[Hetalia Fanfiction] Pollen (14)

posted on 19 Jan 2009 11:12 by keechan  in Fiction

โฮกกรี๊ดอย่างอื่นไปหลายวัน เวลามีเรื่องโฮกทีก็มีมาเป็นพรวน (นี่มีอีกนะคะ เก็นจิโมโนกาตาริ ซากุไรซางงงงง) แต่ระลึกได้ว่าต้องลงฟิค (ฮา) ลงก่อนๆๆ

เอิ่ม เนื่องจากว่า ฟิคเรื่องนี้เขียนจบแล้วนะค้า (เขียนเรื่องใหม่ไปแล้วด้วยเหอะ <--- อีนี่มันบ้า) ที่ลงในบลอคจะพยายามตัดตอนเอาเฉพาะเนื้อๆ มาเพื่อจะได้จบเร็วๆ นะคะ กร๊ากก ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่ามันข้ามๆ หรือหายๆ เป็นห้วงๆ หรือเดินเรื่องเร็วไปยังไงก็ขออภัยด้วยค่ะ >___<




ตอบเมนท์ก่อนเคอะ

คุณ~meaw~*mo//~ - ยังไม่ได้อ่าน หรือถ้าเนื้อหาในเอนทรี ไม่ได้อยู่ในความสนใจ ก็ไม่ต้องเมนท์ก็ได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องเมนท์ทุกเอนทรีหรอกค่ะ เราอยากให้คนที่เข้ามาคอมเมนท์พูดอะไรเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราอัพในเอนทรีนั้นน่ะค่ะ จะเมนท์ช้าเมนท์เร็วเมนท์ย้อนหลังแบบขุดก็ไม่ว่ากันค่ะ เอาไว้สะดวกสนใจมาอ่านค่อยเข้ามาเม้นท์ก็ได้ค่ะ ^^

คุณ Taraki - ยังงงในความขยันของตัวเองค่ะ ควรเอาไปทำทีสิดดีกว่ามั้ย กร๊ากกก นึกถึงซีนเหยาซังงอนแล้วก็ขำเหมือนกันค่ะ 555

อ้น - เอิ่ม... ขอโทษนะ ลืมอ่ะ อัพเวลาทำงานอีกแล้ว แต่มาอ่านตอนเย็นๆ ก็ได้นะตัวเอง *w* จะได้ไม่ต้องหลบเจ้านาย แฮ่ๆๆ เดี๋ยวรวมเล่มแล้ววว

คุณฮานะ - ค่ะ ท่านโมเอ้ตลอดค่ะ <-- ตอบเกรียน?

ไชนี่ - อั๊ง แหม คนเราอ่ะ โดนกดดันมากๆ เข้ามันก็เปี๋ยนไป๋กันได้นะเคอะ

คุณป้าแดง - อาเหยาน่ารักตรงคำพูดแหละค่ะ เขียนเองยังขำเอง ทำเอาโทนเครียดหายไปเลย 5555

คุณ moth - อาเหยาช่างมีผลกระทบรุนแรงเนอะคะ ฮ่าๆๆ แต่ชอบคำพูดอาเหยาจริงๆ (ซาคุโร่คิดให้)

ไอซ์จิ - อ่าฮั๊ง แร๊งงงงงงงง แต่ฮอนด้าจังทำอะไรก็โมเอ้ไปหมดค่ะ (ลำเอียง??)

คุณ sai_run - ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะค้าาา ยังไม่สายค่ะ อ่านย้อนหลัง และคอมเมนท์ขุดได้เสมอ ยินดีค่ะ (มีคนทำแล้ว กร๊าก) อั๊ง อดไม่ได้ค่ะที่จะใส่เบย์เอย์แอบแฝง (นี่แอบแล้ว?) ก็... ก็... อ้วนควรจะรักท่านอาเธอร์เหนือใคร *///*

น้องฝ้าย - มันจะมีทั้งเอย์นิ เบย์นิ เบย์เอย์แล้วล่ะ (ฮา) เอ๊ะ หรือตอนนี้จะเป็นด๊อยนิอีกนะ กร๊ากก ไอ้เรตๆ อ่ะเขียนไว้แล้ว แต่เป็นเรื่องหน้าอ่ะฝ้าย ต้องรอเรื่องนี้จบก่อนนะ กร๊ากกก ขอชื่นชม อุตส่าห์ตามเม้นท์ย้อนหลังเสียแซ่บ petal นี่อ่านแล้วเขินกันจริงหยอ อั๊ง ดีใจอ่ะ (เป็นพวกแบบ ไม่ค่อยกลับมานั่งอ่านอะไรที่ตัวเองเขียน เขิน ฮ่าๆๆๆ) ขอบคุณนะฮ้า

คุณ MiSa - ใครๆ ก็ชอบอาเหยา (ฮา) ขัดอารมณ์เครียดได้เป็นอย่างดีค่ะ ส่วนอาเธอร์... รู้สึกเหมือนเป็นพระเอกที่ไปไม่ถึงดวงดาวยังไงชอบกล (ฮา) <-- เปลี่ยนบทมาเป็นนางเอกของอ้วน???

คุณ kitsuna - อ้ะ ประโยคช่างอั๊ง แต่จะให้ใครพูดกับใครคะเนี่ย XD

 

 

Pollen (14)

(Prequel to Petal)




ใครๆ ก็คงมองว่าผมเป็นเด็กที่หยิ่งผยองและไม่รู้จักบุญคุณ ช่างปะไร ก็แค่ข้ออ้างของคนที่อ่อนแอกว่า ถ้าเพื่อทำให้ตัวเองยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง สุดท้ายก็เป็นที่ยอมรับ จะให้จับดาบถือปืนอีกกี่ครั้งก็ย่อมได้

พวกคนที่อวดดีพวกนั้นน่ะ ทำเป็นปากดี คอยกันท่าผมไปเสียทุกอย่าง สุดท้ายแล้วแค่เรื่องในดินแดนของตัวเองก็ยังควบคุมไม่ได้ เมื่อไม่นานมานี้คุณลุดวิกก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ก็สมควรอยู่ ใครล่ะจะยอมถูกกดขี่ภายใต้สัญญาบ้าๆ ที่ไม่ยุติธรรมนั่น

ถึงจะอยู่กันคนละซีกโลก แต่อุดมการณ์ของเราเหมือนกัน เราไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายเลย แค่อิสรภาพ และเกียรติยศในฐานะตัวตนที่แท้จริง

เพราะฉะนั้น... ถ้าหากได้แรงของคุณลุดวิกมาอีกคน คุณเหยาน่าจะเลิกดึงดันแล้วก็ยอมจำนนต่อผมเสียที

จังหวะกำลังดีทีเดียว

กรุงเบอร์ลินไม่ได้ดูเงียบเหงาลงไปเพราะสถานะผู้แพ้สงครามในครั้งก่อนเลย ตรงกันข้าม กลับดูคึกคักและมีชีวิตชีวา เจ้าของร่างสูงใหญ่นั้นยังคงมีประกายของความมุ่งมั่นไม่เคยเปลี่ยน ทั้งเอาจริงเอาจังและไม่เคยล้มเลิกกลางทาง

“สวัสดีครับ คุณลุดวิก”

เจ้าบ้านยิ้มรับราวกับรู้ดีว่าผมมาเพื่ออะไร

“ฉันว่าแล้วไม่ช้าหรือเร็วนายต้องมา หรือถ้านายไม่มา ฉันก็คงไปหานายเอง” เขาเปิดประตูรับ หลังจากที่ห่างหายกันไป คุณลุดวิกในตอนนี้ช่างดูสบายใจยิ่งนัก “เข้ามาก่อนสิ แค่การที่นายมาก็เป็นข่าวดีสำหรับเราทั้งคู่แล้ว”

ภายในตัวบ้านไม่ได้มีบรรยากาศเคร่งขรึมดังเช่นบุคลิกประจำตัวคุณลุดวิก ทว่าถูกตกแต่งอย่างสวยงามและมีระเบียบตามนิสัยคนละเอียดลออ ไม่มีมุมไหนที่ข้าวของจะถูกวางไว้ระเกะระกะ ฝุ่นซักนิดก็ไม่มีเช่นกัน ไม่ว่าเวลาไหนคุณลุดวิกก็ไม่เคยละเลยเรื่องการดูแลบ้าน

ห้องรับแขกรับแสงสว่างภายนอกเข้ามาทำให้ดูโล่งโปร่ง บ้านหลังนี้คงผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดี

“ชาหรือกาแฟมั้ย หรือจะเอาเบียร์แทน” เขาพูดติดตลก ปกติแล้วผมคงรับน้ำเปล่าหรืออะไรก็ได้ตามสะดวกของเจ้าของบ้าน แต่การมาครั้งนี้ผมอารมณ์ดีกว่าปกติ ยิ่งได้เห็นทางคุณลุดวิกพูดเล่นก็ยิ่งรู้สึกร่าเริงขึ้นมาเลย

“เบียร์ก็ได้ครับ”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วเมื่อผมบอกเช่นนั้น คงไม่คิดว่าผมจะเอาคำหยอกนั่นไปคิดจริงจัง

“ท่าทางนายอารมณ์ดีจริงนะ ริอ่านดื่มเบียร์แต่หัววัน”

เขาหัวเราะไปด้วยแต่ก็ยอมไปหยิบขวดเบียร์มาให้

“มาถึงเยอรมนีทั้งที จะให้ดื่มแต่ชาชืดๆ ก็น่าเสียดายออกนะครับ”

“ถ้าอาเธอร์ได้ยินคงเสียใจแย่”

คำพูดคล้ายจะแสดงความเห็นใจ แต่น้ำเสียงน่ะมันสมน้ำหน้าชัดๆ เลยนะครับ ผมไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่อมยิ้มไว้ แค่เท่านั้นผมก็คิดว่าคนฉลาดอย่างคุณลุดวิกคงเข้าใจความหมาย

คุณลุดวิกยกขวดเบียร์มาให้ ตัวเขาเองดื่มจากปากขวดทั้งอย่างนั้นแต่ก็ยังคิดพิจารณาพอที่จะเตรียมแก้วให้ผมต่างหาก

เบียร์รสนุ่มทิ้งความขมฝาดจางๆ ไว้ในลำคอ เจ้าของดวงตาสีฟ้าอันสงบนิ่งมีสีหน้าผ่อนคลายซึ่งหาได้ยากนัก ปกติแล้วคิ้วทั้งคู่จะขมวด ดูเหมือนคนที่ใช้ความคิดอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา

“ได้ยินข่าวว่านายไม่อยู่เฉยๆ เลยนะ เจ้าพวกนั้นน่ะใช้คำว่า ‘ระเริงในอำนาจ’ ทีเดียวเลย รู้ตัวมั้ย”

ไม่ผิดอย่างที่คาดครับ “ผมก็คาดหวังอะไรอย่างนั้นล่ะครับ ถึงความจริงแล้วผมแค่พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองควรจะได้รับให้สำเร็จเท่านั้นเอง คุณลุดวิกเองก็เข้าใจดีใช่มั้ยล่ะครับ”

“นั่นสินะ หึ ช่วงนี้ฟรานซิสน่ะเข้ากับอิวานได้ดีเชียว อีกไม่นานก็คงจะรวมอาเธอร์เข้าไปอีกคน พวกนั้นน่ะทำเป็นอ้างว่าการกระทำของพวกเราผิด มนุษย์ทุกคนควรจะเท่าเทียมกันอะไรนั่นน่ะ เป็นแค่ปรัชญาสวยหรูเท่านั้นแหละ ไม่ว่าหน้าไหนๆ ก็อยากได้ทุกอย่างมาเป็นของตัวเองทั้งนั้น”

“ช่วงหลังๆ นี่ คุณเหยาเองก็มีความคิดแบบนั้นเหมือนกันครับ พออะไรๆ ไม่ลงรอยกันก็ขัดแย้งกันได้หมดทุกอย่าง”

แค่ขยับตัวนิดเดียวก็หาเรื่องให้ผมผิดได้แล้วล่ะ ทุกคนเท่าเทียมกันน่ะหรือ คำพูดแบบนั้นก็แค่ขยะ พวกเขาก็แค่กลัวว่าผมจะแผ่อำนาจมากเกินไปจนอิทธิพลของตัวเองหดหายน่ะสิ

ขวดแก้วถูกยกขึ้นกระทบกับแก้วน้ำในมือเบาๆ ดูท่าเราสองคนจะเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี

“หัวอกเดียวกันเลยนะ ฉันกับนาย”

คำพูดนั้นแหละที่ผมอยากได้ยิน...

ผมจับแก้วชนกับขวดเบียร์ของอีกฝ่ายอีกครั้งเป็นการตอบรับ “จริงด้วยนะครับ”

เราอาจจะเหมือนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ได้

“อยากจะออกมาแสดงความคิดต่อต้านอย่างชัดเจนมั้ยล่ะ ฟรานซิสไปเข้าข้างอิวานแล้วก็จริง แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหมอนั่นจะเห็นด้วยกับอิวานจริง ถ้าเราออกมาเคลื่อนไหวไว้ก่อน อาจจะห้ามไม่ให้อาเธอร์ไปรวมกลุ่มกับพวกนั้นได้นะ ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็จะสบายขึ้นมาหน่อย”

“ทำอย่างนั้นจะไม่เท่ากับว่าเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรูกับคุณอิวานหรือครับ ผมว่าออกจะเสี่ยงไปสักนิด”

“เราแค่จะบอกว่าเรามีความคิดตรงกัน แค่เผื่อไว้ในกรณีอิวานจะมาบังคับให้พวกเราเปลี่ยนความคิดไงล่ะ”

ผมคิดทบทวนอย่างพิจารณาถึงข้อได้เสีย ข้อเสนอที่คุณลุดวิกว่ามานั้นผมมีแต่ได้กับได้ แค่จับมือกับคุณลุดวิกก็กดดันคุณเหยาได้มากพอแล้ว ต่อให้มีเรื่องมีราวกับคุณอิวานจริงก็จะมีคุณลุดวิกคอยหนุนหลังให้

แต่ผมน่าจะใช้ประโยชน์เขาได้มากกว่านี้อีก

“ผมขออะไรอีกข้อได้มั้ยครับ”

คุณลุดวิกลงนั่งข้างๆ ยิ่งอารมณ์ดีมากขึ้นเมื่อผมมีแนวโน้มจะตอบตกลง “ว่าไง ถ้าฉันทำให้ได้ก็จะทำให้นะ”

“ดินแดนแมนจูเรียที่ผมได้มาใหม่ ผมอยากตั้งฐานใหม่ที่นั่น ช่วยรับรองให้หน่อยได้มั้ยครับ”

ที่ตรงนั้นไม่ใช่ของคุณเหยาอีกต่อไปแล้ว นั่นคือ ‘แมนจูกัว’ ของผม

“แค่นั้นเองน่ะเหรอ ได้สิ ไม่มีปัญหาหรอก”

“ขอบคุณครับ”

“เบียร์อีกมั้ย?”

พอธุระสำคัญลงตัวแล้ว ก็หันมาชักชวนด้วยสีหน้าร่าเริง จริงๆ แล้วคุณลุดวิกก็ไม่ใช่คนที่คบยากเลยซักนิด ออกจะเป็นคนใจดี... คำนึงถึงเหตุผลเสมอ

“ดีครับ เบียร์อุ่นๆ แบบนี้ ทำให้บรรยากาศซึมเซาจากอากาศหนาวข้างนอกหายเป็นปลิดทิ้งเลย”

“นายนี่เสเพลกว่าที่ฉันคิดอีกนะ” อีกฝ่ายหยอก แต่เบียร์ที่ยกมาเพิ่มให้ไม่ได้มีแค่สองขวด

“เสเพลอะไรกันครับ แค่เบียร์เท่านั้นเอง เวลามีงานฉลองที่บ้านก็ดื่มอยู่บ่อยๆ”

“ไม่ใช่เรื่องเบียร์ ฉันหมายถึงไอ้ความกล้าบ้าระห่ำของนายน่ะ จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาบุกหวังเหยาไม่ยั้ง เคยสงบเสงี่ยมมาตลอดแท้ๆ”

เขาว่าพลางรินเบียร์เพิ่มให้อีก ผมรับขวดแก้วนั้นมาถือเป็นเชิงบอกว่าผมจะรินเอง

“เห็นเป็นอย่างนั้นหรือครับ ถ้าคุณว่าอย่างนั้นคนอื่นๆ มิตกใจยิ่งกว่าหรือ”

“ก็ น่าจะเป็นอย่างนั้น ฉันน่ะเคยเห็นความสามารถของนายด้วยตาตัวเองตอนถูกแย่งชิงเต่าไปแล้ว มั่นใจเลยว่านายมันไม่ธรรมดา หลังจากนั้นฉันก็เฝ้าดูนายอยู่ห่างๆ คิดเหมือนกันแหละว่าน่าเสียดายที่นายไม่ได้แสดงความสามารถที่แท้จริงเพราะมี ทั้งอาเธอร์แล้วก็อัลเฟรดคอยกันท่าอยู่”

น้ำเสียงนั้นไม่ได้แสดงออกว่าโกรธแค้นหรือเสียหน้า มันราบเรียบราวกับการรายงานข่าวตามวิทยุเลยทีเดียว อ่านออกยาก... บางทีคุณลุดวิกอาจจะยังไม่เชื่อใจผมเต็มร้อย คิดเช่นนั้นแล้วผมก็หัวเราะกับตัวเอง มีใครที่ไหนบนโลกนี้จะเชื่อใจซึ่งกันและกันได้อย่างแท้จริง...

ไม่มีหรอก

“คิดว่าผมเป็นคนอกตัญญูหรือเปล่าครับ”

ทั้งเรื่องของคุณเหยา และการแยกตัวจากคุณอาเธอร์และคุณอัลเฟรดด้วย หากมีคนมองว่าผมเป็นคนเนรคุณไม่รู้จักบุญคุณก็ไม่แปลกเลย

“นายก็แค่ซื่อตรงกับความคิดของตัวเอง พวกอาเธอร์ก็ทำไม่ถูกที่คอยกุมอำนาจแทนนาย ฉันก็โดนมาเหมือนกัน เข้าใจดีเลยล่ะ ตกลงนี่มันบ้านฉันหรือว่าบ้านของเจ้าพวกนั้นกันแน่ มาคอยตั้งกฏห้ามโน่นห้ามนี่เยอะแยะไปหมด”

เครื่องดื่มหมดไปเป็นขวดที่สอง แต่สีหน้ายังไม่เปลี่ยนเลยสักนิด

“ฉันคาดว่าสักวันนึงนายก็คงแยกตัวมาจากพวกนั้น ไม่ก็ค่อยๆ ถอยออกมา เพราะอยู่ไปก็มีแต่ต้องเสียประโยชน์ แต่ก็ไม่คิดว่าจะปุบปับแล้วก็อึกทึกโครมครามเสียขนาดนี้เท่านั้นแหละ”

ผมหัวเราะไปด้วย “ขนาดนั้นเลยหรือครับ”

คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังคงยิ้มขำ “ก็ปกตินายเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นด้วยซ้ำ ใครจะไปนึกไปฝันว่าจะกล้าเสียกล้าเสียขนาดนั้น”

ผมก็แค่ระมัดระวังสิ่งที่จะแสดงออกไปเท่านั้นเองครับ

“ไม่คาดฝันเลยหรือครับ”

“เขาเรียกว่าอะไรนะ จิตวิญญาณอันเด็ดเดี่ยวของซามูไร?” ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่แน่ใจว่าจำคำเฉพาะนั้นถูกหรือไม่ จึงหันมาถาม ใบหน้าของตัวเองกำลังสะท้อนอยู่ในดวงตาสีฟ้าตรงหน้า

“สายตาแน่วแน่แบบนั้นก็ด้วย... ดูถูกไม่ได้เลย”

นั่นคือ... คำชมอย่างจริงจังที่ผมได้รับเป็นครั้งแรก คุณลุดวิกยอมรับในความแข็งแกร่งของผมแบบที่ไม่มีใครจากตะวันตกเคยกล้าจะเอ่ยออกมา

แต่พอถูกชมเข้าจริงๆ... ก็ไม่รู้จะตอบรับยังไงเหมือนกัน

“ไม่ถึง... ขนาดนั้นหรอกครับ” ที่หลุดออกจากปากไปก็จึงเป็นแค่ประโยคตอบรับมาตรฐานเวลาที่มีคนชม “ยังอ่อนหัดนักครับ”

“นิสัยถ่อมตัวแบบนี้ก็เป็นอาวุธอย่างหนึ่งของนาย”

“เอ๊ะ...? ยังไงหรือครับ” ผมเผลอถามออกไปด้วยไม่รู้จริงๆ การถ่อมตัวเอาไว้ถือเป็นอาวุธได้ด้วยหรือ ไม่ยักกะรู้มาก่อน

ฝ่ายถูกถามก็ทำหน้างงเช่นกัน “ไม่รู้เหรอเนี่ย? อืม... งั้นก็อธิบายยากแฮะ”

ผมไม่เข้าใจว่ามันจะยากยังไง... คุณลุดวิกคิดอยู่พักหนึ่งแล้วก็นึกออก

“เหมือนกับโป๊กเกอร์เฟซน่ะ”

ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่เลย...

“เอ่อ... คืออะไรหรือครับ”

เขาขมวดคิ้วอีกพอผมถาม “โทษที ฉันลืมไปว่านายไม่รู้จัก อืม... ก็เหมือนกับการที่นายไม่เปิดเผยความลับของตัวเองออกมาได้อย่างแนบเนียนน่ะ ทำให้คู่ต่อสู้ประมาท แล้วก็จะประเมินนายต่ำเกินไป”

“ถ้าแบบนั้นล่ะก็พอจะเข้าใจครับ... ว่าแต่ ผมเป็นคนแบบนั้นจริงๆ หรือครับ”

น่าแปลกที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสนใจสักนิดว่าจะถูกคนอื่นมองด้วยสายตาอย่างไร แต่พอเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วก็อดจะไม่ถามต่อไม่ได้

ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนบ่าดังปุบ แล้วยิ้มให้เมื่อเห็นใบหน้าเป็นกังวลของผม “ไม่ใช่เรื่องที่แย่หรอก สมกับเป็นนายดีออก”

ได้ยินอย่างนั้นก็ใจชื้นขึ้นมา การได้มีโอกาสกลับมาพูดคุยกับคุณลุดวิกทำให้รู้สึกสบายอกสบายใจมากนัก ไม่ต้องทนอึดอัดฟังในเรื่องที่ไม่เห็นด้วย...

เพราะว่านี่คือคุณลุดวิกผู้แสนจริงจัง คำพูดแต่ละคำจึงน่าเชื่อถือ และยังตรงไปตรงมา ไม่ต้องตีความกันซ้ำสอง

“ขอบคุณครับ...” ที่ให้เกียรติผม

เบียร์ในแก้วหมดไปแล้ว ผมหยิบขวดเบียร์ที่เหลือขึ้นมายกขึ้นชนกับขวดแก้วของอีกฝ่าย เป็นการฉลองการร่วมมือกันอย่างไม่เป็นทางการ

“อยากจะลองดูบ้างน่ะครับ” ผมหมายถึงการดื่มเบียร์จากปากขวด

เครื่องดื่มชนิดเดียวกัน ทว่าแค่เปลี่ยนวิธีการดื่มรสชาติก็เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะไม่มากนัก สัมผัสของเบียร์เย็นๆ ที่ไหลจากมุมริมฝีปากทำให้อยากปล่อยตัวปล่อยใจให้มัวเมาอยู่เช่นนี้

“รู้สึกดีกว่าที่คิดนะครับ”

“ระวังจะเปื้อนเสื้อผ้าเอาล่ะ เบียร์น่ะเหนียวแล้วก็กลิ่นแรงนะ” อีกฝ่ายเตือน ในขณะเดียวกันก็มีสีหน้าพอใจที่ผมดื่มด้วยวิธีเดียวกัน

ช่างปะไรล่ะครับ ผมกำลังอารมณ์ดีมากๆ เวลาที่หาได้ยากเช่นนี้ เราควรจะมาสนุกกันดีกว่า

“สักกี่ขวดถึงจะเมาครับ?”

 

 

 

 

 

 

“ลุดวิก—!!! เรียกฉันมาเหรอ??? อ้าวเอ๊ะ คิคุอยู่ด้วยเหรอเนี่ย”

น้ำเสียงร่าเริงอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวดังลั่นขณะก้าวเข้ามาในบ้าน ตามด้วยเสียงตวาดของคุณลุดวิกตามเคย

“ก็บอกแล้วไงว่าฮอนดะอยู่ด้วย! ทำตัวให้มันเรียบร้อยหน่อยได้มั้ย!”

“เอ๋—? แล้วฉันไม่เรียบร้อยตรงไหนอ่ะ???”

...ปัญหาคงอยู่ที่เจ้าตัวนั่นแหละ ผมชักสงสัยว่าเราจะคุยอะไรกันเป็นการเป็นงานได้จริงหรือเปล่าถ้าหากมีเฟลิเซียโน่อยู่ด้วย

“เอ้า! มานั่งนิ่งๆ ตรงนี้ ส่วนข้าวของก็เอามาทางนี้ ฉันจะเอาไปวางให้ กินอะไรมารึยัง”

“ยังเลย แต่ว่าไม่เป็นไรนะลุดวิก ฉันเอาพาสต้ามาด้วยเยอะแยะเลย!”

ไม่พูดเปล่า เฟลิเซียโน่เปิดกระเป๋าเดินทางให้ดูอย่างภาคภูมิใจ ในนั้นมีห่อพาสต้าเต็มไปหมด ไม่เห็นมีเสื้อผ้าติดมาเลยสักชุด!

กว่าจะได้เข้าเรื่องพูดคุย ก็ต้องรอจนเฟลิเซียโน่ยืมครัวทำพาสต้าเสร็จเสียก่อน ตลอดเวลาคุณลุดวิกก็บ่นไม่หยุด บุคลิกของเขาช่างแตกต่างกับตอนที่อยู่กับผมสองคน น่าสนุกดีเหมือนกันที่ได้เห็นมุมมองแปลกๆ ของคุณลุดวิก ดูเหมือนคุณครูที่เข้มงวดคอยจัดระเบียบนักเรียนที่ซุกซนอย่างไม่ยอมแพ้

เฟลิเซียโน่ไม่ได้ทำกินแค่คนเดียว ยังเผื่อแผ่มาให้ผมกับคุณลุดวิกด้วย ทั้งๆ ที่เราทั้งคู่ปฏิเสธแล้ว ทว่าเขาก็ไม่ได้ฟังเอาเสียเลย

“ราวิโอลีตำรับดั้งเดิมของชาวอิตาลีคร้าบ! เชิญชิมกันได้เลย”

คุณลุดวิกดูเหมือนจำใจกินให้หมดไปเร็วๆ จะได้คุยกันเสียที เขาอาจจะเคยลองชิมมาหลายครั้งแล้วกระมัง แต่สำหรับผมอาหารชนิดใหม่ที่วางอยู่ตรงหน้านั้นเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก

ราวิโอลีที่ว่าเป็นพาสต้าชนิดหนึ่ง รูปร่างภายนอกคล้ายคลึงเกี๊ยวซ่า ก็เป็นแป้งห่อด้วยไส้ (ซึ่งไม่รู้ว่าเฟลิเซียโน่ใส่อะไรลงไปบ้าง) เอาเถอะ ไม่ลองกินคงไม่รู้ว่ารสชาติเป็นยังไง

“คิคุยังไม่เคยกินใช่มั้ย เป็นไง? เป็นไง? อร่อยใช่มั้ยล่ะ”

“อร่อยดีนะครับ”

“ใช่มั้ยล่ะ พาสต้าสุดยอดเนอะ! ลองเอาไปทำเองที่บ้านมั้ย ฉันเอามาเผื่อด้วย ทำไม่ยากหรอก”

“เฟลิเซียโน่! เรื่องพาสต้าเอาไว้ทีหลังได้มั้ย!”

คุณลุดวิกเอ็ดขึ้นมาอีก พอโดนดุเฟลิเซียโน่ก็สะดุ้งโหยงแล้วก็หงอยลงไป บางทีก็ร้องไห้ด้วย แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมาก็จะกลับมาร่าเริง หาเรื่องให้ถูกดุใหม่อีก ฝ่ายคุณลุดวิกก็ไม่เบื่อที่จะตำหนิได้ทุกครั้ง เป็นผมคงจะถอดใจจนเลิกดุไปแล้วแน่ๆ

การพูดคุยหลังจากนั้น วุ่นวายเกินจะบรรยาย...  แต่ข้อตกลงอย่างเป็นทางการทุกอย่างก็เป็นไปได้อย่างราบรื่น

ผมจะคอยสนับสนุนการจัดระเบียบในยุโรปของคุณลุดวิกและเฟลิเซียโน่ (คนหลังคงไม่ได้ลงมือทำอะไรจริงๆ กระมัง แต่ก็ถือว่าร่วมหัวจมท้ายกันแล้วล่ะ) ในขณะที่ทั้งสองคนจะสนับสนุนอำนาจการควบคุมของผมในเอเชียตะวันออก

ทีนี้ฐานอำนาจของผมก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้น ใครหน้าไหนก็จะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้แล้ว

“นี่ๆๆ ว่าแต่เรารวมกลุ่มจะไปทำอะไรกันเหรอ”

คำถามแบบไม่รู้ที่รู้ทางจากเฟลิเซียโน่เอ่ยขึ้นหลังจากเซ็นสัญญาไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมเตรียมอุดหูลดเสียงก่นด่าของคุณลุดวิกเอาไว้ก่อนได้เลย
 

 

 

To be continued...

 

 

 

ตอนที่แล้วอาเหยา ตอนนี้ก็พาสต้า....

ตอนแรกให้เขาคุยกันเครียดๆ ดีๆ แล้วนะ พอพาสต้าโผล่มา.. นึกถึงคำนี้เลย "มันจะไปรอดกันเรอะ" (ฮา)

 

กำเนิดฝ่ายอักษะะะะะะะ (ขำ)

 

ฉากที่ตัดไปในตอนนี้... คือฉากที่ฮอนด้าตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนถอดเสื้ออยู่บนเตียงเดียวกะด๊อยค่ะ... <--- คือ พยายามจะใส่ ลุดวิก x คิคุ ลงไปซักกะจึ้ก (ฮา) แต่สุดท้ายก็มาพบว่า สำหรับด๊อย ยังไงต้องพาสต้า TTwTT

 

 

ปี 1936 ญี่ปุ่นและเยอรมันเซ็นสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากล เพื่อต่อต้านแนวคิดและการเผยแพร่อำนาจของรัสเซีย (อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ไม่รู้ในฟิคอ่านแล้วงงๆ กันมั้ยอ่ะคะ.. ไม่น่าใส่ไปเลย อ่าก) ซึ่งต่างฝ่ายก็มี hidden agenda ว่าญ๊่ปุ่นอยากได้เยอรมันมาเข้าข้างเพื่อกดดันจีน ส่วนเยอรมันก็อยากผูกมิตรกับญี่ปุ่นอยู่แล้ว

ปี 1937 อิตาลีได้เข้าร่วมสนธิสัญญาฉบับนี้ และก่อตั้งสัญญาพันธมิตรสามฝ่ายขึ้นมา และกลายเป็นฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุดค่ะ

 

มาที่ของกินเล็กน้อย (ฮา)

ราวิโอลี เป็นพาสต้าชนิดหนึ่งค่ะ ซึ่งพาสต้าเป็นอาหารอิตาลีที่ประกอบขึ้นด้วยแป้งสาลี น้ำ และไข่ มีรูปร่างต่างๆ อย่างที่บ้านเรารู้จักกันดีก็จะเป็นสปาเก็ตตี้ (เส้นกลมยาว) กับ มักกะโรนี (เส้นกลมมีรูตรงกลาง) สำหรับราวิโอลีจะเป็นแป้งแผ่นๆ ห่อด้วยใส่ในจะเป็นผักกับเนื้อ (ฟังดูแล้วคล้ายเกี๊ยวจริงๆ ด้วย) นอกจากนั้นก็มีอื่นๆ อีกที่ชื่อพิลึกๆ (ฮา) ได้แก่ ลิงกวินี เพนเน ริกาโทนี ฟูซิลี ซึ่งทั้งหมดเรียกรวมกันว่าเป็น พาสต้า ค่ะ

มีหลายแบบก็เหมือนจะแปลกน้อยลงว่าทำไมเฟลี่มันไม่เบื่อพาสต้าซะทีนะ 5555

 

ต่อไปฮอนด้าจังจะไปฮาวาย <--- เร็วมะ?

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไหนๆมีเกี้ยวแล้ว คราวหน้าทำซุปสิพี่กี รสชาติเหมือนจับฉ่าย ฮา(จริงนะ งงโคตร...)

น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกก โคตรรรรรรรรร กรี๊ดดดดดด เฟลิเซียโน่สุดยอด พาสต้าบันซายยยยยยยย

จบตอนได้น่ารักโคตรๆมาก เย้

#1 By shiny on 2009-01-19 12:39

คิดเป็นหน้าคิคุกับลุดวิกก็ดีหรอก

แต่พออ่านประวัติศาสตร์ช่วงนี้ทีไร กลายเป็นโตโจตัวแกร็นๆใส่แว่นกลมคุยกับฮิตเลอร์หนวดจิ๋มทุกที.....หมดอารมณ์จิ้นเลยอ่ะครับ

ตามประวัติศาสตร์ช่วงนี้คิคุเอย อีวานเอย ลุดวิกเอย รุมลวนลามเหยาสินะ เฮือก!!! เลือดพุ่ง
อ่านตอนกลางวัน เย้!

เฟลิออกมาขโมยซีนชัดๆ 5555
พูดแล้วหิวสปาเกตตี้ โอวววว

คิคุคุงไปบ้านลุควิก เหมือนไปเตรียมแต่งเข้าบ้านเค้ายังไงไม่รู้
ก๊ากกกก ตอนเจรจานี่น่ารักมากๆ

#3 By Anlegy RO on 2009-01-19 12:59

พาสต้าโมเอ๊ ออกมาทีบรรยากาศเปลี่ยนไปทันที
ตอนจบนี่นึกภาพออกเลยค่ะconfused smile

อ่านที่คุณกีพูดถึงฉากที่ถูกตัดแล้ว....อยากเห็นจัง...ไม่ใช่ละ
แต่อย่างที่ว่าคุณลุควิกต้องคู่กับพาสต้าล่ะนะ

#4 By ~MaNa~ on 2009-01-19 15:58

กรี้สสสส~ เฟลี่ตกลงว่าที่ตกลงกับเค้าหนูไม่รู้อะเลยรึค้า~

แต่ตอนที่ท่านคิคุบอกว่า "จะให้ดื่มแต่ชาชืดๆ ก็น่าเสียดายออกนะครับ" ถ้าท่านอาเธอร์มาได้ยินเข้าเห็นทีจะกรี้ดบ้านแตก 3 วัน 3 คืนไม่ยอมจบแหงๆค่ะ

พออ่านตอยจบแล้วลองคิดภาพตามก็จะเป็น คิคุซังนั่งทานพาสต้าราวิโอลี่แล้วก็มองมองเฟลี่โดนด็อยบ่นใส่...พันธมิตร 3 ฝ่ายนี้ช่างโมเอ้นัก

#5 By sai_run on 2009-01-19 20:22

อ้า--- ไม่น่าตัดเลยอ่ะ อยากอ่าน

ลุควิกเหมาะกับพาสต้าจริงๆแหละ คนจริงจังมาเจอคนโลเล กร้ากกก มันก็เลยวุ่นวายงี้แหละ อิอิ

แต่ชอบอาเหยามากกว่า พูดที ออร่าโมเอ้เปล่งประกาย บริ้งค์ๆ

#6 By ป้าแดง underground on 2009-01-19 20:37

ตอนนี้ไม่มีคุณเหยาแล้ว มีเฟลิมาแทนเลยยิ่งฮาค่ะ ก๊ากกกกกกกกกก แอร๋ยยยย %9

#7 By songsage on 2009-01-19 21:37

พรืดดดดดด ไม่ติดเสียอย่างนั้น ค้างได้น่ากลัวมากเลยค่ะ ต้องขอโทษจริงๆนะ

#8 By songsage on 2009-01-19 21:41

ฉากดวดเบียร์ดูคุยกันถูกคอจริงๆ เท่ทั้งสองคนเลยค่ะ cry

เฟลี่มาที ลุดวิกถึงกับเสียศูนย์ (ฮา)
แต่อักษะอยู่พร้อมหน้าสามคนแบบนี้แล้วโมเอ้จังค่า~ ฮื้ออ >w<,,

อยากกินพาสต้าาา

#9 By moth on 2009-01-19 22:06

O:IYHD:OUGW:ITWIUHUKDGB!!!!!!!!!!

ตัดตอนนั้นออกไปทำไมค๊ะะะะะะะะะะะะะ

คุณฮานะรออ่านอยู่วววววววววววววววววววววว

ฮื้อออออออออออออออออออออออออออออ

โกรธธธธธ

งอน

หายงอนแล้ว

ท่านโมเอ้

อั๊งงงงงงงงงงงงงง แล้วเมื่อไหร่คุนฮานะจะได้อ่านแบบเต็มๆคะะะะะะ

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด
ไอ้ตอนอ่านที่กินเบียร์เราก็คิด ลุควิก - คิคุ เหมือนกัน55 แต่ปล่อยลุควิคไปให้เฟลี่เค้าเถ้อออออ ถ้าไม่ได้ลุควิก เฟลี่จะทำอะไรรอด555

เฟลี่โผล่มาทำให้บรรยากาศเครียดๆฮาขึ้นมาได้ทันที กร๊ากกกกก

ท่านอาเธอร์รู้เข้าคงเสียใจหนักกว่าเดิม ฮืออออ

ในที่สุดก็อ่านทัน เย้

#11 By Mercutery on 2009-01-20 01:16

อาาา ขอบคุณพี่กีที่เยี่ยมบลอคนะค้า cry

ฟิคพี่เยอะมว้าก เดี๋ยวแอบไปไล่อ่านตามให้ทันก่ะ cry

#12 By ※ Rokang ※ on 2009-01-20 03:09

แกร๊ซซซซซซซซซ

แอบเคลิ้มกับลุดวิก*คิคุไปวูบนึง ตอนที่กระดกเบียร์จากขวดนั่นแอบคิดหลุดไปว่า ลุดวิกอาจจะเอื้อมมือมาเช็ดปากให้ท่านก็ได้ (แค่นั้นก็เยอะไปแล้ว ฮ่าๆ)

ลุดล้อหล่อ ทำเอาอะอั๊งหวั่นไหวมากมายค่ะ

แต่เฟลินี่ช่วยให้บรรยากาศเปลี่ยนไปจริงๆนั่นแหละค่ะ เหมือนกับว่า ก่อนหน้านั้นจะเป็นความรู้สึกเรียบๆ นิ่งๆ แต่พอเฟลิเข้ามาเหมือนเอาไฟดิสโก้มาติดยังไงพิกล (เปรียบเทียบไปได้นะ)

แต่เฟลิก็ยังเป็นเฟลิอยู่วันยังค่ำจริงๆsad smile

#13 By ::.::Taraki::.:: on 2009-01-20 09:40

อุกรี๊ดดดดดดดดดดดด กว่าจะได้มาเล่นคอมมมมม
พี่กีอัพแล้ววววว อัพแล้วววว โฮกกกกกกกกฮากกกกกกกกกกกกกกกก*สครีม*

โอ้ย ตอนนี้ฮอนด้าจังน่ารัก
ทำตัวเป็นตัวของตัวเองเนี้ย ดีที่สุดเลยเนอะ ถ้าทำอะไรแล้วสบายใจก็เลือกทำสิ่งนั้นแหล่ะ!!
ยังงี้สิเป็นเจแปนของแท้ อ่อนนอก แข็งใน (แข็งอาร้ายยยย 5555)
สุดท้าย พาสต้าน่าร๊ากกกกก.กกกกกก...กกกกกก
ถ้าไม่รักจริงทนไม่ได้นะเนี้ย :-P

ฝ่ายอักษะน่ารักจังนะ I love Axia Power~!~

#14 By ไce-จะ-อิ๊ on 2009-01-21 20:41

เครียดอยู่ดีๆ พาสต้าโผล่มาบรรยากาศเปลี่ยนทันใด...

น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สดใสแบบนี้สินะคะ... คุณเยอรมันถึงไปไหนไม่รอด... กร๊ากกกกกกกกกกกกก

ปล.ใจแอบเชียร์ เยอรมันนิจิอยู่นะคะ... แต่แบบ... มันเป็นไปได้ยากกกกกกกกกกกกopen-mounthed smile

#15 By Lina on 2009-01-23 22:01

อ่านตอนนี้แล้วพบว่าด๊อยซ์เท่ แมน แฮนซั่ม กล้ามสุดๆค่ะ O A o ♥
กำเนิดอักษะอย่างแท้จริง จับเข้าคุยกันแบบลูกผู้ชาย
ด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี อิสรภาพ ไม่ชอบถูกเหยียดหยาม
โหย เท่ไปไหน T^T ตอนนี้เทใจให้ด๊อยซ์ไปเต็มๆเลยล่ะค่ะ

#16 By purin•po♥([∂]ω[∂])~♪ on 2009-05-22 23:39