[Hetalia Fanfiction] Pollen (10)
posted on 05 Jan 2009 15:28 by keechan in Fiction
ก่อนอื่น กด ctrl+f5 สำหรับคนที่ยังไม่เห็นธีมใหม่นะค้าา
คราวนี้เอาเป็นรูปคู่ Junjou Mistake ตามแรงยุน้องฝ้าย (คือว่า... เป็นคนยุขึ้น 5555) เพราะไอ้คู่นี้รูปสีมันเยอะ (มีรูปเดียวเหอะ...) ก็เลยคิดไม่ออกจะทำธีมไง แบบเก่าเบื่อแล้ว ก็เลยก้อบโค้ดลิ้งค์ที่ไต่มาจากบลอคน้องฝ้ายต่อซะงั้น ฮ่าๆๆ
ขอบคุณ http://ambiguous.exteen.com/category/theme ฮ่ะ ลอกโค้ดเค้ามาแล้วมาเปลี่ยนรูปเองเช่นกัน ไม่รู้ว่าของคนอื่นจะเห็นรูปใหญ่ไปมั้ย คือ หน้าจอคอมเรามัน 1680 x 1050 อ่ะฮ่ะ... ใหญ่ๆ เกินๆ ก็ทนหน่อยนะฮ้า (ฮา)
อ้อ แล้วคิดว่าต้องเปิดด้วย firefox นะฮ้าา ie คงต๊องๆ เช่นกานนน
(แก้ไขสีฟ้อนแล้วค่ะ น่าจะอ่านง่ายขึ้นนะคะ)
จะปีใหม่ปีเก่า เราก็เขียนฟิคต่อไป!!!
แถมตอนนี้ยาวด้วยค่ะ มันยาว... ตัดตอนไม่ได้จริงๆ นะ
ตอบเม้นท์
คุณ Taraki - อ้วนนะอ้วน รู้สึกว่าจะมีแต่บทแบบนี้ให้อ้วนค่ะ 555
อ้น - เค้ายังไม่มีฉากให้น้าา (มีรึเปล่าไม่รู้ ก๊ากก) ค่อยเป็นค่อยไปนะกล้ามนะ ตอนนี้เค้าเพิ่มให้แตะเนื้อต้องตัวกันเพิ่มอีกหน่อยแล้วน้า น้า
คุณ moth - ยังเหลือให้หมั่นไส้อีกเยอะค่ะ 555 ไอ้ที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ดิฉันก็ใส่ไข่ใส่ไก่ให้อัลเฟรดน่าโดนตบมากขึ้นเช่นกัน กร๊ากกก
เหรียญ - ไอ้อ้วนมันเกรียน อิฮุๆๆๆๆ
คุณป้าแดง - อาจจะผิดที่ฮอนด้าจังเองที่ปรับตัวให้ชินกับความกวนส้นของไอ้อ้วนไม่ได้นะคะ (ฮา)
ปิ่น - ปิ่นคะ... จิ้นไปถึงไหน ดิฉันเปล่าทำอะไรไอ้อ้วนนะคะ มันเป็นอย่างนั้นของมันเอง (??) อ้ะแหม ลองดูซิว่าตอนนี้ปิ่นจะว่าเป็นคุณพ่ออีกมั้ย (แต่ก็น่าจะยังได้อยู่นะ)
น้องฝ้าย - ไล่อ่านแต่แรกก็ขุดคอมเมนท์ได้นะคะ (ฮา) มันคู่ไหนก็ได้จริงจริ๊งงง (กร๊าก หลายใจ) สำส่อน (?) กันดี แหม่ เขียนมันส์ กร๊ากกกก
ซาคุโร่ - ดิฉันว่าตอนต่อไปนี้เธอต้องด่าไอ้อ้วนอีกแน่เลยอ่ะ (ทำไมฉันเขียนมันมาให้คนด่า กร๊าก) ไอ้อ้วนยังคงทำตัวเป็นนางร้ายช่องเจ็ด (?) ต่อไปค่ะ
ไอซ์จิ - จับผีบลอคได้อีกแล้ว (ฮา) นี่ช่องเจ็ดอีกคน แต่เป็นพระเอก 555 แหม ถ้าเรื่องนี้เล่าเรื่องจากมุมไอ้อ้วนก็คงเป็นพระเอกล่ะค่ะ ฮ่าๆๆๆ
คุล่า - หลงเอนทรีมาหนึ่งคน แต่ก็สวัสดีปีใหม่ค่าาาาาาาาาาาาาาา
เดียร์จัง - ชอบให้อยู่กับลุดวิกด้วยค่ะ (everybody x คิคุ สินะ ดิฉัน กร๊ากกกก) แต่ลุดวิกเค้ามีพาสต้าอยู่แล้ว (ฮา) จะพยายามแถคู่นี้ต่อไปในภายภาคหน้าค่ะ เมื่อแตกหักกัน วู้ววววว
Pollen (10)
(Prequel to Petal)
กระดาษในมือผมตอนนี้ คือสัญญาเงินกู้ที่มอบให้คุณเหยา แลกเปลี่ยนกับการได้มณฑลซานตงทั้งหมด ไม่เพียงแต่ชิงเต่าเท่าไหร่ แต่ทั้งแหลมนั่นเป็นของผม อาณาเขตที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ เงิน 145 ล้านเยนก็สมน้ำสมเนื้อกันดี
พื้นที่ของคุณเหยามีเยอะแยะ แบ่งมาให้ผมเสียหน่อยไม่เห็นจะสึกหรอ
ผิดตรงไหนกันที่จะทำแบบนั้น เทียบกันแล้วผมไม่ได้โลภเลยซักนิด คุณอัลเฟรดน่ะมีพื้นที่ใหญ่โตอยู่แล้วแท้ๆ ยังสอดส่ายสายตาเล็งดินแดนของคนอื่นเขาไปทั่วแบบนั้นน่ะน่าเกลียดกว่ากันเยอะ
ผมยิ้มกริ่มกับตัวเองเมื่อมองแผ่นกระดาษในมือแผ่นนั้น ให้มันรู้กันไป ต่อไปคนที่จะยิ่งใหญ่ในเอเชียจะไม่ใช่คุณอาเธอร์ ไม่ใช่คุณอัลเฟรด แต่เป็นผมนี่แหละ
พอสงครามใหญ่จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายมหาอำนาจไตรภาคี ก็ใช่ว่าความขัดแย้งจะจบลงง่ายๆ ไม่ต้องไปพูดถึงฝ่ายที่พ่ายแพ้ แค่ตัวผมเองก็มีปัญหามากพอแล้ว เพราะกว่าจะได้อำนาจควบคุมชานตงมาไว้ในกำมือตัวเอง ก็ต้องผ่านการประชุมของทุกฝ่ายที่แวร์ซายอีก มันจะมีข้อโต้แย้งอะไรกันนักหนา ชิงเต่านั่นผมเอามาได้ด้วยตัวเองอย่างชอบธรรม มันก็ต้องตกเป็นของผมสิ!
ดูจากสายตาคนพวกนั้นแล้วช่างดูเหยียดกันสิ้นดี คงเพราะมีผมแค่คนเดียวที่ชาติพันธุ์ผิดไปจากเขากระมัง ให้ตายสิ ถึงเวลาเข้าจริงๆ คุณอาเธอร์ก็สนใจประนีประนอมให้คุณฟรานซิสมากกว่า
แล้วที่ผมทำมาทั้งหมดน่ะ... เพื่ออะไรกัน?
สี่คนตัวเอ้ เห็นจะมีแต่คุณอาเธอร์ คุณฟรานซิส คุณอัลเฟรด แล้วก็... เฟลิเซียโน่ (ซึ่งคนหลังสุด... ดูเหมือนจะไม่ค่อยทำอะไรเป็นจริงเป็นจังเท่าไหร่ ว่าแต่ หมอนี่เคยทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับเขาบ้างหรือเปล่าน่ะ?) ถึงกับได้ชื่อเรียกว่าสี่ผู้นำมหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรเชียวนะ! เขาว่ากันว่าอย่าตัดสินคนที่ภายนอก แต่สำหรับเฟลิเซียโน่แล้ว... ผมมองยังไง ก็ดูเหมือนว่าจะไม่คิดอะไรเลยอย่างที่แสดงออกนั่นแหละ
ตอนแรกเฟลิเซียโน่ควรจะอยู่ข้างเดียวกับคุณลุดวิกแท้ๆ ทำไมถึงได้จับพลัดจับผลูมาอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามได้นะ... ข่าวที่ได้ยินมาบอกว่าเขาได้ทำข้อตกลงลับๆ กับคุณฟรานซิส สภาพการณ์เช่นนี้ ไม่รู้ว่าเต็มใจหรือว่าโดนคุณฟรานซิสหลอกมากันแน่ ทว่าคงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
แต่คนที่น่าสงสารที่สุด ก็คงไม่พ้นคุณลุดวิกที่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าประชุมด้วยซ้ำ ถูกเรียกเข้ามาเฉพาะตอนที่จะเซ็นสัญญาเพียงอย่างเดียว (จะว่าไป... ก็เห็นเฟลิเซียโน่แอบออกไปนอกห้องเหมือนกันนะ) ไหนจะต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม ไหนจะเสียดินแดนอาณานิคมที่หามาได้ โดนกำหนดกำลังทหาร โดนห้ามนำเข้าและส่งออกอาวุธ และอื่นๆ อีก ฟังแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาแทน
แต่ก็... ไม่เกี่ยวกับผมนี่ครับ
และดูเหมือนว่าคุณลุดวิกเองก็ไม่พอใจสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องกัดฟันยอมรับไปเท่านั้น
“เอาเป็นว่า! เนื้อหาสัญญาสันติภาพในครั้งนี้ก็จะมีตามนี้!”
ดูเหมือนว่าสี่ผู้นำ (ที่ดูเหมือนว่าคนที่คุยกันอยู่จริงๆ มีแค่สามคน) จะตกลงกันได้แล้ว คุณฟรานซิสยกร่างสนธิสัญญาขึ้นมาให้เห็นทั่วกัน คนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง ผมได้ผลตอบแทนที่พอใจก็พอแล้ว
ถึงจะเคืองอยู่บ้างก็เถอะนะ แต่ละคน... ก็อยากแต่กอบโกยผลประโยชน์เข้าหาตัวกันทั้งนั้น
ข้อตกลงเป็นอันยอมรับกันทุกฝ่าย ไม่มีใครเอ่ยคำขัดแย้ง จะมีแต่ก็คุณลุดวิกที่แม้จะยอมเซ็นแต่โดยดี ก็ทิ้งคำพูดเจ็บแค้นเอาไว้
“ฉันรู้ล่ะว่าพวกนายคงจะเกลียดฉันมากนักถึงได้ยัดเยียดความผิดในฐานะ ‘ผู้ริเริ่มสงคราม’ มาให้ แต่การยอมรับของฉันน่ะ มันก็แค่คำโกหกเท่านั้น! สัญญานี้ยอมรับไม่ได้!”
ชายชาวเยอรมันกล่าวอย่างเกรี้ยวกราดแล้วจึงเดินจากไป ไม่มีแววความหวั่นไหวหรือสะทกสะท้านในน้ำเสียง ไม่ว่าเมื่อไหร่คุณลุดวิกก็มุ่งมั่นในความคิดของตน
มันไม่ยุติธรรมหรอกครับ... แต่โลกใบนี้ก็เป็นแบบนี้
“น... น่ากลัวจัง ลุดวิก”
เฟลิเซียโน่ที่ตัวหดเหลือนิดเดียวมาหลบอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เพราะความที่เป็นคนไม่มีพิษภัยกระมัง ใครๆ ก็เลยไม่ถือสา วันๆ ก็เห็นเอาแต่ตะโกนโหวกเหวกว่าจะกินพาสต้า แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะรู้ว่าสถานการณ์ในขณะนี้ตึงเครียดเพียงใด
ผมไม่อยากจะสนใจคนที่ตัวสั่นงกๆ อยู่เพียงเพราะเรื่องแค่นี้ แต่ติดอยู่ที่ว่า... เขาดันดึงเสื้อผมไว้ด้วยน่ะสิครับ
“นี่ เฟลิเซียโน่ จะกลัวอะไรขนาดนั้น คุณลุดวิกไม่ได้โมโหใส่นายเสียหน่อย”
ผมหันไปว่าแล้วพยายามแกะมือที่เกาะอยู่ออก แต่อีกฝ่ายกำแน่นแบบไม่สนใจว่าเสื้อผมจะยับ
“ก... ก็ ม... มันน่ากลัวนี่ ฮือ——!!!”
“ย... อย่าร้องไห้สิครับ!”
จู่ๆ ก็ปล่อยโฮออกมา ทำเอาผมลุกลี้ลุกลนไปด้วย ทว่าแต่ละสายตาในห้องนั้นต่างจับจ้องมาด้วยความขบขัน ไม่ได้สนใจจะปลอบคนที่ร้องไห้งอแงเอาเลย พวกคุณที่เหลือโชคดีนี่ครับที่ไม่ได้โดนเกาะติดแบบผม สงสัยจริงว่าถ้าโดนเข้ากับตัวจะหัวเราะออกมั้ย
“เอาล่ะๆ! ไหนๆ เรื่องก็จบลงได้ด้วยดีแล้ว เราไปกินข้าวฉลองกันดีกว่า แน่นอนว่าฉันเป็นเจ้ามือเอง!”
เจ้าของพระราชวังแวร์ซายตบมือเสียงดังเรียกความสนใจ ขาดคำว่า ‘กินข้าว’ คนที่ปล่อยโฮก็หยุดกึก
“มีพาสต้ารึเปล่าครับ!!! อยากกินพาสต้าจังครับ!!!”
ทำเอาผมปลอบเก้อไปเลย... พอได้ยินอย่างนั้นทุกคนก็หัวเราะชอบใจ โดยเฉพาะชายชาวฝรั่งเศส
“ยังชอบกินพาสต้าไม่เบื่อเลยนะ เฟลิเซียโน่ จะกินอะไรก็เอาเลย มีของดีกว่าพาสต้าอีกนะ มาๆ เดี๋ยวพี่ชายจัดการสั่งให้เอง!”
พอถูกเรียกให้เข้าไปหา หนุ่มอิตาลีก็วิ่งปร๋อไปทันที เป็นคนที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วจริงๆ
คุณฟรานซิสเป็นคนเอาใจเก่ง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นชายที่มากด้วยอำนาจ บ่อยครั้งที่เราพบเจอกัน โดยมากแล้วก็จะคุยกันแค่เรื่องตามกำหนดการ อีกประการหนึ่งคงเพราะผมใกล้ชิดกับคุณอาเธอร์และคุณอัลเฟรดมากกว่า คุณฟรานซิสจึงไม่คิดจะก้าวก่ายผมมากนัก
ฝ่ามือที่ให้ความรู้สึกสุภาพนุ่มนวลวางลงที่ไหล่ ชักชวนให้เดินออกไปพร้อมกัน
“เราก็ไปกันบ้างเถอะ เดี๋ยวฟรานซิสจะบ่นเอา”
“ครับ” ผมตอบรับสั้นๆ แล้วตั้งท่าจะเดินตาม แต่อีกฝ่ายไม่ยอมก้าวต่อเสียที
คุณอาเธอร์กำลังจ้องมองอยู่ อาการแบบเดิมเวลาที่อยากจะพูดอะไรออกมาสักอย่างแต่คิดหาคำพูดไม่ได้นั่นเอง
“มีอะไรหรือครับ”
“เรื่องชานดง หวังเหยาคงไม่ยอมรับง่ายๆ”
“ครับ ผมทราบ”
ถึงอย่างไรดินแดนนั้นก็เคยเป็นของคุณเหยามาก่อน ย่อมต้องยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว แต่นั่นก็เพราะคุณเหยาไร้ความสามารถที่จะปกป้องดินแดนของตัวเองเอาไว้เอง และผมก็บังเอิญเป็นคนที่มีความสามารถพอจะแย่งคืนมาจากคุณลุดวิกได้
“พวกนายจะผิดใจกันอีกเพราะเรื่องนี้รึเปล่า”
“ผมได้ชานดงมาโดยชอบธรรมแล้วครับ ด้วยการยอมรับของพวกคุณด้วย จากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็เป็นปัญหาที่ผมต้องคุยกับคุณเหยาครับ”
“อืม... อย่าให้มีเรื่องร้ายแรงก็แล้วกันนะ พวกเราน่ะเพิ่งผ่านช่วงตึงเครียดกันมาหมาดๆ ใครๆ ก็ไม่ชอบกันทั้งนั้นแหละ”
“นั่นคงต้องขึ้นอยู่กับคุณเหยาแล้วล่ะครับ”
ห้ามกันไม่ได้หรอกครับ ถ้าใครจะเกิดไม่พอใจอะไรขึ้นมา หน้าที่ของผมก็คือทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นว่าถูกต้อง
คุณอาเธอร์ยังทอดสายตามองมา คนอื่นๆ คงจะออกจากห้องไปหมดแล้ว ถ้ามัวแต่โอ้เอ้แบบนี้จะเป็นการเสียมารยาทเพราะให้คนอื่นรอได้
“จะไปกันหรือยังครับ พวกคุณฟรานซิสคงจะรออยู่”
“ถ้านายต้องการความช่วยเหลือล่ะก็อย่าลังเลที่จะบอกฉันนะ”
สัมผัสจากนิ้วเรียวยาวสัมผัสที่หลังมือ ก่อนความอบอุ่นจะถูกถ่ายทอดตามมา คุณอาเธอร์จับมือผมเอาไว้ ในขณะที่ใบหน้าเริ่มซับสีเข้มด้วยความเขินอาย
“สัญญาระหว่างเรา... ยังไม่จบนะ เพราะงั้นฉันจะอยู่เคียงข้างนายต่อไป นายก็ต้องทำอย่างเดียวกันด้วย!”
ผมยังสำคัญสำหรับคุณสินะครับ...
รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของตัวเองด้วยรู้สึกปลาบปลื้มลึกๆ ในอก ผมกระชับมือที่แสนอ่อนโยนนั้นตอบ
ถึงคุณจะยุ่งวุ่นวายกับความขัดแย้งที่มีมาจากทั่วทิศทางมากสักเท่าไหร่ แต่คุณก็ยังมีเวลานึกถึงผม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที ไม่ว่าจะมีจุดประสงค์อื่นใดแอบแฝง...
ผมดีใจ... แต่จะดีใจมากกว่า ถ้าคุณมองเห็นว่าผมอยู่ในตำแหน่งที่เท่าเทียมกับคุณ ขณะนี้เส้นบางๆ ที่ขีดกั้นระหว่างเรายังไม่หายไป คุณอาเธอร์ยังเหมือนกับคนอื่นๆ ผมยังคงด้อยกว่าในสายตาของคุณ
แต่สำหรับความห่วงใยที่ได้รับมาก็ทำให้ผมยิ้มได้ ความปรารถนาดีของคุณก็ทำให้ผมปลื้มปิติ...
เพราะฉะนั้นผมจะเชื่อมั่นในตัวคุณครับ
“ครับ เราจะเป็นเพื่อนที่ดีกันต่อไป”
ดวงตาสีเขียวคู่นั้นยังไม่ขยับไปไหน ใบหน้านั้นยังคงแดงเรื่อในขณะที่เจ้าตัวพยายามต่อต้านความเขินอยู่อย่างสุดชีวิต เพียงแค่เรื่องเท่านี้มีอะไรให้น่าอายตรงไหนกันนะ คนอังกฤษนี่ก็เข้าใจยากจริงเชียว
มือที่ยังจับค้างอยู่ถูกยกขึ้นมาระดับอก แววตาที่จริงจังนั้นจ้องมองมาอย่างสื่อความหมาย แต่ต้องการจะบอกอะไรผมก็อ่านไม่ออก แล้วจู่ๆ ริมฝีปากอุ่นก็จรดแนบลงที่หลังมือของผมอย่างแผ่วเบา
เป็นเวลาเพียงแค่สองสามวินาที แต่สัมผัสนั่นกลับทิ้งความนิ่มนวลเอาไว้ยาวนาน ชายชาวอังกฤษที่ยืนอยู่ตรงหน้าขณะนี้ปฏิบัติตัวแปลกออกไปจนผมไม่สามารถคิดคำพูดที่เหมาะสมตอบกลับไปได้
“คิคุ... ฉันน่ะ— ฉันรักนายนะ”
ริมฝีปากนั่นขยับอย่างเชื่องช้า เสียงนั้นออกจากลำคอทีละคำอย่างชัดเจน สิ้นคำนั้นดูเหมือนว่าหูจะอื้อไปชั่วขณะ เห็นเพียงแต่ใบหน้าที่จริงจังนั้น
“อาเธอร์! ฮอนดะ! มัวแต่ทำอะไรอยู่ คนอื่นกำลังจะไปกันแล้วนะ!”
เสียงบุคคลที่สามเอ่ยขัดขึ้นทำให้ต้องเบนความสนใจ คุณอัลเฟรดยืนรออยู่หน้าประตูอย่างไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ พอๆ กันกับอีกคนที่ถูกขัดจังหวะ
“รู้แล้วน่า อัลเฟรด!”
คุณอาเธอร์ตอบรับทันทีแล้วดึงมือผมตามมาด้วย ผมจึงไม่อาจประเมินความคิดจากคำพูดสุดท้ายที่อีกฝ่ายเอ่ยทิ้งไว้ได้
ชายหนุ่มผมทองยังรีรอไม่ยอมเดินไปก่อนเช่นกัน เขาคอยกระทั่งคุณอาเธอร์เดินไปถึงตัว แล้วจึงเริ่มออกก้าว สายตาใต้กรอบแว่นนั่นยิ้มไปด้วย รอยยิ้มอวดดีแบบที่ผมไม่ชอบเอาเสียเลย
“มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารฝรั่งเศสทั้งที อย่าชักช้าสิ”
คราวนี้เขาพูดกับผม คล้ายจะตำหนิกลายๆ ผมไม่ได้ตะกละแบบคุณนี่ครับถึงจะต้องรีบร้อนพอได้ยินเรื่องของกินจนออกนอกหน้า แถมยังพูดข้ามหน้าข้ามตาคุณอาเธอร์แบบนั้นเสียอีก ช่างไร้มารยาทไม่เคยเปลี่ยน
“ตอนกินข้าวอย่าลืมทำหน้าแบบอร่อยสุดๆ ด้วยล่ะ ฟรานซิสดูภูมิอกภูมิใจซะเหลือเกิน ก็ไม่เห็นจะต่างกับอาหารที่บ้านฉันสักเท่าไหร่เลย”
คุณอาเธอร์หันมาพูดกับผมต่อ อาจจะคิดหรือไม่ได้คิดถือสาอะไรกับคำพูดของคุณอัลเฟรดเมื่อครู่ โดยที่มือยังจับไว้อยู่อย่างนั้น
“ต่างสิ อาเธอร์ อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ยอมรับแต่โดยดีเถอะน่า ใครๆ เขาก็อยากกินอาหารของฟรานซิสกันทั้งนั้นแหละ ในขณะที่กับข้าวฝีมือนายน่ะมีแต่ฉันที่กินลง”
มือใหญ่เอื้อมโอบไหล่อีกฝ่าย ทว่าโดนตีเข้าดังเพี้ยะ
“ปากเสีย! มีแต่นายที่กินลงอะไรกัน คิคุก็เคยมากินออกบ่อยๆ”
ฝ่ายที่โดนต่อว่าเปลี่ยนมาเดินข้างๆ ผมแทน พาดลำแขนลงที่คอจนรู้สึกอึดอัดที่จะเดินไปทั้งในสภาพนี้
“แล้วนายว่าอร่อยเหรอฮอนดะ เทียบรสชาติของอาหารฝรั่งเศสได้เลยเหรอ ว่าไง”
ถ้าให้ตอบตามตรงกับคำถามนั้น อาหารของคุณอาเธอร์คงเป็นตัวเลือกสุดท้าย มันไม่ได้แย่ถึงขนาดกินลงไปไม่ได้เลย แต่จะให้เทียบชั้นกับอาหารที่สวยงามและมีรสเลิศอย่างอาหารฝรั่งเศสแล้วก็นับว่าต่างชั้นกันแบบตะพาบน้ำกับพระจันทร์เลยทีเดียว
“อาหารของคุณอาเธอร์ก็กินง่ายดีออกนะครับ”
“เห็นมั้ยล่ะ เอามือออกไปไกลๆ เลยอัลเฟรด นายทำคิคุเดินลำบากนะ”
จากที่แค่จับมือ คุณอาเธอร์คว้าไหล่อีกข้างของผมแล้วดึงเข้าหาตัวบ้าง เสียหลักจนเกือบล้ม แต่ยังประคองตัวเองไว้ได้ทัน
“ฮอนดะไม่ได้บอกอย่างนั้นเสียหน่อย ทำไมนายต้องคิดแทนคนอื่นไปทั่วนะอาเธอร์”
“ว่าไงนะ! นายน่ะดูตัวเองเสียก่อนเถอะ เลิกรุ่มร่ามใส่คนอื่นเสียที!”
“ไม่ได้รุ่มร่ามเสียหน่อย ฮอนดะยังไม่ว่าอะไรเลย นายก็ทำเหมือนกันน่ะแหละ”
“เอ่อ... คือ—” ต่างคนต่างดึงกันไปดึงกันมา ไม่เปิดโอกาสให้ผมพูดบ้างเลย ดูเหมือนจะไม่ได้ยินที่ผมพยายามจะพูดแทรกขึ้นมาด้วยซ้ำ
“เจ้าคนเถียงคำไม่ตกฟาก! ฉันน่ะรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ไม่เหมือนนายหรอกน่า!”
แรงดึงครั้งสุดท้ายจากฝั่งคุณอาเธอร์คงจะมากเกินไป ผมจึงเสียหลัก หนำซ้ำขายังสะดุดพันกันจนพาอีกฝ่ายล้มลงไปด้วย
“อ้ะ! หวา—!”
“อาเธอร์!!!”
ในขณะนั้นรู้เพียงแต่ว่าคงจะล้มแน่ๆ จะล้มลงท่าไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน คงจะน่าขายหน้าเหลือเกิน ทว่าพื้นที่ควรจะแข็งกลับอ่อนนุ่มกว่าที่คิด ผมรีบยันตัวตั้งท่าจะลุกขึ้นเป็นอันดับแรก หากแต่สัมผัสอุ่นๆ ที่ฝ่ามือทำให้อาการมึนงงจากเหตุชุลมุนเมื่อครู่หายวับไปทันที
ผมกำลังนอนทับอยู่บนตัวคุณอาเธอร์เต็มๆ!
“ไม่เป็นอะไรนะ คิคุ”
“ข... ข... ขอโทษครับ!!!”
ยิ่งรีบลุกก็ดูเหมือนจะลุกลำบากเสียเหลือเกิน ล้มทับลงไปทั้งอย่างนั้น ไม่ต่างอะไรกับการตกอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย ตัวติดกันนัวเนียอย่างนั้นแล้วก็ยิ่งหาจุดยันตัวขึ้นไม่เจอ กลัวว่าถ้าทิ้งน้ำหนักลงไปส่วนไหนก็จะโดนตัวอีกฝ่ายเข้าให้
“ไม่เป็นไรหรอก เอ้า ค่อยๆ ลุกสิ”
คุณอาเธอร์ว่าแล้วลุกขึ้นบ้างทั้งๆ ที่ผมยังลุกออกไปไม่พ้น ทำไมถึงขยับออกไปลำบากนักนะ แล้วใบหน้าของเราใกล้กันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ขอโทษจริงๆ ครับ!”
ผมรีบผละออกมาแล้วก้มหัวขอโทษ ถึงจะไม่ได้เป็นความผิดของผมโดยตรง แต่การล้มลงไปเช่นนั้นช่างน่าขายหน้านัก
“ช่วยรีบๆ ลุกกันไปทั้งคู่นั่นแหละ!”
เสียงโวยวายจากด้านล่างสุดดังขึ้นมา คุณอัลเฟรดถูกคุณอาเธอร์ทับเอาไว้อีกที ผมจึงรีบลุกขึ้นแล้วดึงให้คุณอาเธอร์ลุกตาม
“ขอโทษด้วยครับ คุณอัลเฟรด”
“ไม่ต้องไปขอโทษหรอกน่า เพราะหมอนี่เล่นพิเรนเองต่างหาก โดนทับอยู่ล่างสุดก็สมน้ำหน้าแล้ว” ชายชาวอังกฤษกล่าวโทษอย่างเย็นชาจนอีกฝ่ายทำหน้าน้อยใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วก็ผิดด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ
“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ คุณอาเธอร์ จะไปโทษคุณอัลเฟรดคนเดียวได้ยังไงกัน เป็นแค่อุบัติเหตุเล็กน้อยเท่านั้นเอง” ผมแย้งแล้วยื่นมือไปให้อีกฝ่ายจับเพื่อจะได้ลุกยืนได้สะดวก “ขอโทษอีกครั้งนะครับ คุณอัลเฟรด”
“...ช่างมันเถอะ” อีกฝ่ายว่าแล้วจึงจับมือผม พอลุกขึ้นยืนแล้วก็ยังเล่นสงครามย่อยๆ ทางสายตากับคุณอาเธอร์อีกเหมือนเดิม
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ผมอดจะถามขึ้นมาไม่ได้ ถึงจะเป็นคนรูปร่างใหญ่และแข็งแรงแบบคุณอัลเฟรด แต่น้ำหนักของคนสองคนทับลงไปคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
หนุ่มอเมริกันหันมายิ้มแป้นให้เหมือนเดิม “สบายมาก อาเธอร์ก็ไม่ใช่ว่าจะหนัก ส่วนนายก็ตัวเล็กจะตาย”
“โชคดีแล้วที่คิคุมาทับฉันน่ะ ขืนโดนคนตัวโตๆ อย่างเจ้านี่ทับมีหวังได้แบนกันพอดี” คุณอาเธอร์พูดเสริมขึ้นมาเช่นกัน แต่ยังต่อว่าอีกฝ่ายไม่เลิก
แต่คุณอัลเฟรดก็ต่อปากต่อคำไม่เลิกเหมือนกัน
“นั่นสิ โชคดีแล้ว เท่ากับว่าฉันได้กอดนายฟรีๆ ตั้งครั้งนึงแน่ะ”
“อ... ไอ้เจ้าบ้า!!!”
แม้จะถูกว่าเสียดังลั่นอย่างนั้นคุณอัลเฟรดก็หัวเราะร่า ทำเอาผมขำไปอีกคน
“คิคุ! นี่นายก็หัวเราะกับเขาด้วยเหรอ! มีอะไรน่าตลกตรงไหนกัน!”
ตลกตรงที่ว่าคุณน่ะเถียงเขาไม่ชนะแล้วก็เอาแต่ต่อว่าแก้เขินน่ะสิครับ
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่พวกคุณดูสนิทสนมกันดี”
...ถึงขนาดทะเลาะกันต่อหน้าคนอื่นได้ คงจะต้องรักและผูกพันกันมากแน่ๆ
“จำใจต้องสนิทต่างหาก! เจ้าบ้าอัลเฟรดนี่ดีแต่หาเรื่องปวดหัวมาให้ฉัน ไม่ได้น่ารักเอาซะเลย!” คนถูกพาดพิงพยักหน้ารับคำตำหนิด้วยสีหน้าชื่นมื่น จนคุณอาเธอร์ต้องหันไปแว้ดใส่อีกรอบ “ยิ้มทำบ้าอะไร! นี่ฉันด่าแกอยู่นะ!!!”
หลังจากนั้นก็มีแต่เสียงโวยวายของคุณอาเธอร์ดังลั่นโถงทางเดินจนกระทั่งถึงหน้าประตูที่พวกคุณฟรานซิสรออยู่ พอเห็นสภาพนั้นแล้วคุณฟรานซิสก็พูดกับตัวเองเบาๆ อย่างขบขัน
“เอาอีกแล้วสิ เจ้าสองคนนี้”
To be continued...
อ้วนมันยังคงเอาอีกแล้วค่ะอ้วน (ฮา)
ตอนล้มทับกัน ดิฉันก็สองจิตสองใจอยู่หลายดีมาก ว่าจะเป็น ไอ้อ้วนฮอนด้าใบชา หรือว่า ฮอนด้าใบชาไอ้อ้วน ดี... (มันมีความหมายแฝงนะคะ ฉากนี้!!) <--- (แต่ไม่ใช่ 3P นะคะ!! ดิฉันรู้ว่าต้องมีคนคิดค่ะ!!!) แต่อย่างที่อาเธอร์ว่า... ถ้าไอ้อ้วนอยู่บนสุด... คนข้างล่างหนักตาย ดีไม่ดีอาเธอร์นั่นแหละจะตายก่อนเพื่อน 55555555
ประวัติศาสตร์ฮ้าา
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มีการเซ็นสนธิสัญญาแวร์ซาย (1919) (เซ็นที่พระราชวังแวร์ซายที่ฝรั่งเศสค่ะ) โดยเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับฟิค ได้แก่
- เยอรมันถูกยัดเยียดให้รับผิดในฐานะ "ผู้ริเริ่มสงคราม"
- มณฑลชางดงของจีน ตกเป็นของญี่ปุ่น จากการเจรจาที่แวร์ซาย (มณฑลชางดง คือ บริเวณชิงเต่า ที่ญี่ปุ่นไปยึดคืนจากเยอรมันได้สำเร็จนั่นเองจ้า) ซึ่งเป็นปัญหากับจีนในเวลาต่อมา (ใครอยากโดนสปอยล์ก็ไปค้นคว้าต่อเอานะจ้ะ 555)
เกี่ยวกับอิตาลี ตอนแรกดิฉันมาอ่านตรงแวร์ซายก็งงๆ ว่า ตอนต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 อิตาลีมันไม่ได้อยู่ข้างเยอรมันเรอะ??? อ่านไปอ่านมา พบว่า อิตาลีเป็นพันธมิตรกับเยอรมันจริง แต่ว่าตอนที่เยอรมันประกาศสงคราม อิตาลีไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาเจรจาอีท่าไหนก็ไม่รู้ จับอิตาลีเซ็นสัญญาที่ทำให้พันธมิตรกับเยอรมันเป็นโมฆะ (เฉยเลย นี่อีพาสต้าโดนฟรานซ์นี่จังหลอกใช่ป่ะ ก๊ากกก)
จะว่าไปอิตาลีก็ไม่ค่อยมีบทบาทในสงครามจริงๆ นะ... เปิดวิกิแล้วไม่ค่อยผ่านชื่อเลย ขณะที่อีกสามประเทศนี่ผลุบๆ โผล่ๆ ตลอด
ช่วงที่ประชุมเพื่อเซ็นสัญญา เยอรมันถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมประชุม เพราะเป้าหมายต่างกัน พอตกลงผลประโยชน์กันเสร็จก็ค่อยไปเรียกเค้ามาเซ็น (น่าจะโกรธอยู่)
สี่ผู้นำมหาอำนาจ (The Big Four) ประกอบด้วย
- นายกรัฐมนตรีเดวิด ลอยด์ จอร์จแห่งสหราชอาณาจักร
- วิตโตริโอ ออแลนโดแห่งอิตาลี
- จอร์จส์ คลูมองโซแห่งฝรั่งเศส
- ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันแห่งสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่(คาดว่า)พอตกลงเรื่องชานดงได้แล้ว ก็ออกจากการประชุม
ฝ่ายผู้นำอิตาลีก็ได้ออกจากการประชุมเหมือนกัน กลับมาเพื่อเซ็นสัญญาแว้บๆ เท่านั้น (ฮา)
สัญญาผูกมิตรระหว่างอังกฤษและญี่ปุ่นยังคงเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง (ในขณะนี้)
เกร็ดความรู้แบบเต็มๆ เชิญเคอะ --> จิ้ม
ที่เหลือ ที่ไม่เกี่ยวกะไอ้เกร็ดข้างบน เป็นฟิคนะจ้ะ!!! XD


งามค่าาาาาาาาาาาาาาาาา
ทางซึนๆ์เองพอเขินแล้วคนอ่านก็พลอยเขินตามไปด้วยค่ะก๊ากกกกกกกกกกกก น่าจะจูบแบบดีพเป็นสัญญามากกว่า(ก๊ากกกกกอะไรกันคะเนี่ยยยยยยยย แต่พอเอาเข้าจริงๆอาเธอร์ซังจะทำได้หรือเปล่าคะเนี่ย! น่ากังขา) เจ้าอิตาลีนี่ พอจะทิ้งเยอรมันก็ทิ้งเลยซะงั้นแหะ=[]=!! ถ้าไม่ได้อ่านนี่คงเข้าใจว่าฝ่ายเดียวกันร่วมหัวจมท้ายไปจนจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนะคะเนี่ย = =;; โถ่ เฟลิ จริงๆเยอรมันอิตาลีนี่OTP + officialในใจเลยค่ะ จะรอนะคะ ก๊ากกกกกกกกก
แล้วเบอร์เกอร์ก็ไม่เบอร์เกอร์แล้วค่ะ แปลงร่างเป็นปลาอ้วนก้างใหญ่ไปแล้วค่ะก๊ากกกกกกกกก
#1 By songsage on 2009-01-05 16:41