[Hetalia Fanfiction] Pollen (1)
posted on 12 Dec 2008 13:36 by keechan in Fictionก่อนอื่นนะคะ ทุกท่าน...
อย่าลืมมาอุดหนุนเค้านะเคอะ *3*
เอาล่ะ...
ยังคงรักฮอนด้าจังไม่เสื่อมคลาย (หรอ)
ฟิคมันเลยงอกมาอีก...
เป็นภาคก่อนเรื่องที่แล้วค่ะ (โห มันยังทำเป็นภาคต่อกันได้อีก อีนี่มันจะสร้างมหากาพย์เรอะ ก๊ากกก)
ปะ... ไปอ่านกันเถอะค่ะ ฮึก
แต่ต้องคลิกข้างบนก่อนนะ อั๊ง
*w*
แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Pollen (1)
(Prequel to Petal)
ถ้าหากว่ามีคนแปลกหน้าทำตัววางอำนาจบาตรใหญ่มาถือปืนขู่หน้าบ้านคุณที่ติดประกาศว่า ‘ระงับการติดต่อ กรุณาอย่ารบกวน’ จะมีทางเลือกอยู่สักเท่าไหร่
“สวัสดี! หวังว่านายคงจำหน้าฉันได้นะ เอ่อ... เฮดะ? ไฮโดะ? ฮอนดะ? ใช่ๆ ฮอนดะ!”
...ก็ไม่อยากจะจำสักเท่าไหร่หรอกครับ หน้าตาของคนไร้มารยาทที่บุกรุกบ้านคนอื่นทั้งๆ ที่เขาแปะป้ายไว้ชัดเจนว่าไม่ต้อนรับแขกน่ะ แถมยังจำชื่อกันผิดๆ แบบนี้ น่าไล่ตะเพิดไปเสียเดี๋ยวนี้
ติดอยู่แต่ว่า... เขามีของอันตรายอยู่เต็มตัว
“จำได้แน่นอนครับ คุณอัลเฟรด โจนส์”
ก็คุณน่ะชื่อเสียงร่ำลือออกจะตาย คนรุ่นใหม่ไฟแรงป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นฮีโร่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้ได้อย่างที่พูดเสียก่อนเถอะแล้วค่อยว่ากัน ทั้งๆ ที่ยังอ่อนประสบการณ์แท้ๆ กลับถือตัวว่าเก่งเกินใคร เหยียบย่ำข้ามหัวคนที่ชุบเลี้ยงตัวเองมาอีกเสียด้วย
คงต้องยอมรับว่าคุณเก่งพอตัว ไม่อย่างนั้นคงก้าวมาถึงขั้นนี้ไม่ได้แน่ ทว่าความประทับใจครั้งแรก... ติดลบ อีกอย่างผมก็เบื่อแรงกดดันกับวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาแทรกแซงเต็มทีแล้ว ถึงได้อยู่คนเดียวอย่างสงบสุข ต้อนรับแค่เพื่อนบ้านใกล้ๆ เท่านั้นไงล่ะ
แต่ก็ยังไม่เลิกมีคนมาตามรังควาน...
“ผมคงต้องเสียมารยาทเตือนความจำคุณเสียหน่อย คือผมไม่ได้เตรียมการต้อนรับคุณนะครับ ผมประกาศไว้ชัดเจนดี หากคุณมองเห็นไม่ชัด”
อีกฝ่ายควงปืนพกของตนราวกับเป็นของเล่น ใบหน้ายิ้มแย้มดูเป็นมิตรที่ไร้อันตราย แต่เจตนา... ก็เพื่อยกมาข่มขู่ ก่อนจะเอ่ยต่อราวกับหูทวนลมไม่ได้ฟังประโยคขับไล่เมื่อครู่
“เป็นฮีโร่ของโลกตะวันตกก็มีชื่อเสียงแบบนี้ล่ะน้า ว่าแต่นายจะให้ฉันรออยู่ตรงนี้อีกนานเท่าไหร่ ฉันเคยส่งคนมาเจรจาด้วยสองสามครั้งแล้วก็ยังปิดบ้านอยู่นั่นแหละ อย่าหัวแข็งไปหน่อยเลยน่า ฉันน่ะมีสินค้าเยอะแยะ นายต้องชอบแน่ๆ เพราะงั้นมาคุยกันดีๆ ดีกว่า”
บีบบังคับให้ผมขัดนโยบายของตัวเองหลายต่อหลายครั้ง พอเห็นว่าไม่เป็นผลก็เลยยกกองทัพเรือมาแสดงแสนยานุภาพกันเลยสินะ...
เบื้องหน้าขณะนี้คือกองเรือรบขนาดใหญ่เทียบท่าเรืออุรางะ ร่างสูงเจ้าของใบหน้าคมคายยืนจังก้าเป็นหลักอยู่ รอบด้านเรือรบพร้อมเคลื่อนไหว จะถอยกลับหรือโจมตีก็ขึ้นอยู่กับคำสั่งของชายผู้นี้ เส้นผมสีทองสะท้อนแสงอาทิตย์เสียโดดเด่น ดวงตาสีฟ้าดูเหมือนไม่เป็นพิษเป็นภัย คนจากโลกใหม่นี่ช่างใส่หน้ากากได้เก่งเหลือเกิน
นอกจากปืนที่ถืออยู่นั่นแล้วก็ไม่รู้ว่าแอบเอาอะไรมาอีก... อาจจะเป็นอาวุธชนิดใหม่ที่ผมไม่เคยพบเห็น ถ้าจะปฏิเสธ... คงไม่เป็นการดีแน่ ถ้าประจันหน้าสู้กับผู้ชายคนนี้ด้วยดาบเพียงเล่มเดียว หนทางแห่งชัยชนะก็ช่างริบหรี่ คิดถึงผลเสียที่ต้องแลกกันแล้ว กับแค่การเปิดประตูให้เขาเข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้าก็คงไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่
“...ถ้าคุณยืนยันอย่างนั้น”
อย่างกับว่าผมมีทางเลือกอย่างนั้นแหละ... เขาเรียกว่าบีบบังคับขู่เข็ญกันชัดๆ ทำตัวเป็นนักเลงน่ารังเกียจ คนแบบนี้ไม่อยากจะคบค้าสมาคมด้วยเลยจริงๆ
เอาเถอะ ขันติ ขันติ คิดในแง่ดีเอาไว้หน่อยก็ถือซะว่าเปิดโลกหาพันธมิตรใหม่ๆ หลังจากอยู่คนเดียวมานานก็แล้วกัน
แรงกดดันเริ่มคลายออก ไม่ใช่ครั้งแรกที่เผชิญหน้ากับผู้ชายคนนี้ แต่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัดสินใจถูกจริงๆ ที่ไม่สนใจคบหาตั้งแต่ต้น
ร่างใหญ่ของอัลเฟรด โจนส์ เดินเข้ามาใกล้ เขายังคงเก็บปืนไว้กับตัว ไม่ว่ายังไงก็คงไม่เลิกระวังตัว ก็เหมือนผมที่ยังกุมดาบข้างเอวไว้แน่น
“ยินดีที่จะได้ทำธุรกิจร่วมกัน ฮอนดะ”
รอยยิ้มปั้นแต่งอย่างการเมืองเผยออกมาให้เห็น อัลเฟรด โจนส์ยื่นมือออกมาแสดงความเป็นพันธมิตร หากไม่ยื่นออกไปจับตอบ ก็คงจะเป็นเรื่อง...
พันธมิตรจอมปลอมที่ถูกยัดเยียดอยู่ฝ่ายเดียวน่ะสิ...
ผมยื่นมือออกไป เพื่อมารยาทแล้ว ก็คงจะทำเป็นเฉยเมยมองข้ามไปไม่ได้
“ยินดีเช่นกัน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
...ไม่ได้น่ายินดีเอาซะเลย เป็นการผูกสัมพันธ์ที่น่าอึดอัดที่สุดเท่าที่เคยเจอ
“หวังว่าจะไปด้วยกันได้ดีนะ นายน่ะก็เก่ง ขนาดอยู่คนเดียวมาตั้งนานยังพัฒนาประเทศได้ขนาดนี้ ถ้ายิ่งมีสินค้าทันสมัยจากฉันไปด้วยล่ะก็จะต้องเจ๋งได้มากกว่านี้แน่ เชื่อได้เลย!”
มาถึงก็โฆษณาขายของ... ผมอยู่คนเดียวสงบๆ ก็ดีอยู่แล้วแท้ๆ ทำไมต้องตกกระไดพลอยโจนเปิดประตูต้อนรับคุณด้วย!
ไม่เคยคิดอยากต่อยใครให้คว่ำมากขนาดนี้มาก่อนเลย ถ้าไม่ติดว่าเทคโนโลยียังด้อยกว่าแล้วไม่รู้ว่าคุณแบกอาวุธประเภทไหนมาบ้างล่ะก็.... ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด อยากจะชักดาบออกมาฟันให้ขาดเป็นสองท่อนเสียจริง
“เพิ่งเคยได้เห็นหน้าตานายใกล้ๆ แฮะ ออกจะน่ารักขนาดนี้ ทำไมถึงเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้านล่ะ น่าเสียดายออกนะ”
อีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาแล้วออกความเห็นหน้าตาย ผมถึงกับผงะถอยออกไปด้วยสัญชาติญาณป้องกันตัว
“ฉันก็เจอคนมาหลากหลาย แต่คนที่มีเสน่ห์ตะวันออกชัดเจนอย่างนายเพิ่งจะเคยเจอ”
บุกบ้านคนอื่นแล้วพูดจาเกี้ยวพาราสีกันโต้งๆ แบบนี้เลยหรือครับ ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้เล่นกับผมไม่ได้หรอก ที่จริงแล้วคุณก็คงไม่ได้สนชาวตะวันออกนักหรอก แค่พูดไปอย่างนั้นเองเพื่อหวังทำการค้าให้ได้ราคาดีๆ เสียมากกว่า
“...พูดเกินไปแล้วครับ”
รู้สึกหนวกหูวุ่นวายขึ้นมาทันที พอมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาที่บ้านนี่ลำบากใจจริงๆ
ไหนๆ ก็โดนบังคับเปิดประตูต้อนรับแล้ว อีกฝ่ายก็เข้ามาในบ้านได้แล้ว จะทำอย่างไรได้นอกจากปรนนิบัติพัดวีแขกไม่ให้ถูกติฉินนินทา คงต้องบอกตัวเองให้มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ แล้วทุกอย่างคงจะดีขึ้นเอง
พอป้ายไม่ต้อนรับแขกถูกถอดออกไปจากหน้าบ้านแล้ว คนมากหน้าหลายตาก็พากันเดินเข้ามาทักทายกันใหญ่ รู้สึกเหนื่อยมากกว่าเดิมที่ต้องคอยต้อนรับคนโน้นคนนี้ เพราะไม่ว่าใครจะเดินเข้ามาผมก็ต้องคิดเล็กคิดน้อย (ไม่เล็กน้อยหรอกครับ มันเป็นเรื่องจำเป็นต่างหาก ถ้ามองข้ามไปก็คงจะวุ่นวายเหมือนสมัยก่อนแน่ๆ)
ที่สบายใจได้หน่อยก็คือคุณลุดวิก ยังไงก็เป็นแขกที่ผมต้อนรับเป็นพิเศษตั้งแต่สมัยก่อน เขาเป็นคนเคร่งครัดในระเบียบ ตรงไปตรงมา การเจรจากันจึงรวดเร็วและเด็ดขาด ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก ว่ากันไปตามกฏ เวลาพูดคุยกันถึงบรรยากาศจะตึงเครียดไปสักนิด แต่ก็ยังดีกว่าบางคนที่ชอบพูดพล่ามโดยไม่ดูอารมณ์คู่สนทนา โดยเฉพาะคนที่ชอบบุกบ้านคนอื่นตามใจชอบคนนั้นน่ะ
คุณลุดวิกเป็นคนที่แนะนำให้รู้จักกับคนอื่นๆ ในยุโรป นอกจากนั้นแล้วก็ยังนำวิทยาการใหม่ๆ มาบอกต่อ โดยเฉพาะเรื่องยารักษาโรค แล้วก็มาพร้อมกับยุทธวิธีทางทหารอีกด้วย
ธุระของวันนี้ใกล้จะหมดแล้ว ผมจึงตระเตรียมชาไว้ให้ก่อนแขกจะกลับ สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ต้องคอยชะเง้อหน้าออกไปมองหน้าบ้านตลอดว่าจะมีใครมาเยี่ยมหรือเปล่า สถานที่นั่งจิบชาวันนี้จึงเป็นในสวนแทนที่จะเป็นเรือนข้างใน
ชายชาวเยอรมันไม่ได้ถามถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน เขารู้ถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปดี นี่เป็นอีกข้อดีของคุณลุดวิก ไม่เคยพูดนอกเรื่องที่ไม่จำเป็น แม้จะมีใบหน้าเคร่งเครียดจริงจังอยู่ตลอดเวลาและไม่เคยสนใจจะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เขาเพียงแต่จะรับฟัง แต่ไม่คิดจะทำตาม เป็นบุคคลที่ยึดมั่นในวิถีชีวิตของตนอย่างแรงกล้า ซึ่งผมก็เห็นด้วย ต่างคนต่างอยู่ ไม่เบียดเบียนกันดี
ชาที่นำมาต้อนรับเป็นชาฝรั่ง เพราะชาญี่ปุ่นคงไม่ถูกปากคุณลุดวิกสักเท่าไหร่ ถ้วยชาวันนี้จึงตรงตามแบบฉบับชาวยุโรปที่พอจะหาได้บ้างในญี่ปุ่น คุณลุดวิกไม่จู้จี้จุกจิก แค่แสดงออกถูกต้องว่าให้เกียรติซึ่งกันและกันตามมารยาทอันควรก็นับว่าใช้ได้แล้ว
ชาร้อนๆ ไม่เสียเวลาถูกทิ้งไว้ เมื่อผมรินชาให้ คุณลุดวิกก็ยกถ้วยขึ้นจิบช้าๆ ไม่แม้แต่จะรอให้อุ่น ทว่าอีกฝ่ายก็จิบได้สบายๆ ราวกับว่าน้ำไม่ร้อนเลยสักนิด
“เห็นว่าเจ้าเด็กอัลเฟรดนั่นมามัดมือชกทำธุรกิจกับเธอ เป็นยังไงบ้างล่ะ”
ชื่อเสียงเรื่องความไฟแรงกับชอบทดลองโน่นนี่ของอัลเฟรด โจนส์ โด่งดังไปทั่วโลก ซ้ำยังคอยควานหาคู่ค้าไปทั่ว ในยุโรปก็ไม่เว้น คุณลุดวิกเองก็คงรับรู้วีรกรรมของชายหนุ่มหน้าใหม่คนนั้นเป็นอย่างดี
“จะเรียกว่ายังไงดีล่ะครับ... ก็ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ล่ะมั้งครับ”
ผมหัวเราะแหะๆ จะต่อว่าบุคคลที่สามให้ฟังก็เห็นจะไม่ควร คุณลุดวิกจะมองได้ว่าผมเอาเขาไปนินทาเสียๆ หายๆ ให้คนอื่นฟังด้วยหรือเปล่า ขอเลือกจะตอบกลางๆ ไว้ก็แล้วกันครับ
อัลเฟรด โจนส์นั่น... เอะอะอะไรก็บอกว่าตัวเองเป็นฮีโร่ บอกว่าจะช่วยเหลือ จะจัดการเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ ตั้งแต่เศรษฐกิจไปจนถึงเทคโนโลยี ผมไม่เถียงหรอกนะว่าจะมีความรู้ล้ำหน้ามาจากไหน แต่ไอ้ท่าทีแบบนั้นน่ะ มันก็แค่การแทรกแซงกิจการของคนอื่นชัดๆ ขืนปล่อยไปมากๆ ผมมิได้ชื่อว่าเป็นคนในปกครองของคุณไปแล้วหรือไงกัน ให้ตายสิ...
“หมอนั่นก็อยู่ไม่สุขอย่างนี้แหละ เพิ่งจะทำอะไรด้วยตัวเองเป็น ก็เลยออกมาเคลื่อนไหวใหญ่ ไม่เกรงใจคนอื่นๆ กันบ้างเลย ทำพวกเราเอือมระอากันไปเป็นแถบ”
คุณลุดวิกว่าเหมือนพึมพำกับตัวเองมากกว่า
สายลมอ่อนพัดมาเบาๆ อากาศในสวนจึงเย็นสบาย ผมปล่อยให้บทสนทนาจบไปเช่นนั้น เสไปมองที่หน้าประตูบ้าน แว่บแรกคิ้วก็แทบจะขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นปอยผมสีทอง แต่เมื่อสังเกตดีๆ แล้วจึงรู้ว่าไม่ใช่อัลเฟรด โจนส์ เจ้าปัญหา
อาเธอร์ เคิร์กแลนด์กำลังเดินวนไปเวียนมาหน้าประตูเหมือนตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะเข้ามาทางไหน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยมาบ้านผมเสียหน่อย ทำเป็นคนไม่รู้เรื่องประหม่าไม่เข้าเรื่องไปได้ จะว่าไปถ้าเป็นหนุ่มอเมริกันคนนั้นก็คงจะพังประตูเข้ามาก่อนผมจะอนุญาตแน่...
ผมห่างหายจากคุณอาเธอร์ไปมานานตั้งแต่เลือกที่จะอยู่ตัวคนเดียว อีกฝ่ายดูท่าทางเสียดายที่ไม่ได้สานสัมพันธ์ต่อ พอสบโอกาสจึงแวะเวียนมาทักทายกันอีกกระมัง
ผมขอตัวคุณลุดวิกสักครู่แล้วจึงเดินไปเปิดประตูหน้าบ้านให้ คุณอาเธอร์ดูลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูกชอบกลเมื่อเห็นหน้าผม ถึงจะไม่เห็นหน้ากันนาน แต่อีกฝ่ายก็ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังคงเป็นผู้ชายที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูงส่ง มีมารยาทงาม ตรงต่อเวลา และรู้จักกาลเทศะ
“ง... ไง ฮอนดะ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
เขายืดตัวแล้วจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ ทั้งๆ ที่ไม่ต้องจัดก็เนี้ยบไม่มีที่ติอยู่แล้ว
“สวัสดีครับ คุณอาเธอร์ ยังสบายดีเหมือนเดิมนะครับ”
“อืม... นายก็ดูสบายดีนะ” ท่าทีหลุกหลิกหายไปแล้ว เขากระแอมหนึ่งทีแล้วจึงพูดต่อ “เห็นว่านายเปิดบ้านแล้วก็เลยลองแวะมาดู ตอนแรกก็เห็นประตูปิดอยู่ล่ะนะ แต่ป้ายที่บอกว่าไม่ต้อนรับแขกมันหายไปแล้ว แต่ก็... ไม่รู้จะเรียกยังไง นายไม่ติดออดนี่”
“ก็ตะโกนเรียกสิครับ”
ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่คุณมาบ้านผม ทำเป็นไม่รู้วัฒนธรรมไปได้ หรือว่าคุณลืมไปแล้วกันครับ
หนุ่มอังกฤษหันหน้าไปทางอื่นไม่ยอมสบตาด้วยเวลาคุย “ไม่เอาล่ะ ฉันไม่ชิน คราวหลังฉันจะให้คนเอาออดมาติดบ้านนายดีกว่า”
อืม... ผมก็ว่ามีประโยชน์ดี อำนวยความสะดวกกับแขกคนอื่นด้วย แต่ผมพนันได้เลยว่าต่อให้ติดออดกี่อันเวลาที่เจ้าบ้าอัลเฟรด โจนส์นั่นมาก็ต้องบุกเข้าบ้านแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงกันก่อนแน่
“ตอนแรกก็ว่าจะกลับแล้วค่อยมาใหม่ นึกว่านายไม่อยู่ซะอีก ธุระของฉันก็ไม่ได้เร่งด่วนอะไรหรอกนะ”
“อย่ามัวแต่ยืนคุยอยู่อย่างนี้เลยครับ เข้ามาข้างในก่อนดีกว่า”
ผมเชิญชวนให้เข้าบ้าน การปล่อยให้แขกยืนขาแข็งอยู่อย่างนั้นไม่ใช่มารยาทของเจ้าบ้านที่ดี
คุณอาเธอร์พยักหน้าตกลง แต่กลับชะงักเท้าก่อนจะก้าวเข้ามา เพราะคุณลุดวิกที่เดินออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“อะ... นายมีแขกนี่ ไว้ฉันมาวันหลังก็ได้”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะกลับอยู่แล้ว” ร่างสูงตอบให้แทน แล้วจึงเดินสวนออกไปโดยไม่ฟังเสียงใคร
“ขอบคุณมากสำหรับวันนี้นะครับ คุณลุดวิก” ผมโค้งคำนับเป็นการขอบคุณและบอกลา อีกฝ่ายเพียงแต่โบกมือตอบรับ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็คงเอกลักษณ์ของตนไว้ได้ยอดเยี่ยม
“เข้ามาเถอะครับ คุณอาเธอร์”
ผมเรียกซ้ำเมื่อเขาไม่เดินต่อเสียที พอผมเรียกเขาจึงขยับจนได้ คุณอาเธอร์ก็แบบนี้ เวลาเกรงใจใครก็ไว้ท่าทีเสียจนเกินไป แต่เวลาตั้งมั่นขึ้นมาแล้วล่ะก็ใครก็มาฉุดไว้ไม่อยู่
ผมเดินนำเข้าไปในบ้านแทนที่จะเป็นด้านนอก คุณอาเธอร์คงรู้สึกไม่ดีถ้าผมเชิญไปนั่งที่เดียวกับคุณลุดวิก บริเวณหนึ่งจัดแจงไว้รับแขกต่างบ้านต่างเมืองอยู่แล้วจึงมีโต๊ะรับแขกและเก้าอี้พร้อม ถึงผมจะชินแล้วแต่ถ้าให้คุณอาเธอร์ต้องมานั่งคุกเข่าบนตาตามิคงจะปวดขาเสียเปล่าๆ
“รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมจะเตรียมน้ำชาให้”
“ไม่ต้องหรอก ฮอนดะ ฉัน—”
“ธุระด่วนหรือครับ?”
“เอ่อ... เปล่า”
“งั้นก็ไม่ต้องเร่งรีบหรอกครับ ผมยินดีต้อนรับคุณ”
แม้แขกจะปฏิเสธก็ต้องยืนยันให้รับน้ำชาให้ได้ นอกจากจะเป็นการแสดงว่าใส่ใจแล้วยังเป็นเครื่องดื่มคลายกระหายได้อย่างดี
ผมไม่ได้มีเวลาสังเกตคุณอาเธอร์ทุกอิริยาบท แม้จะไม่ได้พบกันมานานแต่ก็ไม่เปลี่ยนไปเลย ยังเป็นผู้ชายที่สุภาพเหมือนเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณอาเธอร์เรียกได้ว่าค่อนข้างกระท่อนกระแท่นแล้วก็ไม่ดีสักเท่าไหร่ เพราะว่าการเข้ามาของวัฒนธรรมและศาสนาของอีกซีกโลกทำให้ผมปรับตัวไม่ทันและว้าวุ่นใจเหลือเกิน จะว่าไปก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมปิดกั้นตัวเองออกจากโลกภายนอกเป็นเวลานาน
แต่ว่า ณ ตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองมีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะจัดการเรื่องใหม่ๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้
ผมรินชาร้อนแล้วเลื่อนถ้วยให้อีกฝ่ายด้วยอาการสงบ
“ขอบใจนะ”
“ยินดีครับ”
คุณอาเธอร์ไม่ดื่มชาในทันที พอปรุงรสด้วยน้ำผึ้งแล้วก็ยังคงวนช้อนคนอยู่สักพักเพื่อให้ชาคลายความร้อนลง
“ฉันดีใจนะที่ได้มาดื่มชาที่เธอเสิร์ฟในบ้านหลังนี้อีก”
“ผมก็ยินดีที่ได้พบคุณอีกครับ”
“เจ้าเด็กนั่น อัลเฟรด ทำอะไรบ้าระห่ำเสียจริง แย่ที่สุด ใครเสี้ยมใครสอนกันนะ”
นี่ก็อีกคนที่พูดจาลอยๆ ก็เพราะเด็กคนนั้นของคุณไม่ใช่หรือครับ คุณถึงได้มีโอกาสมานั่งจิบชาในบ้านผมได้ ผมหัวเราะขื่นๆ ในใจ จริงๆ แล้วคุณอาเธอร์น่าจะขอบคุณอัลเฟรด โจนส์ คนนั้นเสียด้วยนะ
“เรื่องที่แล้วไปแล้ว อย่าไปพูดถึงมันเลยครับ”
ผมตัดบท ก็คงเป็นไปไม่ได้แล้วที่ผมจะมีชีวิตสงบสุขไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเหมือนเดิม ต่างคนก็ต่างเข้ามาทำความรู้สึกกันไม่ซ้ำหน้าไม่เว้นวันเสียอย่างนี้
“ฮอนดะ...”
คุณอาเธอร์เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาสีเขียวนั้นจริงจังกว่าเดิม ผมรอให้เขาพูดให้จบ
“ฉันอยากให้เรากลับมาคบกันเหมือนเดิม... ได้มั้ย”
“ได้สิครับ” ผมตอบพร้อมรอยยิ้ม
อีกฝ่ายดูแปลกใจเกินคาด คงไม่คิดว่าจะง่ายขนาดนี้
“จริงเหรอ?”
“ครับ คำพูดผมเชื่อถือไม่ได้เสียแล้วหรือ” ผมเอ่ยกลั้วหัวเราะ
จริงอยู่ที่ว่าอิทธิพลของคุณทำให้ผมกลัวจะถูกกลืนกิน แต่นั่นมันเมื่อก่อน ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ ผมคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอที่จะตั้งรับแล้วล่ะครับ
“ไม่ใช่อย่างนั้นน่า ก็... ถึงกับขั้นตัดความสัมพันธ์กันไปตั้งนาน ฉันนึกว่าเธอจะไม่ชอบจะคบหากับฉันแล้วเสียอีก เอ้อ จริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้หวังอะไรมากหรอกนะ แค่ได้เห็นหน้าเธอ เห็นว่าเธอสบายดีก็พอแล้วล่ะ”
ไม่ต้องหาข้ออ้างหรอกครับ ผมน่ะเป็นแหล่งข้อมูลอย่างดีสำหรับประเทศในเอเชีย ส่วนคุณก็มีอำนาจทางฝั่งยุโรปไม่หยอก ถึงฐานอำนาจจะสั่นคลอนอยู่บ้างก็เถอะ ความสัมพันธ์ดีๆ แบบนี้ปฏิเสธไปก็น่าเสียดายแย่ ถึงการยอมรับจะทำให้ถูกมองว่าผมเป็นคนใต้อำนาจของคุณก็เถอะ...
สักวันครับ รอสักวันเถอะ ผมจะผงาดขึ้นมาให้ยิ่งใหญ่กว่าทั้งคุณแล้วก็อัลเฟรด โจนส์ให้ได้
“ผมไม่คิดอย่างนั้นหรอกครับ ผมเต็มใจแล้วก็ดีใจด้วยที่จะได้ทำอะไรหลายๆ อย่างกับคุณอาเธอร์ครับ”
พอได้ยินคำยืนยันจากปากผมคุณอาเธอร์ก็ดูโล่งอกขึ้นมา
“ถ้าเธอตกลงอย่างนี้ก็ดีเลย ฉันจะเตรียมเอกสารสัญญาอย่างเป็นทางการมาให้ ดีมั้ย”
น้ำขึ้นก็เลยต้องรีบตักสินะ ได้เลยครับ ตอนนี้ผมจะยอมว่าง่ายไม่หาเรื่องใส่ตัวไปก่อน รอให้ผมสั่งสมความรู้ด้านเทคโนโลยีและการทหารให้ล้ำหน้าพร้อมเสียก่อนนะครับ ผมจะฉีกสัญญานั้นทิ้งเอง
“แล้วแต่คุณอาเธอร์สะดวกเถอะครับ”
To be continued...
ทำไมมันยาว...
อย่าถามว่าคู่ไหน ยังไม่รู้ อาจจะมีหลายคู่แอบแฝง คนเขียนหลายใจ (ฮา)
เอ่อ เกร็ดประวัติศาสตร์ตอนนี้
เริ่มเรื่องมา เป็นช่วงปี 1854 หลังญี่ปุ่นปิดประเทศค่ะ คือช่วงปี 16xx วัฒนธรรมตะวันตกรุมเร้าเข้ามามาก ทั้งเรื่องศาสนา เทคโนโลยี โน่นนี่ ทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศพอควร ไหนเดี๋ยวจะต้องคอยทำตัวไม่ให้เป็นเบี้ยล่างเขาอีก หลังปิดประเทศมาได้ 200 ปี อเมริกา นำโดยแมทธิว เพอร์รี่ ได้มาขอเจรจาทำการค้ากับญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นตอนนั้นไม่ค้าขายกับใครนอกจากประเทศใกล้เคียงอย่างจีน เกาหลี (มีอีก แต่ไม่แม่น ก๊าก) และประเทศเดียวในยุโรปที่ได้ติดต่อกับญี่ปุ่นช่วงปิดประเทศคือเนเธอร์แลนด์
อเมริกาถึงกับยกกองทัพเรือมาขู่ บอกว่าถ้าไม่ยอมค้าด้วย จะถล่มเมืองให้ราบนะจ้ะ ญี่ปุ่นไม่มีทางเลือก จึงต้องยอมเปิดประเทศโดยปริยาย
หลังการเปิดประเทศแล้ว ประเทศตะวันตกก็ต่างพากันมาติดต่อสัมพันธ์ แต่หลักๆ แล้วก็มีอเมริกาที่กระตือรือร้นอยากเป็นฮีโร่ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาในญี่ปุ่น เป็นแกนนำในการพัฒนาญี่ปุ่นให้ทันสมัย (คล้ายๆ ประมาณว่า ฉันมีอาณานิคมนะ ฉันทำให้คนอื่นเจริญได้ ประมาณนั้นมั้งคะ... orz)
ลุดวิกที่โผล่มาในเรื่อง พยายามจะหมายถึงชาวเยอรมันที่ติดเรือชาวดัชท์ (เนเธอร์แลนด์) มาทำการค้าช่วงที่ญี่ปุ่นยังปิดประเทศน่ะค่ะ ก็ในเฮตาเลียยังไม่มีเนเธอร์แลนด์มา... ไม่งั้นใส่ชื่อให้ไปแล้ว (ฮา) ลุดวิกมาแบบเนียนๆ แล้วกันนะคะ
ไม่รู้ว่าเพราะอ่านประวัติศาสตร์จนมึนเลยทำให้เรื่องมันไม่สนุกรึเปล่า อีกอย่างดิฉันมึนสเกลค่ะ 55555 ตกลงจะเป็นบ้านหรือเป็นอะไรเนี่ย
คิดว่าเรื่องนี้น่าจะยาวกว่าเรื่องที่แล้วค่ะ orz
ประวัติศาสตร์ผิดถูกอย่างไร ขออภัยนะคะ กะฮึก.... ไล่อ่านก็จะตายแล้ว กร๊าซซซ
ไอ้อ้วนกะใบชาคาแรกหลุดมั้ยอ่ะ... ไม่รู้ ไม่เคยเขียน ขอโทษค่ะ...


แต่ไปมิได้อ่าค่ะ
คุณอาเธอร์ก็แอบโมเอ้แฮ่ๆ
(ขอนอกเรื่องฟิคก่อง)
วันอาทิตย์เค้าไปมิได้ๆๆๆๆๆๆ
เค้าจะส่งคนไปจกนะคะคุณกี---- อร๊ากกกกกก
เก็บให้โด้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
(เข้าเรื่อง)
อัลเฟรดไร้มารยาทโคดๆ 5555
อ่านแล้วนึกถึงโคม่า 4 ช่องจบอันนั้นที่อัลเฟรดทะลวง
หน้าต่างห้องน้ำบ้านฮอนด้าคุง โอยยย ฮาแตก
ตอนซีนแรกโผล่มาถือปืน นึกว่าพี่สวิสควงปืนเข้าบ้าน
มาซะอีก กั่กๆๆๆๆ
อยากเห็นลุควิกคุงนั่งจิบชากับฮอนด้าคุง
มันคงดูน่ารัก อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก
ผู้ชายตัวสูงๆกะฮอนด้าคุงโมเอ้ๆ 5555
ส่วนประโยคนี้โดนใจ..
"“เจ้าเด็กนั่น อัลเฟรด ทำอะไรบ้าระห่ำเสียจริง แย่ที่สุด ใครเสี้ยมใครสอนกันนะ”
พี่อาเทอร์ค่ะ เข้าเต็มๆเลยนะคะ ก๊ากกกกกกกกกกกก
ปล.ในที่สุดก็แอบอ่านที่ออฟิสจบจนได้ โอวววว
ปล.2 จะกี่คู่ก็มาเลยค่ะ ขอฮอนด้าออกมาอยู่ตรงกลาง
ที่เหลือลงตัวเอง (อ้าว เฮ้ย!!)
#1 By Anlegy RO on 2008-12-12 14:43