[Final Fantasy VII AU Fiction] Doll (1)
posted on 25 May 2008 01:21 by keechan in Fiction, FinalFantasy-KingdomHeartsDoll (1)
Pairing : ???????? x Cloud Stife
ตุ๊กตาไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึก...
ผมเองก็จะเป็นอย่างนั้น ตามความต้องการของเขา
เพราะว่าผม... เป็นแค่ตุ๊กตา
*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=
ท่ามกลางย่านธุรกิจที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ตึก 6 เหลี่ยมสูงเทียมฟ้าตั้งตระหง่านอยู่อย่างเตะตา ไม่ว่าใครก็รู้จักตึกนี้ในนามเซฟิรอธทาวเวอร์ ชื่อเดียวกับเจ้าของตึกผู้เป็นชายหนุ่มลึกลับ เซฟิรอธเป็นผู้กุมอำนาจการเงินและธุรกิจทั้งหมดในมิดการ์ เมืองที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด สำหรับบริษัทชินระที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อนยังต้องลดขั้นไปอยู่ที่อันดับสองเมื่อเซฟิรอธออกมาแสดงอำนาจเมื่อ 8 ปีก่อน
ชายหนุ่มผมดำก้าวเข้าไปด้านหน้าตึก ผ่านประตูกระจกอัตโนมัติแถมด้วยเซนเซอร์ตรวจคนเข้าออก ปกติแล้วเขาไม่ชอบใส่สูทให้เป็นทางการเอาเสียเลยเพราะว่าชุดเป็นการเป็นการมันไม่เข้ากับบุคลิกของเขาเลยสักนิดเดียว แต่เมื่อจำต้องมาตกลง ‘ธุรกิจ’ แล้วเห็นทีก็หนีไม่พ้นอยู่ดี
แซค แฟร์ เป็นลูกจ้างมือดีของชินระ อาจจะนับได้ว่าเป็นคนที่มีฝีมือดีที่สุด แต่ด้วยนิสัยง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลังทำให้การงานไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร ปกติแล้วเขาจะจับคู่ทำงานกับเส็ง ผู้ชายใจเย็นที่ถนัดวางแผนกับออกคำสั่งแต่ไม่ค่อยลงมือทำเอง แต่พอมาจับคู่กันแล้วก็นับว่าเป็นคู่หูที่ดีทีเดียว
ชายหนุ่มขยิบตาให้สาวประชาสัมพันธ์หลังจากบอกชื่อคนที่ต้องการพบตามนัดหมายไปเรียบร้อย แซคทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟานุ่มนิ่มราคาแพงพลางครุ่นคิด ในฐานะที่เป็นลูกจ้างของชินระ แต่ถูกเซฟิรอธเรียกใช้โดยตรงแบบนี้ก็น่าสงสัยอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความที่เขาเองก็พอจะรู้จักเซฟิรอธในสมัยเด็กบ้างจึงไม่รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่มีลับลมคมในแต่อย่างใด และไม่มีใครกล้า (หรือว่าโง่) พอที่จะปฏิเสธข้อเสนอจากเซฟิรอธคนนั้นหรอกน่า
“คุณแซค แฟร์ สินะครับ?”
เสียงทุ้มเอ่ยถามแขกที่นั่งรออยู่ แซคกำลังใจลอยนึกถึงว่างานสำคัญอะไรที่เขาจะต้องทำจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นผู้มาใหม่ ชายหนุ่มผมดำยาวในชุดสูทสีดำดูเคร่งขรึม เนคไทสีแดงจัดน่าจะดูขัดตาแต่กลับเสริมบุคลิกให้ชายหนุ่มร่างสูงสง่าอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะดวงตาสีแดงที่ดูมีเสน่ห์แปลก ๆ นั่น
“ครับ ผมเอง”
มัวแต่ตะลึงจนเกือบจะลืมตอบรับ แต่ด้วยสายตาเอาจริงเอาจังของอีกฝ่ายทำให้แซครู้ว่าเขาไม่ควรจะพูดจาเล่นหัวกับผู้ชายคนนี้ หรือบางทีอาจจะต้องเตรียมใจกับบรรยากาศนี้ไปตลอดเวลาที่อยู่ในตึกของเซฟิรอธก็เป็นได้
“คุณคงเป็นคุณวาเลนไทน์”
ผู้จัดการ เลขานุการ คนสนิท มือขวา มือซ้ายหรือจะเรียกอะไรก็ตามเถอะ วินเซนต์ วาเลนไทน์ เป็นคนจัดการทุกอย่างเบื้องหน้าแทนเซฟิรอธ คนที่จัดการเรียกตัว จัดแจงนัดหมายทุกอย่าง โดยบอกว่าเป็น ‘ตามคำสั่งของเซฟิรอธ’ ก็คือเขาคนนี้แหละ เป็นครั้งแรกที่แซคได้เจอหน้ากับผู้จัดการของเซฟิรอธ
...ผิดคาดแฮะ... นึกว่าจะเป็นตาแก่เจ้าระเบียบที่คอยบ่นโน่นบ่นนี่ใส่ประธานเหมือนไฮเดกเกอร์ที่ชอบหัวเราะประสาทเสียใส่รูฟัสบ่อย ๆ เสียอีก
วินเซนท์ผงกศีรษะรับเล็กน้อย
“คุณเซฟิรอธกำลังรออยู่ เชิญทางนี้”
พูดเสร็จก็หันหลังเดินโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะขยับตามหรือไม่ คนที่ถูกเชิญมาเป็นแขกกลับรู้สึกอึดอัดที่ต้องทำตามคำสั่งยังไงชอบกล แซครู้ว่าป่วยการที่จะถามไถ่หรือต่อบทสนทนา จึงกระวีกระวาดเดินตามคนนำทางไปอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว
วินเซนต์เดินนำแซคผ่านเส้นทางที่ดูมีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนายิ่งกว่าเดิม ถ้าหากไม่ใช่คนในคงไม่สามารถเข้ามาได้แน่ แถมยังไอ้เครื่องแสกนลายนิ้วมือ เรตินานั่นอีก จะเลือกใช้แค่อย่างเดียวไม่ได้หรือไงนะ แต่พอมาถึงหน้าห้องเซฟิรอธกลับไม่มีระบบรัดกุมแม้แต่คีย์การ์ด วินเซนต์เคาะประตูหนาสองสามครั้ง ไม่รอให้คนที่อยู่ในห้องตอบรับ เขาเปิดประตูแล้วผายมือ เชิญให้แขกเข้าไปในห้อง
เซฟิรอธนั่งเท้าคางบนโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ ท่าทีวางอำนาจเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย ชายผมเงินยักริมฝีปากเล็กน้อยแล้วเอ่ยต้อนรับ
“ไม่ได้เจอกันนานนะ แซค”
เมื่ออีกฝ่ายส่งท่าทีเป็นกันเองมาให้ แซคจึงเริ่มลดบรรยากาศเป็นการเป็นงานลง
“ดูงานไม่ยุ่งเลยนี่ เซฟิรอธ คราวนี้มีอะไรจะให้รับใช้”
“ไม่ยาก” ร่างสูงตอบทันทีแล้วยื่นเอกสารบางอย่างให้ “เพียงแต่อาจจะใช้เวลามากสักหน่อย”
แซคก้าวไปหยิบเอกสาร 5-6 แผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน เนื้อความก็เป็นสัญญาระหว่างบริษัทชินระกับบริษัทเจโนวา เขา แซค แฟร์ ลูกจ้างอันชอบธรรมของบริษัทชินระได้รับภาระหน้าที่ให้เป็นบอดี้การ์ดตามคำสั่งของเซฟิรอธ ผู้แทนบริษัทเจโนวา ค่าตอบแทนที่มากเกินอัตราปกติอยู่ไม่น้อยทำให้แซครู้สึกท้าทาย
“นายไปทำให้ใครเจ็บแค้นรึไง เซฟิรอธ ถึงต้องจ้างบอดี้การ์ดฝีมืออันดับหนึ่งอย่างฉันมาคอยคุ้มครอง”
หนุ่มผมดำว่าอย่างร่าเริง ทั้ง ๆ ที่ยังอ่านข้อความไม่หมด เซฟิรอธแย้มรอยยิ้มปริศนา
“อ่านให้จบซะก่อน”
แซคยักไหล่แล้วไล่สายตาไปทุกบรรทัดอย่างรวดเร็ว
รายละเอียดของลักษณะงานทั้งหมดถือเป็นสิทธิ์ขาดของเซฟิรอธโดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ข้อความทั้งหมดในสัญญาฉบับเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย และได้ลงชื่อยืนยันไว้ตามนี้
...เฮ้ ๆ สัญญาจ้างงานของเขาแต่กลับไม่ให้เขาได้ตัดสินใจอะไรก่อนเลยเรอะ เจ้าบ้ารูฟัสนั่นชักจะเอาเปรียบลูกจ้างมากเกินไปแล้ว... หวังว่าเซฟิรอธคงไม่ส่งเขาไปตายฟรีล่ะนะ
“นายแน่ใจนะว่ามันเป็นงานบอดี้การ์ดจริง ๆ” แซคชักไม่แน่ใจกับไอ้สัญญาแปลก ๆ นี่ ดูเหมือนราวกับว่าเซฟิรอธเจาะจงให้เขามาทำงานด้วยให้ได้ แถมไม่มีทางเลือกให้อีกต่างหาก
“ก็ไม่เชิง” เจ้าของบริษัทเจโนวาเล่นลิ้น “แต่ฉันบอกแล้วว่าไม่ยากหรอก สำหรับคนอย่างนาย”
“หมายความว่าไง”
“หมายความว่านายไม่ต้องเสี่ยงชีวิต ถ้าไม่ล้ำเส้น” พูดเสร็จเซฟิรอธก็ยื่นเอกสารอีกชุดมาให้ คนรับไม่ได้รู้สึกกระจ่างขึ้นมาเมื่อหยิบมันออกอ่าน เพราะว่ากระดาษแผ่นนั้นไม่ต่างอะไรกับตารางกำหนดการในแต่ละวัน ซึ่งคำสั่งแต่ละอย่างก็พิลึกสำหรับงานบอดี้การ์ด
‘เที่ยวสวนพฤกษชาติ’
‘เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ’
‘ตะลุยสวนสนุก’
นี่เป็นการเล่นตลกอะไรอย่างหนึ่งรึเปล่า หรือว่าสถานที่พวกนั้นคือที่ที่คาดว่าจะมีการลอบยิง หรือว่าเซฟิรอธส่งเอกสารให้เขาผิดกันแน่
ดูท่าเขามีเรื่องจะต้องให้เซฟิรอธอธิบายอีกยาว...
*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=*-=
“อย่าลืมที่คุณเซฟิรอธย้ำไว้นะครับ”
ตามตาราง หน้าที่วันนี้คือ ‘ทำความรู้จัก’ แซครับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะหลังจากฟังคำอธิบายทุกอย่างแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเซฟิรอธจะมีความลับแบบนี้ การที่เลือกเขามาทำงานนี้ก็คงเพราะต้องการความเป็นส่วนตัวในเรื่องนี้ด้วยละมั้ง ถ้าหากว่าเซฟิรอธขอร้องเขาก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธในเมื่อมันไม่เสียหายอะไร
ใครจะไปคาดฝันว่าตรงกลางตึกระฟ้าหกเหลี่ยมแบบนี้จะมีชั้นลอยหรูหราอยู่ตรงกลาง แถมเป็นเพนท์เฮ้าส์อย่างดีชนิดที่ไม่รวยล้นฟ้าระดับเจ้าของบริษัทคงไม่มีโอกาสได้อยู่ วินเซนต์ยื่นกุญแจของบ้านหลังนี้ให้ เท่ากับว่าเขามีสิทธิ์ทุกอย่างที่จะเข้าออก มีเงื่อนไขเดนตายคือ ‘ภายใต้คำสั่งของเซฟิรอธ’ แล้วนี่ต่อไปเขาจะต้องถึงขั้นมาค้างคืนที่นี่เลยรึเปล่านี่ ท่าทางจะเป็นงานที่จู้จี้จุกจิกกว่าบอดี้การ์ดอยู่มากโข
วินเซนต์ที่หมดธุระแล้วก็ขอตัวออกไป แซคกล่าวขอบคุณตามมารยาทแล้วมองตามแผ่นหลังนิ่งขรึมนั่น เขานึกสงสัยขึ้นมาว่าทำไมเซฟิรอธถึงไม่ให้วินเซนต์จัดการงานนี้นะ ก็น่าจะทำได้ดีพอ ๆ กับเขา แถมเป็นคนในเหมือนกันไม่น่าจะมีปัญหา อาจจะเพราะวินเซนต์เองก็มีงานรัดตัวอยู่แล้วละมั้ง
แซคหยุดคิดเรื่องอื่นแล้วจดจ่อกับ ‘งาน’ ที่ควรจะทำ
ที่นี่ก็เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ควรจะมีการป้องกันรัดกุม แต่กลับเปิดโล่งเหมือนกับจะให้มีใครเข้ามาก็ได้ หรือว่าอาจจะมีเทคโนโลยีป้องกันผู้บุกรุกชนิดใหม่ที่เขาไม่เคยเห็น
เพนท์เฮ้าส์หลังใหญ่ แต่กลับดูเงียบเหงา ที่ว่า ‘เด็กคนนั้น’ เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวคงเป็นระดับอาการหนักหนาเลยทีเดียว ถึงขนาดทำให้บรรยากาศอึมครึมแทรกซึมอยู่ทุกที่ได้
เพราะว่าอยู่ท่ามกลางตึกสูง ลมที่พัดผ่านเข้ามาถึงได้เย็นสบาย ผ้าม่านสีขาวปลิวไสวเข้ากับเครื่องเรือนสีอ่อนที่ถูกจัดไว้เป็นสัดส่วน ไม่มีร่องรอยของการอาละวาด ไม่มีสัญญาณอะไรที่อันตราย เขาอาจจะประสาทเสียไปเองถึงได้รู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมในกว่าที่คิด
ยังตัดสินอะไรไม่ได้จนกว่าจะเจอตัวเด็กคนที่ว่า...
แซคก้าวตรงเข้าไปในบ้านที่ดูเหมือนจะว่างเปล่า ถ้าไม่มีใครบอกเขาว่าหน้าที่รับผิดชอบของเขาอยู่ในบ้านหลังนี้ล่ะก็เขาคงจะเห็นว่าไม่มีใครอยู่แน่ ๆ เซฟิรอธบอกว่าเด็กคนนั้นจะเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องของตัวเอง แซคจึงมุ่งหน้าตรงไปโดยไม่คิดอะไรให้มากความ
เขาไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจเปิดหรือใช้กำลัง ประตูที่กั้นโลกส่วนตัวของเจ้าของห้องถูกเปิดออกได้อย่างง่ายดาย ราวกับยอมรับทุกสิ่งบนโลกนี้ให้รุกรานเข้ามาอย่างไม่ขัดขืน แซคแง้มประตูออกช้า ๆ รู้สึกว่าเป็นความผิดหากจะทำลายความเงียบสงบนี้ลงโดยฉับพลัน
เด็กหนุ่มผมบลอนด์ที่นั่งอยู่บนขอบหน้าต่างรับลมเย็นเหลียวใบหน้ามามองผู้มาเยือนอย่างเชื่องช้า
ตรงหน้าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาสะสวย แต่ดวงตาสีฟ้ากลมโตสุกใสนั่นกลับเลื่อนลอยไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตา สภาพห้องถูกจัดอย่างเรียบร้อย แทบจะไม่มีของชิ้นไหนอยู่ผิดที่ผิดทาง ราวกับว่าเจ้าของห้องไม่เคยขยับตัวไปไหน เด็กหนุ่มกลอกตามองชายแปลกหน้าเพียงครู่เดียวก็หมดความสนใจ เบนสายตากลับไปเหม่อมองนอกหน้าต่างเหมือนเดิม
ดูยังไงเด็กคนนี้ก็ไม่น่าอายุเกิน 20 แซคเกิดคำถามขึ้นในใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นถึงทำให้เด็กหนุ่มที่ดูเพียบพร้อมไปทุกสิ่งคนนี้กลายสภาพเป็นคนที่ดูไร้ความรู้สึก แต่นั่นก็อยู่เกินขอบเขตที่เขาควรจะรู้
“เอ่อ....”
แซคเริ่มบทสนทนาไม่ถูก ทั้ง ๆ ที่อยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้าเพียงลำพังแต่เด็กคนนี้กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรือแม้แต่จะตื่นตระหนก เหมือนกับว่าเขาเป็นเครื่องเรือนชิ้นใหม่ที่เอาเข้ามาวางในห้องยังไงยังงั้น
“ฉันชื่อแซค แฟร์ จะมาเป็นบอดี้--- เอ่อ.. จะมาเป็นคนดูแลนายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะ”
ลองส่งเสียงออกไปบ้างเผื่ออีกฝ่ายจะสนใจ แต่ก็ไม่ ใบหน้าสวยนั้นยังหันไปมองนอกหน้าต่าง สิ่งที่พูดออกไปไม่ต่างกับอะไรกับสายลมเบา ๆ ที่พัดผ่านไป เจอเข้าแบบนี้แซคก็รู้สึกเสียหน้าที่ถูกเมินได้เหมือนกัน
ว่าแต่... เจ้าเด็กนี่ชื่ออะไรกันนะ ถึงเวลาจะรับมือกับตัวจริงขึ้นมาหัวสมองของเขากลับลืมชื่อที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อครู่ไปซะได้
“ก็... นะ” หนุ่มผมเม่นค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้เด็กหนุ่มทีละนิด พยายามหาเรื่องอื่นคุยแก้ขัดระหว่างที่เขายังนึกชื่อเด็กหนุ่มไม่ออก จะไคลน์ก็ไม่เชิง... จะคาร์ลก็ไม่ใช่ ขืนเรียกผิดออกไปมีหวังหน้าแตกยับ เอ... หรือว่านั่นจะเป็นการดีที่จะแกล้งให้โกรธกันแน่นะ
“ถ้าต้องการอะไรก็บอกฉันได้ทุกอย่าง นายก็ถือเป็นเจ้านายของฉันเหมือนกัน”
ร่างเล็กยังนั่งนิ่งสงบ ไม่สนใจว่าผู้บุกรุกจะเข้ามาด้วยประสงค์ดีหรือร้าย อาจจะด้วยมั่นใจสุดขีดว่าตัวเองปลอดภัย แต่มันไม่เกินไปหน่อยรึ? เด็กหนุ่มที่นั่งหมิ่นเหม่อยู่บนขอบหน้าต่าง บวกกับสายตาที่แหงนมองไปข้างนอกแล้วน่ากลัวว่าเจ้าตัวอาจจะกระโดดลงไปได้ทุกเมื่อ
หรือว่าไอ้ที่เขาถูกจ้างมานี่เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กคนนี้ฆ่าตัวตาย? ไม่น่าใช่ละมั้ง... ถ้าเซฟิรอธกลัวเรื่องอย่างนั้นคงไม่ทิ้งให้เด็กคนนี้อยู่ตามลำพังซักวินาทีเดียว
แซคไม่กล้าถือวิสาสะเข้าไปแตะเนื้อต้องตัวเด็กหนุ่มที่ดูบอบบางคนนั้น ถึงจะไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน แต่หากเขาผลีผลามเกินไปอาจจะเกิดผลร้ายได้ งานนี้ไม่มีข้อมูลอะไรซักอย่างที่แน่นอน เขาเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมค่าจ้างมันถึงได้แพงนัก! เล่นให้เดาสถานการณ์เอาเองหมดแบบนี้ยิ่งกว่าเล่นซ่อนหากับผู้ก่อการร้ายเสียอีก
ข้อดีอย่างเดียวตอนนี้คืออย่างน้อยเจ้าหนูนี่ก็ไม่ไล่ตะเพิดเขาออกจากห้องล่ะนะ...
ชายหนุ่มกวาดสายตามองรอบ ๆ ห้อง พลางหยิบจับดูของโน่นนี่ไปตามเรื่อง ก็ดูท่าทางเจ้าเด็กนั่นไม่สนใจว่าเขาจะทำอะไร ก็ขอสำรวจห้องตามใจฉันหน่อยแล้วกันนะ ดีไม่ดีอาจจะเจอของที่มีชื่อแปะติดอยู่ เขาจะได้นึกชื่อออกแล้วต่อบทสนทนาได้อีกหน่อย
ถึงห้องนี้จะเรียบร้อย แต่ก็ไม่ได้ว่างเปล่า บนหัวเตียงมีหนังสือวางเรียงรายอยู่ 4-5 เล่ม ถึงจะไม่มีร่องรอยว่าเจ้าของห้องจะหยิบมาอ่านแต่ก็เป็นเค้าดีว่าอย่างน้อยก็มีกิจกรรมอย่างอื่นให้ทำ ทางด้านซ้ายเป็นประตูห้องน้ำ คงไม่ต้องกับถึงเข้าไปสำรวจตอนนี้ ถัดออกมาก็เป็นตู้เสื้อผ้า เขาคงไม่ต้องถึงกับต้องบริการแต่งเนื้อแต่งตัวให้กับลูกค้าหรอกใช่มั้ย
ข้าง ๆ หน้าต่างที่เด็กหนุ่มนั่งอยู่มีโต๊ะเขียนหนังสือขนาดปานกลาง นอกจากหนังสือเรียนจิปาถะแล้วก็เครื่องเขียนที่ถูกเก็บเรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะก็มีของอีกอย่างวางอยู่ แซคยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อสังเกตดูความแวววาวของมัน
สร้อยข้อมือ...? ไม่ใช่สิ เป็นสร้อยข้อเท้ามากกว่า ดีไซน์ก็เรียบง่าย มีแค่แผ่นโลหะสีเงินบาง ๆ อยู่เท่านั้น แต่มีอะไรบางอย่างสลักไว้ เป็นชื่อของเจ้าหนูนี่รึเปล่านะ
แซคเอื้อมมือออกไป คิดจะหยิบของนั้นมาดูใกล้ ๆ แต่กลับถูกมือเล็กฉวยไปเสียก่อน
จากสายตาที่เคยนิ่งเฉย กลับแฝงไปด้วยความขุ่นเคืองเล็ก ๆ ได้ เด็กหนุ่มกอบกุมสร้อยเส้นนั้นราวกับของล้ำค่าที่ไม่อยากให้ใครมาแตะต้องนอกจากตัวเอง
ถ้าสำคัญขนาดนั้นทำไมถึงไม่ใส่ไว้ซะเลยล่ะ? แซคนึกสงสัยเมื่อเห็นท่าทีไม่พอใจนั้น
เด็กหนุ่มยังปิดปากเงียบถึงแซคจะทำเรื่องเสียมารยาทไปแตะต้องของส่วนตัว ชายหนุ่มชักเริ่มรำคาญความเงียบที่น่าอึดอัดจึงเริ่มไม่ใส่ใจว่าเด็กคนนี้เป็นลูกค้าคนสำคัญ
“เฮ้ หัดมีมนุษย์สัมพันธ์กันบ้างสิ ให้ฉันเอาแต่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ ฝ่ายเดียวมันยังไงอยู่นะ เอาแต่เงียบแบบนี้ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นมาหรอก ถึงนายจะไม่เต็มใจ แต่ฉันถือว่านี่เป็นหน้าที่ ช่วยให้ความร่วมมือหน่อยจะเป็นพระคุณมาก”
สีหน้าขัดใจเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเบื่อหน่าย ริมฝีปากเรียวได้รูปนั้นก็ยังปิดสนิทอยู่เหมือนเดิม แซคแทบอยากจะลงไม้ลงมือให้เจ้านี่อ้าปาก แต่ต้องยั้งมือไว้ ไม่ต่างอะไรกับเวลาที่โดนประธานหน้าละอ่อนอย่างรูฟัสเหน็บแนมแล้วต้องหันไปชกอย่างอื่นรับเคราะห์แทน
“ฉันน่ะ ถูกจ้างให้มาเป็นคนดูแลนายนะ ถึงชอบหรือไม่ชอบยังไง ต่อจากนี้ฉันก็ต้องพานายไปไหนมาไหน ตามคำสั่งของผู้ปกครองของนาย เข้าใจไว้ด้วยล่ะ”
เป็นงานที่แปลกประหลาดที่สุด เซฟิรอธไม่บอกอะไรเกี่ยวกับเด็กคนนี้ ไม่บอกกระทั่งความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ชายผมเงินเพียงแต่อนุญาตให้เขาถามได้ แต่เล่นลิ้นไม่ยอมตอบ กลับบอกว่าถ้าอยากรู้ให้มาถามทางนี้แทน แต่คงจะมีหวังหรอกนะ ตั้งแต่เขามาถึงเจ้าเด็กนี่ยังไม่เปิดปากอะไรซักคำ ท่าทางดื้อไม่เข้ากับหน้าตาน่ารัก ๆ ซะเลย
“ที่ฉันยอมรับงานนี้ก็เพราะเห็นว่าเซฟิรอธเป็นเพื่อนเก่าหรอกนะ” แซคพูดเสริมอย่างเซ็ง ๆ นั่นเป็นเหตุผลรอง ที่จริงแล้วคือรูฟัสจัดการมัดมือชกเขาไปเรียบร้อยต่างหาก การที่มีประธานหนุ่มใหม่ไฟแรงเป็นเจ้านายแบบนี้นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำใจ
ดวงตาสีฟ้ากระพริบไหวเมื่อได้ยินชื่อ ‘เซฟิรอธ’ เป็นปฏิกิริยาที่ดูไม่ออกว่าหมายความว่าอะไร แต่ชื่อของชายหนุ่มผมเงินคนนั้นก็ทำให้แซคได้ยินเสียงของร่างเล็กเป็นครั้งแรก
“คุณเป็นคนที่ 5 ที่เขาจ้างมา”
น้ำเสียงเล็กฟังดูเย้ยหยันราวกับดูถูกว่าเขาก็ไม่ต่างกับคนที่ผ่านมา เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์สว่างกุมสร้อยข้อเท้าไว้แน่น จ้องดวงตาสีดำขลับของอีกฝ่าย “เลิกเถอะ ถ้าคุณยังไม่อยากตาย”
ประโยคนั้นไม่ได้ข่มขู่ เด็กหนุ่มกล่าวออกมาเหมือนมันเป็นเพียงความจริงอย่างหนึ่งเท่านั้น แซคเข้าใจคำพูดนั้นว่าเด็กคนนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายอันใหญ่หลวงขนาดมีบอดี้การ์ดตายแทนไปแล้วถึง 4 คน
“นาย... เป็นอะไรกับเซฟิรอธกันแน่”
นี่ก็ดูเป็นคำถามซ้ำซากสำหรับเด็กหนุ่มอีกเหมือนกัน เขาเพียงแต่ทำหน้าตาเฉยชาแล้วตอบง่าย ๆ “คุณไปถามเซฟิรอธเถอะ”
เซฟิรอธก็บอกให้มาถามทางนี้ ส่วนเจ้าเด็กนี้ก็บอกให้ถามเซฟิรอธ เอากับเขาสิ เขาคงจะไม่มีวันรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ซะละมั้ง
“หรือว่านายเป็นมันสมองลับของบริษัทเจโนวา เป็นเด็กอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังรึไง ถึงต้องมีใครมาเอาชีวิตนายเพื่อคานอำนาจเซฟิรอธน่ะ”
แซคเดา แต่ดูท่าทางจะเป็นนิยายเรื่องใหม่สำหรับคนฟังมากกว่า
“ผมไม่มีค่าขนาดนั้นหรอก” คำตอบนั้นแฝงแววเศร้าสร้อย ร่างเล็กเดินผ่านแซคไป เก็บสร้อยข้อเท้าที่ถือไว้ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือ เท่านั้นก็เป็นสัญญาณพอว่าคนอื่นไม่ควรจะหยิบจับ
กรุ่นกลิ่นหอม ๆ โชยผ่านจมูกเมื่อได้อยู่ในระยะประชิด คงจะเป็นอะไรอย่างอื่นไม่ได้นอกจากกลิ่นกายคนตรงหน้า เขาบรรยายไม่ถูกว่าหอมเหมือนอะไร เป็นกลิ่นหอมประหลาดที่เขาไม่รู้จัก
ถ้าให้เปรียบเทียบ... ก็คงเหมือนกลิ่นของทุ่งหญ้าเขียวขจีท่ามกลางสายลมและท้องฟ้าสีครามสดใส
แซคมัวแต่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองจนไม่ได้สังเกตว่าอีกฝ่ายเริ่มปฏิบัติกับเขาเหมือนเดิม เด็กหนุ่มตั้งท่าเดินไปริมหน้าต่างโดยไม่สนใจเขาอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มเคลื่อนไหวก่อนจะได้ตรึกตรอง เขาฉวยคว้าข้อมือเล็กไว้ จ้องมองดวงตาสีฟ้าที่ไม่แสดงความตระหนก
“ถ้านายไม่มีค่า เซฟิรอธจะเสียเวลาจ้างฉันมาดูแลนายทำไมกัน”
“...มันก็แค่เกม”
“หา?” คำพูดพึมพำเป็นปริศนานั่นยิ่งทำให้แซคงงเข้าไปใหญ่
“ถ้าคุณรักชีวิต ผมว่าคุณปฏิเสธงานนี้ดีกว่า ไม่มีใครทำอันตรายผม และผมก็ไม่ต้องการใครด้วย”
“ ‘ไม่ต้องการใคร’ งั้นเหรอ อย่าพูดจาสิ้นหวังแบบนั้นสิ ยังเด็กอยู่แท้ ๆ”
ดูท่าจะมีสาเหตุลึกซึ้งที่ยากจะทำความเข้าใจ แต่ที่แน่ ๆ เด็กนี่ไม่ได้รังเกียจหรือกลัวการถูกสัมผัสจากคนอื่น เพราะว่าถึงตอนนี้ก็ยังไม่สะบัดมือออกห่างจากเขา แล้วทำไมจะต้องผลักไสคนอื่นให้ไปไกล ๆ
“อย่างน้อยเซฟิรอธก็ต้องการนาย น่าจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ” แซคว่า และเขายังยืนยันที่จะรับงานนี้ แม้เขาจะคิดว่าเซฟิรอธควรจะจ้างจิตแพทย์มากกว่าบอดี้การ์ดอย่างเขาก็เถอะ
เจ้าของดวงตาสีฟ้ากระตุกแขนเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนั้น พร้อมฉายแววสลด “.....ก็อาจจะ.....”
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายเป็นอะไรถึงได้ทำตัวหดหู่ขนาดนี้ แล้วก็ไม่รู้ด้วยเซฟิรอธมีจุดประสงค์อะไรถึงจ้างฉันมาอยู่กับนาย แต่ฉันน่ะ ก็รู้จักหมอนั่นพอควรเหมือนกันนะ ถ้าไม่เป็นห่วงล่ะก็คงไม่พิถีพิถันสั่งการหนักหนาหรอก ฉันว่านี่ล่ะคือการแสดงความปรารถนาดีตามแบบฉบับของคนขี้เก๊กอย่างหมอนั่น”
แซคยิ้มแป้นแล้วพูดพล่ามด้วยความเคยชินตามนิสัยเดิม แถมเผลอแก้ตัวให้กับเพื่อนเก่าไปเสียอีก เด็กหนุ่มหันมาจ้องมองเขาเหมือนกับเห็นของแปลก พร้อมกับประเมินอะไรบางอย่าง
“...ทำตามใจเถอะ”
ท่าทางเด็กหนุ่มจะยอมแพ้ในที่สุด แซคเดาเอาเองว่าเด็กหนุ่มคงมีอดีตอะไรบางอย่างเป็นสาเหตุให้เก็บตัวเงียบ และเซฟิรอธอาจจะมีส่วนหรือไม่มี แต่ที่แน่ ๆ หมอนั่นคงหวงแหนเด็กคนนี้มากพอดู แต่จะให้จินตนาการถึงสาเหตุที่ว่ากับความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเจ้าของบริษัทเจโนวากับเด็กหนุ่มที่ดูธรรมดา คงเกินความสามารถ
แค่ดูแลเด็กคนนึง ไม่น่าจะวุ่นวายอะไร ตราบใดที่เขาทำตามคำสั่งของนายจ้าง ก็จะได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำ
“งั้นก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยอีกทีนะ ฉัน แซค แฟร์”
ชายหนุ่มกล่าวแนะนำตัวอีกหน เปลี่ยนจากที่กุมข้อมือเล็กไว้มาจับมือทักทายแทน ก่อนจะหัวเราะแหะ
“ว่าแต่ เจ้าหนู นายชื่ออะไรนะ”
ดวงตากลมโตเบนขึ้นมองแซคอีกหนอย่างประหลาดใจ ที่ผ่านมาคงไม่เคยเจอใครที่พล่ามโน่นพล่ามนี่เป็นน้ำท่วมทุ่งให้ฟังทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้จักชื่อคู่สนทนา โดยเฉพาะเด็กในปกครองของเซฟิรอธอย่างเขา
“คุณวาเลนไทน์กับเซฟิรอธไม่ได้ลืมบอกฉันหรอก แต่ว่าไอ้ฉันมันลืมไปแล้วสิ หวังว่านายคงไม่โกรธนะ”
เขาเอ่ยดักทาง หวังว่านิสัยเปิ่นๆ ของเขาคงไม่ทำให้เจ้าของห้องอารมณ์เสีย
เด็กหนุ่มคลายมือที่จับออก จ้องตาเขาแล้วเอ่ยเรียบง่าย
“คลาวด์ สไตรฟ์”
To be continued...
เขียนไว้นานแล้ว แต่รู้ตัวว่าดองแน่ ๆ เลยไม่เอามาลง แต่เพราะว่าแทคคาแรคเตอร์ทำให้กรี๊ดขึ้นมาเลยอยากลง
สังเกตความยาวที่ต่างกันกับฟิคปุริ เป็นที่แน่นอนว่าจะดอง ไม่ลงถี่แบบปุริแน่จ้ะ กร๊าก
แพริ่งไม่ได้แกล้งนะ... ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเซคลาวด์หรือแซคคลาวด์ดีจริง ๆ นะ อรั๊ยยยย แต่ดูเหมือนเซฟิรอธจะได้คะแนนนำ คริคริคริ แหม.. ก็เรื่องที่แล้วมันแซคคลาวด์ไปแล้วนี่หน่า
AU เขียนยาก.. ไม่ค่อยต่างอะไรกะเขียนออริ... เพราะงั้นเค้าจะดองงง ดองงงง ดองงงงง


เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป จะเป็นยังไงต่อปาย~~
3P เลยสิคะ 3P ไปโลดค่ะเพ่ หนูรับด้าย~ (ไม่ คืออันที่จริงแล้วหนูชอบ อิอิ)
#1 By K9 on 2008-05-25 09:24