[Final Fantasy VII AU Fiction] Doll (8)
posted on 12 Nov 2008 11:17 by keechan in Fiction, FinalFantasy-KingdomHearts
Doll (8)
Pairing : ???????? x Cloud Stifeไม่ รู้ว่าเซฟิรอธตั้งใจจะทำอะไรและทำได้ยังไง... แต่คลาวด์ก็ไม่สนใจอยากจะค้นหา เขารู้ซึ้งดีว่าคนอย่างเซฟิรอธทำอะไรไม่คาดฝันได้หลายๆ อย่าง
เด็ก หนุ่มเปิดดูกระเป๋าเสื้อผ้าที่ถูกส่งมาให้ด้วยหน้าตาบูดบึ้ง เสื้อผ้าในนั้นเป็นของใหม่แกะกล่องทั้งหมด ไม่รู้ว่าเซฟิรอธขี้เกียจจุ้นจ้านจัดเสื้อผ้าเดิมมาให้หรือคิดจะเอาใจเขา ด้วยวิธีแปลกๆ ที่ไมได้ผลก็ตาม ถึงจะไม่พอใจที่ต้องยอมรับแต่เซฟิรอธก็ยังเป็นคนที่ออกเงินดูแลทุกอย่างให้ ในขณะที่เขาไม่มีอะไรเลย
คลาวด์เลือกที่พักเป็นโรงแรมที่ดูธรรมดา แล้ว สำหรับเด็กหนุ่มจะเป็นที่ไหนก็เหมือนกัน ถึงจะไม่เคยใช้ชีวิตลำบากลำบนถึงขนาดไม่มีที่ซุกหัวนอน (เป็นเด็กที่อยู่ใต้ปกครองของเซฟิรอธไม่มีวันลำบากแบบนั้น นั่นนับว่าเป็นข้อดีได้รึเปล่า) เขาก็ไม่สนใจที่จะใช้ชีวิตหรูหราเกินตัว
เขา สูญเสียทุกอย่างไปหมดแล้ว... ไม่เหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะจากผู้ชายคนนั้น แต่จะทำยังไงได้... ในเมื่อเขาไม่มีอำนาจจะต่อต้านได้เลยสักนิด
ความปรารถนาของคลาวด์ใน ตอนนี้ก็มีแค่อยากเห็นเซฟิรอธรู้สึกสิ้นหวังและทุกข์ตรมให้เหมือนที่เขาเคย รู้สึก เพราะการกระทำเลวๆ ของผู้ชายคนนั้น ทว่าก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงในเมื่อเซฟิรอธผู้เย็นชาและเฉยเมยไม่เคยสนใจสิ่งใด ไม่เคยทุ่มเทแรงใจให้กับสิ่งพิเศษ และคงไม่เคยรู้จักความรัก
“กระเป๋านั่นมันกัดนายเข้ารึไงถึงถลึงตาใส่ไม่เลิกแบบนั้นน่ะ”
คลาวด์ ชายตามองตามเสียงนั่น แซคเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จพอดี เขาเดินมาจากห้องข้างๆ นี่ก็เหมือนกัน ที่จริงแล้วคลาวด์ไม่รู้สึกรังเกียจอะไรที่จะต้องนอนร่วมห้องกับแซค แต่คงเพราะอีกฝ่ายเกรงอกเกรงใจเขาเกินควรละมั้งไม่ก็มีเงินเหลือเฟือ (จากเซฟิรอธ) ถึงขอห้องเดี่ยวสองห้องที่มีประตูเชื่อมกันแทน
หยดน้ำ ชื้นยังติดอยู่ที่ไหล่และแผ่นอกกว้าง กล้ามเนื้อกำยำสมเป็นชายชาตรี ปกติคลาวด์ไม่เคยสังเกตมาก่อนแต่พอนึกถึง ‘งาน’ ปกติของแซคแล้วคงไม่ได้มีร่างกายแบบนี้เอาไว้สวยๆ พอเห็นเขาไม่ตอบเหมือนเคย ชายหนุ่มก็เดินไปเช็ดหน้าเช็ดตาไปเหมือนจะแก้เก้อ
ช่าง เป็นคนที่สบายใจเกินคาด หรือจะเรียกว่าหละหลวมดีล่ะ ถึงเขาไม่คิดจะไปไหนก็เถอะนะ แต่การเปิดโอกาสให้เขาได้อยู่คนเดียวง่ายๆ แบบนี้ไม่เปิดช่องว่างไปหน่อยรึไง แต่คิดอีกทีก็ดีไปอย่างเหมือนกัน เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกเหมือนเป็นนักโทษที่ถูกจ้องจับตามองอยู่ทุกอิริยาบท ...เหมือนตอนอยู่ในห้องนั้น
เด็กหนุ่มสำรวจคนที่กำลังแต่งตัวอย่าง พิจารณา ผู้ชายแบบแซคที่ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับเซฟิรอธอย่างสิ้นเชิง ทำไมถึงได้รู้จักกับเซฟิรอธได้นะ เขานึกภาพไม่ออกว่าเวลาที่แซคกับเซฟิรอธคุยกันจะเป็นยังไง
ทั้งชอบ โวยวาย ชอบล้อเล่นไม่เข้าเรื่อง แซคทำแบบนั้นเวลาอยู่ต่อหน้าเซฟิรอธด้วยรึเปล่า แล้ว... เซฟิรอธล่ะ ต่อหน้าแซคจะยังแสร้งทำตัวเป็นสุภาพบุรุษไร้ที่ติเหมือนกับที่ทำให้เขาเห็น มาตลอด 8 ปีด้วยรึเปล่า
“มีอะไรเรอะไง คลาวด์” แซคสังเกตเห็นเขามองอยู่นาน ชายหนุ่มคงเริ่มจับสายตาของเขาออกแล้วว่าเวลาไหนที่เขาอยากจะให้ถาม ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาเอง
“คุณ รู้จักกับเซฟิรอธได้ยังไง” คำถามที่อยากรู้หลุดออกไปก่อนทันจะหวนคิดถึงข้อเสนอเมื่อตอนกลางวันที่ว่า ถ้าเขาถามอะไรออกไปจะต้องเล่าเรื่องของตัวเองด้วย และดูเหมือนว่าแซคจะยังไม่ลืม
“นั่นแน่ อยากรู้ใช่มั้ยล่ะ ฉันจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดยิบเลย นายก็เล่าด้วยนะว่าเจอเซฟิรอธได้ยังไง”
ใบ หน้าอ่อนวัยบูดบึ้งขึ้นมาทันที คลาวด์ไม่ลังเลที่จะบอกปัดแม้แต่น้อย “เรื่องไม่น่าจำแบบนั้นผมไม่เล่าหรอก แล้วถ้าคุณไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่าก็ได้”
ร่างเล็กหยิบเสื้อผ้า เพื่อเตรียมไปเปลี่ยนแล้วลุกขึ้นจากกองกระเป๋าที่วางทิ้งไว้ข้างเตียง ปิดประตูเข้าห้องน้ำไปโดยที่ไม่ถูกต่อปากต่อคำอีก
...ครั้งแรกที่เจอ เซฟิรอธหรือ ตั้ง 8 ปีมาแล้วเชียวนะ เด็กอย่างเขาช่างโง่นักที่ไม่เคยเอะใจว่าผู้ชายที่รูปลักษณ์แตกต่างจากคน อื่นคนนั้นคือปิศาจร้ายดีๆ นี่เอง
สร้อยเส้นนั้นที่พกติดตัวตลอด เวลา... มันไม่ต่างอะไรกับเครื่องหมายที่เซฟิรอธตีตราไว้ คลาวด์อยากจะทิ้งมันไป ไม่อยากใส่ใจให้มันได้อะไรขึ้นมา ก็แค่... เครื่องประดับที่ยกให้ตุ๊กตาพร้อมสลักชื่อเจ้าของเอาไว้เท่านั้น
แต่... เขาก็ทิ้งมันไม่ลง อะไรบางอย่างฉุดรั้งเขาไว้ คลาวด์กัดริมฝีปากแล้ววางสร้อยในมือลงข้างอ่างล้างหน้า สิ่งนี้ก็เหมือนตัวตนของเซฟิรอธ... เขาอยากกำจัดมันออกไป อยากลืมไปให้หมดสิ้น แต่ก็ไม่อาจทำได้เหมือนใจนึก ตัวตนของผู้ชายคนนั้นยังติดตามไปทุกที่เหมือนเงาตามตัว ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็สลัดไม่หลุด
แม้กระทั่งในเวลานี้...
*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=
แซ คยังอยู่ในห้องเขาเหมือนเดิม คลาวด์ชักจะรำคาญขึ้นมา ก็ในเมื่อมีห้องตัวเองอยู่แล้วทำไมไม่ไปห้องโน้นเล่า หนำซ้ำชายหนุ่มยังนั่งกินขนมขบเคี้ยวเสียสบายอารมณ์ ยังกับว่าได้มาเที่ยวจริงๆ อย่างนั้นแหละ จริงๆ น่าจะสำนึกว่ากำลังทำงานอยู่ไม่ใช่รึไง
ไม่ใช่ว่าคลาวด์อยากจะให้แซ คจดจ่อมาจ้องมองตัวเองตลอด 24 ชั่วโมงจริงๆ หรอกนะ แต่ไอ้ท่าทีผ่อนคลายจนน่าหมั่นไส้แบบนั้นทำเอาคนที่เครียดแทบตายอิจฉาตาร้อน ไม่รู้ว่าแซคคิดตริตรองเสียดิบดีและเป็นมืออาชีพถึงขั้นทำตัวลอยชายได้ หรือว่าไม่เคยคิดอะไรจริงจังอยู่ในหัวกันแน่ ถ้าเป็นอย่างหลังล่ะก็คลาวด์อยากให้หัวสมองตัวเองแปรสภาพให้เป็นอย่างนั้น ได้เหมือนกัน
“อาบน้ำสบายตัวดีมั้ย”
“ก็ดีครับ” เด็กหนุ่มตอบเสียงห้วนแต่ยังคงใช้คำพูดสุภาพอยู่ เขายังอารมณ์บูดไม่หายที่แซคชอบล้อเล่นไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เขาจริงจัง (ถึงเขาจะจริงจัง ‘เกินไป’ สักหน่อยก็เถอะ)
“ขนมหน่อยมั้ย”
กล่องกระดาษในมือถูกยื่นมาให้ คาดว่าคงเป็นช็อคโกแลต
“ไม่ ล่ะครับ” เด็กหนุ่มเมินคำชวนแล้วเดินไปที่ลิ้นชักหัวเตียง วางสร้อยที่ทิ้งไม่ลงไว้ข้างในนั้น แซคมองตามอย่างใคร่รู้ว่านั่นเป็นของสำคัญอะไรนักหนา
“ฉันรู้จักเซฟิรอธครั้งแรกตอนอายุ 12”
จู่ๆ แซคก็เล่าขึ้นมา ถึงจะเรียกความสนใจจากคลาวด์ได้ แต่ปฏิกิริยาแรกคือสายตาคาดคั้นที่แปลได้ว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะไม่เล่า เรื่องของตัวเองให้ฟังแน่ แซคจึงยิ้มกว้างแล้วเอ่ยยืนยันให้คนฟังสบายใจ
“นาย ไม่ต้องเล่าเรื่องที่นายไม่อยากเล่าก็ได้ แต่ฉันเห็นนายอยากรู้ก็เลยจะเล่าให้ฟัง” แซควางกล่องขนมแล้วตบแขนเก้าอี้อีกตัวที่ตั้งข้างๆ กัน “มานั่งฟังตรงนี้สิ”
“ผม นั่งตรงนี้ดีกว่า” คลาวด์เลือกนั่งบนเตียงแทน จริงๆ แล้วนั่งตรงไหนก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ ทำไมจะต้องเจ้ากี้เจ้าการด้วยนะ ต่อให้เขายืนฟังก็ได้ยินแท้ๆ ห้องก็แคบแค่นี้
แซคออกอาการเคืองนิดๆ ที่เด็กหนุ่มไม่ว่าง่าย ทว่าก็เบนความสนใจไปจากเรื่องเล็กๆ แล้วเริ่มเล่า “หมอนั่นขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงจะเป็นเด็กก็เถอะนะ แต่สำหรับเด็กที่เข้ามาเรียนในเมืองใหญ่อย่างมิดการ์น่ะ แค่เกิน 10 ขวบมาได้ไม่กี่ปีก็คิดส่วนได้ส่วนเสียเป็นกันหมดแล้ว รู้สึกว่าเซฟิรอธจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษจากพวกอาจารย์ เด็กคนอื่นๆ ที่เป็นลูกท่านหลานเธอยัดเงินกันเข้ามาก็เลยไม่ค่อยจะชอบหน้าหมอนั่นกันเท่า ไหร่ เอ... หรือจะเรียกว่าเกรงเพราะทำอะไรไม่ได้มากกว่าละมั้ง”
ถึง คนเล่าจะผิดประเด็นไปหน่อย คลาวด์ไม่ได้ถามถึงประวัติของเซฟิรอธ ที่อยากรู้คือทั้งสองคนคบหากันเป็นเพื่อนยังไงต่างหาก แต่ก็เป็นเรื่องที่คลาวด์เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกเหมือนกัน และดูท่าทางแซคจะสนุกกับการอารัมภบทอันยืดยาวนี้เสียด้วย
“ส่วนฉันก็ ไม่ธรรมดานะ ถึงกับถ่อมาจากกองกาก้าทั้งทีมันก็ต้องมีดีบ้างล่ะ ฉันได้ฉายาว่าดาวเด่นของกลุ่มเด็กบ้านนอกเลยนะจะบอกให้” แซคพูดกลั้วหัวเราะ “เพราะฉันเป็นคนเดียวที่จะงัดข้อกับเซฟิรอธได้ หมายถึงทั้งเรื่องความสามารถน่ะนะ คนอื่นๆ ก็เลยไม่กล้าเข้ามาตอแยเท่าไหร่ แล้วก็เลยกลายเป็นว่าฉันกับหมอนั่นเป็นคู่หูกันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้”
คนเล่าลูบคางทำท่าคิด ค้างเรื่องเอาไว้เสียอย่างนั้น จนคลาวด์ต้องถาม
“แล้วไงต่อล่ะ”
“ก็ประมาณนั้น”
“...แค่นั้นน่ะเหรอ”
“ก็นายอยากรู้ว่าฉันรู้จักกับเซฟิรอธได้ยังไงไม่ใช่เหรอ”
อีก ฝ่ายกลับย้อนถามเสียนี่... อยู่กับคนที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่องนี่ก็เหนื่อยใจเหมือนกันแฮะ เพราะดูท่าแซคไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งอีก แต่คงนึกเรื่องที่จะเล่าออกได้แค่นั้น ไม่รู้จักจำรายละเอียดอะไรให้มากกว่านี้เลยรึไงกันนะ
“ช่วงนั้นนับว่าฉันสนิทกับหมอนั่นที่สุดแล้วละมั้ง ก็ 6 ปีพอดี” แซคยกนิ้วขึ้นมานับจำนวนปี ดูท่าจะนึกอะไรนอกจากนั้นไม่ออกจริงๆ
“แต่ หลังจากนั้น หมอนั่นก็หายไปจากมิดการ์เสียดื้อๆ เห็นว่าจำเป็นต้องไปช่วยสนับสนุนโครงการใหม่อะไรสักอย่างของเจโนวานี่แหละ นายคิดดูนะ ตอนนั้นหมอนั่นอายุแค่ 17-18 แต่คุมคนได้ทั้งบริษัทแล้ว ถึงตอนนั้นมันจะไม่ได้ใหญ่โตเท่าตอนนี้ก็เถอะนะ”
คลาวด์มีสีหน้าตึง เครียดขึ้นมา คิดคำนวนเรื่องเวลาแล้ว ช่วงที่แซครู้จักกับเซฟิรอธ... ก็คือก่อนที่เขาจะได้เจอเซฟิรอธ เพราะฉะนั้น... แซคอาจจะไม่เคยรู้จักเซฟิรอธที่เขารู้จักก็ได้ หรือไม่ก็... เซฟิรอธยังสร้างภาพความเป็นอัจฉริยะผู้รู้จักกาลเทศะต่อหน้าแซคได้ดี กระทั่งตอนนั้นถึงตอนนี้ ในขณะที่กับเขา... หน้ากากสุภาพบุรุษที่แสนสุภาพอ่อนโยนนั้นถูกกระชากออกไปนานแล้ว
แซ คที่สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปก็เอ่ยแขวะอีก “เป็นอะไรไปอีกล่ะ ทำหน้าบูดแบบนั้นอีกแล้ว อยากจะฟังฉันก็เล่าให้ฟังแล้วไง นายนี่เอาใจยากชะมัด”
“ผมไม่ได้ทำหน้าบูดแบบนี้ใส่คุณเสียหน่อย” คลาวด์ย้อน “อีกอย่างผมก็ไม่ได้อยากให้ใครมาเอาใจด้วย”
“จะ ทำใส่ใครก็ตามเหอะ แต่นายนั่งอยู่ข้างหน้าฉัน แล้วคนเห็นน่ะมันฉัน ช่วยทำหน้าให้มันดีๆ กว่านี้หน่อยสิ” แซคคงจะคุยเพลินจนลืมตัวไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีหน้าที่สั่งสอน และเพราะคลาวด์ไม่เคยวางท่าออกคำสั่งกับเขาด้วย ยิ่งนายจ้างอย่างเซฟิรอธห่างไปไกลตัวก็ยิ่งแล้วใหญ่
“ผมจะทำหน้ายัง ไงก็เรื่องของผม” คลาวด์เถียง ทว่าแอบซ่อนรอยยิ้มบางๆ เอาไว้ นานเท่าไหร่แล้วนะที่มีคนมาพูดจาหยอกล้อเล่นหัวกันแบบนี้ เด็กหนุ่มเริ่มซึมซับบรรยากาศที่ผ่อนคลายรอบตัว ความรู้สึกของมิตรภาพที่อบอุ่น...
การมีแซคอยู่ข้างๆ... ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลย
“ฉัน ไม่เคยเห็นนายยิ้มเลยนะ คลาวด์” แซคว่าในขณะที่ดวงตาของตนจ้องมองใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นเขม็ง “ถ้านายยิ้มล่ะก็คงจะดู... น่ารักมากๆ แน่”
เป็นครั้งที่ 2 ของวันที่เด็กหนุ่มรู้สึกหน้าของตัวเองร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ เขาไม่เคยเจอใครกล้าพูดคำพูดเยินยอแบบตรงไปตรงมาแบบนี้ต่อหน้าได้อย่างไม่ ขัดปากมาก่อน คลาวด์เคยได้ยินคนเอ่ยชื่นชมรูปลักษณ์ของเขามานักต่อนักแล้ว ด้วยเส้นผมสีบลอนด์สว่างและดวงตาสีฟ้าใสกลมโต
แต่ยังไม่มีใครเคยบอกว่ารอยยิ้มของเขานั้นน่าดูมาก่อน ยังไม่เคยมี... แม้แต่เซฟิรอธ
รู้สึก แปลกๆ... คลาวด์คิดว่าตัวเองน่าจะดีใจแต่ก็อยากจะร้องไห้ออกมา เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นแล้วเปลี่ยนเรื่อง “ผมจะออกไปเดินเล่นข้างนอก”
แซคลุกตามแล้วถามอย่างไม่แน่ใจแต่ก็ไม่จริงจังสักเท่าไหร่ “นี่ฉันทำนายอารมณ์เสียอีกรึเปล่านี่”
คลาวด์ ที่กำลังจะหันมาบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นกลับโดนยัดช็อกโกแลตก้อนเล็กเข้าปาก ชั่ววินาทีที่ไม่ทันตั้งตัวปลายลิ้นของเขาสัมผัสกับนิ้วอุ่นๆ ของแซค แล้วความหอมหวานของช็อกโกแลตก็แผ่ซ่านไปทั่วปาก
เด็กหนุ่มยกมือขึ้น ปิดปากตัวเอง ในขณะที่คลึงความหวานมันของช็อกโกแลตก้อนนั้น ทั้งอยากต่อว่าที่อีกฝ่ายเล่นอะไรบ้าๆ แต่เขากลับพูดไม่ออก
“กินอะไรหวานๆ แล้วจะได้อารมณ์ดี” คนคิดมากไม่เป็นยิ้มแฉ่งให้โดยไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเลยสักนิด
คลาวด์ก้มหน้าแล้วเคี้ยวช็อกโกแลตหงึบหงับโดยไม่เถียงอีก เห็นรอยยิ้มที่สดใสอย่างนั้นแล้ว... น่าอิจฉาจริงๆ
ทำไมแซคถึงได้ยิ้มแบบนั้นอยู่ได้ตลอดเวลานะ...
*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=
สรุป แล้วคลาวด์ก็ไม่ได้ออกไปไหน เขานั่งฟังเรื่องราวชีวิตอันเพียรพยายามของแซคที่เจ้าตัวเล่าโดยไม่ต้องร้อง ขอ เรียกว่ายาวเป็นมหากาพย์ตั้งแต่ก่อนอาหารเย็นจนหลังอาหารเย็นก็ยังไม่จบ ถึงแม้จะมีอิสระทำทุกอย่างได้ตามใจ แต่แซคก็ไม่ลืมนึกถึงพ่อแม่ตัวเอง เพราะว่าเป็นคนที่รักอิสระไม่ยึดติดกับสิ่งใด และพ่อแม่ของแซคก็รู้นิสัยส่วนนี้ดีจึงไม่ว่าอะไรที่แซคจะทำอะไรตามใจชอบ เพียงแต่อย่างน้อยให้โผล่หน้าไปให้เห็นว่ายังอยู่สุขสบายดีก็พอแล้ว
“ทำไมคุณถึงเลือกที่จะทำงานที่มิดการ์ล่ะ อยู่ไกลๆ พ่อแม่แบบนี้ไม่เห็นจะดีเลย” คลาวด์ที่นานๆ จะออกความเห็นซักทีพูดขึ้น
“เจ้า หนูอ่อนต่อโลกเอ๊ย มีเหตุผลเดียวเท่านั้นแหละ เงินไงล่ะ เงิน! ตอนที่ยังมีกำลังวังชาอยู่ก็ต้องหาทางกอบโกยไว้เต็มที่ พอแก่จนขยับตัวทำอะไรไม่แล้วก็จะได้สบายไงล่ะ”
คลาวด์ชักเริ่มชินกับ คำต่อว่าที่มักแทรกมาในประโยคบ้างแล้ว อีกอย่างนึงเขาก็คิดว่าตัวเองคงเป็นอย่างนั้นจริงๆ “แต่ผมว่า... ถ้ามีเวลาได้เห็นหน้าพ่อแม่เยอะๆ... ก็คงจะดีกว่า” เด็กหนุ่มมีสีหน้าเหงาหงอยขึ้นมาพอพูดถึงเรื่องนี้ แซคเองก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาได้ไปสะกิดแผลในใจคลาวด์เข้าให้แล้ว
แซคเอื้อมมือออกไปลูบศีรษะเล็กเพื่อปลอบโยน “...โทษทีนะ ฉันไม่ได้คิดถึงใจนาย”
ที่ จริงแล้วแซคอยากจะขอร้องให้คลาวด์เล่าเรื่องพ่อแม่ตัวเองให้ฟังบ้าง อาจจะดีที่ทำให้เด็กหนุ่มได้นึกถึงครอบครัว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นการตอกย้ำความสูญเสียหรือไม่ เขาจึงเลือกที่จะเงียบไว้ดีกว่า
อยากจะหาคำปลอบดีๆ เหมือนกัน อย่าง... ‘แต่นายก็มีเซฟิรอธนี่’ แต่ดูลาดเลาเอาแล้วสงสัยจะกลายเป็นราดน้ำมันบนกองไฟ อย่าดีกว่า...
“ผมอยากจะนอนแล้ว” คลาวด์ตัดบท และแซคก็ไม่ปฏิเสธ
ห่วงก็แต่ว่า... “นายนอนคนเดียวได้แน่นะ”
เด็กหนุ่มหรี่ตา ราวกับว่าเรื่องที่ถามนั้นช่างไร้สาระเต็มทน
“แค่นอนคนเดียวผมคงไม่ตายหรอก”
“รู้ว่าไม่ตายหรอก แต่นายจะฝันร้ายรึเปล่า ปล่อยให้นายนอนหลับไปทีไรก็ตื่นมาสภาพไม่ดีเท่าไหร่ทุกที นายแน่ใจนะว่าไม่เป็นไร”
3-4 ครั้งที่แซคเห็นคลาวด์ลืมตาตื่น ถ้าหากไม่ใช่อาการเลื่อนลอยไร้สติ ก็จะตื่นตระหนกสับสนและหวาดกลัว เขาไม่ไว้ใจอย่างมากที่จะปล่อยให้คลาวด์อยู่คนเดียวถึงตัวเองจะอยู่แค่ห้อง ข้างๆ แบบไม่กี่ก้าวก็เดินถึงกันก็ตาม
“คุณห่วงผมมากเกินไปแล้ว” เด็กหนุ่มว่า แต่ก็ไม่ได้ให้คำตอบที่กระจ่าง “ผมชอบนอนคนเดียว ถ้าจะมีคุณคอยมองกระทั่งเวลานอนล่ะก็ที่จะหลับลงก็คงจะหลับไม่ลงกันพอดี”
ถึง จะกังขาอยู่บ้าง แต่แซคก็ยอมทำตามใจเด็กหนุ่ม เขาลูบผมสีบลอนด์นิ่มเบาๆ “งั้นก็ตามสบายนะ แต่ถ้านอนไม่หลับขึ้นมาก็เรียกได้ตลอดเวลาล่ะ”
ชาย หนุ่มทิ้งรอยยิ้มที่ไว้ใจได้ไว้ให้ก่อนจะปลีกตัวออกไปห้องตัวเอง แค่วันเดียวเท่านั้นที่อยู่กับแซคแต่คลาวด์รู้สึกว่ามันยาวนานกว่าปกติ
และนี่จะเป็นคืนแรกในรอบ 8 ปีที่เขาจะนอนหลับโดยไม่ต้องเห็นใบหน้าของเซฟิรอธก่อนจะหลับตาลง
*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=
การ ได้เจอเซฟิรอธทำให้คลาวด์ลืมเรื่องน่าขุ่นเคืองอื่นไปหมดสิ้น หลังจากกลับบ้านมาได้อย่างปลอดภัย ทีฟาก็เป็นฝ่ายรีบมาหาเพราะเธอเป็นห่วงว่าเขาจะบาดเจ็บ ข้อความที่ได้รับวันนั้นไม่ได้มาจากทีฟาแต่มาจากกลุ่มเด็กชายนิสัยเสียที่ กลั่นแกล้งคลาวด์ด้วยเหตุผลเด็กๆ ว่าเขาเข้าใกล้ทีฟามากเกินไป แต่เด็กหนุ่มไม่ถือสากับเรื่องเล็กๆ นั้นเลยแม้แต่น้อย เขาดีใจด้วยซ้ำที่ทีฟาเป็นเดือดเป็นร้อนแทน
แต่ยังไงก็ตามคลาวด์ไม่ ได้ปริปากบอกใครเรื่องของเซฟิรอธหรือเรื่องคฤหาสน์บนภูเขานีเบิลตามสัญญาที่ ให้ไว้ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วจึงเป็นความลับที่คลาวด์เก็บไว้กับตัวคนเดียว และเขาเองก็รู้สึกดีใจที่ได้รู้จักเซฟิรอธคนที่เป็นเหมือนเทวดาลงมาจุติ และเทวดาตนนั้นบอกว่าชอบเขาเสียด้วย
ไม่แปลกเลยที่วันรุ่งขึ้นคลาวด์จะรีบกุลีกุจอออกจากบ้านเพื่อไปที่ทุ่งไอริสอีกครั้ง
เซ ฟิรอธเป็นใคร มาที่นีเบิลเฮมเพื่ออะไร คลาวด์ก็ไม่รู้สักอย่าง เขารู้เพียงแต่ว่าเขารู้สึกดีไม่น้อยที่ได้อยู่ใกล้ๆ เซฟิรอธ มันอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกเด็กๆ หรือไม่... เขาก็คงหลงเสน่ห์แสนลึกล้ำของอีกฝ่ายไปแล้ว
วันนี้ท้องฟ้าสว่างสดใส เหมาะกับการมาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า สีขาวของไอริสสะท้อนแสงแดดทำให้สว่างจนแทบแสบตา คลาวด์หันไปมองรอบๆ บริเวณนั้นก็ยังไม่เห็นร่างของเซฟิรอธ นี่เขามาเช้าเกินไปรึเปล่านะ?
แต่ มองแล้วมองอีกยังไงก็ยังไม่เห็นวี่แววผู้คนอื่น คราวนี้คลาวด์ไม่คิดจะนั่งรอ เด็กหนุ่มเดินไปรอบๆ แล้วเฝ้าชะแง้หาคนที่นัดไว้อยู่นานทีเดียว สำหรับคนที่เป็นฝ่ายรอคอยเป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือ เกินทั้งๆ ที่เวลาอาจจะผ่านไปไม่นานก็ได้
“มาเร็วจังนะ เป็นเด็กดีนี่คลาวด์”
เสียง ทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นเซฟิรอธนั่นเอง คลาวด์รู้สึกประหม่าขึ้นมาที่ถูกอีกฝ่ายทักเช่นนั้น กลายเป็นว่าเขาเป็นฝ่ายที่กระตือรือร้นอยากจะมาพบข้างเดียวไปเสียอย่างนั้น
“ผม กลัวว่าถ้าคุณมาแล้วไม่เจอใครคุณจะกลับไปซะก่อนนี่ฮะ” คำพูดแก้ตัวไม่ได้ปิดบังอาการตื่นเต้นอยากพบชายหนุ่มผมเงินได้เลย เซฟิรอธยิ้มขำแล้วเดินเข้ามาใกล้
วันนี้เซฟิรอธก็ยังดูสง่างามไม่เปลี่ยนแปลง
“กินข้าวเช้ามาแล้วใช่มั้ย เธอคงไม่ได้อยากพบฉันมากจนละเลยอาหารเช้าหรอกใช่มั้ย ตัวก็เล็กแค่นี้แท้ๆ”
“เรียบ ร้อยแล้วฮะ ถ้าผมไม่กินข้าวเช้าก่อนแม่คงไม่ปล่อยออกมาจากบ้านแน่” เด็กหนุ่มตอบอย่างร่าเริง “แต่ว่าผมไม่ได้ตัวเล็กซะหน่อย เด็กวัยผมก็ตัวขนาดนี้กันทั้งนั้นแหละ”
เซฟิรอธหัวเราะ “คงเพราะเธอน่ารักเหมือนตุ๊กตาละมั้ง ถึงได้ดูตัวเล็กในสายตาฉัน เธออายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“11 ฮะ แล้วคุณล่ะ”
“แก่กว่าเธอ” เซฟิรอธแกล้งแหย่ คลาวด์ขัดใจเล็กๆ ที่อีกฝ่ายไม่ยอมตอบมาตามตรงแต่ก็ลองซักต่อ
“มากขนาดไหนฮะ”
“ไม่มาก”
“เท่าไหร่ล่ะฮะ”
“ไม่ถึง 10 ปี”
“เท่าไหร่กันแน่ฮะ”
สุดท้ายเซฟิรอธก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ สงสัยว่าถ้าไม่รู้อายุเขาให้ได้วันนี้คลาวด์คงไม่ยอมคุยเรื่องอื่น
“7 ปี”
“ผมนึกว่าเทวดาอย่างคุณจะไม่มีอายุเสียอีก” คลาวด์ล้อ
“เพราะ ว่านี่เป็นร่างแปลงของฉันไงล่ะ ไม่ว่าจะอีกกี่ปีผ่านไปฉันก็จะไม่แก่ขึ้น” เซฟิรอธพูดจริงจังเหมือนกับเป็นเรื่องจริงจนคลาวด์ต้องถามเพื่อความแน่ใจ
“เป็นอย่างนั้นจริงเหรอฮะ”
“ฉันจะให้เวลาเธอพิสูจน์”
คราวนี้คลาวด์เป็นฝ่ายหัวเราะคิก “งั้นแปลว่าคุณจะอยู่ที่นี่อีกหลายปีใช่มั้ยฮะ อย่างน้อยอีก 5 ปีต้องอยู่ให้ผมพิสูจน์นะ”
“5 ปีเชียวเหรอ ก็คงจะได้ละมั้ง กับเด็กน่ารักอย่างเธอ ฉันคงจะแวะมาหาบ่อยๆ แน่” เซฟิรอธว่าพลางจิ้มแก้มนิ่มสีเรื่อ คลาวด์ที่ไม่เคยชินกับการถูกชมต่อหน้าต่อตารู้สึกเขินขึ้นมาทันควัน
“วันนี้คุณเอ่อ... วินเซนต์ใช่มั้ยฮะ ไม่ได้มากับคุณเหรอฮะ” เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง
“ฉัน บอกเขาแล้วว่าจะมาพบเธอ หมอนั่นขัดความต้องการของฉันไม่ได้หรอก ต่อให้เขามาตามฉันก็ไม่กลับอยู่ดี วันนี้น่ะอากาศดี จะเอาเรื่องฝนมาเป็นข้ออ้างก็ไม่ได้ด้วย” เซฟิรอธตอบอย่างเฉยเมย ดูท่าเขาไม่ชอบให้วินเซนต์ติดตามสักเท่าไหร่
“ไปหาที่นั่งคุยกันเถอะ พอสายเข้าแดดจะแรงนะ” ว่าแล้วร่างสูงก็ชักชวนไปนั่งใต้ร่มไม้ใหญ่ในบริเวณนั้น จากจุดที่นั่งก็ยังมองเห็นทุ่งไอริสสีขาวได้ถนัดตา
คลาวด์ลงนั่งตาม อีกฝ่ายแล้วลอบพิจารณาใบหน้าคมคาย ไม่ว่ามองมุมไหนเซฟิรอธก็น่าดึงดูด ถึงจะไม่รู้ว่าเขาจะมาพบชายหนุ่มผมเงินคนนี้เพื่ออะไร แต่เขาก็ยังจะมาอยู่ดี
ดวงตาสีเขียวสบเข้ากับสายตาของคลาวด์พอดี เซฟิรอธยิ้มให้กับเด็กหนุ่มที่ไม่รู้จะเริ่มบทสนทนายังไง “ทำหน้าอย่างนั้น อยากจะให้ฉันจูบเธออีกรึไง”
“น... นั่นคุณพูดเล่นใช่มั้ยฮะ”
“ฉัน ไม่เคยล้อเล่น และฉันก็แน่ใจว่าบอกเธอไปแล้วนะว่าฉันชอบเธอ จะว่าไปการที่เธอออกมาพบฉันสองต่อสองแบบนี้ก็แปลว่าเธอก็สนใจฉันใช่มั้ยล่ะ และรู้สึกว่าจะมากเสียด้วย”
ราวกับเซฟิรอธล่วงรู้สิ่งที่คลาวด์คิด และพูดออกมาแทนให้เสียหมด เด็กหนุ่มเถียงไม่ออกจึงได้แต่ซ่อนใบหน้าแดงๆ ของตัวเองเอาไว้ “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันสิฮะ ผมแค่คิดว่า... คุณเป็นคนลึกลับ แล้วผมก็แค่อยากรู้จักคุณให้มากขึ้นเท่านั้นเอง”
“แบบนั้นแหละเขา เรียกว่าสนใจ เด็กน้อย” เซฟิรอธยิ้มเอ็นดูแล้วขยี้ผมบลอนด์นิ่ม “ถ้าหากอยากจะรู้จักฉันล่ะก็ ฉันก็คงจะต้องขอร้องให้เธอบอกเรื่องของตัวเองให้ฉันฟังก่อนนะ คลาวด์”
“เรื่องของผมเหรอฮะ ก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจหรอกฮะ ผมก็เป็นแค่เด็กธรรมดาๆ คนนึงในนีเบิลเฮมเท่านั้นเอง”
“มีใครคนอื่นในเมืองอีกเหรอที่มีผมสีบลอนด์สว่างแล้วก็ตาสีฟ้าเป็นประกายอย่างเธอ”
คลาวด์นึกอยู่สักพัก จะว่าไปก็ไม่มีจริงๆ “คงจะมีแต่แม่ของผมละมั้งฮะ แต่ว่าแม่ก็ไม่ได้ตาสีฟ้า ผมคงต้องได้สีตานี่มาจากพ่อแน่ๆ”
“หมายความว่ายังไง”
“พ่อ ตายไปตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมก็เลยจำหน้าพ่อไม่ได้เอาซะเลย ถ้าจำไม่ผิดพ่อก็ตาสีฟ้าเหมือนกัน” คลาวด์ เล่าได้อย่างไม่ติดขัด และไม่มีสีหน้าหมองหม่นขณะพูดถึงบิดาที่ตายไปแล้ว เซฟิรอธเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ถึงแม้จะมีสายเลือดเดียวกันแต่เมื่อไม่มีความผูกพันก็ไม่ทำให้เกิดความรัก แต่กระนั้นเขาก็ยังลูบศีรษะเล็กนั้นอยู่เพื่อให้เด็กหนุ่มรู้สึกสบายใจ
“...แม่ของเธอคงจะดูแลเธอเป็นอย่างดีสินะ”
“ฮะ! ก็ในเมื่อแม่มีแต่ผม แล้วผมก็มีแต่แม่นี่ฮะ”คลาวด์ยิ้มกว้างแล้วพูดอย่างมั่นอกมั่นใจจนคนฟังนึก อิจฉาขึ้นมากับสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวที่เด็กคนนี้มีอยู่ “แล้วคุณล่ะฮะ แปลกยิ่งกว่าผมซะอีก โดยเฉพาะผมสีเงินสวยแบบนี้น่ะ”
“คงจะยากหน่อยถ้าเธอจะให้ฉันเล่าเรื่องครอบครัว” เซฟิรอธเอ่ยเบาๆ ซุกซ่อนความขมขื่นเอาไว้
คลาวด์ โคลงศีรษะ เขาไม่เข้าใจว่าการเล่าเรื่องครอบครัวจะยากเย็นยังไง ทว่าเซฟิรอธยอมเล่า “ฉันไม่เคยเห็นหน้าแม่นอกจากในรูปถ่าย ตั้งแต่จำความได้ก็มีวินเซนต์คอยดูแลแล้ว ตาสีเขียวของฉันคงได้มาจากแม่นั่นแหละ”
เด็กหนุ่มหน้าสลดลงไปทันที “ขอโทษฮะ...”
ไหล่เล็กถูกดึงไปโอบ เซฟิรอธไม่ได้กล่าวโทษ “เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ”
“แต่ยังไงผมว่า... ผมไม่น่าถามอย่างนั้นเลย ผมแค่—”
“อยากจะรู้จักฉันมากขึ้น” เซฟิรอธต่อให้
ดวงตาสีมรกตจดจ้องมาราวกับจะทะลุไปถึงหัวใจ เซฟิรอธไม่ได้พูดอะไรเลยแท้ๆ ทำไมถึงได้ใจเต้นแรงขนาดนี้...
“ฉันก็อยากรู้จักเธอ”
ขาด คำริมฝีปากอุ่นก็ประกบแนบแน่น แววตามีเสน่ห์นั้นบังคับให้เผยอปากรับเรียวลิ้นอุ่นร้อน คลาวด์เคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบร้อนแรงที่ไม่เคยรู้จัก น้ำหนักของร่างสูงกดทับลงมาจนต้องเอนลงนอนกับพื้นหญ้า แขนเรียวเล็กโอบกอดร่างตรงหน้ากระชับ ไม่อาจะตอบตัวเองได้ว่าเพราะอะไรจึงไม่อยากให้ริมฝีปากนั้นละออกไป ลมหายใจถูกปิดกั้น แทนที่ด้วยเรียวลิ้นที่บดเบียดเข้ามาบีบคั้นจนแทบขาดใจ ความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้นมาจากความวาบหวามนั้น...
“อื้อ... ฮ้า...”
ร่าง บางหอบหายใจเมื่อจุมพิตถอนออกไป เซฟิรอธคร่อมตัวอยู่เหนือร่าง ใบหน้านิ่งเฉยจนอ่านไม่ออกว่าต้องการจะทำอะไร ลึกๆ ในใจคลาวด์รู้สึกหวาดหวั่น... เขากำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้ชายตรงหน้าอย่างไร้ทางหนี
“กลัวเหรอ คลาวด์?”
ร่างกายที่สั่นเกร็งไม่อาจปิดบังได้ ทว่าเซฟิรอธก็ประคองเขาขึ้นให้อยู่ในท่านั่ง แล้วจึงโอบกอดเขาเอาไว้
“...ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะไม่ทำอะไรให้เธอกลัวอีกแล้ว”
ว่าพลางแตะริมฝีปากที่แก้มใสเบาๆ คลาวด์ได้แต่นั่งตาค้างทำอะไรไม่ถูกเพราะว่าไม่เคยถูกใครทำแบบนี้มาก่อน
เซฟิรอธ... จูบเขา เพราะบอกว่าชอบ... เพียงแค่พบหน้ากันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
เขาก็ไม่ได้รังเกียจ แต่จะเรียกว่าชอบ... ก็ยังไม่ใช่อยู่ดี แต่คลาวด์ก็ไม่อยากตัดรอนอีกฝ่าย
“ผม... ไม่ได้เกลียดที่คุณ... ทำอย่างนี้นะฮะ แต่ผมไม่เคย...”
“ฉันเข้าใจ” ชายหนุ่มผมเงินตอบรับก่อนจะเอ่ยหยอกนิดๆ “เด็กน่ารักอย่างเธอ ฉันอภัยให้ได้”
คลาวด์ หัวเราะคิกกับคำป้อยอนั่น ถีงเซฟิรอธจะมีความลับซ่อนเร้นเอาไว้ หลายสิ่งหลายอย่างเขาไม่อาจจะรู้และเข้าใจได้ แต่ความสบายใจเวลาที่ได้อยู่ข้างๆ แบบนี้ไม่ใช่สิ่งหลอกลวง
ทุ่งไอริสสีขาว ณ ที่นั้น กลายเป็นสถานที่ประจำของทั้งสองคนไปโดยปริยาย
To be continued....
คืนแรกของเม่นกะโบะยังไม่จบก็มีป้าแก่มาแทรกซะแล้ว... วู้...
ทำไมเรื่องมันไปช้าจัง TT^TT


....โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ประโยคจบตอนนี่เหมือนลักลอบทำอะไรกันซักอย่างเลยนะคะ หึๆๆๆๆ
เกิดอาการอยากรีเควสฉากSM //โดนจขบ.ถีบกระเด็น
กร๊าซซซ เม่นจ๋าจัดการเลยๆๆๆๆ ตอนที่ป๋าไม่คุมนี่ล่ะ เอาเลยเพ่!!!
(ฉากมืดแห่งความหลังนี่ท่าจะจบยากจริงๆ)
ปล. ขอกรี๊ดฉากป๋าแกจะหลอกแอ้มเด็กมาก
#1 By -:-Rin-Ray Nightray-:- on 2008-11-12 22:45