[Tenipuri AU Fiction] Cross (21): Chaser (13)
posted on 07 Aug 2008 16:34 by keechan in Fiction
Cross (21): Chaser (13)
Pairing : ???????? x ????????
“มีอะไรกันเหรอครับ ถึงได้มากันป่านนี้”
ฟูจิ ยูตะ ทักผู้มาเยือนทั้งสองด้วยน้ำเสียงแปลกใจ กระนั้นเขาก็พอจะเดาได้ว่าคงมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นพี่ชาย
“ฟูจิเป็นอะไรมากรึเปล่า” ซาเอกิรีบถาม
ผู้เป็นน้องชายทำหน้ายุ่ง “ตอนผมกลับมาถึงพี่ก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องอยู่แล้ว เกิดเรื่องอะไรขึ้นผมยังไม่รู้เลยซักอย่าง พอเคาะประตูเรียกก็บอกซ้ำๆ ว่าไม่เป็นไรบ้างล่ะ อยากอยู่คนเดียวบ้างล่ะ ผมรับมือไม่ไหวหรอกนะแบบนี้”
ถึงการรายงานดูเหมือนเป็นคำบ่น แต่ในน้ำเสียงก็แฝงความห่วงใยอยู่ไม่น้อย ยูตะว่าพลางแหงนหน้ามองไปบนห้องของคนที่พูดถึง
“พูดถึงใครอยู่เหรอ ยูตะ”
คนฟังถึงกับสะดุ้งพอได้ยินเสียงเย็นๆ นั่น ฟูจิเดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มรับแขก ทำเอาทั้งสามคนงงไปตามๆ กัน
“พะ... พี่...” ยูตะว่าอย่างเกรงๆ ถึงหน้าตาจะยังยิ้มอยู่ แต่คนเป็นน้องอย่างเขารู้ได้ว่าพี่ชายของตนอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก “เอ่อ... ก็ เพื่อนพี่มาหา ยังไงก็คุยกันตามสบายแล้วกัน”
เพราะถือว่าตัวเองเกี่ยวข้องด้วยน้อยที่สุด ยูตะจึงตัดช่องน้อยแต่พอตัวได้สำเร็จ ฝ่ายฟูจิเองก็ไม่ได้อยากให้ยูตะเข้ามายุ่งกับเรื่องวุ่นวายของเขานัก จึงไม่ได้ว่าอะไร
“ทั้งสองคนมีอะไรเหรอ แล้วนี่กินข้าวเย็นกันมารึยัง”
เจอไม้นี้เข้าไปใครจะกล้าเอ่ยชื่อเทสึกะออกมาให้ระคายหู ในเมื่อฟูจิพูดเรื่องอื่นก็แปลว่าเป็นการบอกอ้อมๆ ว่าไม่อยากพูดถึง
“ฉันเห็นว่านายกลับไปกะทันหัน เลยเป็นห่วง ดีขึ้นรึยัง” ซาเอกิพยายามถามโดยไม่เจาะจง แต่ฟูจิก็ยังเบี่ยงเบนประเด็นอยู่ดี
“อย่ามัวแต่ยืนอยู่อย่างนั้นเลย เข้ามาข้างในก่อนเถอะ” พูดจบก็หันหลังเดินนำไปโดยไม่เชื้อเชิญ
คงกำลังอารมณ์เสียอยู่จริงๆ... ซาเอกิกับคิคุมารุมองตากันครู่หนึ่ง สำหรับซาเอกิน่ะไม่เท่าไหร่ เขาพอจะรับมือฟูจิที่อารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอยได้ แต่สำหรับคิคุมารุคงเป็นเรื่องยากอยู่เสียหน่อย แค่ตอนนี้ก็ทำท่าเหมือนแมวที่ตกใจจนขนฟูตั้งแล้ว ถึงจะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้างรึเปล่า แต่เขาก็อยากจะช่วยเหลือฟูจิเท่าที่ทำได้เหมือนกัน
ฝ่ายเจ้าบ้านดูเหมือนจะแกล้งกุลีกุจอไปจัดแจงน้ำชารับแขกมาให้ แต่บรรยากาศอึมครึมยังไม่จางหายไปง่ายๆ ต่างคนต่างก็ไม่กล้าเริ่มบทสนทนาขึ้นมาก่อน
ซาเอกิจ้องมองใบหน้ายิ้มแย้มที่ฟูจิแสร้งทำขึ้นปิดบังความขุ่นหมองในใจแล้วจึงตัดสินใจเอ่ยออกไป “ไม่ต้องฝืนยิ้มอยู่อย่างนั้นก็ได้ มีอะไรให้พวกฉันช่วยได้รึเปล่า”
“นั่นสิๆ ถึงฉันจะช่วยอะไรไม่ค่อยได้แต่ก็ลองเล่ามาก็ได้นะ” คิคุมารุรีบเสริม น้ำเสียงร่าเริงของเจ้าตัวทำให้ความตึงเครียดหายไปได้เล็กน้อย
ฟูจิยังไม่เปลี่ยนสีหน้า เขาเลื่อนถ้วยน้ำชาหอมกรุ่นให้แขกทั้งสอง “ผมไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้ฝืนอะไรด้วย”
“ทำแบบนี้อีกแล้วนะ นายน่ะ ชอบเก็บเรื่องที่อึดอัดใจไว้คนเดียวอยู่เรื่อย พวกฉันมันไว้ใจไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ”
แววตาคมปลาบเลื่อนมองชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนอย่างเคืองๆ แต่รอยยิ้มยังไม่หายไปจากใบหน้า “ผมก็เป็นคนอย่างนี้แหละ ซาเอกิก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ ดื้อเงียบ หัวรั้น ถ้าผมไม่คิดว่าตัวเองผิดล่ะก็ผมก็จะไม่รู้สึกย่ำแย่อะไรหรอกนะ”
ไม่รู้ว่าหมายถึงสถานการณ์ตอนนี้ หรือว่าเรื่องที่มีปัญหากับเทสึกะกันแน่ที่ประโยคนั้นอ้างถึง
“เอาแต่ยิ้มอย่างนั้น แก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรอกนะ”
ซาเอกิยังไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะยังไงวันนี้เขาจะง้างปากฟูจิให้ได้ คำตำหนิตรงๆ นั้นทำเอาคิคุมารุอ้าปากค้าง เขาล่ะเสียวแทนคนที่นั่งข้างๆ ที่จะต้องเผชิญกับสายตาโกรธเกรี้ยวของฟูจิเหลือเกิน
“ยังไงมันก็เป็นเรื่องของผมไม่ใช่เหรอ” ตอบอย่างเย็นชาแล้วลุกหนี ฟูจิหันหลังให้เพื่อนทั้งสองคนแล้วหลับตา พยายามเต็มที่ที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเอง “ขอโทษนะ ผมคงไม่สะดวกที่จะคุย”
ร่างบางเดินจนเกือบจะเป็นวิ่งขึ้นไปที่ห้องตน คิคุมารุยังนั่งตัวแข็งเป็นหินในขณะที่ซาเอกิรีบลุกตามโดยไม่ฟังคำปฏิเสธที่อีกฝ่ายว่าไว้ แล้วตะโกนไล่หลัง
“อย่าเดินหนีไปแบบนี้นะฟูจิ ทำแบบนี้มันช่วยอะไรไม่ได้หรอก นายจะปล่อยให้เรื่องมันค้างคาอยู่แบบนี้น่ะเหรอ”
ฟูจิเม้มริมฝีปากแน่น ในตอนนี้เขาไม่อยากได้ยินอะไรทั้งนั้น แต่ถึงอย่างนั้นเวลาที่อยู่ตัวคนเดียวก็จะคิดถึงแต่น้ำเสียงและใบหน้าของเทสึกะ... อยากจะโทรไปหา อยากได้ยินเสียง อยากเจอหน้า แต่ถ้าทำอย่างนั้นแล้วเทสึกะเกิดรำคาญหรือโกรธขึ้นมาอีกล่ะ... จะทำยังไง
คิดขึ้นมาน้ำตาก็พาลจะไหลลงมาอีก ฟูจิสูดลมหายใจลึกแล้วกลืนก้อนสะอื้นลงลำคอ เขาก้าวเข้าห้องแล้วรีบปิดประตู
ไม่อยากให้ใครเห็นทั้งนั้น.... สภาพที่ดูไม่ได้แบบนี้
“ช่างผมเถอะ ซาเอกิ ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ... เดี๋ยวมันก็คงจะ... ดีขึ้นเอง”
เสียงแผ่วๆ ลอดผ่านประตูออกมา พอได้ฟังก็รู้ทันทีว่าคนพูดกำลังพยายามกลั้นน้ำตาแค่ไหน ซาเอกิใจอ่อนจนเปลี่ยนคำพูดหว่านล้อมให้นุ่มนวลลง
“...ฟูจิ อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้ได้มั้ย เลิกเล่นสงครามเย็นกับเทสึกะซะที คนที่เจ็บปวดก็คือนายเองไม่ใช่รึไง”
“...ไม่เข้าใจ... ซาเอกิไม่เข้าใจผมหรอก...” ฟูจิก้มหน้าติดกับประตูห้อง เขาเข้าใจสิ่งที่ซาเอกิต้องการจะสื่อ แต่ว่า...
กลัว... ที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริง ถ้าเรื่องราวมันไม่คลี่คลายอย่างที่หวังล่ะ...
ผมจะทนได้เหรอ...
“เข้าใจสิ! ฉันเข้าใจว่านายรักเทสึกะมาก มากจนยอมทนทรมานอยู่คนเดียวแบบนี้” ซาเอกินิ่งไป เขาไม่รู้ว่าจะพูดตรงไปรึเปล่า เขาไม่สามารถเข้าไปแทรกระหว่างเทสึกะกับฟูจิได้เลยแม้แต่น้อย
รู้ทั้งรู้อย่างนั้น...
“...ฉันคงทำอะไรแทนเทสึกะไม่ได้ แต่อย่างน้อย... ถ้านายอยากจะร้องไห้ล่ะก็...”
...มาซบกับอกฉันก็ได้
...ฟังน้ำเน่าเกินไปรึเปล่านะ
ซาเอกิส่ายหัวกับตัวเองแล้วพูดต่อ “เปิดประตูมาคุยกันก่อนดีกว่าน่า ไหนจะเรื่องงานที่ร้านดอกไม้อีก ถ้านายยังเป็นอย่างนี้อยู่ล่ะก็ไม่ไหวแน่”
“...ผมขอโทษ”
เสียงสะอื้นลอดผ่านประตูออกมา ทำเอาซาเอกิลุกลี้ลุกลนจนเผลอแตะประตูตรงหน้า เขาจึงพบว่ามันไม่ได้ล็อค
“ฟูจิ...”
“ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับความรู้สึกนี้... ผมรัก... เทสึกะ แต่ก็... ผม... ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาตรงๆ ตลอดเวลา... ผมอยากบอกให้เทสึกะอยู่ข้างๆ ไม่อยากให้ห่างกัน แต่ถ้าทำอย่างนั้น... ก็คงจะเห็นแก่ตัว... เกินไป... ใช่มั้ย”
ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนเหตุผลเด็กๆ ที่แก้ได้ง่ายเหลือเกิน แต่ซาเอกิเข้าใจดีว่าอะไรที่ทำให้ฟูจิรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้ เพราะว่ารักจนล้นใจ... กลัวว่าความรักที่มีให้อีกฝ่ายจะกลายเป็นการโยนภาระหนักหนาให้ ถึงได้ยอมอดทนไว้
อดทนมาตลอด
ซาเอกิก้าวเข้าไปแตะไหล่บางจากด้านหลัง เขาไม่ใช่เทสึกะ... เขาทำอะไรให้ฟูจิไม่ได้ทั้งนั้น การที่เขามายืนเคียงข้างตรงนี้ ตอนนี้ อาจจะไม่มีความหมายใดๆ กับฟูจิ เพราะว่าเขาไม่ใช่คนที่ฟูจิต้องการคำปลอบโยน ไม่เคยใช่... และไม่มีทาง
ไหล่บางที่ดูเล็กลีบจนน่าสงสาร ทำไมเทสึกะถึงไม่เห็นความอ่อนแอนี้บ้าง ถ้าหากเป็นเขา... จะไม่มีทางทิ้งให้ฟูจิเดียวดายอยู่ในสภาพนี้เป็นอันขาด
ถ้าเป็นเขาล่ะก็...
ลำแขนแกร่งค่อยๆ โอบกอดร่างบางจนรอบ เป็นครั้งแรกที่ซาเอกิรู้สึกว่าฟูจิตัวเล็กกว่าที่ตนคิด ทั้งอ่อนแอและไร้กำลังถึงเพียงนี้... แต่ก็ยืนหยัดมาด้วยตัวเองมาตลอด
ฟูจิไม่เคยเรียกร้องความช่วยเหลือจากใครแม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแค่ไหน ถ้าไม่คอยเฝ้าดูไว้ใกล้ๆ ก็ไม่มีทางสังเกตเห็น
“...ซาเอกิ?”
เสียงหวานเรียกให้เขาตื่นจากภวังค์ ซาเอกิยังแนบใบหน้ากับกลุ่มผมนุ่มสีน้ำตาลอ่อน
ไม่มีประโยชน์หรอก... ฟูจิไม่เคยเห็นเขาเกินไปกว่าเพื่อน และที่สำคัญ... คนในอ้อมกอดคนนี้ทุ่มเทหัวใจให้กับผู้ชายที่ชื่อเทสึกะ คุนิมิตสึ ไปจนหมดสิ้นแล้ว
เขาไม่มีสิทธิ์... เอ่ยคำพูดที่ทำให้ฟูจิสับสนไปมากกว่านี้
ทว่าร่างกายของเขาขยับต่อต้านกับความคิด ซาเอกิเพิ่มแรงกอดรัดแน่นขึ้น แล้วหลุดปากออกไป
“...เป็นฉันไม่ได้เหรอ ฉันจะไม่มีวันทำให้นายร้องไห้” มืออันอ่อนโยนของซาเอกิประคองใบหน้าสวยให้หันมามอง ก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปเบาๆ ตามเสียงเรียกร้องจากหัวใจ
“ฉันรักนายนะ ฟูจิ รักมาตลอด ถ้าเพื่อให้นายยิ้มได้อย่างมีความสุขแล้วล่ะก็... จะให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
คำตอบที่ได้ ณ วินาทีนั้น มีเพียงดวงตาสีน้ำทะเลที่จดจ้องมาอย่างตกตะลึงเท่านั้น...
-//-//-//-//-//-//-//-//-//-//-
ถ้ามาดักรอถึงในห้องแบบนี้ เขาจะโดนด่าว่าว่างจนไม่มีงานทำอีกรึเปล่านะ โอชิทาริคิดอย่างนึกสนุกเมื่อนึกถึงใบหน้างามที่ถูกยียวนจนบูดบึ้ง
นับวันความปรารถนาที่ลุกโหมราวกับไฟยิ่งลุกโหมแรงขึ้นทุกที อยากจะหลอมละลายชายผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งนั่นจนสุดกลั้น
โอชิทาริชักจะหงุดหงิดขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปแต่ไร้วี่แววของเจ้าของห้อง สามทุ่มถือว่าช้าไปมาก พยายามโทรศัพท์ไปก็ไม่มีการตอบรับ แต่คนอย่างอาโตเบะถึงกับจะหลบเลี่ยงเขาด้วยเหตุผลอะไรกัน... หรือว่าช่วงนี้เขาเข้าประชิดตัวมากเกินไป
เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้ายจนเขาตามเกมไม่ทัน ที่จริงแล้วอาโตเบะคิดยังไงกับเขากันแน่... ไม่ใช่รังเกียจแน่นอน คนทระนงตัวอย่างอาโตเบะต่อให้ตายก็ไม่มีทางยอมให้คนที่ตัวเองเกลียดกอดได้ลง
มีชิ้นส่วนบางอย่างขาดหายไป เรื่องของอาโตเบะที่ยังไม่กระจ่างทำให้เขาปะติดปะต่อเรื่องไม่ถูก สาเหตุของความใกล้ชิดสนิทสนมที่อาโตเบะมีให้เทสึกะเขาก็ไม่รู้ว่าตื้อลึกหนาบางเพียงใด ทั้งๆ ที่มั่นใจว่าเขาน่าจะรู้เรื่องของอาโตเบะทุกอย่าง ณ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขาไม่รู้อะไรเลย
สายตาใต้กรอบแว่นเหลียวไปมองที่ประตูห้องนอน แค่บุกรุกเข้ามาอาโตเบะก็คงจะโกรธแย่แล้ว ถ้ารู้ถึงขนาดว่าเขาเข้าไปถึงในห้องนอนจะเป็นยังไงกันนะ... ความหงุดหงิดใจบวกกับความเบื่อหน่ายทำให้โอชิทาริมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไป
ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอสำรวจหน่อยแล้วกัน นายผิดเองนะที่กลับมาช้า
ห้อง นอนของอาโตเบะเขาเคยเห็นไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ทุกครั้งที่เข้ามาก็ทำอย่างเดียวเท่านั้นแหละ เขาไม่มีโอกาสได้สำรวจข้าวของส่วนตัวของอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ สภาพห้องก็เรียบร้อยไม่มีที่ติสมตัว ผ้าปูเตียงตึงเรียบเฉกเช่นโรงแรมชั้นหนึ่ง เมื่อนึกถึงผิวกายสีนวลเนียนเทียบกับที่นอนสีครีมเกือบทองแล้วก็ปลาบปลื้ม นัก เขาเป็นคนเดียวที่ได้แตะต้องผู้ชายที่งามเลิศเกินใคร
เก็บเรื่องบนเตียงไว้ก่อน... ให้ตัวจริงกลับมาแล้วเขาจะได้สนุกเต็มที่
ร่างสูงสำรวจตู้เสื้อผ้าแบบ Build-in เป็นลำดับต่อมา สูทหลากโทนสีแขวนกันเรียงรายนับสิบ จะมีเสื้อผ้าลำลองบางส่วนที่สีสันแสบตาแปลกออกไปอย่างสีม่วงแดง... เท่าที่เขารู้อาโตเบะชอบสีดำกับทอง นี่คงจะเป็นชุดที่มีคนซื้อมาให้ละมั้ง
...ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แค่เสื้อผ้าจะไปสู้ตัวจริงได้ยังไงกัน
ถัดจากห้องนอนก็เป็นห้องทำงานเล็กๆ ไม่ใช่นิสัยของอาโตเบะที่จะแบกงานมาทำในเวลาส่วนตัว โต๊ะทำงานจึงไม่มีร่องรอยการใช้งาน เครื่องเขียนที่วางไว้บนโต๊ะก็ดูเหมือนมีไว้เพื่อประดับไม่ให้ดูโล่งเกินไปเท่านั้น ในชั้นวางของใกล้ๆ มีหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจบ้างประปราย ชั้นบนสุดที่ดูจะเป็นชั้นที่ได้ใช้งานจริงเป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติศิลปินที่อาโตเชะชื่นชอบอย่างเช่นวากเนอร์และเกอเธ่
โอชิทาริเปิดลิ้นชักมั่วซั่ว ขอแค่ให้ได้ค้นสมใจ เขาไม่คิดว่าจะเจออะไรสำคัญ มีแผ่นกระดาษหลายชิ้นซ้อนกันอยู่ในลิ้นชักชั้นล่างสุด ตอนแรกเขานึกว่าจะเป็นพวกบัตรอวยพรหรือบัตรสมาชิกอะไรทำนองนั้น แต่เมื่อคลี่ออกดูทีละใบจึงได้รู้ว่ามันคือภาพของกุหลาบหลากสีหลายพันธุ์
...อาจจะเป็นคนที่รู้รสนิยมเรื่องดอกไม้แล้วซื้อมาให้ละมั้ง การที่อาโตเบะเก็บยัดๆ เอาไว้แปลว่าเจ้าตัวไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่... หรือไม่ก็เป็นของที่สำคัญมาก
ชายหนุ่มพลิกภาพดอกกุหลาบอย่างเพลินตาโดยไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง แต่เขาต้องสะดุดเมื่อพบภาพอีกภาพแทรกอยู่ในนั้น
นั่นคือรูปของอาโตเบะในวัยเด็ก... คงซักประมาณตอนมัธยมปลาย กำลังนอนหลับท่ามกลางดอกกุหลาบที่บานสะพรั่ง ที่สำคัญกว่านั้นมันเป็นภาพวาด ไม่ใช่ภาพถ่าย
คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน สถานที่ในภาพนี้เขาเคยเห็นมาก่อน... ใช่แล้ว เรือนกระจกของคฤหาสน์ชานเมืองนั่นไงล่ะ ที่ที่เขาย่างเท้าเข้าไปแล้วโดนไล่ออกมาทันทีนั่นแหละ พอนึกถึงท่าทีหวงแหนที่อาโตเบะแสดงออกขึ้นมาตอนนั้นยิ่งทำให้ความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นอีก
ใครเป็นคนวาดรูปนี้... และได้ยังไง?
โอชิทาริพลิกภาพไปมาหวังจะได้เบาะแสเพิ่ม แล้วก็สมหวัง ที่ด้านหลังภาพมีลายมือเขียนอยู่หวัดๆ ด้วยเส้นดินสอจางๆ
‘ปิดเทอมฤดูร้อนตอนปี 2 จาก K’
K ที่ไหน... ตอนนี้คนรอบตัวอาโตเบะที่เขานึกออกก็มีไอ้เทสึกะ คุนิมิตสึ นั่นคนเดียว โอชิทาริพยายามนึกคนที่ชื่อขึ้นต้นตามนั้นก็ไม่พบว่ามีใครเข้าข่ายจะตกเป็นผู้ต้องสงสัย
หรือว่า... ที่อาโตเบะกับเทสึกะใกล้ชิดกัน เพราะว่าเคย... มีอะไรลึกซึ้งต่อกันมาก่อน?
โอชิทาริแค่นหัวเราะแล้วพลิกดูภาพนั้นอีกที เป็นแค่ภาพขาวดำด้วยลายเส้นดินสอเก่าๆ เท่านั้น ดูไร้รสนิยมเป็นที่สุด ไม่น่าจะมีค่าอะไรให้อาโตเบะเก็บไว้เลย ที่ยังซุกเก็บเอาไว้ในโต๊ะนี่แปลว่าต้องยังเหลือเยื่อใยแน่ๆ แล้วดันมาปฏิเสธปากแข็งกับเขาว่าไม่ได้คิด
เล่นตลกอะไรของนายกันนะ อาโตเบะ
ใจนึงนึกอยากจะขยำแล้วฉีกรูปนั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่อย่าดีกว่า จะทำลายหลักฐานไปเสียเปล่าๆ อาโตเบะในภาพนั้นก็ดู... น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนกัน น่าเสียดายที่เขาไม่เคยเห็นตอนที่อาโตเบะยังเป็นเด็กชายไร้เดียงสา (เขาสงสัยมากว่ามีวันนั้นรึเปล่า)
สาเหตุที่ไม่กลับมาวันนี้ก็อาจจะเพราะมัวแต่ไปขลุกอยู่กับเทสึกะก็เป็นได้ หลักฐานความสัมพันธ์ลึกซึ้งมีอยู่เต็มมือแบบนี้ถ้าเขาลองถามอีกครั้งจะตอบว่ายังไงกันนะ โอชิทาริไม่เข้าใจเลย เอาแต่ให้ความหวังเขา ไม่เคยตัดสัมพันธ์ เห็นเขาเป็นแค่คนรับใช้ที่ต้องตามมาเอาใจทุกครั้งไปรึไงกัน
พอลองโทรศัพท์ไปอีกครั้ง ผลก็ยังเป็นเหมือนเดิม อยู่ในที่อับสัญญาณหรือจงใจปิดเครื่องไม่ให้ตามตัวได้กันแน่ ถ้าคืนนี้เขาไม่ได้ระบายอารมณ์กับใครสักคนคงจะเป็นบ้าตายแน่!
เขากดเบอร์โทรหาคนที่ทำหน้าที่แก้เซ็งทันที ไม่นานเจ้าตัวก็รับสายไม่ให้เขาต้องรอจนหงุดหงิดไปมากกว่านี้
“เรียวเรอะ”
“ก็โทรหาใครล่ะ ไอ้แว่นกระจก” ตำรวจหนุ่มไฟแรงตอกกลับทันที เวลาโอชิทาริโทรมาไม่เคยมีอะไรดีนอกจากกวนประสาทเขา
“มาแก้เหงาให้หน่อยสิ”
“หะ... ห้ะ!!!”
“อย่าบอกนะว่าเข้าเวรอยู่ ข้าราชการเขาไม่ทำงานนอกเวลากันหรอกนะ”
“ม.. ไม่ได้ทำงานก็ไม่ว่างเฟ้ย”
“รุ่นพี่ ใครโทรมาเหรอครับ”
“คนบ้าน่ะ โจทาโร่”
ไม่รู้ว่าจงใจให้เขาได้ยินหรือว่าเซ่อซ่าจนลืมปิดช่องเสียงโทรศัพท์ก่อนจะพูดกันแน่ ยังไงก็แล้วแต่ ทำให้เขามีเรื่องได้ตอกกลับ “เป็นรุ่นพี่ที่เป็นที่รักจริงนะ คุณ-ชิ-ชิ-โดะ โจทาโร่ที่ว่านั่นใช่รุ่นน้องคนเดียวกันกับที่ติดตัวกับนายเป็นตังเมสมัยเรียนมหาลัยรึเปล่า รู้สึกว่าหมอนั่นจะชื่ออะไรนะ โอโทริ รึเปล่า”
จังหวะไม่ดีเสียแล้ว พอเห็นคนอยู่กันเป็นคู่ขึ้นมาเขาก็อดจะหมั่นไส้ขึ้นมาไม่ได้ ปลายสายที่ไม่ได้รู้เรื่องด้วยจึงตอบกลับมาอย่างรำคาญ “ฉันกำลังยุ่งนะ หยุดพล่ามไร้สาระได้แล้ว ไม่ต้องโทรมาอีกล่ะ!”
ว่าเสร็จก็ตัดสายฉับ แน่ล่ะ ก็ใครที่ไหนอยากจะถูกขัดคอตอนที่กำลังอยู่กับคนรู้ใจสองต่อสองกันล่ะ โอชิทาริถือโทรศัพท์เดินวนไปมา เข้าห้องโน้นออกห้องนี้พลางเหลียวมองนาฬิกาไปด้วย
เกือบห้าทุ่มแล้ว จะไม่กลับมาจริงๆ งั้นสิ... ฉันจะทำยังไงกับนายดีนะ อาโตเบะ
โอชิทาริต่อสายโทรศัพท์อีกรอบ เขาจะเลิกอดทนแล้วไปหาที่ระเริงใจสักพักดีกว่า ที่น่าเจ็บใจคือต่อให้เขาเดือดร้อนใจแค่ไหน หรือจะหายตัวไปไม่มาวุ่นวาย อาโตเบะก็คงไม่รู้สึกอะไรเลย
ร่างสูงเดินออกจากห้องที่ไร้เงาเจ้าของ ยังไม่ลืมที่จะเก็บภาพสำคัญนั้นมาด้วย พอลงมาถึงด้านล่างเขาก็โทรศัพท์หาคนที่จะพึ่งพาได้เวลาเบื่อๆ แบบนี้อีกคน
“ฮัลโหลคร้าบ”
เสียงดนตรีและเสียงพูดคุยของผู้คนแทรกเข้ามาด้วย บ่งบอกได้ดีว่าที่ร้านคึกคักพอดู
“เซนโกคุ วันนี้ที่ร้านคนเยอะรึเปล่า มีสาวสวยๆ ให้ฉันไปนั่งควงบ้างมั้ย”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนแปลกใจคำถามสุดกะทันหัน เซนโกคุไม่ได้ตอบ แต่ถามกลับแทน “นายอยู่ไหนเนี่ย”
“บ้านอาโตเบะ นายถามทำไมน่ะ”
“เอ้อ... ก็คุณอาโตเบะเพิ่งจะมาที่นี่น่ะสิ พวกนายสองคนทะเลาะอะไรกันรึเปล่า”
“ว่าไงนะ!”
เซนโกคุถึงกับต้องเอาหูโทรศัพท์ออกห่างเพราะเสียงตะโกน “จะตกใจอะไรขนาดนั้น”
“...เขาอยู่กับใคร”
“เห ทำไมรู้ดีจัง ไปแทงหวยมั้ยงวดนี้ ท่าจะลัคกี้” เซนโกคุแซว แต่อีกคนไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะหัวเราะ “...ก็อยู่กับอีกคนที่ชื่อคุนิอะไรเนี่ยแหละ ที่ว่าเป็นนายแบบน่ะ”
ไม่ต้องรอฟังให้จบประโยคโอชิทาริก็แทบจะเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้ง ออกแรงบีบโทรศัพท์แบบไม่เกรงว่ามันจะพังคามือ “สองคนนั่นไปไหนกันแล้ว”
“ฉันก็ไม่ได้ถามเสียด้วยสิ แต่เพิ่งออกไปได้ไม่นาน ถ้านาย---”
โอชิทาริไม่ทนฟังให้จบประโยค เขาโมโหจนเกือบจะฆ่าคนได้
สนุกนักใช่มั้ยกับการเล่นปั่นหัวฉัน อาโตเบะ?
To be continued...
ลงให้คุณฮานะเมนท์เอาโล่ห์ก่อนไปอเมริกา (ถึงจะอ่านแบบเต็มเล่มไปแล้ว แต่คุณฮานะขอร้อง) ขอให้เดินทางปลอดภัยนะค้าาา
ขอบคุณคนที่ซื้อรวมเล่มไปแล้วมาเมนท์ให้นะคะ มีคุณภาพกันมากมาย มันน่าลุ้นขนาดนั้นเลยหรอคะ ฮ่าๆๆ ดีใจค่ะที่ชอบกัน


อ่านไปแล้วก็เม้นใหม่ได้
ฟูสวยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
คนสวยบอบบางน่ารักกที่สุดในโล๊กกกกกกกกกกกก
โหว๊ตตตตตตต >//////<
แล้วก็ๆๆๆๆๆๆ
ซาเอะของเค้า>///< !!!!!!!!!!!!!!!!
เอาอีเทะออกไปเลยได้มั้ยค๊ะ 55555555
ชอบซาเอะตอนนี้ที่สุดเลยยยยย
สุดย๊อดดดดดดดดดดดดดดด....
ไม่คิดว่าจะมีน้ำยาขนาดนี้ ก๊ากกก
นึกว่าเป็นตัวประกอบอดทนในตอนแรก.....
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
คิคุมารุ ช่างมัน(หัวเราะ) แต่รู้สึกสงสารหน่อยๆ..... เป็นแมวหงอย กร้ากกกกกก
แต่ดีละ ให้บทซาเอะเค้าไปเหอะ >____<\"\"\"
“...ฉันคงทำอะไรแทนเทสึกะไม่ได้ แต่อย่างน้อย... ถ้านายอยากจะร้องไห้ล่ะก็...”
...มาซบกับอกฉันก็ได้
...ฟังน้ำเน่าเกินไปรึเปล่านะ
----------> น้ำเน่ามากกกกกกกกกกกกกกกก
เหมาะมากเหอะบทแบบนี้ กรี้ดดดดดดดด
เป็นคนอื่นนี่ไม่ได้อะ ต้องเปนซาเอะคนเดียววว แล้วทำกับฟู กรี้ดดดดดดดดด
“...เป็นฉันไม่ได้เหรอ ฉันจะไม่มีวันทำให้นายร้องไห้”
------->
เป็นไปเล๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
โหวตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตต
อยากอ่านรีเพลย์อีกหลายๆๆรอบบบบบบบ
“ฉันรักนายนะ ฟูจิ รักมาตลอด ถ้าเพื่อให้นายยิ้มได้อย่างมีความสุขแล้วล่ะก็... จะให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
----------> ดูจะซึ้งแล้วมีความหมายมากสุดละ
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เทะพูด คุนยาโอเฉ้ยเฉยค๊ะ!!!!
(คุนกี - ............)
โอ๋ๆล้อเล่น
ยูชิตอนนี้ออกมาอย่างสโตรคเกออ
แต่ยังหล่ออยุ่ดี
ชอบพี่กีเขียนคู่นี้ ดูธรรมชาติดีอ๊ะ
จะไม่เขียนจริงจังหน่อยหรอ 5555555555
เวิร์คดีนะ!!!!!!!!!!!!!!
ปล. คุนกีขา อยากได้ได้ตอนพิเสดดดดดดดดดดดดดด
#1 By GinG Freecss on 2008-08-07 17:20