[Hetalia Fanfiction] Pistil (3)
posted on 19 Feb 2009 20:29 by keechan in Fictionเย ตอบเม้นท์
น้องฝ้ายสงซาย - เม้นท์ฝ้ายแบบว่า... เหมือนมันเป็นฟิคตลกเลยอ่ะ กร๊ากกกกกกกกกกกจะลงเอยให้สามพีก็คงได้อยู่ แต่พี่มันมีความสามารถไม่พ๊ออออออออ TT[]TT
น้องฝ้ายอีฟนัวร์ - หึงค่ะหึง หึงใครก็ไม่รู้ อั๊งงงง อ้วนช่างเด็ก
ไอซ์จิ - นางเอกเนอะคะ น้ำเน๊าน้ำเน่า (ฮา) ร่างกายมันอ่อนแอ จิตใจก็หวั่นไหวตามค่ะ กะฮึก อ้วนจะเรียกคะแนนคืนมาได้มั้ยน้า...
คุณรินเรย์ - มีแต่คนเชียร์ 3P 555555 เขียนไม่เป็นคร่าาาาาา ฮวากกกก
คุณนีโอ - ทำไมถามแต่อัลฟ์! ต้องถามว่าคิคุ (หรืออาเธอร์?) จะสนอัลฟ์รึเปล่าเถอะ 5555
คุณ Tamichi - อา... แบบว่าคนเขียนลำเอียงสุดชีวิตค่ะ รักคิคุ หลงคิคุ เพราะงั้นคิคุไม่เคยผิด อั๊งงงง *////*
คุณ Kazeayate - ยินดีต้อนรับค่าาาา ขอบคุณที่แสดงตน (ฮา) จะมีใครสงสารอ้วนบ้างมั้ยน้าเรื่องนี้ (จริงๆ อัลฟ์ก็คงน่าสงสาร... แต่คิคุน่าสงสารกว่า XD)
Pistil (3)
(Sequel to Pollen)
Warning: ตบจูบ พิศาล น้ำเน่า จำเลยรัก สวรรค์เบี่ยง
Pairing: Alfred F. Jones x Honda Kiku
Arthur Kirkland x Honda Kiku
Alfred F. Jones x Arthur Kirkland
คู่หลักก็อันแรก หากไม่ชอบก็กรุณาหลีกเลี่ยงนะคะ
“ร้อนไปมั้ย อร่อยรึเปล่า”
คนที่ตักซุปเข้าปากให้เมื่อครู่เอ่ยถามอย่างห่วงใย จะว่าไป... คุณอัลเฟรดนี่ชอบถามสองคำถามในเวลาเดียวกันจริงๆ ผมต้องเสียเวลาคิดจะตอบมากขึ้น ยิ่งเวลาคำตอบของคำถามนั้นคัดค้านกัน
“ไม่ร้อนไปหรอกครับ อุ่นพอดี” นั่นสำหรับคำถามที่หนึ่ง “รสชาติกำลังดีครับ” และนั่นสำหรับคำถามที่สอง
“อืม... ดีแล้ว”
ซุปร้อนๆ ส่งควันฉุยรสชาติกลมกล่อมกำลังดีทีเดียว ผมมองภาพของคุณอัลเฟรดที่ตักน้ำซุปขึ้นมาทีละช้อน ช่วยเป่าให้จนอุ่นกำลังดี แล้วค่อยๆ ป้อนให้ผมทีละคำอย่างอัศจรรย์ใจนัก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาดูแลเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ เมื่อตอนที่บาดแผลที่แขนยังไม่หาย แขนขวาก็ขยับไม่สะดวก ก็มีเขาคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้ทุกมื้อ ทว่า... สีหน้าในตอนนั้นแตกต่างจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง
ช่วงนั้น... เป็นเพราะว่าแขนขวาใช้การไม่ได้ เขาที่จำต้องรับผิดชอบจึงรับหน้าที่ดูแลด้วยสีหน้าเฉยเมย เราไม่เคยพูดคุยกัน เขาเองก็สักแต่ว่าตักข้าวให้มันหมดๆ จานไปทุกมื้อ
ต่างกันกับ ณ ขณะนี้ ผมแค่ไม่สบายเล็กน้อย ยังขยับแขนได้ปกติ แต่อีกฝ่ายกลับดึงดันจะตักป้อนให้ ผมไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะขัดใจเขาได้อยู่แล้ว จึงได้แต่อ้าปากและกลืนซุปอุ่นร้อนนั้นลงท้องไป
“โอเคใช่มั้ย”
กระเพาะที่เคยปั่นป่วนดูจะสงบลงได้ ผมพยักหน้าสองสามที พยายามเคลื่อนไหวให้กระฉับกระเฉงเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล
เขายิ้มพอใจกับผลงานซุปแสนอร่อยของตน “งั้นก็กินอีกเยอะๆ เลย”
เห็นคุณอัลเฟรดดีอกดีใจก็ทำให้ผมยิ้มไปด้วย ทว่าหลังจากนั้นไม่ถึงสิบคำผมก็รู้สึกว่าอิ่มเสียแล้ว
“พอแล้วล่ะครับ คุณอัลเฟรด”
เขายู่หน้าทันที “อะไรกัน นายเพิ่งกินไปได้ไม่ถึงครึ่งชามเลยนะ แค่นั้นจะอิ่มได้ยังไง”
“...ผมอิ่มแล้วจริงๆ น่ะครับ”
“อีกคำนึง” เขายังไม่ยอมแพ้ ตักซุปใสช้อนสุดท้ายคาเอาไว้อย่างนั้น
“แต่—”
“อ้าปากเดี๋ยวนี้ หรือจะให้ฉันจับกรอก”
เจอคำสั่งเผด็จการแบบนั้นเข้าจะให้ทำอย่างไรได้ ซุปอึกสุดท้ายนั่นกลืนลงคอไปได้ยากเย็นกว่าปกติ เป็นคำสุดท้ายตามคำคาดคั้นของฝ่ายตรงข้าม เสร็จแล้วเขาจึงวางชามไว้ข้างตัว ยกมือขึ้นแตะใบหน้าของผม ดวงตาสีฟ้าใต้กรอบแว่นที่จ้องมองมา... ทำให้หัวใจเต้นระรัว
“สีหน้าดีขึ้นแล้วนะ นายต้องพยายามกินมากๆ รู้มั้ย เพราะไม่ได้กินอะไรล่ะมั้งถึงได้หน้าซีดน่ะ”
“อาจจะ... เป็นอย่างนั้นก็ได้ครับ”
ผมได้แต่เออออไปตามน้ำ ผม... กำลังอ่อนไหวต่อความเอาใจใส่ที่เขาแสดงออกมา
ฝ่ามือที่อบอุ่น... น้ำเสียงที่เฝ้าถามไถ่... และแววตาที่ห่วงใย
ผม... คิดไปเองหรือเปล่าครับ คุณอัลเฟรด?
ไม่รู้ว่าตัวเองเหม่อลอยอยู่นานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เสียงทุ้มเอ่ยตัดบท
“ถ้านายอิ่มแล้วก็พักผ่อนเถอะ ฉันจะไม่รบกวนแล้ว” เขาหันไปตั้งหน้าตั้งตาเก็บชาม เหลือทิ้งไว้เพียงเหยือกน้ำเผื่อเวลาที่ผมนึกอยากดื่มขึ้นมา
จะไปแล้ว... คุณอัลเฟรดกำลังจะเดินออกไปแล้ว
ขณะที่เขากำลังก้าวเท้าออกจากห้องไป ผมยังคงลังเลที่จะเอ่ยปากขอร้องออกไป ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนอยากจะขออะไรจากเขา คุณอัลเฟรดก็หันมาถามเสียก่อน
“...จะเอาอะไรอีกมั้ย ของกินเล่น การ์ตูนอ่านเล่นมั้ย ฉันจะหยิบมาให้ เหนียวตัวรึเปล่า อยากจะเช็ดตัวมั้ย”
คำถามออกมาเป็นพรวนอีกแล้ว แต่... แค่นั้นก็ทำให้หัวใจของผมพองโตขึ้นมา
“...ไม่เป็น— เอ่อ... ผมหมายถึง... กรุณาด้วยครับ”
คุณอัลเฟรดขมวดคิ้วมุ่น “อะไรล่ะ ของกิน การ์ตูน หรือว่าจะเช็ดตัว” เขาตวัดเสียงอย่างไม่พอใจที่ผมไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน น่าอายเสียจริงที่ผมตื่นเต้นจนตอบไม่ถูก
“คือ... ทั้งหมด.... ก็ได้ครับ”
ได้คำตอบแน่นอนไปแล้วก็ยังทำหน้าหน่ายๆ มาให้อีก ราวกับตำหนิว่าผมนี่ช่างเรื่องมากจุกจิกเสียจริง
“เดี๋ยวฉันจัดการให้ เพราะเห็นว่าป่วยหรอกนะ” เขาบ่นอุบ ทำสีหน้ายุ่งยากแล้วเดินลงฝ่าเท้าหนักๆ ออกไป
นี่ผมคงไม่ได้ทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรอกนะครับ?
“ไม่หิวแล้วจริงๆ นะ”
หลังจากขนขนมจุกจิกมาเต็มไม้เต็มมือ หนังสือการ์ตูนอีกหนึ่งปึ้ง แต่ผมปฏิเสธเสียหมด คุณอัลเฟรดก็ถามซ้ำอย่างเสียดาย เขาอุตส่าห์เอามาให้ทั้งที... แต่เยอะขนาดนี้แค่เห็นก็อิ่มแล้วล่ะครับ อย่าถึงกับต้องจินตนาการว่ากินเข้าไปเลย
ผมยิ้มขำเมื่อคิดว่าสุดท้ายแล้ว ขนมทั้งกองนั่นคงลงไปอยู่ในท้องคุณอัลเฟรดเสียเอง
พอผมปฏิเสธเขาก็วางถุงขนมพวกนั้นลง แล้วจึงหันไปหยิบผ้าเนื้อนิ่มลงจุ่มในอ่างน้ำอุ่นที่ตระเตรียมไว้ (ผมสงสัยจริงๆ ว่าเขายกของทั้งหมดเข้ามาพร้อมกันได้ยังไง) นี่คุณอัลเฟรด... จะเช็ดตัวให้ผมงั้นหรือ
“คุณอัลเฟรดครับ ผมทำเองได้”
เขาไม่ฟังเสียงค้าน มือใหญ่กลับยื่นมาคลายชุดออก พอถูกปลายนิ้วแข็งแกร่งสัมผัสเข้ากับที่ผิวกายโดนตรงก็อดจะตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้
“อย่าดื้อน่า”
ด้วยเหตุนั้นผมจึงต้องยอมให้เขาปลดเปลื้องอาภรณ์จนมองเห็นผิวกายขาวซีด รอยแดงจากการถูกขบกัดและดูดเม้มที่คนตรงหน้าทิ้งไว้ยังคงปรากฏให้เห็นประปราย คุณอัลเฟรดทอดสายตามองด้วยสีหน้านิ่ง เขาคงไม่รู้สึกอะไรในขณะที่ใบหน้าของผมร้อนผ่าวมากขึ้นทุกที
คุณอัลเฟรดไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน... แม้ตอนที่ผมบาดเจ็บหนักจนขยับตัวไม่ได้ เรื่องเล็กน้อยเกินขอบเขตความดูแลเช่นนี้เขาไม่เคยเสียเวลาใส่ใจ
แล้วทำไมตอนนี้...
ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ แตะทำความสะอาดร่างกายให้อย่างเบามือ เริ่มจากลำคอเรื่อยไปถึงลาดไหล่และแขน เขาไม่เอ่ยติติงร่างกายที่ผ่ายผอมนี้แม้สักนิด เงียบเกินไปจนไม่อาจคาดเดาได้ว่าประโยคต่อมาที่จะออกจากปากเขาคืออะไร
ไม่มีสัมผัสจาบจ้วง ไม่มีวี่แววของการใช้กำลังรุนแรง ทว่าร่างกายก็ยังเกร็งจนแข็งทื่อเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา เพียงแค่เวลาไม่เท่าไหร่... คุณอัลเฟรดก็เสี้ยมสอนร่างกายนี้จนเชื่อง
แต่ในใจ... กลับสับสนว้าวุ่นไปหมด...
หลังจากเช็ดทำความสะอาดด้านหน้าให้เรียบร้อยแล้ว เขาก็ออกคำสั่งสั้นๆ
“หันหลัง”
ผมทำตามคำสั่งนั้นอย่างว่าง่าย สัมผัสของผ้าที่แตะแผ่นหลังอุ่นให้ความรู้สึกดี ผมหลับตาลงรับรู้สัมผัสนั้นอย่างเต็มเปี่ยม
ฝ่ามือของคุณอัลเฟรด... นิ้วมือกดลงที่หลังสื่อความวาบหวามเป็นระลอก
ริมฝีปากอุ่นประพรมจูบเข้าที่ซอกคอ ผมสะดุ้งน้อยๆ ด้วยสัมผัสแปลกอันไม่คาดคิด ลมหายใจอุ่นเป่ารดผิวเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ปลุกเร้าให้หัวใจเต้นระทึก
คุณอัลเฟรดคิดอะไรอยู่นะ... ทำไมถึงชอบทำแบบนี้กับผม ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นการกระทำทารุณด้วยความเกลียดชัง นี่คือบทลงโทษอันเลวร้ายเพื่อตอบแทนสิ่งที่ผมได้ทำลงไปอย่างสาสม ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น...
“ให้ฉันกอดนาย”
ทำไมสุ้มเสียงนั่นจึงกล่าวอ้อนวอน มิใช่การข่มขู่
ทำไมอ้อมแขนนี้จึงตระกองกอดผมเอาไว้อย่างทะนุถนอม มิใช่เพื่อทำร้าย
“ถ้านายบอกว่าไม่ ฉันจะหยุด”
คำพูดทุกคำถูกกลืนลงคอไปเสียหมด ผมได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้หรือ... แค่คำปฏิเสธง่ายๆ ผมก็ไม่ต้องทำเรื่องที่ถูกบังคับฝืนใจ
แค่คำเดียว...
ทำไมถึงปฏิเสธออกไปไม่ได้
“ทำไม... คุณอัลเฟรดถึงอยากจะทำแบบนั้นกับผมล่ะครับ”
กลายเป็นคำถามที่รังแต่จะเพิ่มความสับสนที่เอ่ยออกไปแทน
ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย เขาวางคางเกยไว้ที่ไหล่ แขนสองข้างยังคงโอบกอดผมไว้ไม่ปล่อย
อบอุ่น...
ผมยังนิ่งรอคำตอบต่อไปด้วยความหวังอันริบหรี่... ก่อนจะฉุกใจคิด
ผม... หวังอะไร?
หวังให้คุณอัลเฟรดตอบว่าอะไรกัน?
“...ช่างเถอะครับ ไม่ต้องตอบก็ได้” กลายเป็นผมเสียเองที่ทนรอคำตอบนั้นไม่ได้
ก่อนที่ผมจะทันได้ขยับตัว ฝ่ามือทั้งสองก็รวบตัวของผมเอาไว้ เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหูเป็นคำเฉลยข้อกังขา
“เพราะว่าฉันอยากครอบครองนาย”
สิ้นสุดประโยคนั้นมือใหญ่ก็รั้งใบหน้าของผมให้หันเข้ารับจุมพิตช่ำชอง ริมฝีปากที่ปิดสนิทถูกดุนดันให้เผยอคลี่รับเรียวลิ้นอุ่น จูบที่ทำให้ความคิดในหัวสมองกระเจิดกระเจิงจนไม่อาจออกแรงขัดขืน ได้แต่หลงดื่มด่ำไปกับความหวามไหวที่ฝ่ายตรงข้ามปรนเปรอให้โดยไร้สตินึกคิด
เป็นครั้งแรก... ที่ริมฝีปากของเราสองคนประกบกัน
“คุณอัลเฟรด...”
ทำไม...
ผมจ้องมองเขาด้วยสายตาเลื่อนลอย หอบหายใจถี่ๆ ควานหาอากาศผ่านริมฝีปากที่เผยอกว้าง รู้สึกแสบแห้งในลำคอเมื่อลมเย็นๆ พัดผ่านเข้าไป
ยังคงมีคำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัว คำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบแน่ชัด
กระนั้นแล้วอ้อมแขนอ่อนโยนที่คอยปกป้องจากความหนาวเหน็บก็ทำให้เหตุผลลบเลือนไปทุกอย่าง คุณอัลเฟรดประทับรอยจูบเพิ่มบนเรือนกายนี้อีก ราวกับว่าที่ผ่านมาไม่เคยพอ
“นายเป็นของฉัน”
ผมค่อยๆ เอนตัวลงนอนราบแนบกับฟูกตามแรงกดทับ ก่อนจะยกแขนขึ้นกอดก่ายร่างกายเบื้องบน กายหนาอุ่นแนบชิดลงมา... ราวกับจะช่วยแบ่งปันไออุ่นให้กับร่างกายเย็นเยือก
เจ้าของดวงตาสีฟ้าดูหวั่นใจเมื่อได้ยินเสียงลมหายใจหอบระรัวของผม ทั้งยังกายชื้นเหงื่ออันอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
“เป็นอะไรรึเปล่า”
ปลายนิ้วตวัดเกลี่ยเส้นผมที่ตกระใบหน้า การรุกรานที่เชื่องช้าเนิบนาบหยุดลง เว้นจังหวะให้พักหายใจ
“ฉันจะหยุด... ถ้านายไม่ต้องการ”
เพราะว่าคำพูด... และสัมผัส... อ่อนโยนเกินไป หลายครั้งที่ผ่านมาผมไม่อาจจะเอ่ยปฏิเสธด้วยไม่สามารถขัดความต้องการของเขา แต่ครั้งนี้... ผมไม่อยากปฏิเสธ...
“ไม่... เป็นไร... ผมไม่เป็นไรครับ คุณอัลเฟรด”
เสียงของตัวเองแผ่วเครือเบาบางจนแทบเลือนหาย รู้สึกถึงแค่ปลายนิ้วที่กำลังปลุกเร้าบริเวณสะโพก ก่อนที่ความร้อนแรงของเขาจะสอดแทรกเข้ามา ร่างทั้งสองประกบกันแนบสนิท
“อะ... ฮ้า—!”
ร่างกายกระตุกเกร็ง ไม่ว่ากี่ครั้งก็ไม่ชินเสียที ทั้งยังสั่นสะท้านตอบรับสัมผัสเร่าร้อน วงแขนตวัดกอดรัดแนบแน่น น้ำตาอุ่นๆ รื้นขึ้นมาเหนือขอบตาร้อนผ่าว ริมฝีปากนิ่มจูบซับน้ำตาให้ที่หางตาก่อนน้ำใสจะกลิ้งพาดผ่านร่องแก้ม
“คิคุ...”
ดวงตาสีฟ้าสั่นไหว... หรือเพราะว่าสายตาของผมพร่าเลือนเต็มที ผมคงเหนื่อยเกินไปที่จะลืมตาเสียแล้ว
“เป็นของฉัน...”
ริมฝีปากอุ่นจูบระทั่วใบหน้า ปลอบโยนให้ร่างกายผ่อนคลายลง หัวใจที่เต้นระรัวชะลอจังหวะช้าลงจนเป็นปกติ
“ลืมตาขึ้นมามองฉันสิ”
เปลือกตาหนักอึ้ง แทบจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว ทว่าจำต้องบังคับให้ดวงตาปรือปรอยลืมขึ้นมอง เขาเชยคางผมขึ้นให้สบดวงตาสีฟ้าสุกใส พอเห็นรอยยิ้มเปี่ยมสุขของเขาก็ทำให้ผมเขินอายขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
“เป็นของฉันตลอดไป ฉันจะดูแลนายอย่างดี”
ใบหน้าคมโน้มลงบดจูบที่ริมฝีปากโดยไม่คิดจะรอคำตอบ ปิดกั้นลมหายใจกระชั้น
ผม... ดีใจ ที่อ้อมแขนนี้กอดผมอย่างอ่อนโยน ความหวานซ่านซึมซาบเข้าภายในใจ มีเพียงคำถามเดียวที่ยังค้างคาอยู่เท่านั้น
ทำไมถึงต้องการครอบครองผม... คุณอัลเฟรดต้องการอะไรกันนะ?
ที่จริงแล้วผมไม่ค่อยเข้าใจคำว่า ‘ครอบครอง’ ของเขาสักเท่าไหร่ ก็ผมเอง... ตกเป็นของเขาโดยปริยายแล้ว ฉะนั้นเมื่อใดที่เขาต้องการอะไรก็ตาม ผมย่อมมีหน้าที่ต้องประเคนให้ ไม่จำเป็นจะต้องเอ่ยขอร้องเลยด้วยซ้ำ
ทำไมกันนะ...
“ง่วงแล้วเหรอ” คุณอัลเฟรดถาม เห็นว่าผมสะลึมสะลือเต็มที ผมจึงพยักหน้าช้าๆ เป็นคำตอบ
“งั้นก็หลับเถอะ ตั้งแต่พรุ่งนี้ฉันจะทำกับข้าวให้กินจนพุงกางเลย”
ผมยิ้มขำ ซุกกายแนบชิดแผ่นอกแกร่ง แล้วจึงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
หวังลึกๆ ในใจว่าคงจะมีไออุ่นของคนคนนี้โอบล้อมกายอยู่ตลอดคืน
ความปั่นป่วนในช่องท้องทำให้ต้องลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความมืด
“อึก...”
ปวดอีกแล้ว... ราวกับมีสิ่งแปลกปลอมเคลื่อนไหววนไปมา รู้สึกพะอืดพะอมอยากจะขย้อนออกมา ทั้งปลายนิ้วก็เย็นเฉียบทั้งๆ ที่ถูกโอบกอดไว้ในอ้อมแขนอันแสนอบอุ่น
“คิคุ...?”
เจ้าของอ้อมกอดรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วย เพราะว่าผมขยับตัวพยายามจะลุกขึ้น ยิ่งมึนหัวมากขึ้นทุกที ของเหลวรสขมเฝื่อนพุ่งย้อนขึ้นมาที่ลำคอจนต้องปิดปากเอาไว้
“อุ่ก...”
ผมลุกพรวดขึ้นผละออกจากอีกฝ่าย พุ่งตรงไปนอกเรือนเมื่อรู้ตัวว่าจะอาเจียนออกมา ไม่มีเวลาสนใจกระทั่งเสียงเรียกไล่หลัง ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า
ผมโก่งคอสำรอกของเหลวขุ่นออกมาจำนวนน้อยนิด กระเพาะบิดมวนประท้วงราวกับไม่ใช่ร่างกายของตนเอง ลมหายใจติดขัด หอบหนักจนตัวโยน
“แค่ก...!”
“คิคุ! เป็นอะไรไป!?”
กระทั่งหูก็ยังอื้ออึง แม้ฝ่ามือใหญ่จะคอยลูบหลังปลอบโยน และยังเอาผ้าเนื้อนิ่มห่มคลุมให้ อาการกระอักกระอ่วนยังไม่ลดหายไปแม้แต่น้อย
คลื่นไส้ทั้งๆ ที่กระเพาะว่างเปล่า อาเจียนจนหมดแรง... ทรมานเหลือเกิน
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่... ที่หน้าอกกระเพื่อมหอบหายใจอย่างทุรนทุราย แล้วความคลื่นเหียนจึงค่อยๆ จางลงไป
“...ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
น้ำเสียงแผ่วๆ เอ่ยในขณะที่เขากอดผมเอาไว้ ผมเอียงคอซบกับร่างหนา หมดเรี่ยวแรงจนไม่อาจขยับตัวได้แล้ว
อ้อมกอดของคุณ... ควรจะอบอุ่นไม่ใช่หรือครับ แต่ทำไมตอนนี้ผมถึงสัมผัสได้เพียงความหนาวเย็นเท่านั้น นิ้วมือสั่นระริกกุมเข้าหากัน ควานหาไออุ่นอย่างสุดความสามารถ
หนาวเหลือเกิน...
“...คุณ... อัล—”
กอดผมที... ช่วยผมด้วยครับ ให้ผมพ้นจากความทรมานนี้
คุณสัญญาว่าจะปกป้องผม คุณสัญญาเอาไว้...
“อดทน... อดทนไว้ก่อนนะคิคุ ฉันอยู่ตรงนี้” เสียงนั้นคอยปลอบโยนพร้อมอ้อมกอดที่แน่นกระชับขึ้น แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ยังไม่หายหนาวสั่น
“กอดฉันไว้.... กอดฉันไว้สิ นายจะไม่เป็นไร ต้องไม่เป็นไร”
ร่างกายถูกโอบอุ้มด้วยท่อนแขนแข็งแกร่ง นับจากนั้นผมก็ไม่รู้แล้วว่าคุณอัลเฟรดจะพาไปที่ไหน ไม่อาจคาดเดาได้ด้วยว่าหากสลบไสลไปทั้งอย่างนี้จะได้ลืมตาขึ้นมาอีกเมื่อไหร่...
ผมลืมตาขึ้นมาในห้องสีขาวอันกลายเป็นที่คุ้นตา
โรงพยาบาล...?
ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่มาก แต่ไม่มึนหัวและคลื่นไส้แล้ว ผมผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ ก่อนจะเหลียวมองรอบตัว
ใบหน้าอันคุ้นเคยของชายชาวอังกฤษปรากฏต่อสายตาเป็นสิ่งแรก เขายิ้มให้อย่างโล่งอกเมื่อเห็นผมลืมตา
“รู้สึกเป็นยังไงบ้าง อ้ะ เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งลุกขึ้นมา นอนต่อเถอะคิคุ”
“คุณอา... เธอร์—แค่ก!”
เมื่อพยายามจะเปล่งเสียง ลำคอที่แห้งผากก็ไอประท้วง คุณอาเธอร์ลูบผิวแก้มเพื่อปลอบโยนเอ่ยเตือนให้ผมใจเย็นๆ อย่ารีบร้อน แล้วจึงประคองให้ดื่มน้ำ
“โอเคมั้ย รู้สึกแย่อยู่รึเปล่า”
เขากุมมือผมไว้ คอยลูบให้กำลังใจ ผมยิ้มฝืนความอ่อนแรง พลางกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง มองหาคุณอัลเฟรด
“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ แล้วคุณอัลเฟรดอยู่ไหนครับ”
สิ้นคำถามนั้นเจ้าของดวงตาสีเขียวก็กัดริมฝีปากแน่น ราวกับไม่ต้องการให้คำตอบ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติ
“ฉันเพิ่งมาถึงน่ะ ส่วนอัลเฟรด... ก็... ออกไปทำธุระที่ฉันสั่ง เมื่อคืนเจ้านั่นโทรมาหาฉัน บอกว่าจู่ๆ นายก็อาเจียนจนสลบ ฉันเป็นห่วงมากรู้มั้ย”
ฝ่ามือนุ่มนวลลูบมือผอมบางของผมไปมาระหว่างที่พูดไปด้วย สัมผัสอ่อนโยน... สุภาพ แบบที่คุณอาเธอร์เท่านั้นจะทำได้
“...ขอโทษครับ ที่ทำให้วุ่นวาย”
“ไม่เอาน่า อย่าพูดอย่างนั้นสิ ฉันไม่ได้ว่านายเสียหน่อย”
เขาหัวเราะแห้งๆ เป็นการปลอบใจที่ดีที่สุดที่คุณอาเธอร์พอจะทำให้ได้ แต่ไม่ว่ายังไงอาการป่วยนี้ก็เป็นต้นเหตุทำให้ยุ่งยากอยู่ดี...
“ผมป่วยเป็นอะไรหรือครับ”
อีกครั้งที่เขาชะงัก รอยยิ้มหายวับไปทันที คงร้ายแรงกระมัง...
“กรุณาบอกผมเถอะครับ”
“...นายมีสิทฺธิ์ที่จะรู้ แต่ไม่ควรจะเป็นจากฉัน รออัลเฟรดกลับมาก่อนเถอะ ฉันจะให้หมอนั่นเป็นคนบอกนายเอง”
ผมเลิกซักไซ้ ถึงจะไม่เข้าใจว่ามีอะไรจะต้องปิดบัง ด้วยความอ่อนล้าผมจึงรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องดึงดันถามอีก มาถึงตอนนี้ก็เพิ่งจะมองเห็นว่าที่แขนซ้ายมีสายน้ำเกลือเจาะอยู่
เหนื่อย... ร่างกายล้าไปหมด
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ อีกไม่นานนายจะหายดี อดทนไว้นะ ฉันเชื่อว่านายต้องผ่านมันไปได้”
“ขอบคุณครับ... คุณอาเธอร์”
ผมเอ่ยตอบรับ แต่ในใจกลับตรงกันข้าม... อาการป่วยที่ไม่รู้สาเหตุ ชวนให้จิตใจหดหู่ ทั้งๆ ที่มีคุณอาเธอร์อยู่ข้างๆ ทำไมผมยังเฝ้าคิดถึงแต่คนที่ควรจะอยู่ตรงนี้อีกคน
เดี๋ยวเขาก็จะกลับมา... คุณอาเธอร์บอกอย่างนั้น แต่ทำไมในใจผมยังเป็นกังวล เพราะร่างกายที่อ่อนแองั้นหรือ
“กินอะไรหน่อยมั้ย นี่ก็บ่ายแล้ว นายน่าจะหิวแย่”
บ่ายแล้วหรือ...? ท้องยังว่างเปล่าก็จริง แต่กลับไม่รู้สึกอยากกินอะไร “ผมไม่คิดว่าจะกินอะไรไหว... น่ะครับ”
“ไม่ได้นะ อย่างน้อยก็กินสองสามคำก็ยังดี ไม่ได้กินอะไรมาค่อนวันแล้วแท้ๆ ร่างกายจะทนไม่ไหวเอาพอดี” คุณอาเธอร์ค้าน ผมเองก็เข้าใจเหตุผลดี... แต่ในเมื่อไม่อยาก... ก็บังคับร่างกายไม่ได้
เขาเดินออกไปเพื่อเรียกพยาบาล แต่แค่ไม่ถึงนาทีก็เข้ามา สายตาของผมที่เหม่อมองออกไปนอกประตูที่แง้มเปิดนั่นเห็นเขา... คุณอัลเฟรด
ร่างสูงยืนอยู่เยื้องประตูห้อง มองไม่เห็นว่าเขาทำสีหน้าอย่างไรอยู่ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่เขาจริงหรือเปล่า เขายังยืนอยู่ตรงนั้น ไม่เดินเข้ามา...
ผมอาจจะเหนื่อยเกินไปจนเห็นภาพหลอนก็ได้กระมัง...
“คิคุ? เหม่ออะไรอยู่ เจ็บตรงไหนขึ้นมารึเปล่า”
“เปล่า... เปล่าครับ ไม่มีอะไร”
ช่างเถอะ...
ถึงเวลาแล้วคุณอัลเฟรดก็คงจะกลับมาเอง
To be continued...
คิดไม่ออกแล้วว่าจะทอล์คอะไร =w=
ขอบคุณที่ติดตาม+เม้นท์นะคะ >___<


แต่ประโยคคำถามของคุณอัลเฟรด อ่านแล้วแอบคิดถึงเพลงนี้>>"เธอลำบากอะไรมั้ย เธอสู้ไหวรึเปล่า" เอ่อ ไม่ได้เกี่ยวกะเนื้อเรื่องเลยแต่รูปประโยคมันคล้าย 555+
รออ่านตอนต่อไปนะค้า~
#1 By ★奈良★ on 2009-02-19 21:18