[Hetalia Fanfiction] Petal (10) - End
posted on 10 Dec 2008 01:39 by keechan in Fictionว... วันนี้ขี้เกียจตอบเมนท์ เพราะจะไปนอน
(แล้วอยู่ทำไมดึกป่านนี้!!!)
ขอบคุณผู้ติดตามทุกท่านฮ่ะ m(_ _)m
เพราะเป็นตอนสุดท้าย
ก็เลย
ยาว...
เสียใจด้วยนะที่ไม่มีฉาก...
(ก็เขียนฉากไม่เก่ง ฮืออออออออออ)
แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Petal (10)
บอกว่าไม่เอาแล้วแท้ๆ คุณก็ยังดึงดันบังคับขู่เข็ญ (อาจจะพูดเกินไปหน่อย แต่ขอทีเถอะครับ) มีแต่เรื่องนี้จริงๆ ด้วยที่ผมปฏิเสธยังไงคุณก็ไม่ยอมฟัง อาจจะเป็นผมเองที่อ่อนหัดโน้มน้าวไปตามคำหวานที่คุณเกลี้ยกล่อมจนยอมทอดกายใหใ คิดขึ้นมาทีไรก็น่าอับอายสิ้นดี
ดูเหมือนคุณจะมองเห็นทะลุปรุโปร่งถึงภายในจิตใจของผมว่าแท้จริงแล้วผมปรารถนาคุณมากมายเท่าไร
ทั้งสุ้มเสียงที่คอยกระเซ้ายามร่างกายถูกปลุกเร้า ความรู้สึกหวาบไหวยามที่ผิวกายถูกดูดเม้ม ถูกขบกัดจนสะดุ้ง หลายครั้งที่ต้องกลั้นลมหายใจและกัดฟันเพราะไม่อยากให้เสียงครางน่าอายหลุดรอดออกมาจากปาก ทว่าร่างกายร้อนผ่าวนั้นฟ้องชัดว่าผมตอบสนองต่อความเร่าร้อนนั้นเพียงใด
คำ ว่ารักที่กระซิบอยู่ข้างหูไม่รู้กี่ครั้งดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวสมองจนสับสน ไม่รู้ว่านั่นคือคำหวานแสนพร่ำเพรื่อหรือเป็นผมเองที่จินตนาการถึงเสียงทุ้ม แสนอ่อนโยนนั่นกระทั่งในความฝัน
ผมรักคุณ... ผมต้องการคุณ
แย่จังเลยนะครับ... ถ้าไม่ควบคุมตัวเองเอาไว้ ผมจะยืนหยัดอยู่คนเดียวเวลาคุณไม่อยู่ข้างๆ ได้ยังไงกัน
สัมผัสนุ่มนิ่มซุกไซร้ที่ต้นคอจนรู้สึกจั๊กจี้ ปลุกให้ผมลืมตาตื่นทั้งๆ ที่อยากจะนอนพักอีกสักหน่อย พอลืมตาขึ้นมาก็เจอแววตาสองสีใสแจ๋วจ้องเป๋งอยู่ตรงหน้า
เจ้าเหมียวตัวเล็กนี่ขึ้นมาบนเตียงได้ยังไง...
เสียงเมี้ยวเล็กแหลมร้องขึ้นเหมือนอยากรู้อยากเห็น ส่วนคนที่ให้ยืมท่อนแขนหนุนนอนก็ยิ้มมองดูผมด้วยสีหน้าระรื่นเต็มประดา
พระอาทิตย์คงตกดินไปแล้ว ไฟในห้องจึงเปิดให้ความสว่างแทน
“ตื่นแล้วเหรอ หิวแล้วใช่มั้ย”
พออีกฝ่ายถามขึ้นมาก็รู้สึกว่าท้องว่างเปล่า แต่ผมไม่ได้ตื่นเพราะหิวนะครับ ตื่นเพราะเจ้าหนูนี่ปลุกต่างหาก อย่าถามเหมือนผมเป็นคนเห็นแก่กินขนาดนั้นสิ
ผมฝืนความเมื่อยขบแล้วยันกายขึ้น อาการง่วงงุนยังค้างอยู่
“กี่โมงแล้วครับ”
“จะสองทุ่มแล้ว”
....นอนไปได้ไม่เท่าไหร่เลยนี่
เจ้าเหมียวตาสองสีหันไปร้องอ้อนเจ้าของ สงสัยคงจะหิวแล้วเหมือนกัน เฮราเคลสยิ้มแล้วลูบหัวเจ้าตัวเล็ก
“รู้แล้ว รู้แล้ว รอข้าวเย็นแป้บนึงนะ”
มือใหญ่โอบลูกแมวขึ้นปล่อยลงข้างเตียง แต่แมวน้อยดื้อกลับกระโดดขึ้นมาบนเตียงอีก
“ปกติฉันไม่ให้เจ้าเหมียวพวกนี้เข้ามาในห้องนอนหรอกนะ แต่เจ้าหนูนี้ยังไม่รู้ระเบียบดีก็เลยบุกรุกเข้ามา”
“แล้วไม่เป็นไรหรือครับ ตัวอื่นเห็นจะเอาอย่างได้”
“ตอนแรกก็คิดอย่างนั้น แต่พอเห็นเจ้าตัวเล็กนี่โดดขึ้นมาคลอเคลียกับเธอแล้ว... น่ารักจนไล่ไม่ลงเลยล่ะ เวลาที่คิคุขยับตัวตอนนอนเพราะโดนเจ้าเหมียวนัวเนียเอาก็ทำเอาตรึงตราเลยล่ะ”
...ไม่เห็นจะน่าดูตรงไหนเลย... มองก็มองไปไม่ต้องมาบอกสิครับ บอกให้ผมรู้ตัวเพื่อจะแกล้งให้เขินหรือไงกัน
ผมซุกหน้าลงกับหมอนเพราะไม่รู้ว่าจะหลบไปไหนดี ฝ่ามือใหญ่ก็ลูบศีรษะ กลิ่นอายหอมกรุ่นของความรักกำจายออกมาจากสัมผัสนั้น...
“คิคุนอนต่ออีกหน่อยก็ได้ พอข้าวเย็นเสร็จแล้วฉันจะเรียก เอ๊ะ หรือจะให้ยกเข้ามากินในห้องดี”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น”
จริงๆ แล้วไม่อยากลุกไปไหนทั้งนั้น แต่คงเป็นมารยาทที่ไม่งามเท่าไหร่ที่จะยกของกินมาในห้องนอน ไม่อยากถูกทำเหมือนกับว่าเป็นคนป่วยหนักด้วย
ริมฝีปากอุ่นจูบแนบที่โหนกแก้ม ก่อนเจ้าตัวจะอุ้มลูกแมวสองสีออกจากเตียง “งั้นขอตัวไปทำกับข้าวให้เจ้าหนูพวกนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพอกินข้าวเย็นเสร็จเราค่อยมาต่อกัน”
เอ๋...?
ต่อกัน...?
หมายถึง... คุยกันต่อละมั้ง...
พอผมส่งสายตาสงสัยระคนงุนงงออกไปคาดว่าอีกฝ่ายคงอ่านออก จึงได้พูดสำทับ
“ไม่เป็นไรน่า พรุ่งนี้ฉันก็จะกลับญี่ปุ่นกับคิคุด้วย จะคอยดูแลให้อย่างดีเลย คืนนี้ทั้งคืนยกให้ฉันแล้วกัน”
พูดเสร็จก็ปลีกตัวออกไป หัวสมองที่ยังมึนงงทำให้โต้ตอบไม่ได้ทันที แต่พอสรุปความได้ใจก็เต้นตึกตักขึ้นมาอีก
นี่คุณคิดจะฆ่าผมให้ตายคาเตียงหรือยังไงกัน ตอนบ่ายที่เตียงไปสองครั้ง บวกกับที่ห้องอาบน้ำอีกครั้งนึง คืนนี้ยังจะต่ออีกหรือ แบบนี้เรียกว่าไม่รู้จักพอได้นะครับ!
ผมขยุ้มหมอนเสียยับยู่ยี่ ทั้งหงุดหงิดในความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายแล้วก็ความใจอ่อนของตัวเองด้วย ก็พอถูกกอดรัดด้วยอ้อมแขนนั้นทีไร... ร่างกายก็อ่อนระทวย ขัดขืนไม่ได้
พอถูกบอกว่ารัก ก็ไม่เคยปฏิเสธได้ลงคอ
ให้ยกคืนนี้ให้ทั้งคืน... ยังจะต้องขอกันอีก คุณครอบครองผมไว้ตั้งหลายคืนแบบมัดมือชกมาจนนับไม่ถ้วนแล้ว
อาหารเย็นมื้อนี้รสชาติอร่อยกว่าทุกที อาจจะเพราะสูญเสียพลังงานไปมากความอยากอาหารก็เลยเพิ่มมากขึ้นไปด้วย พอเห็นผมกินเอากินเอาพ่อครัวประจำมื้อก็หน้าบานเป็นจานเชิง
เข้าใจความรู้สึกดีครับ เวลาที่ผมเห็นคุณกินซูชิอย่างเอร็ดอร่อยก็ทำหน้ามีความสุขแบบนั้นแหละ...
พอพวกแมวเหมียวกินอิ่มก็เลิกร้องระงม แล้วพากันเข้ามาออดอ้อนอีก ผมนั่งเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเหมียวอยู่สักพัก รอเฮราเคลสเก็บจานชามล้าง
หันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างก็พบว่าวันนี้พระจันทร์สีนวลกำลังส่องสว่าง จะว่าไปตั้งแต่มาเยี่ยมครั้งนี้ยังไม่เคยได้ชมบรรยากาศยามค่ำคืนจริงๆ จังๆ เลย
“ออกไปเดินชมจันทร์กันหน่อยมั้ยครับ”
ผมเสนอ จะแปลให้ลึกซึ้งอีกหน่อยก็หมายความว่า ผมอยากออกไปชมจันทร์ ต่อให้คุณไม่ไปด้วยก็จะออกไปเดินเล่นอยู่ดี เรื่องอะไรจะเอาแต่ขลุกอยู่ในห้องนอนให้คุณกกกอดตลอดคืนที่เหลือกันล่ะ
“ไปสิ” เจ้าบ้านตอบรับด้วยน้ำเสียงสบายๆ
ผิดคาดนิดหน่อย นึกว่าคุณจะทำหน้าบู้งอแงเพราะเสียดายเวลาที่อยู่บนเตียงเสียอีก ก็ดีแล้วครับที่รู้จักอดทนบ้าง ยังไงคืนนี้ก็ไม่พ้นไปจบที่เตียงอยู่แล้วล่ะ จะรีบไปไหนกัน
เฮราเคลสพาเดินนำออกจากบ้าน เพราะว่าบริเวณนี้เป็นที่ลาดชันความสูงต่ำไม่เท่าเทียมกัน ถ้าเดินไม่ระวังก็จะหกล้มได้ง่ายๆ พ้นหน้าบ้านไม่ได้เท่าไหร่ มือใหญ่ก็คว้าหมับที่ข้อมือ
“เอ่อ ไม่เป็นไรครับ ผมเดินเองได้”
ให้จับมือเดินกันแบบนี้... ถึงจะไม่มีใครเห็นก็เถอะ
“กลางคืนมันมืดนะ จะสะดุดเอาได้”
...ดูท่าคำค้านจะไม่เป็นผล ในเมื่อปฏิเสธไม่สำเร็จ ผมจึงกระชับมือข้างนั้นไว้แน่น
แบบนี้ก็อุ่นใจดีนะครับ
ที่สวนด้านล่างเป็นสถานที่ที่เราไปนั่งอ่านตำราด้วยกันบ่อยๆ ในสมัยโบราณแล้วลานกว้างที่ห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่แบบนั้นมีไว้สำหรับทำพิธีบูชาเทพเจ้า ยุคหลังๆ ที่นิยมแนวความคิดของนักปรัชญามากขึ้น ความสำคัญของเทพเจ้าจึงถูกลดลง เปลี่ยนสถานที่นี้ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์แทน
ตามจุดต่างๆ ในเมืองกระจายไปด้วยจตุรัสอันเป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมือง สวนสาธารณะกลางแจ้งจึงเป็นที่นิยมมากสำหรับชาวกรีก นอกจากนั้นแล้วก็เป็นที่จัดกิจกรรมกีฬาต่างๆ ด้วย ด้วยความที่พื้นที่มีความสูงต่ำไม่เท่ากัน แต่ละบริเวณจึงถูกจำกัดเป็นสัดส่วนด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่
เราเดินมาถึงสวนหญ้าเล็กๆ มีดอกไม้ป่าขนาดเล็กขึ้นอยู่ประปราย ทิ้งกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิที่ยังหลงเหลืออยู่บ้างไว้ด้วยสีสันสดใส
บนท้องฟ้าโปร่งเมฆ นอกจากดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นแล้ว ยังมีกลุ่มดาวระยิบระยับประดับเต็มไปหมด วันนี้มีกลุ่มดาวอะไรอยู่บ้างนะ เรื่องจินตนาการมองดาวเป็นรูปคนรูปสัตว์ได้นี่เฮราเคลสสามารถเกินใครบนโลกเลย
“อ้ะ โชคดีจัง วันนี้เห็นสามเหลี่ยมฤดูร้อนด้วย”
เฮ ราเคลสชี้ขึ้นฟ้าแล้วลากเส้นตามให้ดู ดาวเยอะไปหมดจนดูไม่ออกว่าจากดาวไหนเป็นดาวไหนกันแน่ พอเข้าเรื่องดาวทีไรเขาก็จะอธิบายยาวด้วยความเพลิดเพลินเสมอ ถึงผมจะตามไม่ค่อยทันเท่าไหร่แต่เห็นท่าทางกระตือรือร้นเล่าเรื่องอย่างสนุก สนานแล้วก็ทำให้รู้สึกมีความสุขไปด้วย
“ทางซ้ายนั่นอัลแทร์จากกลุ่มดาวอินทรี ทางขวาก็เดเน็บจากกลุ่มดาวหงส์ แล้วสุดท้ายข้างล่างก็เวกาจากกลุ่มดาวพิณ ไม่ได้เห็นชัดกันง่ายๆ นะเนี่ย คิคุ”
“เฉพาะในช่วงฤดูร้อนสินะครับถึงจะได้เห็น”
คล้ายๆ กับเรื่องราวของสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัวที่ญี่ปุ่นกระมัง
“แล้วทำไมต้องเป็นอินทรี หงส์ แล้วก็พิณล่ะครับ”
สองอันแรกดูเข้ากันดี แต่อันหลังเหมือนจะแตกพวก หรือว่าบางทีผมไม่ควรถามเหตุผลกับเรื่องจินตนาการของคนโบราณ
“อืม... ก็มีเกี่ยวเนื่องกันหลายๆ ทางนะ นกอินทรีเป็นสัตว์ประจำตัวเทพเจ้าซูสที่ทำหน้าที่นำสายฟ้ามาให้ ไม่ก็อีกตำนานก็เป็นซูสซะเองที่แปลงร่างเป็นนกอินทรีเพื่อไปลักพาตัวแกนนีมีดมาไงล่ะ ส่วนหงส์ก็เป็นร่างแปลงของซูสอีกเหมือนกัน เพื่อไปล่อลวงสมสู่กับนางลีดา”
ถึงจะได้ยินเรื่องราวของเทพเจ้าซูสมาหลายหนจนจำได้ว่ามีชื่อเสียงเรื่องเจ้าชู้จนขึ้นใจ แต่พอฟังวีรกรรมแต่ละครั้งแล้วก็อดจะตำหนิในใจไม่ได้ว่าช่างมักมากในกามเหลือเกิน คงไม่ใช่เรื่องเสียหายสำหรับชาวกรีกแต่นับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติกระมัง มิน่าล่ะบูชาเทพเจ้าแบบนั้นถึงได้ติดนิสัยแบบเดียวกันมาด้วย
“อีกตำนานก็ว่าหลังจากออร์ฟิอุสตายก็ถูกกลายร่างให้เป็นหงส์เพื่ออยู่ข้างๆ กลุ่มดาวพิณ เครื่องดนตรีของเขา”
ผมนิ่งฟัง ก็ดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะยังไงชาวกรีกก็ช่างมีจินตนาการสูงส่งดีแท้
“เป็นตำนานที่ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อเลยนะครับ เกี่ยวกับดวงดาวพวกนี้”
“จะให้ฉันเล่าให้คิคุฟังอีกหลายๆ ครั้งก็ไม่เบื่อเหมือนกัน”
พูดเกินไปเพื่อเอาใจผมอีกแล้ว ชอบทำแบบนี้ทุกที... การรู้สึกว่าตัวเองได้เป็นคนสำคัญน่ะทำให้รู้สึกหวั่นไหวนะครับ
“ไม่ต้องพูดถึงขนาดนั้นก็ได้ครับ ฟังแค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว อยากฟังอีกหลายๆ เรื่องมากกว่า”
“งั้นคิคุอยากฟังเรื่องแบบไหน”
เอวถูกรั้งเข้าไปโอบ จากแค่จับมือยืนเว้นระยะก็กลายเป็นตัวติดกัน จะเล่าเรื่องจำเป็นจะต้องเข้ามาใกล้ขนาดนี้ด้วยหรือครับ
“คิคุรู้มั้ยว่าคนกรีกแบ่งความรักเป็นสี่ประเภท”
“มี... อะไรบ้างหรือครับ”
อดจะเกร็งขึ้นมาไม่ได้เมื่อถูกกอด ลมหายใจแผ่วๆ ที่เบารดอยู่ข้างหูยิ่งทำให้หัวใจเต้นแรง ความคิดเป็นเหตุเป็นผลเริ่มหายไป ผมแทบจะเรียงเรียบคำพูดและคิดตามไปไม่ได้เลย
“อย่างแรกก็คือความรักในอุดมคติ อากาเป เป็นรักที่ยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ที่สุด เป็นรักที่ไม่มีข้อแม้และไม่ผูกมัดด้วยเหตุผล พร้อมที่จะเปิดเผยความผิดพลาดของตนและให้อภัยอีกฝ่ายโดยไม่เกรงกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ”
รักในอุดมคติจริงๆ ด้วย... ผมทำไม่ได้หรอกครับที่จะเปิดเผยความคิดของตัวเองออกไปทั้งหมด อ้ะ... คงไม่ใช่ว่าอยากให้ผมทำแบบนั้นหรอกนะ ว่าแต่คุณยังไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นสักหน่อย ทำไมผมต้องร้อนตัวด้วยล่ะ!
“น่าเสียดายที่เป็นความรักที่มีอยู่ในเฉพาะความคิด นักปราชญ์กรีกกล่าวไว้ว่ามนุษย์ไม่สามารถสร้างความรักอันแสนวิเศษเช่นนี้ขึ้นมาได้”
ผมถอนหายใจโล่งอก... ค่อยยังชั่ว ดีจังที่ชาวกรีกมีแนวคิดตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล
“อย่างที่สองก็คือ สเตอร์เก ความรักที่เกิดจากความผูกพันลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ หรือก็คือความรักต่อผู้ร่วมเลือดเนื้อเชื้อไขอย่างพ่อแม่พี่น้อง”
ถึงใจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่แต่ผมก็นับนิ้วตามแล้วพยักหน้ารับไปขณะฟังด้วย มือที่โอบไว้ยังอยู่ที่เอวเหมือนเดิมไม่ได้ขยับไปไหน... อยู่นิ่งๆ ไว้แบบนั้นนะครับ ห้ามขยับเข้ามาเชียว
“อีกอย่างนึงก็คือ ฟีเลีย ความรักแบบมิตรภาพ เป็นความรักที่เติบโตได้ดังเมล็ดพืชที่คนสองคนช่วยกันปลูกและดูแลรดน้ำ ขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้อยู่ร่วมกัน ยิ่งนานวันก็ยิ่งสนิทสนม เข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันในฐานะที่เท่าเทียมกัน”
อ้อ... ผมกับคุณเป็นแบบนี้สินะครับ มิตรภาพยาวนาน ฐานะเท่าเทียมกัน แม้จะขัดแย้งกันบ้างก็เข้าใจกันได้ดี คนกรีกนี่ก็ช่างคิดจัดแยกประเภทได้ชัดเจนดีจริง ขณะที่คิดเช่นนั้นผมก็ยิ้มบางให้กับความสัมพันธ์ที่ราบรื่น และคิดล่วงหน้าว่าที่เหลือจะเป็นความรักแบบไหนกัน
“สุดท้าย... คิคุอยากเดารึเปล่า”
“เอ่อ...”
ถามกะทันหันแบบนี้ใครจะตอบถูก ยิ่งเรียบเรียงข้อมูลที่เพิ่งฟังมาไม่ถูกอยู่ด้วย
“...ไม่รู้เหมือนกันสิครั—”
พอหันไปตอบริมฝีปากกลับถูกปิดกั้น เรียวลิ้นอุ่นแทรกเข้ามาหยอกเย้าโดยไม่ทันตั้งตัว ลมหายใจสะดุด อยากจะผละออกจากจุมพิตนั่นแต่รสจูบช่างหวานหอมจนเคลิบเคลิ้มราวกับถูกมนต์สะกด
“เอรอส... ความรักอันเร่าร้อน เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ รวมทั้งความรู้สึกที่อยากเป็นเจ้าของครอบครอง ปรารถนาที่จะได้รักตอบสนองทั้งจิตใจและร่างกาย”
แววตาที่บ่งบอกว่ารักเต็มเปี่ยมนั้นจ้องมองมา คล้ายจะถูกดูดกลืนเข้าไปให้ดวงตาสีน้ำตาลประกายทองนั่น
“คิคุ... รักฉันแบบนี้รึเปล่า”
อ้าวเอ๊ะ? ไม่ได้เป็นแบบที่สามหรอกหรือครับ...?
ผมกระพริบตาปริบๆ นึกย้อนบทเรียนเรื่องความรักทั้งสี่อย่างอีกหน
อย่างแรกกับอย่างที่สองไม่ใช่แน่นอนล่ะ เพราะความรักในอุดมคติไม่มีในโลก และผมกับคุณไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือด ตัดออกไปได้
อย่างที่สาม.. มิตรภาพ ก็ใช่นี่ครับ ทำไมจะเป็นแบบที่สี่ได้ล่ะ ก็... เราคบหากัน ฐานะเท่าเทียมกัน ผูกพันกันด้วยระยะเวลาที่ยาวนานไม่ใช่หรือ
อยากเป็นเจ้าของ... ก็ไม่ค่อยตรงสักเท่าไหร่นะครับ ผมจะเป็นเจ้าของคุณได้อย่างไรกัน ในเมื่อคุณไม่ใช่คนในปกครองของผมเสียหน่อย แถมถ้าเกิดคิดแบบนั้นขึ้นมาคงเป็นปัญหาระหว่างประเทศอีกยาวแน่
ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกครับ ต่างคนก็ต้องต่างอยู่ไปอย่างนี้แหละ
“คือ...”
ตั้งใจจะค้านออกไปว่าระหว่างเราคงเป็นแค่มิตรภาพ แต่พอถูกจับจ้องด้วยสายตานั่น...
ปรารถนาจะได้รักตอบสนองทั้งจิตใจและร่างกาย
...อยากได้? ต้องการ?
ผมเคยคิดปรารถนาเช่นนั้นกับคุณหรือเปล่า... ทุกครั้งที่ถูกโอบกอดไว้อย่างอ่อนโยน แม้จะเอาแต่ใจแต่ก็ทะนุถนอมเสมอ
จินตนาการยากจัง... ในเมื่อคุณรักผมอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ เลยไม่รู้ว่าผมเป็นฝ่ายอยากได้หรือว่าคุณเป็นฝ่ายอยากให้ เพราะแต่แรกเริ่ม ผมไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษกับคุณ เป็นทางเลือกและความจำเป็นมากกว่า...
พอนานวันเข้า... ความผูกพันก็เริ่มก่อตัว หนาแน่นและลึกซึ้งมากถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ผมไม่รู้ตัวเลย...
“คิคุ...?”
เพราะว่ารักมากเหลือเกิน... จึงต้องปิดบังเอาไว้ให้แนบเนียน ปิดเอาไว้จนกระทั่งหลอกตัวเองได้สนิทใจว่าระหว่างเราจะอธิบายได้ด้วยคำว่าสัมพันธไมตรีอันดี
ผมยึดชายเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น ฝ่ายที่เห็นแก่ตัวคือผมเอง... ตักตวงความรักจากคุณอยู่ฝ่ายเดียว ปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ด้วยความหวั่นไหว
นึกถึงยามถูกตระกองกอดเอาไว้ด้วยอ้อมแขนนี้... อ้อมแขนที่แสนอบอุ่น เสียงกระซิบบอกรักนับครั้งไม่ถ้วน
ผมตอบรับคำว่ารักของคุณ... แค่ไม่กี่ครั้ง แต่นั่นก็คือความรู้สึกที่ผมรักคุณอยู่เต็มเปี่ยม
ผมรักคุณ... จริงด้วย ผมเคยพูดคำนี้ไปบ้าง เพราะผมรู้ว่าตัวเองรักคุณ แต่ไม่อยากจะยอมรับและเปิดเผยให้กระจ่างแจ้ง
เพราะว่าผมกลัว... ว่าสักวันความรักนั้นอาจจะหลุดมือไปได้
ถ้าสักวันความรักที่เคยได้รับจากคุณมาตลอดหายไปล่ะก็...
ไม่เอา...
ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เพราะว่ากลัววันข้างหน้าที่โหดร้ายอาจจะมาถึงสักวัน ผมจึงได้ปิดผนึกความรู้สึกนี้เอาไว้ ความรักแบบเอรอส... ที่ผมเฉไฉไม่กล่าวถึงมาตลอด
“ผม... รักคุณครับ...”
รักแบบที่ไม่เคยรักใครมาก่อน...
รักที่ผมจะเปิดเผยให้คุณฟังเพียงคนเดียว
เฮราเคลสกลับมีใบหน้าตื่นตระหนกที่ได้ยินประโยคนั้น สร้างความงุนงงให้กับผมมากนัก
ทำไมครับ...? แปลกหรือ การที่ผมบอกรักคุณ...
จากความตกใจก็แปรเป็นความกังวล เฮราเคลสยกปลายนิ้วขึ้นปาดที่หางตา ตอนนั้นเองที่รู้สึกถึงสัมผัสชื้นของน้ำตา
“คิคุร้องไห้ทำไม...? ฉันพูดอะไรผิดไปเหรอ”
น้ำตา...
“ไม่มีอะไรหรอกครับ...”
ผมแค่... รักคุณมากจนกลัวว่าจะเสียไปเท่านั้นเอง
คนเป็นต้นเหตุยังคงมีสีหน้าลำบากใจ เขาคงไม่เข้าใจว่าผมกลัวมากขนาดไหน
ทำยังไงถึงจะรักได้อย่างมั่นใจอย่างคุณกันนะครับ
“ไม่มีอะไรได้ยังไง คิคุอย่าปิดบังฉันสิ ถ้าไม่ชอบใจอะไรล่ะก็ต่อว่าฉันเลยก็ได้ ฉันจะปรับปรุงตัว คิคุจะได้ไม่เสียใจไงล่ะ”
“ก็เพราะผมเปิดเผยความรู้สึกให้คุณเห็นน่ะสิครับ! ถึงได้เป็นแบบนี้!”
ผมตะโกนออกไปอย่างลืมตัว มาถึงขั้นนี้แล้ว.... ผมปิดต่อไปไม่ไหว
“ผมรักคุณ... รักมากครับ แต่ผมบอกไม่ได้... ผมไม่กล้าบอก! ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วก็เท่ากับยอมรับว่าผมรักคุณ รักจนขาดไม่ได้... ผมไม่อยากให้ตัวเองอ่อนแอ ผมกลัวว่าถ้าวันนึงคุณ... ไม่รักผมเหมือนอย่างตอนนี้แล้ว ผม... ผมคง...”
ไม่มีอะไรเหลือ...
เฮราเคลสยิ้มแล้วมีสีหน้าโล่งอก ใช่สิ! ผมเปิดเผยความรู้สึกออกไปหมดหน้าตักแล้วนี่ ทีนี้คุณรู้แล้วว่าผมรักคุณจนแทบจะเป็นบ้า ที่อุตส่าห์สงวนท่าทีมาตลอดก็หมดกัน!
“ดีใจจัง... เป็นคำสารภาพรักที่ร้อนแรงมากเลย”
ผมเกลียดคุณที่ชื่นอกชื่นใจด้วยเรื่องแบบนี้เสียจริง! ทั้งๆ ที่ควรจะเกลียดคุณ ทั้งๆ ที่ควรจะรู้สึกเสียเกียรติที่เปิดเผยความจริงในใจออกไปจนไม่เหลืออะไร แต่ผมกลับดีใจ... ที่เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของคุณ
ผมเสียสติไปแล้วหรือไร?
เฮราเคลสประคองใบหน้าเปื้อนน้ำตา สายตาจริงจังไม่หวั่นไหวเฉกเช่นผู้เหนือกว่าในเกมความรักจ้องตรงมา
“ฉันไม่มีทางหมดรักคิคุหรอกนะ ในเมื่อคิคุรักฉันมากขนาดนี้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวล ฉันชอบคิคุ ฉันชอบให้เราจับมือเดินไปด้วยกัน ตราบใดที่คิคุยังต้องการ ฉันก็จะอยู่เคียงข้าง”
ริมฝีปากแนบลงเพื่อจูบซับน้ำตาให้ ก่อนจุมพิตอันอ่อนหวานจะเลื่อนประทับลงมาอีกครั้งดั่งคำสาบาน ผมโอบกอดอีกฝ่ายไว้แน่น ทั้งอายและรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อไม่มีความรู้สึกเก็บซ่อนเอาไว้อีกต่อไปแล้ว แต่ก็มีความสุขเหลือเกินที่ได้ยินคำยืนยันจากปากอีกฝ่าย
คุ้มกันหรือเปล่าไม่รู้... แต่คงถอนคำพูดไม่ทันแล้ว
กรุณา... รักผม
จะอีกร้อยปีพันปีข้างหน้านี้... ได้โปรดรักผมตลอดไปด้วยเถอะนะครับ
“ผมจะไม่พูดว่ารักคุณอีกแล้ว”
ผมเอ่ยทั้งน้ำตาที่ยังไม่เหือดแห้ง
“สำหรับคิคุ ไม่ต้องพูด ฉันก็เข้าใจนะ”
โกหก... เมื่อวันก่อนยังบอกว่าสับสนอยู่เลยไม่ใช่หรือ
เอาเถอะนับว่าเข้าใจก่อน แล้วสับสนทีหลัง ก็พอรับได้
ริมฝีปากแนบประกบกัน แลกเปลี่ยนลมหายใจอุ่นร้อนอีกครั้ง ภายใต้หมู่ดาวระยิบระยิบและแสงจันทร์นวล
The End
ห้วนใช่ป้ะคะ
เพราะยังไม่จบไง (ฮา)
เจอกันในรวมเล่ม
คาแรกเตอร์หลุดขออภัย ช่วงหลังๆ นี่เริ่มเขียนแบบออกทะเลตามใจฉัน (ไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นเรื่องเรอะ)
เอนทรีหน้าจะมาหย่อนเลวๆ แบบซาคุโร่ *-*
จุด๊วบบบบบบบบบบ *3*


แล้วจะกลับมาอ่านค่า
แอบสงสัยว่ามันเหมือนอากาเป หรือเปล่า แหะๆ รู้อย่างเดียวเฮร่า หื่นจังนะ อิๆ
อ่านตอนนี้แล้ว เกือบเป็นเบาหวาน
จะหวานกันไปไหนคร้าาาาาา โหยยยยย มดไต่จอคอมแล้วคร้าาาาาาาาาาาาา
คิคุซัง ช่างโมเอ้ะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ
ไม่ไหวแล้ว แต่ละประโยคที่คิด ที่พูด ออกมานี่
น่ารักเอาโล่ไปเลยค่ะ อยากก็อปมาแปะ แต่กลัวจะยาวเกิน55 ขอประโยคนึงละกัน
มือที่โอบไว้ยังอยู่ที่เอวเหมือนเดิมไม่ได้ขยับไปไหน... อยู่นิ่งๆ ไว้แบบนั้นนะครับ ห้ามขยับเข้ามาเชียว ==> น่ารักโคดดดดดดดดดด ชอบบบบบบบบบบบบ แหม คิคุซังคะ จริงๆก็หวังอะไรไว้ใช่มั้ยล่า ถึงได้คิดแบบนี้น่ะ55
เฮราเคลสซังก็ยังคงหื่นปนเจ้าเล่ห์ได้เรื่อย555
แถม จะโรแมนติกไปไหนคะเนี่ย
พลิกวิกฤต?(ออกมาเดินชมสวนแทนที่จะอุ้มขึ้นเตียง)ให้เป็นโอกาส ชวนคุยเรื่องดาวแล้วเนียนทำให้คิคุบอกรักซะงั้น แหมๆ
#1 By Mercutery on 2008-12-10 02:32