[Hetalia Fanfiction] Petal (8)
posted on 02 Dec 2008 16:00 by keechan in Fictionเอ่อ...
คุณกีทำงานเสร็จแล้ว จะไปส่งพฤหัสนี้ แล้วก็คงกลับมาแก้อีก (มั้ง) คะ TT=TT
คือ... ทีสิดมันก็ไปเรื่อยๆ น่ะค่ะ หนทางยังอีกยาวไกล มีเรื่องอื่นกะชีวิตด้วย แอบเครียดเล็กๆ แต่เพิ่งทำงานแปลไป ได้ตังค์เดี๋ยวคงดีขึ้น (ฮา)
ตอบเม้นท์ค่ะ
คุณป้าแดง ณ ช่อง 7 - ตุรกีมาเป็นตัวประกอบสร้างความร้าวฉานค่ะ (ฮา) คิคุจังไม่มีเอนเอียงแน่นอน
เพื่อนเหรียญ - ไม่มีคนป่วนก็ไม่มีเรื่องสิฮ้า คุณกีเขียนคนหวานกันอย่างเดียวโดยไม่มีสาเหตุไม่ค่อยจะเป็น
น้องที - ตอนนี้กรีซออกล่ะ อะฮิ้ววว
ไชนี่ - ตอนนี้ไชนี่เม้นสะใจมาก เพราะฮานะเม้นทีหลังสินะ 555 ซาดิคดูเหมือนมีจุดประสงค์เพื่อป่วนเฮราเคลสมากกว่ากวนคิคุจัง อุอุอุ
มิ้นท์ - คิคุยังคงนอยต่อไป ตอนนี้จะปึ้ดแตกแบบคิคุล่ะ อั๊ง เขียนไปเขียนมาไม่รู้มั่วป่าวเนี่ย (แต่มั่วประวัติศาสตร์มานานแล้ว 555)
ซาคุโร่ - คุณกีถึงหลีกเลี่ยงไม่บรรยายคนอื่นที่แสดงไงคะ ฮ่าๆๆๆ เพราะนึกหน้าอีพาสต้าตอนทำจริงจังไม่ออกเหมือน =w= ไอ้ตอนได้ยินไวโอลินที่ว่าเนี่ย ฮอนด้ามันแปลงร่างเป็นท่านจี้ชั่วขณะแล้วล่ะ 5555
ปิ่น - คุณปิ่นคะ... เมื่อไหร่คุณปิ่นจะ เขีียนมั่งคะ (นี่คือการตอบเม้นท์?)
คุณฮานะ - อีฉ่อไม่ได้ทำไรนะคะ แหม จริงๆ แล้วฮอนด้าจังอาจจะคิดไปเองจริงๆ ก็นะคะ อั๊งงงง อีฉ่อมันออกจะแมวเชื่อง หาเรื่องไม่ค่อยเป็นหรอกค้าาา
คุณ Taraki - รู้สึกจะมีคนโผล่มาเม้นท์เรื่อยๆ (ฮา) ขอบคุณค่า ชอบเขียนคิคุด่าในใจที่สุดค่ะ ด้วยความเก็บกดส่วนตัว (เกี่ยว?)
ล่อน - ประทับใจตุรกีอะไรขนาดน้านนนน แค่ตัวประก๊อบบบ ไม่ได้หาข้อมูลอะไรให้มันทั้งสิ้น จุดประสงค์หรอ จริงๆ แล้วคุณพี่กีไม่ได้คิดนะคะ (ก๊าก) ก็แค่อยากให้โผล่มาให้มันมีเรื่อง 555 แต่ไม่น่าจะข้อแรกหรอก ข้อสองแหละ *w* ที่รู้สึกว่าชาวบ้านอ้อมค้อมนี่เพราะคิคุซังพูดจาอ้อมโลกเลยรึเปล่า 555 ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะฮ้าาาาาา TTwTT
พีซ - กูอ่านเม้นท์มันทีไรก็ตื่นเต้นทุกทีว่าจะเขียนไรมามั่งแต่ละที ฮ่าๆๆ
แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ประเทศ บุคคล หรือองค์กรใดที่มีอยู่จริงบนโลก
เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่่มีเนื้อหาเสียดสี โดยตัวละครในเรื่องได้ดัดแปลงมาจากประเทศบนโลก กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Petal (8)
เกือบเที่ยงคืนแล้ว...
กว่าจะกลับมาถึงโรงแรมได้ก็ดึกพอดู กว่าจะเสียเวลาอาบน้ำเปลี่ยนชุด จับ DS เล่นได้สักพักไม่ทันไรเข็มนาฬิกาก็จะเคลื่อนทับกันที่เลขสิบสองซะแล้ว
ขอเล่นอีกหน่อยก็แล้วกัน จ้องหน้าจอยันโต้รุ่งก็เคยมาแล้ว เลยเที่ยงคืนไปสักชั่วโมงสองชั่วโมงจะเป็นไรไป ถึงอย่างไรพรุ่งนี้ก็ไม่ได้มีธุระสำคัญอะไรต้องทำเป็นพิเศษ แค่วันพักผ่อนหย่อนที่เว้นช่วงไว้ก่อนจะกลับญี่ปุ่น
แต่ว่ารูปการณ์เป็นอย่างนี้แล้ว รีบกลับไปเร็วๆ เลยจะดีกว่ารึเปล่านะ
เสียงกริ่งประตูยามดึกดังขึ้น ผมนึกตำหนิว่าใครกันนะที่ไม่รู้จักมารยาทพื้นฐานเอาเสียเลย ในยามวิกาลเช่นนี้ควรเป็นเวลาส่วนตัว ถ้าไม่ใช่มีเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่เผาเมืองวอดวายหรือมีใครตายล่ะก็ไม่ควรจะรุกล้ำเวลาส่วนตัวของคนอื่นไม่ว่ากรณีใดๆ
ผมเดินไปเปิดประตูอย่างเชื่องช้าเพราะไม่เต็มใจเท่าไรนัก บานประตูแง้มออกเล็กน้อยพอแค่ให้เห็นหน้าผู้มาเยือนผ่านช่องเล็กๆ ที่ถูกกั้นด้วยโซ่คล้องประตู
อย่าหาว่าผมระแวดระวังเกินควรนะครับ อยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ต้องรัดกุมไว้ก่อน ประมาทไม่ได้หรอก
“ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือครับ”
ผมถามเสียงห้วน นอกจากจะถูกรบกวนเวลาแล้วตะกอนของความขุ่นมัวที่เริ่มนอนนิ่งอยู่เบื้องลึกอย่างสงบก็ถูกกวนขึ้นมาใหม่
“ขอโทษนะที่มาหาเวลาดึกดื่นขนาดนี้”
“มีธุระอะไรด่วนหรือครับ”
ผมย้ำคำถามซ้ำ เมื่อเฮราเคลสไม่เข้าประเด็น
ขัดจังหวะเวลาส่วนตัวตอนที่ผมเล่นเกมอยู่เป็นบาปมหันต์นะครับ
“จะไม่ปลดโซ๋ให้ฉันเข้าไปในห้องเหรอ”
เห็นแก่เป็นคนกันเองผมจึงยอมให้อีกฝ่ายเข้าห้องมาแต่โดยดี ถ้าเรื่องด่วนของคุณไม่คอขาดบาดตายจริงๆ ล่ะก็เตรียมตัวโดนตะเพิดออกไปได้เลยนะครับ
“ขอบใจ”
“ดึกมากแล้วนะครับ มีเรื่องด่วนอะไรหรือ”
ผมเปิดบทสนทนาแล้ววางเครื่อง DS ที่ถือติดพันอยู่ลงอย่างเสียดาย
เฮราเคลสอิดออดไม่ยอมเสียทีจนผมรำคาญจึงกดดันด้วยสายตาดุๆ ไป
“ท่าทางจะไม่ใช่เรื่องด่วนมากสินะครับ ผมว่าคุณไปพักผ่อนก่อนดีกว่า มีอะไรค่อยว่ากันพรุ่งนี้ก็ได้”
“ฉันเห็นเธออยู่กับซาดิค”
...สายตายาวกว้างไกลเชียวนะครับกับเรื่องที่ไม่มีอะไรสำคัญพวกนี้
“ครับ แล้ว...?”
“หมอนั่นพูดอะไรกับเธอรึเปล่า”
“ก็คุยกันเรื่องทั่วๆ ไป ไม่มีอะไรพิเศษครับ”
นี่ถึงกับต้องมากดกริ่งเรียกกันหลังเที่ยงคืนเพียงเพื่อจะถามแค่นี้งั้นหรือ คุณเสียสติไปแล้วหรือไงกัน
“แล้วทำไมถึงกลับมาก่อน ไม่รอกลับพร้อมฉันล่ะ”
ผมตอบกลับไปอย่างอดทน ความหงุดหงิดกำลังเริ่มเปลี่ยนเป็นภูเขาไฟกรุ่นๆ ที่เริ่มปะทุ
“เจ้าภาพงานอย่างคุณต้องรับส่งแขกยุ่งเสียจนหัวหมุนนี่ครับ จะให้คนอย่างผมที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอยู่ไปก็เกะกะเปล่าๆ”
งานนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อผมเสียหน่อย อยู่แค่ในฐานะแขกที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน โผล่หน้าไปให้เห็นนิดๆ หน่อยๆ ก็น่าจะพอแล้ว ยังต้องถามอะไรอีก
เอ๊ะ... หรือว่าผมทำผิดธรรมเนียมชาวกรีก ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนี่ งานนี้เป็นงานระดับชาติ ย่อมต้องมีความเป็นสากล การที่แขกผู้ร่วมงานจะปลีกตัวกลับเมื่องานเลิกแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเสียมารยาทต่อผู้จัดงานได้เลย
“เธอเป็นแขกคนพิเศษของฉันนะ สงสัยคราวหน้าฉันจะต้องประกาศให้เป็นทางการกว่านี้เสียแล้ว เธอจะได้ไม่หนีกลับไปก่อน”
ถึงคำพูดจะฟังติดตลก แต่น้ำเสียงไม่ได้ล้อเล่นเลย
แล้วจะให้ผมนั่งแกร่วรอจนกว่าคุณจะส่งแขกหมดงานนี่นะ นึกภาพตามแล้วดูเก้ๆ กังๆ พิลึก
“ไม่น่าจะต้องทำอะไรให้ยุ่งยากนะครับ ผู้จัดงานก็ไม่ใช่ ผู้ร่วมแสดงก็ไม่ใช่อีก ให้ผมเป็นแค่แขกที่มาร่วมงานธรรมดาๆ ก็ดีแล้ว ทำอะไรเอิกเกริกเกินไปจะไม่ค่อยงามนะครับ”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย ฉันอยากประกาศให้คนทั้งโลกรู้ด้วยซ้ำว่าคิคุเป็นของฉัน”
พูดจาเพ้อเจ้อแล้วก้าวเข้ามาสวมกอดผมไว้ทั้งตัว กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ลอยมาเข้าจมูกบ่งบอกได้ดีว่าพฤติกรรมในขณะนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร
ผมไม่เคยเป็นของใคร
เห็นแก่ว่าคงเมา ผมจะปล่อยไปไม่ถือโทษกับคำพูดอันนั้นสักครั้งก็แล้วกัน แต่ถ้าพูดอย่างนี้อีกผมจะออกปากให้ถอนคำพูด
“ดื่มเหล้ามาหรือครับ”
ผมดันร่างหนาให้เว้นระยะห่าง พอกันทีเรื่องพูดคุย นอกจากจะไม่มีอะไรสำคัญแล้วคงจะเลยเถิดไปถึงไหนอีกไม่รู้ นี่ผมไม่พูดเรื่องน่าเคืองตอนที่คุณเล่นไวโอลินนั่นขึ้นมาก็ดีขนาดไหนแล้ว
“นิดหน่อยเอง งานฉลองก็อย่างนี้แหละ”
“งั้นก็รีบไปพักผ่อนเถอะครับ”
“ทำไมคิคุเป็นคนเย็นชาแบบนี้ ไม่รักฉันแล้วเหรอ”
“พูดเรื่องอะไรน่ะครับ”
บอกให้หยุดใช้สายตาละห้อยขอความเห็นใจแบบนั้นเสียที มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิดทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ๆ
“ชอบเฉไฉอยู่เรื่อยเลย ฉันว่านิสัยแบบนี้ของคิคุก็น่ารักดีหรอกนะ แต่ทำบ่อยๆ เข้าน่ะ... มันทำให้ฉันสับสนรู้มั้ย”
อาการแย่แล้วล่ะครับ ไม่เข้าใจที่พูดมาเลยซักคำ
อ้อมกอดแกร่งคว้าตัวผมเข้าไปแนบชิดอีก แต่ผมไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะมาซาบซึ้ง
“กรุณาปล่อยด้วยครับ คุณเมาแล้ว กลับไปสงบสติอารมณ์ที่ห้องของคุณแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาคุยกันใหม่”
“คืนนี้ฉันอยากนอนกับคิคุ ไม่ได้เหรอ”
คุณกลายเป็นคนเอาแต่ใจไร้เหตุผลแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ผมพยายามสลัดให้หลุดจากการกอบกุมซึ่งดูจะยากเหลือเกิน
“ไม่ได้ครับ ผมเหนื่อยแล้ว อยากจะพักผ่อน”
ผมเอ่ยอ้างไปเช่นนั้น ได้โปรดอย่าคาดคั้นอะไรอีก ผมไม่อยากออกปากไล่คุณด้วยอารมณ์
เพราะผมรู้ว่าถ้าผมทำอย่างนั้น คุณคงเสียใจ
“เหนื่อยเหรอ งั้นคืนนี้ต้องให้ฉันช่วยดูแลแล้วล่ะ”
...แค่ข้ออ้างน่ะครับ จะเหนื่อยหน่ายก็เพราะต้องคิดหาเหตุผลหาคำอ้อมๆ มาไล่คุณออกจากห้องนี่แหละ แล้วต่อให้เหนื่อยจริงๆ ผมก็คงอยากนอนเงียบๆ คนเดียวมากกว่านะครับ ด้วยความสัตย์จริง
ฝ่ามืออุ่นแตะที่แก้ม สายตาของเฮราเคลสกำลังจ้องมองมาด้วยความปรารถที่ซ่อนเร้น ผมกลั้นลมหายใจ ทั้งยังรู้สึกอึดอัดขึ้นมา
ผมปฏิเสธไปแล้วนะครับ ค่อนข้างจะชัดเจนด้วย ทำไมยังดึงดันจะทำแบบนี้อีก
“จะทำอะไรครับ”
ไม่ทราบว่าสีหน้าของผมมู่ทู่ไม่พอหรือยังไงกันถึงได้ดูไม่ออกว่าผมไม่พอใจอยู่น่ะ
“ทำอย่างที่ฉันอยากทำกับคิคุตลอดเวลาไง”
นี่คิดเรื่องแบบนั้นตลอดเวลาหรือยังไงกันครับ ช่วยให้เกียรติแล้วเคารพสิทธิ์ของผมหน่อยเถอะ
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เชื่อใจคิคุนะ แต่แค่เห็นคิคุคุยกับเจ้าบ้านั่นแล้วก็รู้สึกว่าจะทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้เลยล่ะ”
“ผมบอกว่าไม่มีอะไรไงครับ เขาก็แค่คบผมไว้พึ่งพาเหมือนกับที่ผมคบเขาเพื่ออาศัยช่องทางออกสู่ยุโรปนั่นแหละ”
“แล้วกับฉันล่ะ ที่คิคุคบกับฉันเพราะว่าผลประโยชน์เหมือนกันเหรอ”
วกเข้ามาเรื่องเดิมจนได้ ผมบอกไปแล้วไงครับว่านั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่มันไม่เกี่ยวกับความรู้สึกส่วนตัว
“คุณใส่ใจวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ผมก็ชอบวัฒนธรรมของคุณ และเราก็เข้ากันได้ดี”
“แค่ ‘เข้ากันได้ดีเอง’ เหรอ ทั้งๆ ที่ฉันบอกรักไปแล้วแท้ๆ”
ถ้าเท่านั้นไม่เพียงพอ ต้องการอะไรอีกละครับ เรื่องความรู้สึกก็เป็นเรื่องของความรู้สึก อย่าเอามารวมกันสิ
“พอเถอะครับ”
ผมยิ่งออกแรงดันร่างนั้นให้ออกห่าง ผละตัวมาแล้วเดินมาเปิดประตู
“ผมคิดว่าคุณน่าจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องตัวเองได้แล้วนะครับ เชิญ”
ถ้าคิดจะดื้อเงียบอีกล่ะก็หรือเถียงอะไรต่อล่ะก็ ผมมีเหตุผลอันสมควรจะโต้แย้งนะครับ ข้อหนึ่ง ตอนนี้ดึกมากแล้ว ข้อสอง งานเทศกาลเพิ่งจบ คุณควรจะพักผ่อน ข้อสาม คุณเมา และข้อสี่ สำคัญที่สุด ตอนนี้ผมอารมณ์ไม่ดี อย่าตอแยมาก ไม่งั้นผมอาจจะอาละวาดได้
คนบุกรุกห้องยังยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน ผมแน่ใจว่าเขาได้ยินคำเชิญออกจากห้องเต็มหูแน่
“ดึกมากแล้วนะครับ” ผมย้ำ แต่ก็ยังไร้ปฏิกิริยา
...อยากจะให้ผมพูดว่า ‘ออกไป’ หรือครับ
“คิคุลำบากใจเหรอ ที่ฉันจะอยู่ด้วย”
ถ้าถามตอนนี้ ใช่ครับ ลำบากใจ แทบจะรำคาญด้วย
“มีอะไรเราไว้คุยกันพรุ่งนี้ได้มั้ยครับ”
ผมพูดประโยคนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว?
จู่ๆ ร่างสูงใหญ่นั้นก็เดินเข้ามา คว้าข้อมือดึงให้เข้าหา แรงกระชากทำให้เกือบล้ม ริมฝีปากอุ่นร้อนทาบลงมาฉกฉวยเอาศักดิ์ศรีไปด้วย
“ฉันจะยอมถอยแค่นี้ก็ได้ แต่อย่าลืมนะว่าคิคุเป็นของฉัน”
ได้ยินประโยคต้องห้ามนั้นเป็นครั้งที่สองผมถึงกับเลือดขึ้นหน้า ‘ยอมถอยให้ก็ได้’? ‘คิคุเป็นของฉัน’? ยิ่งใหญ่มาจากไหนกันถึงพูดออกมาได้?
ผมกำหมัดก่อนจะคิดไตร่ตรอง รู้สึกตัวอีกทีอีกฝ่ายก็เซถลาออกไปเสียแล้ว เฮราเคลสตกตะลึงอย่างถึงที่สุด แต่คงไม่เท่าผมที่ได้ยินคำพูดที่ไม่ต่างกับคำสบประมาทและดูถูกเหล่านั้น
“คิคุ?”
ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ ที่ยิ่งกว่านั้นคือดูเหมือนว่าเฮราเคลสจะไม่รู้ว่าเขาทำผิดอะไรควรค่าแก่การถูกต่อยหมัดหนักๆ เมื่อครู่
ผมกำมือแน่น สูดลมหายใจลึก พยายามระงับอารมณ์ให้หยุดพลุ่งพล่าน แล้วค่อยๆ เอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ผมไม่ใช่ของคุณครับ”
กรุณาให้เกียรติผมด้วย ญี่ปุ่นกับกรีซฐานะเท่าเทียมกันไม่มีใครอยู่เหนือหรือต่ำกว่า แล้วก็เลิกเอาแต่ใจอยู่ฝ่ายเดียวเสียที
สิ้นประโยคนั้น เหมือนกับว่าเฮราเคลสแทบจะร้องไห้ออกมา กลายเป็นผมที่รู้สึกว่าตนเองพูดจารุนแรงเกินไป
ผมไม่ผิดนะครับ... ก็ผมไม่ใช่ของคุณนี่
ร่างสูงเดินห่อเหี่ยวผ่านไปล่องลอยราวกับวิญญาณ สุดท้ายก็ยอมออกไปจากห้องแต่โดยดี ทว่าคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ทำให้ความรู้สึกผิดผุดขึ้นมาในใจอย่างชัดเจน
“ฉันเป็นของคิคุนะ”
...ไม่เข้าใจเลยสักนิด
พอประตูห้องปิดลง ทุกอย่างก็อยู่ในความเงียบ ผมหยิบเครื่อง DS ที่ยังเล่นค้างอยู่ขึ้นมา จ้องหน้าจอขนาดจิ๋วนั่นไปได้สักพักเกมก็จบลง เพราะสมาธิแตกซ่านไปหมดแล้ว
Game Over or Continue?
ผมปิดเครื่อง...
ปิดไฟ...
แล้วจึงทิ้งตัวนอน
แต่กลับหลับไม่ลง ด้วยความรู้สึกย่ำแย่บางอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจ
To be continued...
คุยคนละเรื่องเดียวกันอีกแล้ว
เขียนเพ้อๆ... ไม่ค่อยจะมีสาระเล้ยยยย
ฮอนด้าจังดูเดือดๆ
ซาคุโร่จังบอกว่า ความรักทำให้คนเราเปลี่ยนไป (ฺฮิ้ววววววววววววววววว)


)
แต่มองมุมท้ายๆ ชักรำคาญเฮราเครสแทนคิคุ 55 แบบพูดไม่รู้เรื่องเลยเว้ยยย ตื๊อจริงๆ ^^;; อ่านแล้วมันไม่แนวบีบคั้นแต่อึดอัดใจแทนทั้งสองฝ่าย แต่คงเพราะคิคุเล่นวางตัวแบบนี้นี่น้าา (นี่ยากกว่าไม่รู้ใจตัวเองอีกนะเนี่ยย)
ลัดคิวอ่านเรื่องนี้ก่อน วันนี้เหนแล้วอึ้ง เฮ้ยย ล่อนอัพ กีอัพ ของคนอื่นก็ดอง อ่านไม่ทันอีกแล้ว เยอะอ่าาา TOT (ของเราตอนนี้ภาวะวิกฤติ อยากเขียนกลับมาก็เหนื่อยจนเขียนไม่ไหวเง้ออ T^T เห็นคนอัพอยากเขียนมั้งง่า)
#1 By chibi on 2008-12-02 16:42