[Hetalia Fanfiction] Pollen (7)
posted on 21 Dec 2008 22:07 by keechan in Fictionหมดสต็อกแล้วฮ่ะ.........
ขอบคุณท่านที่สามารถตามอ่านมาราธอนรายวันได้เป็นอย่างสูง (ฮา)
คนที่ตามไม่ทัน ย้อนอ่าน เมนท์ย้อนหลังได้นะคะ >___<
Pollen (7)
(Prequel to Petal)
เวลาที่สงบสุขนั้นมักจะผ่านไปรวดเร็วเสมอ
สงครามเองก็เช่นกัน เมื่อจบลงไปแล้วก็จะมักจะมีปมขัดแย้งใหม่ๆ เกิดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ
นั่นคือเรื่องของคุณลุดวิก
คนที่เป็นหัวหอกเรื่องความขัดแย้งครั้งใหญ่นี้ ไม่ใช่คุณอิวาน ไม่ใช่คุณฟรานซิส แต่กลับเป็นคุณลุดวิก
“หมอนั่นเอาเรือมาเฉียดกองทัพฉันอีกแล้ว! มันยั่วโมโหกันชัดๆ คิดจะแย่งฉายาราชาแห่งท้องทะเลไปจากฉันน่ะฝันไปเถอะ! นายเห็นด้วยมั้ย ฮอนดะ”
แขกประจำของบ้านถือโอกาสปลีกตัวหนีความวุ่นวายจากในยุโรปมาพักผ่อน แต่กลับเล่าเรื่องน่าอึดอัดใจให้ฟังตลอดวัน ผมก็ได้แต่เห็นด้วย
“นั่นสินะครับ เรื่องยุทธนาวีคงไม่มีใครแกร่งเกินกว่าคุณอาเธอร์แล้วล่ะครับ”
“ใช่มั้ยล่ะ! นายเห็นเรือประจัญบานชั้นเดรตนอทของฉันรึยัง ไม่มีใครแกร่งเกินแน่”
ผมได้แต่พยักหน้าตามไปแกนๆ ที่จริงแล้วผมรู้สึกไม่ค่อยดีกับเรื่องนี้นัก เพราะว่าเรื่องนี้คุณลุดวิกจึงไม่เคยแวะมาที่บ้านผมอีกเลย ทั้งๆ ที่เวลาที่เราอยู่ด้วยกันสองคนนั้น ออกจะมีความสุขดีแท้ๆ ทว่าแม้ชายชาวเยอรมันคนนั้นจะแวะมาอีก ผมก็คงไม่อาจจะต้อนรับได้ มิฉะนั้นแล้วจะผิดคำสัญญาที่ให้กับกับคุณอาเธอร์เช่นกัน
สถานการณ์ในยุโรปตอนนี้ตึงเครียดจนใกล้ถึงจุดเดือด เรื่องราวยุ่งเหยิงเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณลุดวิกแตกหักกับคุณฟรานซิส
“พอหมอนั่นเอาชนะฟรานซิสได้หน่อยก็ทำเป็นผยอง ฉันว่าโชคช่วยแหงๆ เพราะหลังจากนั้นเจ้านั่นก็รีบไปผูกไมตรีกับอิวานแล้วก็โรเดอริคแล้วก็อลิซาเบธา นายรู้มั้ยว่าทำไม”
“ยิ่งมีพรรคพวกที่มีอุดมการณ์เดียวกันมากเข้า ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง เป็นการรวมตัวทางการเมืองที่เป็นประโยชน์ครับ”
“นั่นแหละ! พูดง่ายๆ ก็คือหมอนั่นกลัวฟรานซิสจะมาแก้แค้นคืนแล้วสู้ไม่ได้น่ะสิ แต่ก็ดันงี่เง่ากันเอง เลือกใครไม่เลือกดันไปเลือกโรเดอริคกับอลิซาเบธา น่าขำเป็นบ้า สองคนนั้นดันไปทำให้อิวานไม่พอใจ ทีนี้พออิวานไม่เล่นด้วยแล้วก็เลยไปลากเจ้าติ๊งต๊องเฟลิเซียโน่มาแทน”
ถึงคุณอาเธอร์จะเอ่ยสบประมาทเช่นนั้น แต่กลุ่มไตรพันธมิตรนั้นไม่ใช่กลุ่มเล็กๆ ที่จะดูถูกได้เลย เอาเข้าจริงคุณอาเธอร์ก็คงกลัวว่าอำนาจของตัวเองจะสั่นคลอนด้วยเช่นกัน
คนแรกที่ไหวตัวในเรื่องนี้คือคุณฟรานซิส เขาได้เข้ามาเกลี้ยกล่อมให้คุณอาเธอร์ร่วมมือกับคุณอิวาน ทั้งสามคนตกลงปลงใจร่วมมือกันและตั้งชื่อกลุ่มของตัวเองว่าไตรภาคี สองอำนาจใหญ่คนละขั้วในยุโรปจึงถือกำเนิดขึ้น หากมีอะไรกระทบกระทั่งกันแม้แต่นิดเดียว... สงครามก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
“นายก็เตรียมตัวเตรียมใจเผื่อไว้บ้างก็ดีนะ เรื่องร้ายแรงอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ถ้าอีกฝ่ายหาเรื่องมาก่อนล่ะก็นะ”
อีกฝ่ายยังบ่นไม่เลิก น้ำชาฝรั่งที่ยกมาเสิร์ฟให้ครั้งนี้คงจะถูกดื่มจนหมดเกลี้ยง
“ครับ ผมเข้าใจดี”
“แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะ! นายน่ะอยู่ข้างเดียวกับฉัน มีทั้งฟรานซิสแล้วก็อิวานอยู่ด้วย ไม่มีทางแพ้แน่!”
เมื่อไม่นานมานี้ยังทะเลาะกันจะเป็นจะตายแท้ๆ คราวนี้กลายเป็นเพื่อนซี้กันไปเสียนี่ แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
การมาเยี่ยมเยียนกันแต่ละครั้งก็ไม่พ้นเรื่องธุระปะปังเหล่านี้ เรื่องจะมาสนใจกระชับความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ลืมไปได้เลย ช่วงเวลาเช่นนี้ทุกคนก็สนใจแต่จะกักตุนอาวุธสงครามกันทั้งนั้น ถึงจะไม่อยากก็ตาม แต่หากประมาทล่ะก็... จะต้องกลายเป็นฝ่ายที่ถูกย่ำยีจนไม่เหลือสภาพ
ถ้าเลือกได้ล่ะก็ ผมก็อยากจะเป็นฝ่ายที่เยียบคนอื่นมากกว่าเป็นฝ่ายที่ถูกเหยียบ
ถึงคุณอาเธอร์จะสุภาพใจดี แต่เขาไม่อาจสนใจเรื่องอื่นใดนอกจากอำนาจและความอยู่รอดอยู่ตนเองได้ ชอบแก่งแย่งชิงดีกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คาดว่าคงอยู่เฉยๆ กันไม่เป็นกระมัง ต้องหาเรื่องให้ปมขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่เรื่อย
ผมปล่อยให้คุณอาเธอร์เล่าเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ที่อัดอั้นตันใจ (โดยมากแล้วก็มักจะเป็นการบ่น) โดยเป็นฝ่ายรับฟัง ผมไม่ค่อยชอบเรื่องเหล่านี้เสียเท่าไหร่ เพราะว่าผม... ไม่ชอบพวกเขาในอีกซีกโลกหนึ่งเอาเสียเลย
มี ครั้งหนึ่งที่คุณอาเธอร์แวะมาที่บ้านเพื่อแสดงความยินดีกับผมหลังจากเอาชนะ คุณอิวานได้ด้วยความช่วยเหลือจากคุณอาเธอร์หลังจากเราจับมือเป็นพันธมิตรกัน ผมใส่ยูกาตะลำลองเป็นปกติ ทว่าเมื่อคุณอาเธอร์มาเห็นถึงกับทำหน้ายุ่งแล้วติ
‘นายนี่นะ... กำราบอิวานได้จนโลกตะลึงแล้วทั้งที รู้จักแต่งตัวให้เป็นสากลกว่านี้หน่อยสิ’
ผมโกรธมาก นั่นคือการเหยียดหยามความเป็นตัวตนของชาวญี่ปุ่น ผมอาจจะระงับอารมณ์มากเกินไป คุณอาเธอร์จึงไม่รู้เอาเสียเลยว่าผมโมโห
กระนั้นผมก็ดื้อแพ่งด้วยการทำหูทวนลมกับความเห็นนั้นไปซะ ทุกครั้งที่อีกฝ่ายแวะมาที่บ้าน (ซึ่งนับว่าน้อยครั้ง) ผมจะใส่ยูกาตะเหมือนเดิม ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนเป็นชุดสากลอย่างที่อีกฝ่ายตำหนิ พอทำอย่างนั้นเข้าหลายๆ ครั้ง คุณอาเธอร์ก็บ่นอุบอิบ
‘ฉันชอบให้นายใส่สูทเหมือนอย่างตอนที่ไปหาฉันมากกว่า’
เป็นเรื่องที่ผมให้อภัยไม่ได้... ผมยอมรับว่าเทคโนโลยีด้านการทหารและการอุตสาหกรรมของคุณน่ะล้ำหน้ากว่ามาก สิ่งที่ควรเรียนรู้ผมก็จะเรียนรู้ไว้ แต่จะให้ผมหลับหูหลับตาทำตามคุณไปทุกกระเบียดนิ้วเลยหรือไร ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงต้องกล้ำกลืนฝืนทนกินอาหารรสชาติไม่เป็นสับปะรดทุกมื้อกระมัง แล้วตัวตนของผมจะอยู่ที่ไหนกัน
เหมือนกันทั้งคู่... ทั้งคุณอัลเฟรดและคุณอาเธอร์ ก็ดีแต่ชอบยัดเยียดความคิดของตัวเองให้คนอื่นทำตาม
ผมเป็นอะไรสำหรับคุณกันแน่ครับ... คุณอาเธอร์?
และขณะนี้ ชายชาวอังกฤษที่ผมมีความขัดแย้งด้วยลึกๆ ก็กำลังนั่งเป็นแขกอยู่ในบ้าน สิ่งที่คุณอาเธอร์ชอบเกี่ยวกับญี่ปุ่นเห็นจะมีเพียงสองอย่างเท่านั้น นั่นคือ อาหาร และ บ่อน้ำร้อน
เรื่องที่คิดจะแกล้งให้ใช้ตะเกียบนั้นก็ต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย แค่ครั้งแรกที่ผมเตรียมตะเกียบให้อย่างเดียว พอคีบซูชิไม่ขึ้น คุณอาเธอร์ก็ใช้ตะเกียบจิ้มขึ้นมาทานเสียเลย ...ดูแย่จนผมไม่อยากเห็นอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งต่อไปผมก็เลยเตรียมช้อนส้อมให้อย่างเดิมดีกว่า... อย่างน้อยก็เพื่อมารยาทบนโต๊ะอาหาร
“วันนี้บ้านนายเงียบดีนะ ทุกทีจะต้องมีเด็กวิ่งเล่นวุ่นวายไปหมด”
...อย่าพูดอะไรสยองขวัญอย่างนั้นกลางวันแสกๆ สิครับ ผมบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าผมอยู่คนเดียว
“เงียบๆ ก็ดีแล้วนี่ครับ คุณอาเธอร์จะได้หลบมาพักผ่อนหย่อนใจได้สบาย”
สบายแน่นอนล่ะ ทุกครั้งที่คุณอาเธอร์มา ผมจะตระเตรียมเครื่องเรือนเครื่องใช้ทุกอย่างให้เหมือนกับของที่อังกฤษแทบทุกอย่าง กับคนที่คิดอยู่อย่างเดียวว่าของที่ตัวเองดีน่ะมันเลิศหรูเหนือคนอื่น ขืนจัดการรับรองแบบคนญี่ปุ่นให้มีหวังได้บ่นเป็นหมีกินผึ้งแน่
แม้กระทั่งในห้องรับแขก ผมยังจัดเก้าอี้อย่างดีให้นั่ง ดูเหมือนว่าตอนนี้คุณอาเธอร์ได้บ่นจนพอใจแล้ว จึงเริ่มสนใจว่าผมกำลังทำอะไร
ดอกไม้ที่ถูกตัดมาวางพักแช่ไว้นานพอควรแล้ว พอจัดแจงอุปกรณ์ที่ต้องใช้เรียบร้อย ผมจึงนั่งคุกเข่าแล้วเริ่มลงมือจัดดอกไม้ลงแจกันทรงเตี้ย
คุณอาเธอร์วางถ้วยชาลงแล้วเดินเข้ามานั่งด้วย ท่าทางสนอกสนใจการจัดดอกไม้บนโต๊ะ
“ไม่นั่งเก้าอี้ล่ะครับ คุณอาเธอร์ลงมานั่งแบบนี้จะเมื่อยเปล่าๆ”
“อืม.. ก็ฉันเบื่อนั่งเก้าอี้แล้วนี่”
ถ้าทนนั่งจนเหน็บกินขึ้นมาอย่ามาบ่นให้ผมได้ยินเชียวนะครับ...
“เวลาตึงเครียดแบบนี้นายก็ยังเย็นใจมานั่งจัดดอกไม้ได้นะ”
“เป็นการฝึกจิตใจอย่างหนึ่งน่ะครับ”
“ยังไงเหรอ”
อีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาเสียใกล้ เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ถอยไปหน่อยครับ คุณอาเธอร์ เดี๋ยวจะโดนกรรไกรเอาได้” ผมปรามแล้วให้อีกฝ่ายถอยไป เว้นระยะห่างแล้วจึงอธิบายต่อ “อิเคบานะเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติครับ ไม่เฉพาะแค่ดอกไม้ แต่รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด หากใจไม่นิ่งแล้วก็จะจัดไม่ได้ ก้านจะหักจะเบี้ยวไปหมด”
“แล้วทำไมถึงใช้ดอกไม้น้อยแบบนี้ จัดเป็นช่อใหญ่ๆ เลยจะไม่สวยกว่าเหรอ”
ในอ่างพักดอกไม้มีเยอบีร่าเพียงสามดอก กับก้านประดับและใบเพียงไม่กี่ก้านเท่านั้น เขาถามอย่างใฝ่รู้อย่างเด็กไร้เดียงสา ทำให้ผมเต็มใจอยากจะตอบ
“การจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นจะเน้นให้เห็นความงามตามธรรมชาติของดอกไม้นั้น จึงใช้ดอก ก้านและใบเพียงเล็กน้อย นำมาจัดวางให้เกิดมุมศิลป์ที่จะอวดความงามตามธรรมชาติครับ”
“ฟังดูยากจัง”
“ก็เป็นการฝึกจิตนี่ครับ”
ผมหัวเราะคิกเมื่ออธิบายจบ แล้วจึงตั้งสมาธิกับการจัดดอกไม้ตรงหน้า คุณอาเธอร์เองก็จับจ้องมองตามทุกอิริยาบท ผมดีใจที่คิดว่าคุณอาเธอร์น่าจะมีของญี่ปุ่นที่ชอบเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้ว
พอจัดดอกไม้เสร็จเรียบร้อย ผมก็เพิ่งสังเกตว่าคุณอาเธอร์เปลี่ยนท่านั่งเป็นท่าขัดสมาธิแล้ว คิดแล้วก็นึกขำในใจ คงจะทนนั่งคุกเข่าอยู่นาน
“เสร็จแล้วครับ เป็นยังไงบ้าง”
ผมหันด้านหน้าแจกันทรงเตี้ยให้เข้าหาอีกฝ่าย ดวงตาสีเขียวคู่นั้นจ้องมองอย่างพิจารณาสักพักแล้วเขาจึงตอบ
“สวย... ดูเรียบๆ แต่มีเสน่ห์เหลือล้น ดึงดูดสายตาไว้ได้ดี”
“ขอบคุณมากครับ”
ผมยิ้มแป้นรับคำชม
อีกฝ่ายเอนตัวเข้ามาดูดอกไม้ใกล้ๆ อีก ผมเตรียมจะเก็บอุปกรณ์บนโต๊ะจึงยังทำไม่ได้เพราะคุณอาเธอร์เอาตัวขวางไว้ เขาขยับเข้ามาอีก แทบจะดูรอบแจกันดอกไม้ได้ ผมจึงต้องขยับถอยออกมาแทน ไม่อย่างนั้นแล้วใบหน้าของเราคงจะใกล้กันเกินไป
แต่ดูเหมือนว่าคุณอาเธอร์จะขยับตามผม... ไม่ใช่เพื่อดูดอกไม้ ดวงตาสีเขียวนั้นจดจ้องเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่ากำลังถูกทับเอาไว้
ใกล้เกินไป...
“ให้ฉันได้มั้ย ฉันชอบ”
“อ... เอ๋?”
ผมกระพริบตาปริบๆ แปลความที่อีกฝ่ายพูดไม่ได้ทันที ยังไม่ทันจะตอบได้อีกฝ่ายก็ผละถอยไปก่อน
“ดอกไม้น่ะ!”
คุณอาเธอร์หันหน้าหนีแล้วตวัดปลายเสียงเสียห้วน
อ๋อ...
หมายถึงเรื่องนั้นน่ะเอง...
“ได้สิครับ”
บางส่วนในหัวใจรู้สึกโล่งอกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก... เพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณอาเธอร์ทำตัวแปลกไปจากเดิม
“ถ้าคุณอาเธอร์ชอบ ผมก็ดีใจครับ”
“ฮอนดะ...”
“ครับ?”
สีหน้าของฝ่ายตรงข้ามดูจะแดงเรื่อขึ้นมา ผมไม่เข้าสาเหตุเอาเสียเลย
เงียบไปอีก... ผมอดทนให้เขาพูดขึ้นมาอีกหน
“ฮอนดะ ให้ฉันเรียกนายว่า คิคุ ได้มั้ย”
“เอ๊ะ?”
คำอุทานหลุดจากปากเป็นครั้งที่สอง ผมไม่คาดคิดว่าจะเจอคำขอร้องที่คาดไม่ถึงเช่นนี้ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าคุณอาเธอร์จะต้องการเรียกผมแบบนั้น
“ก็เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งนานแล้วนี่! ก็เห็นว่าคนที่เขาสนิทสนมกันก็ต้องเรียกชื่อต้นกันไม่ใช่เหรอ! แต่ถ้านายไม่ชอบฉันก็ไม่เรียกก็ได้ แค่ลองถามดูเท่านั้นแหละ!”
ทำเป็นกลบเกลื่อนอีกแล้ว อยากเรียกก็บอกมาตรงๆ เถอะ
ถึงจะไม่ชอบแนวคิดบางอย่างของคุณ... แต่โดยรวมแล้วคุณก็สุภาพกับผมเสมอ ผมไม่เสียใจเลยที่ได้มาสนิทสนมกับคุณ
“ถ้าคุณอาเธอร์อยากจะเรียกอย่างนั้น ผมก็ไม่ว่าอะไรครับ”
ผมยิ้มแล้วกล่าวอนุญาต
ชายชาวอังกฤษกำมือตัวเองแน่นราวกับพยายามกดอารมณ์บางอย่างเอาไว้
ดีใจหรือครับ? ดีใจก็แสดงออกมาไม่เห็นเป็นไรนี่ ผมไม่เห็นว่าคุณเป็นตัวตลกหรอก
“ฉันจะเรียกเพราะนายอยากให้เรียกหรอกนะ! ถ้าอยากให้เรียกขนาดนั้นล่ะก็จะเรียกให้ก็ได้ คิคุ!”
“ครับ ผมชื่อคิคุครับ คุณอาเธอร์”
ผมรับคำหน้าตาย ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเขินอายมากขึ้นอีกเพราะไม่เคยชินที่จะเรียกผมแบบนั้น ดูแล้ว... น่ารักดี
แล้วผมก็ต้องมาเสียใจที่ตัดสินใจไปอย่างนั้น ตลอดเย็นวันนั้นคุณอาเธอร์ดูจะเห่อกับวิธีเรียกชื่อใหม่นี้เสียจริง ทั้งวันที่เหลือก็เอาแต่คิคุอย่างโน้นคิคุอย่างนี้
ได้ยินชื่อตัวเองจนเบื่อไปเลยล่ะครับ...
To be continued...
ไทม์ไลน์มั่วไปหน่อย... เหมือนเยอรมันเพิ่งแยกตัวจากฝรั่งเศสตอนที่พูดถึงตอนนี้เลย แต่จริงๆ แยกมานานแล้ว orz
ประวัติศาสตร์ บึ่ยๆ
1870 เยอรมันรวมชาติสำเร็จ แล้ว จึงได้ดำเนินการตั้งสันนิบาตสามจักรพรรดิ (The Three Emperor's League) ซึ่งแสดงความเป็นสัมพันธมิตรระหว่าง 3 จักรวรรดิของยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และรัสเซีย ด้วยเจตนาสำคัญประการแรกคือ ป้องกันการแก้แค้นของฝรั่งเศส ภายหลังเมื่อออสเตรีย-ฮังการีและรัสเซียขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กันจนมิอาจเป็นพันธมิตรต่อกันได้ เยอรมันจึงชักชวนอิตาลีเข้าแทนที่รัสเซีย จึงเกิดเป็นกลุ่มไตรพันธมิตร (The Triple Alliance) ขึ้น
เยอรมันสร้างความไม่พอใจให้อังกฤษด้วย การเริ่มโครงการขยายกองทัพเรือและขยายดินแดนและอิทธิพลในซีกโลกตะวันออก
1907 ฝรั่งเศสจึงได้โอกาสเสริมสร้างสัมพันธไมตรีกับรัสเซียและเข้าใจอันดีกับ อังกฤษ และในที่สุดเมื่อทั้งสามมหาอำนาจตกลงในความขัดแย้งเรื่องอาณานิคมที่เคยมีต่อกันได้แล้ว จึงจัดตั้งกลุ่มไตรภาคี (Triple Entente)
(ก็อบวิกิมาทั้งดุ้น)
ละเอียดจริงๆ ก็ตามลิ้งค์ฮ้า http://th.wikipedia.org/wiki/สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ถึงช่วงสงครามแล้วเครียดนัก... (ขนาดยังไม่ถึง WWII)


? )
สงสารอัลฟ์จัง

ท่านอาเทอร์ค่ะ....เด๋วนี้ท่านหัดรุกฮอนด้าคุงแล้วหรือค๊า
อ่านไปแล้วเสียวกลัวคุณอ้วนมาถล่มบ้านฮอนด้าจัง
(ถล่มด้วยแรงหึง...หรือเปล่า???)
นึกภาพฮอนด้าคุงจัดดอกไม้นิ่งๆแล้วโมเอ้ยิ่งนัก
ถ้าเราได้ไปอยู่ในห้องนั้น เราคงจะกลิ้งไปกลิ้งมาดูท่านฮอนด้าแน่ๆ
อ๊ากกกก น่ารักกกกกกก
อ่านไปขมวดคิ้วไป
เด๋วจบตอนนี้เค้าจะไปนั่งติวประวัติศาสตร์เพิ่มนะค๊า
ช่วงต้นสงครามนี่ไม่แม่นเท่าไร ไปแม่นหลังสู้เสร็จแว้ว
พักรบ 2 วันนะคะคุนกี เด๋วเค้าจะมาติดตามต่อ
แต่งต่อไวๆเด้ออออ
#1 By Anlegy on 2008-12-21 22:32