— ปล่อยผม!!!” ผมไม่ได้เสียเวลาคิดอะไรอื่นแล้ว สิ้นประโยคนั้นผมก็ดิ้นรนขัดขืนเต็มแรง หากจะถูกสัมผัสด้วยเหตุผลแบบนั้น... ผมทนไม่ได้
คุณไม่ได้รักผม... ไม่ได้รักผมหรอก
และผมก็ไม่ได้รักเขา ไม่ได้รักหรอก ผู้ชายที่ไร้เหตุผลเอาแต่ตัวเองเป็นใหญ่ คิดอยากจะทำอะไรก็ทำ ที่ผ่านมา... ผมก็แค่เหงาและต้องการให้ใครสักคนคอยดูแลอยู่ข้างๆ เท่านั้น
ไม่รู้ว่าผมออกแรงยังไงถึงผลักอีกฝ่ายเสียกระเด็น คงเป็นแรงฮึดยามคับขันเหมือนตอนคนเจอไฟไหม้กระมัง รู้ตัวอีกทีผมก็วิ่งหนีออกมาไกลแล้ว น้ำตายังไหลออกมาไม่หยุด ผมรีบปาดน้ำตาทิ้งไปซะ ยังไงตอนนี้ก็อยู่ในโรงพยาบาล คนอื่นๆ เห็นเข้าจะแปลกใจและเป็นที่น่าอายเสียเปล่าๆ
หนีมาโดยที่ไม่ได้คิดอะไรเลย... ถ้าถูกเจอคุณอัลเฟรดจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟมั้ยนะ ก็ผมต่อต้านเขาเสียขนาดนั้น ทั้งๆ ที่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องทำตามคำสั่งแท้ๆ
แต่จะหนีไปไหนได้... เหมือนคนจนตรอก เป็นลูกไก่ในกำมือ ขึ้นอยู่กับเขาเพียงคนเดียว จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ยังน่าสมเพชไม่เปลี่ยน...
บ้าจริงๆ... ผมไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเองเลย ให้คุณอาเธอร์เป็นคนบอกเสียเองเรื่องราวอาจจะไม่ยุ่งยากขนาดนี้ก็ได้
เวลาที่อยู่ใกล้ๆ... ทำไมหัวใจจะต้องสั่นด้วย บอกตัวเองว่าให้หยุด... ให้เลิกเสียที แต่ก็ไร้ผล
ผมควรจะยืนอยู่ที่ตรงไหน...
คุณอัลเฟรดรักคุณอาเธอร์ออกปานนั้น ไม่มีช่องว่างให้ผมหรอก การถูกบอกรักเพราะความสงสาร... ช่างเจ็บปวดเหลือเกิน
“คิคุ”
เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมข้อมือที่ถูกจับกุมไว้แน่น เดินเรื่อยเปื่อยอยู่ได้ไม่เท่าไหร่คุณอัลเฟรดก็ตามตัวเจอจนได้ ผมพยายามเว้นระยะห่าง ต่อให้รู้ว่ามันอาจไม่มีประโยชน์
“...ฉันขอโทษ ที่บังคับนาย”
คุณอัลเฟรดยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาให้ ผมบอกย้ำกับตัวเองว่าไม่ให้ดีใจกับสัมผัสนั่น...
“ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว ถ้านายไม่เต็มใจ”
...เชื่อไม่ได้... ผมเชื่อไม่ลงอีกแล้ว คำพูดของคุณ
“แต่ฉันรักนาย ไม่ได้แค่เห็นใจหรือสงสาร เชื่อฉันเถอะนะ”
ผมหลบตา ไม่ยอมตอบคำ เพราะว่าไม่ได้รับอนุญาตให้เอ่ยปฏิเสธ ผมก็ขอเงียบไว้ดีกว่า
ถ้ายอมรับ ก็เท่ากับหลอกตัวเอง เพราะที่จริงแล้วคุณไม่ได้รักผมเลย จะให้ผมตกปากรับคำเชื่อเพียงเพื่อความปรีดาชั่ววูบ... ไม่คุ้มกันหรอกครับ
มือที่กุมไว้ผ่อนแรงลง คุณอัลเฟรดประคองไหล่เอาไว้ คงพอจะรู้ว่าผมไม่มีอารมณ์จะพูดอะไรตอนนี้ “...กลับไปที่ห้องกันเถอะ”
อย่าตกหลุมพรางเด็ดขาด... อีกครั้งที่ความ ‘ไม่ได้ตั้งใจ’ ของคุณอัลเฟรดกำลังทำร้ายผมช้าๆ เขาอาจจะรู้ตัว... หรือไม่รู้ตัวก็ได้ว่าไม่อาจตัดรักจากคุณอาเธอร์ได้ง่ายๆ ทั้งสายตาท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่าคุณรักเขา
เขาจะเห็นผมเป็นอะไรก็ได้.... แต่ผมไม่มีทางเต้นไปตามความรู้สึกของเขาอย่างแน่นอน
นกกระเรียนกระดาษทั้งหมดถูกเก็บกลับมาไว้ที่บ้านด้วย มาถึงตอนนี้แล้วก็รวมทั้งหมดได้ห้าร้อยตัวพอดิบพอดี ถึงแม้สุขภาพจะแข็งแรงดีแล้ว แต่พอมีเวลาว่างทีไรผมก็มักจะหันมาพับนกกระเรียนเพิ่มเสมอ ก็ได้ถึงครึ่งทางแล้วทั้งที ถ้าพับได้ถึงพันตัวก็คงจะวิเศษไปเลย
คุณอัลเฟรดก็ยังนั่งๆ นอนๆ อยู่ในบ้านด้วย นับแต่เหตุการณ์วันนั้นเขาก็ไม่เคยล่วงเกินผมอีก ทว่าก็คอยพูดแต่คำบอกรักหวานเลี่ยน สำหรับคนฟังอย่างผม มันดูจงใจเกินไป เสแสร้งเกินไปที่จะเคลิบเคลิ้มไปกับคำหวานพวกนั้น เขาพยายามเอาอกเอาใจผมตลอดเวลาเพื่อจะได้ความเชื่อใจและความรักกลับคืน ทำตัวเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโตไม่มีผิด
ก็ยังดี... ที่เขามีความอดทนพอและรักษาคำพูด ถึงจะมีสิทธิ์แต่ก็เลือกที่จะไม่ออกคำสั่งกับผมอีก เพราะถ้าหากเขายังแตะต้องอย่างหยาบโลน... ผมคงทนไม่ได้และอาจจะเสียสติไปซะก่อนก็ได้
แค่ต้องรอเวลาเท่านั้น... พออยู่ห่างกันไป คุณอัลเฟรดก็คงจะลืมเลือนไปเอง เขาจะรู้ในที่สุดว่าที่แท้จริงไม่เคยคิดอะไรกับผมเป็นพิเศษ
ผมมักจะใช้เวลาในแต่ละวันศึกษาระบบการศึกษาตามแบบประเทศของคุณอัลเฟรด เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกันได้ผลดี จะมีบ้างบางครั้งที่ผมเอ่ยถามเรื่องที่ไม่เข้าใจ แต่บทสนทนาก็ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง
...ยกเว้นในวันนี้
แทนที่เขาจะนั่งอยู่ตรงกันข้าม หรือทำอะไรอย่างอื่นอยู่ห่างๆ วันนี้กลับขยับเข้ามาใกล้เกินควร เพียงแค่ผมลงนั่งเปิดตำรา ยังไม่ทันจะเริ่มอ่านต่อเลยด้วยซ้ำ
ผมกระเถิบหนีแล้วส่งสายตาห้ามปราม หวังว่าเขาจะเห็นใจบ้าง เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ควรทำแบบนี้ ดูท่าว่าวันนี้ความอดทนของคุณอัลเฟรดคงจะสิ้นสุดลงแล้วกระมัง มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่เอว ก่อนจะดึงทั้งร่างที่ขยับหนีให้เข้ามาแนบชิด จมูกโด่งซุกไซ้ลำคอจนรู้สึกจั้กจี้
“หอมจัง... เพิ่งอาบน้ำมาใช่มั้ย”
ก็รู้กิจวัตรประจำวันของผมดีไม่ใช่หรือครับ หมดงานช่วงเช้าก่อนที่ผมจะมานั่งอ่านตำรานี่ก็ต้องอาบน้ำก่อนหนึ่งรอบ รู้อยู่แล้วยังจะถามอะไรอีก สบู่ที่ใช้ก็กลิ่นเดียวกันกับที่คุณใช้อาบนั่นแหละ
“ผมอ่านหนังสือไม่ได้นะครับ ช่วยกรุณาถอยออกไปได้มั้ยครับ ผมขอร้อง”
“ยังมีเวลาอ่านอีกตั้งเยอะ ให้ฉันกอดก่อนน่า”
จนปัญญาจะเถียง... ผมไม่อาจจะขัดความต้องการของผู้ปกครองได้ จึงได้แต่นั่งนิ่งให้เขาโอบเอวอยู่อย่างนั้น ต้องใช้ความอดทนมากเหลือเกิน... กับการจะไม่ใจเต้นเมื่อลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดลำคอ บังคับไม่ให้สีหน้าแดงขึ้นมา
“คิคุ... ไม่ชอบให้ฉันทำแบบนี้เหรอ”
ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบ ก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้แก้เหงานี่ครับ ใครจะชอบกัน... คุณไม่เคยมองผม คุณแค่ใช้ผม... แทนใครบางคนที่ต้องการโอบกอดไว้เท่านั้นเอง
“แต่ฉันรักคิคุนะ มันเป็นเรื่องที่แย่มากเลยเหรอ”
สุ้มเสียงนั้นฟังน่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก... แต่ผมจะใจอ่อนไม่ได้เป็นอันขาด
คุณไม่ได้รักผม
ไม่ได้รัก...
ไม่ได้รัก...
การที่คุณพร่ำเพ้อถึงความรักทั้งๆ ที่ไม่รู้หัวใจตัวเองนั่นแหละ แย่มาก
และคุณก็คงไม่รู้... ว่ามันทำร้ายผมมากเพียงใด
หยุดเถอะครับ คุณอัลเฟรด
เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าจะปกปิดความหวั่นไหวของตัวไปได้อีกนานเท่าไหร่...
มือของเขาเลื่อนลงแตะที่ข้อเท้า ทั้งๆ ที่ผมนั่งคุกเข่าหุบขามิดชิดอยู่แท้ๆ ปลายนิ้วซุกซุนก็ล้วงผ่านผิวผ้าเข้ามาจนเกือบถึงหัวเข่า ลูบไล้ไปมาจนทั่วร่างสั่นสะท้าน ผมเม้มริมฝีปากแน่น ในขณะที่โอบิถูกคลายออก ร่างสูงกดทับลงมาบังคับให้ต้องนอนทอดกายอย่างไร้ทางสู้ ริมฝีปากของอีกฝ่ายแนบลงบนแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงหนักหน่วง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตื่นเต้น... หรือว่าหวาดกลัวกันแน่
หยดน้ำไหลลงจากหางตา ไม่อาจระงับอารมณ์เอาไว้ได้เมื่อมองเห็นดวงตาสีฟ้าใต้กรอบแว่นนั่น เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน... และกำลังหลงทาง
คุณจะกอดผมด้วยความรู้สึกเพียงเท่านั้น...
เขาชะงักไปเมื่อเห็นผมร้องไห้ ฝ่ามือเข้าประคองที่แก้ม แววตาคู่นั้นบ่งบอกถึงความเจ็บช้ำในหัวใจอย่างสุดซึ้ง
“รังเกียจฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
“นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณควรทำ... กับผม... ครับ”
“แต่ฉันรักนาย”
เลิกพูดคำว่ารักเสียที... เลิกต้อนให้ผมจนมุมด้วยคำว่ารักจอมปลอมของคุณ
ในอกปวดแปลบเมื่อได้ยินคำคำนั้นออกจากปากของคุณอัลเฟรด ผมหลบสายคู่นั้นที่จ้องมองมาอย่างคาดคั้น บังคับให้ผมพูดคำว่ารักตอบ
“รักมากกว่าคุณอาเธอร์หรือครับ”
อีกฝ่ายหน้าชาราวกับถูกตบหนักๆ เข้าหลายฉาด เพียงแค่คำถามแทงใจดำคำถามเดียว บ้าจริงๆ เลยนะครับ... ทำไมคุณถึงได้เป็นคนที่งี่เง่าขนาดนี้ รักเขาจนตัดไม่ขาดแบบนี้น่ะ ใช้คนอื่นทดแทนกันไม่ได้หรอก
“สักวันฉันจะลืมเขา... ฉันจะรักนายได้มากกว่าที่รักอาเธอร์แน่”
...เห็นแก่ตัวที่สุด... พูดจาเอาแต่ได้ ไม่มีเหตุผล คำด่าแบบไหนอีกที่จะเหมาะกับคุณนะ ถ้าทำได้ผมอยากจะตบสั่งสอนสักทีสองทีด้วยซ้ำ
และก็อยากจะตบหน้าตัวเองที่เกิดดีใจขึ้นมาชั่ววูบด้วย กดลงไปเถอะ... ความรู้สึกปลาบปลื้มนั่น มันเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ไม่มีทางเป็นจริง เลิกหลงเชื่อคำหวานพวกนั้นเถอะ อย่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้
หากเอ่ยค้านออกไปดื้อๆ ก็คงจะถูกต่อว่าอีก ดังนั้น... ดังนั้น ผมจะไม่ยอมรับเด็ดขาด
“แต่ผมไม่ได้รักคุณ”
ราวกับถูกบีบหัวใจ... พอเค้นเสียงสั่นๆ พูดออกไปได้ก็รู้สึกแน่นหน้าอกจนอึดอัด
อีกฝ่ายรับฟังด้วยความสำนึกผิด “ฉันรู้ว่านายคงจะไม่ยกโทษให้ฉันง่ายๆ ฉันผิดไปแล้วที่ทำร้ายนายอย่างแสนสาหัส”
นิ้วมือลูบแตะที่ริมฝีปากที่เอ่ยปัดความรักของเขา คุณอัลเฟรดเปิดเผยความรู้สึกในใจตนอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
“แต่จากจุดนั้น ฉันถึงได้เห็นตัวตนที่แจริงของนาย เห็นความเข้มแข็งและความหยิ่งทะนงที่ไม่จางหายไปแม้จะถูกเหยียบย่ำ หรือแม้กระทั่งยามที่อ่อนแรง แล้วก็ความอ่อนหวานปราณีตที่เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ ฉันพูดเองแบบนี้คงฟังดูแปลกๆ แต่ถ้า... ฉันรู้จักนายดีพอ ฉันคงไม่ลงมือทำร้ายนายด้วยอาวุธที่ร้ายกาจ... มากขนาดนั้น ไม่อย่างแน่นอน”
ยิ่งได้ฟังคำอธิบายแบบนั้นก็ยิ่งรู้สึกปวดร้าวเหมือนถูกกลั่นแกล้ง อย่าโน้มน้าวไปมากกว่านี้... ผมไม่อยากได้ยิน
“อย่าทำเฉยชากับฉันได้มั้ย คิคุ”
แววตาของผมคงจะว่างเปล่า ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกอะไร... แต่ผมพยายามสุดชีวิตที่จะปิดบังเอาไว้ โชคดีที่เขาดูไม่ออก... จึงขอร้องอย่างคนหมดสิ้นหนทางอย่างคนที่ต้องการความรักเพื่อเยียวยาหัวใจที่ว้าเหว่ แต่ไม่ใช่จากผม... คุณไม่ได้ต้องการความรักจากผมหรอกครับ
“แล้วคุณต้องการให้ผมทำยังไงล่ะครับ” จะให้ทอดกาย อ้าขาให้คุณครอบครองร่างกายโดยที่รู้ว่ามันไม่ใช่ความรักเฉกเช่นโสเภณีงั้นหรือ
“รักฉัน... ยิ้มให้ฉันอย่างมีความสุขได้มั้ย”
“ขอโทษครับ ผมทำให้ไม่ได้”
ใบหน้าที่โน้มลงมาชะงัก คุณอัลเฟรดยกหลังมือแตะที่แก้มเบาๆ แทน
...ไม่มีประโยชน์หรอกครับ
“ทำยังไงนายถึงจะยกโทษให้ฉัน”
“ถึงผมจะยกโทษให้คุณ... ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะรักคุณได้”
“แล้วทำยังไงนายถึง—” เขาหยุดคำถามนั้นไว้ ขณะนี้คุณอัลเฟรดเป็นเพียงผู้ชายที่น่าสงสาร ไม่เคยได้รับความรักตอบแทน วงแขนกว้างตวัดโอบรอบกาย แต่ไม่ใช่ด้วยความปรารถนาลึกซึ้ง...
เหมือนเป็นแค่... เด็กขี้เหงาที่อยากเรียกร้องความสนใจ เด็กที่อยากให้ใครสักคนกอดไว้เพื่อคลายความว้าเหว่
“ช่วย... อยู่แบบนี้ไปอีกสักพักนะ”
เป็นครั้งแรกที่ได้ยินน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความปวดร้าวที่ยากจะบรรยาย พาให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ... ผมยกแขนขึ้นช้าๆ โอบแผ่นหลังกว้าง
“ไม่เป็นไรนะครับ... คุณอัลเฟรด”
ผมอยู่ตรงนี้... อยู่กับคุณ ต่อให้เป็นหลังจากนี้... ผมก็จะไม่ลืมคุณในฐานะเพื่อน ผมจะหยุดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้แค่นั้นให้ได้...
To be continued...
ตอนหน้าจบแล้ว เย้!!!


อ่านตอนนี้แล้ว เฮ้อออ
ทำทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของตัวเองช่ายม้ายยย
ในใจคิคุเองก็คงชอบอ้วน แต่ว่ามันม่ะช่ายยย??? 5 5 5 5
สุดท้ายนี้ อ้วนกะฟันอย่างเดียวช่ายม๊ายยยยยยยย
Ps.ท่านอาเต้อแมนไปม้ายยยย แต่ก็น่ารักกกมากมายยย >..<
#1 By ไce-จะ-อิ๊ on 2009-03-04 00:15