[Hetalia Fanfiction] Pistil (4)
posted on 27 Feb 2009 21:41 by keechan in Fictionมีแต่คนแซวว่าท้อง 55555555 เราเขียนเองยังแซวเองเลยค่ะ ตั้งท้องได้คงท้องไปแล้ว กร๊ากกก แหม มันน้ำเน่าถึงใจเนอะค้าา
ขำฝ้ายสงซาย ตามสถานการณ์เรื่องมันคงเป็นแบบนั้นแหละค่ะ กร๊ากกกกก ไม่ผิดๆ
Pistil (4)
(Sequel to Pollen)
Warning: ตบจูบ พิศาล น้ำเน่า จำเลยรัก สวรรค์เบี่ยง
Pairing: Alfred F. Jones x Honda Kiku
Arthur Kirkland x Honda Kiku
Alfred F. Jones x Arthur Kirkland
คู่หลักก็อันแรก หากไม่ชอบก็กรุณาหลีกเลี่ยงนะคะ
ข้าวต้มไร้รสชาติถูกกลืนลงท้องไปได้มากกว่าที่คิด คุณอาเธอร์ไม่เคยเร่งเร้า แต่จะค่อยๆ ป้อนให้อย่างใจเย็น ท่าทางจะถนัดกับการดูแลคนป่วยกระมัง ผมรู้สึกได้เลยว่าอีกฝ่ายจ้องมองคอยระแวดระวังให้ตลอดเวลาไม่ให้คลาดสายตา มักจะถามอยู่ตลอดว่าผมต้องการอะไรหรือเปล่า
แต่ผมกลับต้องการอยู่เพียงสิ่งเดียว
“คุณอัลเฟรดยังไม่กลับมาอีกหรือครับ” เป็นคำถามลอยๆ ที่ทำให้คนตอบลำบากใจพอดู
“น... นั่นสินะ ไม่รู้ว่าไปเถลไถลถึงไหน ฮะฮะฮะ เอ้า กินอีกคำมั้ย”
เขายิ้มแหะ เฉไฉได้ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย ผมจึงส่ายหน้า เลิกฝืนใจที่จะต้องกลืนอาหารลงไปอย่างหมดความอดทน เพราะผมไม่ชอบที่เขาปิดบัง... อ้างว่ารอคุณอัลเฟรด แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่คุณอัลเฟรดจะมาเสียที
คุณอาเธอร์มีสีหน้าหม่นหมองเป็นกังวล เขาถอนใจช้าๆ แล้วก็ยอมแพ้วางถ้วยข้าวต้มลง
“ถ้าอิ่มแล้วก็ดื่มน้ำเถอะนะ อีกสักพักค่อยกินยา”
ผมดื้ออีก จดจ้องเขาด้วยสายตาคาดคั้น “ผมป่วยเป็นอะไรกันแน่ครับ...”
“ขอโทษนะ... ฉันพูดไม่ได้ ฉันสัญญากับอัลเฟรดไว้” ฝ่ายตรงข้ามตอบทันทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ผมจึงหมดหวังที่จะซักไซ้ต่อ
สัญญาหรือ...
แล้วที่สัญญากับผมว่าจะคอยปกป้องล่ะ
“...หมอนั่นคงเสียใจน่ะ เรื่องของคิคุ” คุณอาเธอร์เอ่ยราวกับอ่านใจผมออก เขาจับมือผมไว้แล้วพยายามอธิบายแทนคนที่ไม่อยู่ที่นี่ “อัลเฟรดยังเด็ก แถมยังมุทะลุ ก็เลยไม่รู้ว่าจะจัดการปัญหาที่ใหญ่เกินตัวนี้ยังไง แล้วก็คงกลัวว่านายจะโกรธด้วย”
กลัวว่าผมจะโกรธ? คนอย่างคุณอัลเฟรดคิดแบบนั้นเป็นด้วยหรือ ไม่เห็นเขาเคยจะแยแสผมเลยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นเรื่องที่ผ่านมาในสงครามล่ะก็ผมก็บอกไปชัดแล้วว่าไม่คิดถือโทษเลย
“เรื่องอะไรกันครับ... ทำไมคุณอัลเฟรดจะต้องมา เอ่อ... เสียใจ เรื่องของผมด้วย”
“มันเป็นความรับผิดชอบของอัลเฟรด”
“ไม่ใช่นะครับ อาการป่วยของผมไม่เกี่ยวกับคุณอัลเฟรด เพราะงั้น—”
“แล้วถ้ามันเกี่ยวล่ะ”
ผมชะงักไป ก่อนจะกล่าวแก้ “เป็นไปไม่ได้หรอกครับ จะเกี่ยวกันได้ยังไง”
ดวงตาสีเขียวที่ทอดมองมายังยืนกรานคำเดิมให้ต่อคำปฏิเสธของผม
“...เพราะว่า... คุณอัลเฟรดหรือครับ”
แต่ละคำออกจากปากได้อย่างเชื่องช้านัก ผมสับสนไปหมด ไม่เข้าใจอะไรอีกแล้ว เขาทำได้ยังไงกัน... ลอบวางยาผม? หรือทำอะไรมากกว่านั้น ความคิดแง่ร้ายประดังประเดเข้ามาในหัวสมองจนรู้สึกกลัวว่าตัวเองจะเสียสติไปให้ได้
นาน... กว่าที่คุณอาเธอร์จะพยักหน้า แล้วถอนใจอีก “ฉันพูดมากเกินไปแล้ว รออัลเฟรดเถอะนะ ฉันอยากให้หมอนั่นอธิบายให้นายฟังจากปากของตัวเอง”
ร่างกายที่สงบลงบัดนี้สั่นระริกด้วยความหวั่นไหว เสียใจที่ตนเองหลงงมงายไปกับที่พักพิงแห่งเดียวที่มีแม้ว่าจะถูกกระทำราวกับเป็นนักโทษ
ทำไมถึงต้องทำร้ายกัน... มากขนาดนี้
ผมยังจำได้ดี ความรู้สึกปั่นป่วนในท้องที่ทำให้รู้สึกพะอืดพะอม อาการหนาวสั่นฉับพลันที่แทบจะคร่าชีวิตนี้ได้ อาการป่วยที่รุกเร้าร่างกายนี้เรื่อยๆ ราวกับตั้งใจทรมาน
เจ็บเหลือเกิน... แต่เจ็บที่อกข้างซ้ายมากเกินบรรยาย
น้ำอุ่นๆ ไหลเอ่อออกมาจากขอบตา ไม่รู้อะไรอีกแล้ว... มีเพียงความเศร้าเสียใจที่เอ่อล้นขึ้นมาจนแทบกระอัก
“คิคุ?! ร้องไห้ทำไม เอ้อ... ขอโทษนะ ฉัน— เอ่อ— ฉันพูดอะไรผิดไปใช่มั้ย”
“ขอโทษครับ คุณอาเธอร์... ขอโทษ... ขอโทษครับ”
คงเป็นเพราะหัวใจที่สับสนเปราะบางและร่างกายที่อ่อนแอเต็มที น้ำตาจึงไหลออกมาไม่หยุด คุณอาเธอร์กอดผมไว้เบาๆ หวังจะปลอบโยน เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมผมจึงร้องไห้ เพราะผมเองก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม
“ขอโทษนะ... ที่ฉันช่วยอะไรนายไม่ได้เลย” ฝ่ามือแสนอ่อนโยนลูบศีรษะเบาๆ ความห่วงใยถ่ายทอดมาพร้อมกันกับความอบอุ่นเมื่อกายแนบชิด ทำให้ผมบอกกล่าวความอัดอั้นในใจออกไปจนหมดสิ้น
“เขาเกลียดผมมากจนต้องทำแบบนี้กับผมเลยหรือครับ! ความผิดของผมมันหนักหนามากจนต้องให้ผมทรมานอยู่แบบนี้งั้นหรือ! ทั้งๆ ที่ผมยอมเขา.... ยอมทุกอย่าง.... จนไม่เหลืออะไรแล้ว”
“...อัลเฟรดไม่ได้ตั้งใจ คิคุไม่ต้องร้องไห้หรอก อัลเฟรดไม่ได้ตั้งใจจริงๆ พวกเราเองก็ปวดใจไปด้วยที่เห็นนายป่วยหนัก เพราะการกระทำแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฉันรู้ว่าเราเอาอดีตคืนมาไม่ได้ แต่นายจะหายดี... นายจะหายเป็นปกตินะ คิคุ”
เสื้อของคุณอาเธอร์เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา ผมยังซบหน้าอยู่กับแผ่นอกของเขา ยิ่งร้องไห้ยิ่งสะอึกสะอื้นก็อ่อนแรงและเพลียมากขึ้นทุกที จนกระทั่งปลายนิ้วของอีกฝ่ายปาดน้ำตาให้
“ฉันก็จะคอยอยู่ข้างๆ ด้วย คิคุไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น รีบรักษาตัวเองให้หายดีเถอะนะ”
“อาเธอร์!”
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขัดจังหวะ คุณอัลเฟรดยืนขวางประตูอยู่ตรงนั้นไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะนานแล้วก็ได้
“อัลเฟรด กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่รู้จักเคาะประตูให้สุ้มให้เสียงก่อน จู่ๆ โผล่มาแบบนี้คิคุก็ตกใจแย่”
สุภาพบุรุษชาวอังกฤษหันไปตำหนิ แล้วก็เหมือนเดิม ร่างสูงใหญ่นั้นยังทำหูทวนลม ทั้งยังปรายตาอย่างไม่พอใจ
“...ขอฉันอยู่กับคิคุสองคน”
ผมไม่อยากให้คุณอาเธอร์ออกไปเลย คนอารมณ์แปรปรวนอย่างคุณอัลเฟรดรังแต่จะทำให้ผมสับสน และผมไม่คิดว่าตัวเองจะรับสภาพเช่นนี้ไหวอีกต่อไปแล้ว ผมดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้ แล้วอ้อนวอนด้วยสายตา
ทว่า... กลับสื่อไปไม่ถึง คุณอาเธอร์ยิ้มให้ ค่อยๆ แกะมือของผมออก แล้วจึงเดินออกไปง่ายๆ ตามคำขอร้องของคุณอัลเฟรด
“คิคุยังไม่ได้กินยา ช่วยดูแลด้วย” น้ำเสียงที่เอ่ยกับร่างสูงนั้นช่างฟังกระด้างและเย็นชากว่าปกติ ...ถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง
เมื่อประตูถูกปิดลง บรรยากาศก็ตึงเครียดและอึมครึมขึ้นมาทันที คุณอัลเฟรดตีหน้าถมึงทึงเดินเข้ามานั่งแทนที่คุณอาเธอร์เมื่อครู่ มือใหญ่เอื้อมมือแตะผิวแก้มที่เปื้อนคราบน้ำตา ปุบปับเสียจนผมสะดุ้ง
“...อย่าร้องไห้ นายไม่ควรจะต้องเสียน้ำตา ฉันเป็นคนผิดเอง”
“หมายความ... ว่ายังไงครับ”
“ที่นายป่วย... เป็นความผิดของฉัน”
เขาเอ่ยแต่ละคำอย่างชัดเจนราวกับตระหนักรู้ในข้อผิดพลาดของตัวเองและเสียใจอย่างสุดซึ้ง เช่นนั้นแล้ว... จะให้ผมกล่าวโทษอะไรออกไปได้
“...คุณทำอะไรกับผมหรือครับ ตั้งแต่คุณดูแลผมมา... ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองจะป่วยหนักขนาดนี้ได้”
“กระสุนที่ฉันใช้ยิงนาย... มันเป็นอาวุธร้ายแรงชนิดพิเศษ” เขาเริ่มอธิบายและคว้าแขนขวาไปแตะตรงจุดที่เป็นรอยกระสุน... ที่ดูยังไงก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
“มันมองไม่เห็นหรอก เป็นสารตกค้างอันตรายที่ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายปั่นป่วน อาการป่วยทั้งหมดของนายก็เพราะสาเหตุนี้ พิษอันนั้นแทรกซึมไปทั่วโดยที่ไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งฉันเอง”
ดวงตาสีฟ้าจริงจังสบตาเมื่อสารภาพความจริง คุณอัลเฟรดทำผิดพลาดไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เขาไม่ได้ดีใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น... ไม่ได้จงใจทำร้าย... จริงเช่นนั้นใช่มั้ยครับ?
“ฉันขอโทษ... ฉันมันโง่เอง นายถึงต้องทรมานอยู่แบบนี้”
ผมนิ่งฟังโดยไม่ได้กล่าวอะไรออกไป เหนื่อยหน่ายและสับสนเกินที่จะทำความเข้าใจแล้ว เพียงแต่... เมื่อสบเข้ากับแววตาที่แน่วแน่ พร้อมถ้อยคำเหล่านั้น
โกรธหรือ... ก็น่าจะใช่ คิดดูแล้วก็ไม่ยุติธรรม การกระทำอันผิดพลาดของผม... ใครเป็นคนตัดสินให้ต้องตอบแทนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสทั้งร่างกายและจิตใจ ทำไมผมจำต้องเผชิญกับความเลวร้ายถึงเพียงนี้
คุณอัลเฟรดไม่ได้ตั้งใจ... ผมจะเชื่ออย่างนั้นได้หรือ ความอ่อนโยนที่เคยมอบให้เป็นของจริงหรือว่าผมกำลังหลอกตัวเอง... ผมจะเชื่อใจผู้ชายตรงหน้านี้ได้มากแค่ไหน...
“คุณรับปากแล้วว่าจะคอยคุ้มครองผม ไม่ให้ผมทำอะไรออกนอกลู่นอกทาง... ใช่มั้ยครับ คุณอัลเฟรด”
ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ คาดไม่ถึงเลยว่าทำไมตัวเองจึงพูดออกไปได้นิ่งสงบเช่นนั้น ทั้งๆ ที่หัวใจสับสน... เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
“เพราะฉะนั้น... ได้โปรดรักษาคำมั่นนั้น ช่วยดูแลผมจนกว่าจะหายเป็นปกติ... ได้มั้ยครับ”
คงเป็นคำขอร้องเดียวที่ผมเคยกล่าวออกไป สำหรับความสัมพันธ์เช่นนี้... ผมขอเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว
คุณอัลเฟรดประคองแขนผอมๆ ข้างนั้นไว้อย่างเบามือ ก่อนจะประทับริมฝีปากลงแนบกับข้อนิ้ว “ฉันยื้อชีวิตของนายไว้ได้แล้วครั้งหนึ่ง นับแต่นั้นมานายเป็นของฉัน นายจะต้องหายดี คนที่ฉันรับดูแลจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ฉันขอสัญญา...”
สัญญา... แล้วนะครับ
เขาเงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มสดใสที่พยายามฝืนแสดงออก หวังจะให้ผมร่าเริงขึ้น
“ขอบคุณครับ”
แต่ที่ทำให้ได้... ก็แค่คำตอบตามมารยาทที่ชืดชา ขอโทษนะครับคุณอัลเฟรด... ผมยิ้มไม่ออกหรอก
ยิ้มไม่ออกจริงๆ
เขาจับมือผมขึ้นมาอีก รวบทุกนิ้วให้เขาหากันยกเว้นนิ้วก้อย แล้วจึงเอานิ้วก้อยของตนมาเกี่ยวไว้
“ถ้าผิดคำสัญญา จะต้องกลืนเข็มพันเล่ม!”
เจ้าตัวเอ่ยเสียงดัง ดึงนิ้วก้อยที่เกี่ยวกับขึ้นลงเหมือนเด็กๆ ทั้งรอยยิ้มไร้เดียงสา ราวกับนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่จะต้องเครียดขึ้งไปกับมัน
ได้ผลครับ... ผมหัวเราะ...
หัวเราะทั้งน้ำตา
“บ้าจริง ทำไมถึงได้ร้องไห้อีกล่ะ เจ็บตรงไหนเหรอ นี่ คิคุ?”
เขากระวนกระวายและพยายามหาสาเหตุที่ผมร้องไห้ สีหน้าลำบากใจด้วยความเป็นห่วง แทนที่ผมจะดีใจ... แต่เปล่าเลย ผมกังวลกับทุกการกระทำของเขา ไม่รู้ว่าตัวเองจะทนรับความอ่อนโยนเช่นนี้ไปได้มากเท่าไหร่ ในเมื่อสักวัน... สักวันมันจะเปลี่ยนแปลงไป ไม่รู้ว่าจะคงอยู่ได้จนถึงพรุ่งนี้หรือเปล่าเลยด้วยซ้ำ
ผมได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ สุดท้ายก็ต้องอาศัยแผ่นอกแข็งแกร่งนั่นเป็นที่ซับน้ำตา คุณอัลเฟรดไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกอดผมไว้และคอยปลอบโยนจนกระทั่งผมหมดแรงสะอื้นและน้ำตาเหือดแห้ง
ผมเกลียดตัวเองที่อ่อนแอ เกลียดที่สุดเลย...
ชีวิตที่เงียบเหงาในโรงพยาบาลเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เทียบกันแล้วอาการป่วยครั้งนี้ย่ำแย่กว่าการที่ร่างกายบาดเจ็บสาหัสเสียอีก ทุกส่วนไม่มีบาดแผล ควรจะขยับเคลื่อนไหวได้ตามปกติ แต่กลับไม่มีเรี่ยวแรง ความเจ็บปวดแทรกซึมอยู่ภายในร่าง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหายเสียที
“กินแอปเปิ้ลหลังอาหารหน่อยมั้ยคิคุ ฉันจะปอกเปลือกให้เป็นรูปกระต่ายให้นะ”
เจ้าของเสียงร่าเริงนั่นเสนอ แต่ไม่รอคำตอบ เขาตั้งหน้าตั้งตาปอกแอปเปิ้ลเปลือกแดงนั้นเต็มที่ เพราะเห็นว่าปกติผมปอกแบบนั้นให้กินก็เลยอยากจะทำตามบ้าง ช่างเหมือนเด็กไม่เปลี่ยน
ผมเริ่มกินอาหารได้มากขึ้น อาการคลื่นเหียนอาเจียนเริ่มลดลงเนื่องจากได้ยาช่วยบรรเทา ทั้งยาฉีดและยากินทุกมื้อๆ... จนรู้สึกว่าน่าเบื่อ ถ้าเอายามารวมกันในแต่ละวันที่กิน ผมคงกินยาเข้าไปเป็นกำๆ กระมัง
คนปอกแอปเปิ้ลทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนน่ากลัวว่าผลไม้ที่อยู่ในมือจะบุบบู้บี้ สุดท้ายแอปเปิ้ลหนึ่งชิ้นก็ถูกวางลงบนจาน มองยังไงก็ไม่เป็นกระต่ายเอาเสียเลย ออกจะเป็นก้อนกลมๆ เหมือนมันฝรั่งบดเสียมากกว่า
“อย่าเพิ่งกินนะ! เดี๋ยวฉันจะปอกให้ใหม่!”
กลายเป็นการแข่งขันกับตัวเองไปเสียแล้ว ผมอมยิ้มแล้วหยิบแอปเปิ้ลชิ้นนั้นขึ้นกัดจนคนตัวโตโวยวาย
“อ๊า!!! บอกว่าไม่ให้กินไง”
“ผมอยากกินแล้วล่ะครับ” พอยืนยันเช่นนั้นเขาก็ไม่เอ่ยห้ามอีก ใบหน้าของชายหนุ่มที่มั่นใจในตัวเองแดงซ่านขึ้นมา คงจะเขินที่ปอกแอปเปิ้ลเป็นรูปกระต่ายไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ แต่ถึงยังไงแอปเปิ้ลก็ยังเป็นแอปเปิ้ลอยู่ดี
“...ทำไมมันไม่เป็นกระต่ายนะ” บ่นอุบอิบอย่างแสนงอน จนผมอดจะนึกเอ็นดูขึ้นมาไม่ได้
“ยังไม่เคยทำก็ยากแบบนี้ล่ะครับ คุณอัลเฟรดปอกแบบธรรมดาก็ได้ ไม่ต้องลำบากหรอกครับ”
“แต่ฉันอยากทำให้เหมือนอย่างที่นายเคยทำให้ฉันนี่...”
“...แค่คุณสละเวลามาดูแลผมเป็นประจำก็เป็นน้ำใจพอแล้วล่ะครับ”
คุณอัลเฟรดยังเป็นคนที่คอยเฝ้าดูแลอยู่แทบตลอดเวลาตามคำสัญญา ถึงจะรายล้อมด้วยพยาบาลและหมอที่พร้อมคอยเอาใจใส่ได้ไม่ต่างกัน แต่การมีคนรู้จักคอยคลายเหงาให้อยู่ข้างๆ แค่มีเขานั่งอยู่ในห้องด้วยเท่านั้นก็ทำให้หัวใจที่แห้งเหี่ยวมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้บ้าง
“ฉันต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้ว... สัญญากับนายไว้นี่” เขาตอบแล้วก้มหน้าก้มตาปอกแอปเปิ้ลให้ต่อ
ทั้งดีใจ... และก็เศร้าสร้อยกับประโยคนั้น
“สวยมั้ย เอาไว้ในห้องบ้าง จะได้สดชื่นแจ่มใสนะ คิคุน่ะ เหมาะกับดอกไม้”
ช่วงบ่ายคุณอาเธอร์ก็มาเยี่ยมพร้อมดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้กำจายออกมา กลีบแข็งซ้อนกันแน่นขนาดนี้ไม่ใช่กุหลาบที่หาได้ทั่วไปแน่ อีกอย่างหนึ่งขณะนี้ก็กลางฤดูหนาว ดอกไม้นี่จะต้องมาจากเรือนกระจกที่เพาะพันธุ์เป็นอย่างดี
“ขอบคุณมากครับ สวยมาก กลิ่นก็หอม เป็นกุหลาบที่มีค่ามากเลย”
ผมโอบกุหลาบช่อโตไว้แนบอก สูดกลิ่นหอมหวลเข้าเต็มปอด ผู้มาเยี่ยมยิ้มขำแล้วลูบศีรษะผมที่นอนอยู่อย่างแผ่วเบา
“นายชอบฉันก็ดีใจ เอาไว้นายแข็งแรงดีเมื่อไหร่จัดดอกไม้แบบอิเคบานะให้ฉันดูอีกนะ”
รู้สึกปลาบปลื้มในอก แม้จะเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว... แต่คุณอาเธอร์ก็ยังจำได้ ผมนึกถึงใบหน้าอยากรู้อยากเห็นของเขาเวลาที่ถามไถ่เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น กระตือรือร้นราวกับเด็กที่เริ่มเรียนรู้ทีเดียว
แม้ในตอนนี้เขาก็ยังใส่ใจผมในฐานะเพื่อนดังที่เคยกล่าว แม้ภายนอกจะหนาวเหน็บ หิมะที่ตกลงมาคงจะทำให้การเดินทางไม่สะดวก แต่คุณอาเธอร์ก็มาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด
“เอามาเถอะ ฉันจะจัดใส่แจกันให้” เขาตั้งท่าจะยกดอกไม้ช่อโตนั่น แต่บุคคลที่สามที่อยู่ในห้องกลับเข้ามาขวางเสียก่อนแล้วคว้าดอกไม้ไปแทน
“ฉันทำให้เอง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นราบเรียบผิดปกติ แววตาสีเขียวของฝ่ายตรงข้ามก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างระงับอารมณ์ขุ่นมัวเอาไว้
“ช่วยหน่อยก็แล้วกัน ขอบใจ”
จากที่เคยรู้สึกว่าคิดไปเอง... แต่คงไม่ใช่เสียแล้ว ทุกครั้งที่คุณอาเธอร์มา คุณอัลเฟรดจะเงียบและเก็บปากเก็บคำ แทบจะไม่มีส่วนร่วมในบทสนทนาเลยด้วยซ้ำ ชายชาวอังกฤษเองก็ดูเหมือนว่าไม่สนใจจะคุยกับเขาด้วย ชวนให้ผมฉงนสงสัยนักว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งคู่
ถ้าหากถามจะเป็นการละลาบละล้วงเกินไปมั้ยนะ... คงต้องรอจังหวะดีๆ ที่จะถามออกไปแล้วไม่เสียมารยาท ผมไม่รู้ว่าเพราทำไม อาจจะคิดมากไปเองอีกก็ได้ แต่ผมสังหรณ์ว่าบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปของคนคู่นี้จะมีสาเหตุมาจากตัวผมเอง
คุณอัลเฟรดยกช่อกุหลาบแล้วปลีกตัวไปอยู่ที่มุมห้อง ดูเหมือนพยายามจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผมและคุณอาเธอร์ แต่ทำไมทุกครั้งที่คุณอาเธอร์แวะมา ผมจึงได้รู้สึกว่าตัวเองถูกเมินเฉยใส่เหมือนไม่มีตัวตนแบบนี้นะ...
เพราะดวงตาสีฟ้าคู่นั้น... เอาแต่มองแผ่นหลังของผู้มาเยือนหรือเปล่า?
“แล้วอาการช่วงนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ คลื่นไส้อีกมั้ย”
คำถามจากคุณอาเธอร์เรียกให้ผมหลุดจากอาการใจลอย “ก็ดีขึ้นตามลำดับครับ คลื่นไส้ก็ยังมีบ้าง แต่ไม่ถึงกับอาเจียนแล้ว”
“ดีแล้ว โชคดีจังที่นายรักษาตัวได้ทัน”
ผมมองเลยผ่านไปที่ชายหนุ่มอีกคน ก่อนจะตัดสินใจพูด “ครับ... โชคดีที่คุณอัลเฟรดรีบพามาโรงพยาบาล”
ฝ่ายตรงข้ามดูท่าจะไม่เห็นด้วย คิ้วได้รูปขมวดมุ่น ก่อนจะเถียงเสียงแข็งกร้าว “ยังจะไปเข้าข้างหมอนั่นอีก... ก็เพราะ— ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงมันอีกเลย”
“อยากจะพูดอะไรกันแน่อาเธอร์ พูดสิ จะด่าฉันอีกใช่มั้ย เอาเลย ไม่ต้องเกรงใจหรอก” คนถูกเอ่ยพาดพิงพูดแทรก เปิดเผยความไม่พอใจออกมาอย่างเต็มที่
“ฉันไม่อยากให้คิคุมาได้ยินอะไรแย่ๆ ไม่ได้เห็นใจนาย” เขาตอบโดยไม่หันไปมอง
ผมเอื้อมมือออกไปคว้าแขนเสื้อของคุณอาเธอร์เป็นเชิงห้าม ไม่อยากให้ทั้งคู่ทะเลาะกันเพราะผม “อย่าว่า... คุณอัลเฟรดเลยนะครับ”
ดวงตาสีเขียวหรี่ลงฉายแววอ่อนโยน เขากุมมือผมแล้วเปลี่ยนเรื่อง เขาคงยอมทำตามคำขอร้องโดยไม่ต่อว่าคุณอัลเฟรดแล้ว
“มือยังเย็นๆ อยู่เลยนะ หนาวรึเปล่า”
ตอนแรกนึกว่ามือของฝ่ายตรงข้ามร้อนกว่าปกติเสียอีก เป็นผมเองหรอกหรือที่เนื้อตัวเย็นเยียบ
“ไม่หรอกครับ”
ถึงจะปฏิเสธ แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่เลิกกังวล มืออุ่นนั้นจับเนื้อตัวดูเพื่อวัดอุณหภูมิ “ไม่เหรอ ถ้ารู้สึกว่าหนาวหรือเจ็บตรงไหนต้องบอกทันทีเลยนะ ห้ามเกรงใจไม่เข้าเรื่องเด็ดขาด”
“ภูมิต้านทานต่ำน่ะ ตัวก็เลยเย็น ไม่มีอะไรผิดปกติหรอก” เสียงจากคุณอัลเฟรดอธิบายแทรกขึ้นมาอีกครั้ง ท่าทางเขาจงใจตวัดเสียงเพื่อแสดงออกว่ารำคาญต่อกิริยาจู้จี้ของคุณอาเธอร์เต็มทน
ฝ่ายถูกตอกหน้าต้องอยากจะด่ากลับไปแน่ แต่สะดุดปากเพราะสายตาเว้าวอนของผมเสียก่อน และคุณอาเธอร์เป็นผู้ใหญ่พอจะอดทน
กระนั้นผมก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี...
“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ ทำไม—” คำถามชะงักลงไปแค่นั้น ผมรู้ตัวว่ากำลังจะละลาบละล้วงเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเอง
เจ้าของดวงตาสีเขียวดูลำบากใจที่จะตอบ แน่ล่ะ ใครกันอยากจะเล่าเรื่องส่วนตัวให้กับคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องฟังกันเล่า
“...ขอโทษครับ ลืมคำถามเมื่อกี้ไปเถอะ”
ปลายนิ้วปัดปอยผมระใบหน้าให้ คุณอาเธอร์เอ่ยประโยคต่อมาช้าๆ แต่ชัดเจน “เราแค่ทะเลาะกันเหมือนอย่างเคย คิคุก็เคยเห็นอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ ไม่มีอะไรหรอก”
คุณอาเธอร์นี่โกหกไม่เก่งเอาเสียเลย... มันเหมือนเดิมเสียทีไหน การที่เฉไฉเช่นนี้ก็แปลว่าเขาไม่อยากให้ผมพูดถึงสินะ ถ้าต้องการอย่างนั้น... ผมจะยอมแกล้งเชื่อก็ได้
“ครับ... ขอโทษครับที่ถามอะไรไม่เข้าเรื่อง”
“ไม่เอาน่า ขอโทษอีกแล้ว คิคุไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”
ผมรู้สึกว่าต่อจากประโยคนั้นคุณอาเธอร์จะต้องพูดว่า ‘อัลเฟรดต่างหากล่ะที่ผิด’ แน่ๆ เพียงแต่ว่าไม่ได้กล่าวออกมาเพราะไม่อยากให้เป็นชนวนถกเถียงกันต่อ
คุณอัลเฟรดเดินนำแจกันใบโตที่ใส่ดอกกุหลาบไว้เรียบร้อยมาวางให้ที่โต๊ะข้างๆ ในตำแหน่งที่ผมจะหันไปมองเห็นได้ เขาหันมามองเราทั้งคู่ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำผ่าแสกหน้าคุณอาเธอร์อีก
“ไม่มีอะไรจะคุยก็กลับไปได้แล้ว นายกำลังรบกวนเวลาพักผ่อนของคิคุ”
“ค... คุณอัลเฟรด! เสียมารยาทนะครับ!” คำคัดค้านหลุดออกมาจากลำคอโดยอัตโนมัติ ไม่ทันได้ครุ่นคิดว่านั่นคือการโต้แย้งที่ไม่สมควรกระทำ เขาตีหน้ายักษ์ใส่กระทั่งผมจนต่อคำพูด “คือ... คุณอาเธอร์อุตส่าห์ลำบากแวะมา...”
“ฉันคนเดียวดูแลนายได้ไม่ดีพองั้นเหรอ”
...กำลังจะถูกต่อว่าอีกแล้ว... ผมทำอะไรผิดหรือคุณอัลเฟรดจึงต้องเอาความโกรธมาลงที่ผม
“ม... ไม่ใช่... อย่างนั้น... ครับ”
ก่อนที่เสียงจะหายวูบไปในลำคอด้วยความตกใจ ผู้ที่ถูกพาดพิงก็ลุกขึ้นเสียก่อน “ถ้านายไม่ชอบฉันก็จะกลับ ก็จริงอย่างที่นายว่า ฉันไม่ควรรบกวนนาน” กล่าวยอมรับก็จริงแต่น้ำเสียงกลับไม่โอนอ่อนตาม
“พักผ่อนให้สบายนะ แล้วฉันจะมาเยี่ยมใหม่” คราวนี้เขาหันมาพูดกับผม ดวงตาสีเขียวยังแฝงแววอ่อนโยนไม่เปลี่ยนแปลง
“ถ้างานยุ่งมากก็ไม่ต้องมาก็ได้ ใช่ว่าเจอหน้านายแล้วจะหายวันหายคืนเสียเมื่อไหร่ล่ะ”
เอาอีกแล้ว... พูดจาแดกดันแบบนั้นอีกแล้ว คุณทำอย่างนั้นทำไมครับ ดีที่คุณอาเธอร์ไม่ได้เถียงอะไรออกไป เขาลุกออกไปทั้งอย่างนั้นโดยที่ทิ้งสายตาที่ทอดมองอย่างห่วงใยไว้
“ไม่ต้องส่งนะ”
“ไม่ต้อง นายอยู่กับคิคุไปเถอะ”
นั่นเป็นบทสนทนาสุดท้ายก่อนประตูห้องจะปิดลง คุณอัลเฟรดมานั่งแทนที่คุณอาเธอร์ทันที เขาเหลียวมองดอกกุหลาบครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันมามองผม เราสบตากัน... แต่ด้วยความหมายที่ไม่มีใครเข้าใจ ความรู้สึกหลายหลากรวมอยู่ในสายตานั่น แต่ไม่รู้... ว่าคืออะไรบ้าง
“...ขอโทษ ฉันอดไม่ได้” เขาพูดขึ้นมาในที่สุด ทว่าไม่ได้ทำให้ความสงสัยกระจ่างแจ้ง
“ครับ?”
“ฉันทนไม่ได้ที่เห็นอาเธอร์... อยู่กับนาย ยิ้มให้นาย เอ็นดูนาย... แบบนั้น”
“...ทำไมล่ะครับ”
เขาพ่นลมหายใจพรูทันทีที่ผมถาม สายตาเหลียวไปมองกุหลาบสีชมพูอ่อนนั่นอีกครั้ง “ฉันเป็นเด็กที่ยังไม่โตล่ะมั้ง.... ฉันไม่ชอบแม้กระทั่งดอกไม้ที่อาเธอร์ให้นาย แมรี่โรสชั้นดีขนาดนี้ อาเธอร์ไม่เคยใส่ใจให้ใครมาก่อน ฉันไม่ชอบที่เขาละเอียดลออในเรื่องที่มีนายมาเกี่ยวข้อง ไม่ชอบ... จริงๆ”
คำพูดเหล่านั้นเปิดเผยความรู้สึกของอีกฝ่ายออกมาเสียหมดเปลือก ผมทอดสายตามองเขาอย่างเห็นใจ ฮีโร่คนนี้ก็เป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา... คนที่ถูกความอิจฉาริษยาครอบงำจนลงมือทำเรื่องร้ายๆ
“คุณอัลเฟรด... รักคุณอาเธอร์สินะครับ”
ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน เขาเองคงไม่คาดคิดว่าคำถามนี้จะออกจากปากผม
ผมจำได้ดี... นานมาแล้วที่เขาแทบจะออกคำสั่งกับผมว่า ‘อย่าทรยศอาเธอร์’ กิริยาหึงหวงแบบเด็กๆ ที่แสดงออกทุกครั้งที่ผมอยู่ใกล้ชายชาวอังกฤษคนนั้น ทั้งหมดนั่น... ก็เพราะความรักใช่มั้ย
“....ฉันรักเขา.... รักมานานมากแล้ว เขาเป็นเหมือนทั้งพ่อ ทั้งพี่ชาย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ความรู้สึกนี้เปลี่ยนไปเป็นสิ่งพิเศษกว่านั้น แต่ดูเหมือนว่าอาเธอร์จะไม่เคยรู้.... หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้นั่นแหละ”
“คุณอัลเฟรดเคยบอกคุณอาเธอร์หรือเปล่าครับ ว่าคุณรักเขามากแค่ไหน” ในอกเจ็บหน่วงๆ เมื่อเอ่ยคำถามนั้น ในตอนนี้ผมเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้ว...
เขาส่ายหน้าแล้วแค่นหัวเราะ “คนอย่างฉันน่ะ ต่อให้บอกไปหมอนั่นก็จะคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นไร้สาระ หมอนั่นไม่เคยมองฉัน ไม่เคยสนใจฉันในฐานะนั้น”
“ไม่ได้นะครับ” ผมเอื้อมมือออกไปแตะแขนอีกฝ่าย ร่างกายปวดตื้อโดยไร้สาเหตุ... แต่ผมรู้ว่านี่ไม่ได้เกิดจากอาการป่วย “ถ้าคุณไม่พูด...ก็ไม่มีทางจะสื่อความรู้สึกไปให้อีกฝ่ายรู้ได้”
ถ้ายิ่งเอาแต่จะประชดประชันและเฉยเมยใส่กันก็รังแต่จะทำให้มองหน้ากันไม่ติด
“นายไม่เข้าใจหรอก คนที่ได้รับความเห็นใจอย่างนาย ใครๆ ก็เอ็นดู ไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก ขนาดฉันลวนลามนายต่อหน้า ยังไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่เคยคิดสนใจฉันสักนิด หมอนั่นมีแต่นายอยู่ในสายตา”
เสียงทุ้มเอ่ยอย่างขมขื่น ‘ใครๆ’ ที่ว่านั่น.... คงจะหมายถึงคุณอาเธอร์เพียงคนเดียว เป็นชายหนุ่มที่แข็งแกร่งแท้ๆ กลับมีความหวั่นไหวเช่นนี้ภายในใจ
“เพราะอย่างนั้นคุณถึงได้เอาโทสะทั้งหมดมาลงที่ผมอย่างนั้นหรือครับ”
“ใช่... ฉันมันเลวใช่มั้ย” เขาตอบได้อย่างราบเรียบไร้ความรู้สึก ราวกับสิ่งที่ทำกับผมไม่ใช่ความผิด... จริงสิ สำหรับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าย่อมจะไม่ผิดอยู่แล้ว
เรื่องเลวร้ายที่ทำกับผมทั้งหมดนั่น ก็เพียงเพื่อระบายอารมณ์
“จะลงโทษผมอีกหรือเปล่าครับ”
“ทำไมถึงถามแบบนั้น... คิคุ นายนอนพักได้แล้วนะ เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ นี่เป็นปัญหาของฉันกับอาเธอร์”
...แต่คุณดึงผมเข้าไปเกี่ยว...
“เพราะว่าคุณทำอย่างนั้นมาตลอด ทุกครั้งที่คุณอาเธอร์ใจดีกับผม”
ทั้งๆ ที่เราไม่มีอะไรต่อกันแม้แต่นิดเดียว
“ฉันเป็นคนไม่มีเหตุผล... รู้ทั้งรู้ว่านายไม่ผิด แต่... ฉันก็ยังจะยัดเยียดความผิดให้นาย”
“คุณทำได้ครับ... ผมเป็นเชลยของคุณ”
“ฉันไม่อยากทำร้ายนายอีกแล้ว” เขาจับมือผมกุมไว้แน่น ก่อนจะโน้มตัวลงมา เกือบจะแนบริมฝีปากประกบกัน แต่ผมเบือนหน้าหนีเสียก่อน
“ถ้ารักคุณอาเธอร์... ได้โปรดนำสัมผัสเหล่านี้ไปมอบให้เขาเถอะครับ”
อย่าแตะต้อง... อย่าสัมผัสด้วยความอ่อนโยน อย่าเข้ามาแนบชิดถึงขนาดนี้ เพราะความรักของคุณ... ไม่ได้มีไว้เพื่อผม
หัวใจปวดหนึบ ขอบตาร้อนผ่าว... ผมสะกัดกั้นความรู้สึกผิดหวังเอาไว้ในอก
ผิดหวัง...?
เรื่องอะไรกันนะ...
“คิคุ...”
อย่าเรียก.... ด้วยเสียงอันห่วงใยแบบนั้น
ร่างกายเริ่มสั่นระริกจากแรงสะอื้น ปลายนิ้วอุ่นลูบไล้ใบหน้าเพื่อปลอบโยน ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างช่างดูไร้ทางออก ตราบใดที่คุณอัลเฟรดไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองก็จะไม่มีอะไรดีขึ้น เขาจะต้องทนปวดใจเวลาที่ผมพบคุณอาเธอร์อยู่เช่นนั้นเรื่อยไป หรือว่าผมควรจะหลบหลีกไม่พบคุณอาเธอร์อีก... แต่สถานการณ์ขณะนี้จะให้หลบเลี่ยงได้อย่างไรกัน
ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจะต้องเสียใจ... เมื่อรู้ความจริงข้อนี้
“นายเองก็สำคัญกับฉัน... ช่วงเวลาที่ฉันได้ใกล้ชิดนาย ฉันมองแต่ว่านายเป็นคนที่แย่งอาเธอร์จากฉันไป ฉันเลือกที่จะมองข้ามความดีของนาย ทั้งๆ ที่นายไม่ผิด.... ไม่ผิดเลยแท้ๆ แต่ฉันก็ทำร้ายนายอย่างไม่น่าให้อภัย”
“ผมแค่ตอบแทนไมตรีที่คุณอาเธอร์มอบให้เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดเลย”
“ฉันรู้... แต่อาเธอร์ก็ไม่เคยใจดีกับฉัน ไม่เคยกอดฉัน จูบฉัน เหมือนอย่างที่ทำกับนาย”
ดวงตาสีฟ้าแฝงแววทุกข์ระทม คุณอัลเฟรดเองก็กล้ำกลืนฝืนทนภาพบาดตาเหล่านั้นมาตลอด... เพราะว่าเขารักคุณอาเธอร์... จึงเจ็บปวด
ไม่ว่าจะมองมุมไหน... ผมก็ยังเป็นอุปสรรคที่คอยขวางมือขวางเท้าคุณ
“แต่มาถึงตอนนี้ ถึงฉันจะไม่ชอบที่อาเธอร์ดีกับนายมากขนาดไหน ฉันก็ทำร้ายนายไม่ลง... นายเจ็บปวดเพราะฉันมามากเกินไปแล้ว แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่หายดี ถึงอาเธอร์จะเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน แต่นายก็มีความหมายต่อฉันมาก”
เส้นผมสีทองคลอเคลียปลายคางเมื่อคุณอัลเฟรดก้มลงกอดผม เมื่อครู่นี้ผมยังรู้สึกย่ำแย่เมื่อตนเองเป็นคนที่ทำลายความสุขของเขาอยู่เลย... แต่แค่ได้ยินว่าผมเองก็มีความหมายต่อเขาเพียงเท่านั้น หัวใจก็ชุ่มชื้น
“...จริง... หรือครับ”
ดีใจเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเท่านี้... ทำไมตัวเองถึงได้อ่อนแอและเปราะบางขนาดนี้นะ ถึงจะไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุด... ก็ยังเผลอเต็มตื้นด้วยความยินดีมากเหลือเกิน
“ฉันไม่ได้กอดนายด้วยความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ ฉันเจ็บปวดที่เห็นนายต้องทรมาน ฉันอยากปกป้องนาย... ไม่อยากเห็นนายเป็นทุกข์อีก”
แต่ถึงอย่างไร... คุณก็รักคุณอาเธอร์
ประโยคนั้นตอกย้ำความจริงลงในอก... แล้วน้ำตาก็พาลจะไหลออกมาให้ได้ อย่าร้องไห้นะ... ถ้าผมร้องไห้... คุณอัลเฟรดจะเศร้าใจไปด้วย
“คุณอัลเฟรด... ผม... อยากจะนอนพักแล้วล่ะครับ”
ผมเอ่ยตัดบท เขาจึงยกตัวขึ้น ดวงตาสีฟ้าวาวฉายแววห่วงใยให้เห็นอีก
“ขอโทษที นอนพักเถอะ”
เขาดึงผ้าห่มมาคลุมให้ถึงต้นคอ ยอมหยุดเรื่องที่พูดคุยค้างอยู่แต่โดยดี ผมยึดมือของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนจะละจากไป
“อยากให้... จับมือเหรอ”
ตอนแรกผมก็หวังอย่างนั้นจึงได้ยึดมืออีกฝ่ายไว้โดยไม่ทันยั้งคิด แต่พอไตร่ตรองอีกที... ถ้ามีเขาอยู่ข้างๆ หัวสมองคงจะเอาแต่นึกวนเวียนไปมาไม่จบสิ้น ที่สำคัญอาจจะทำให้เขาเห็นสภาพอันสับสนของผมก็เป็นได้
ผมคิดดังนั้นจึงปล่อยมือ
“เปล่าครับ... ไม่เป็นไร”
เขายิ้มกว้าง แบบที่เป็นรอยยิ้มเฉพาะตัว แล้วจับมือผมไว้เบาๆ
“ฉันจะจับไว้จนกว่านายจะหลับ”
“ขอบคุณครับ... คุณอัลเฟรด” ผมหลับตาลงทั้งน้ำตายังคลอหน่วย รู้สึกได้ว่าปลายนิ้วอันคุ้ยเคยเช็ดน้ำใสที่หางตาให้ เขาจะได้ยินมั้ยนะ... เสียงหัวใจที่เต้นดังในอก ถึงจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แม้จะไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุด แต่ผมก็เลือกที่จะจดจำสัมผัสอบอุ่นที่ห้อมล้อมกายเอาไว้อย่างชัดเจน
อย่างน้อย... ก็จนกว่าอาการป่วยจะบรรเทา
แค่นั้นก็พอ...
To be continued...
ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ค่ะ >__<


โฮกกกกกกกกกกกกกกกไอ้อ้วนนนนนนนนนนนนนไอ้เบอร์เกอร์ร์ร์ร์ร์ เกรียนได้อีกกกกกกกก ก๊ากกกก เกรียนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อ่ากกกกกก
แต่เราก็ชอบเมะเกรียนเหมือนกันค่ะ(อ่าวเฮ้ยก๊ากกกกกกกกกกกกกก)
สรุปคิคุหลงเบอร์เกอร์ โฮ้ยยย สงสารนัก ไอ้เบอร์เกอร์! ไอ้ตัวกินคนแก่!
(เอะด่าอย่างนี้มันแปลกๆอยู่นะ? ก๊ากกกกกกกกกกกกก)
ติดตามตอนต่อไป อ่าก
#1 By songsage on 2009-02-27 22:33