[Tenipuri Fanfiction] Ache (10) - End
posted on 23 Apr 2008 00:27 by keechan in Fiction
Ache (10)
2 สัปดาห์ที่เทสึกะพักรักษาตัวผ่านมาแล้วอาการของร่างสูงก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ระหว่างนั้นฟูจิก็มาเยี่ยมทุกวันไม่เคยขาด เวลาที่มีแขกมาเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ จากเซชุนหรือว่าที่อื่น ทุกคนก็จะพบเด็กหนุ่มหน้าหวานอยู่ด้วยทุกครั้ง
สิ่งหนึ่งที่ฟูจิสังเกตเห็น จะว่าผิดปกติก็ไม่เชิง แต่เขารู้สึกอึดอัดกับสิ่งนี้ไม่น้อย บางทีเขาอาจจะคิดไปเอง แต่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าคนรักของตนจะเงียบขรึมมากกว่าเดิม เวลาที่มีเขานั่งคุยอยู่ด้วยจะเอาแต่ยิ้มบาง ๆ รับคำเท่านั้น ควรจะเป็นสัญญาณที่ดีที่เขาเห็นเทสึกะยิ้ม แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ฟูจิรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นช่างดูเศร้าสร้อยเสียเหลือเกิน
บ่อยครั้งที่ดวงตาสีน้ำตาลดูเหม่อลอย ฟูจิเองก็ไม่แน่ใจว่าอาการนั้นเกี่ยวกับบาดแผลทางร่างกายหรือไม่ ที่เขาทำได้ตอนนี้... ก็คืออยู่เคียงข้างเทสึกะเท่านั้น
หลังจากเลิกเรียนทุกวันฟูจิจะตรงมาที่โรงพยาบาลเพื่อมาดูอาการของเทสึกะ รวมถึงเป็นเพื่อนคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ในตอนแรกผู้ปกครองทั้งสองก็เกรงอกเกรงใจ แต่เมื่อเห็นความตั้งใจจริงของฟูจิและความเต็มใจของเทสึกะแล้วจึงปล่อยให้เขาทั้งสองคนได้ทำตามใจ จนช่วงหลัง ๆ ถึงกับฝากฝังลูกชายของตนไว้กับฟูจิเลยทีเดียว
ร่างโปร่งชะงักเท้าก่อนจะเปิดประตูเข้าไป ข้างในห้องนั้นมีคนอื่นอยู่ มีใครกันที่มาเยี่ยมเทสึกะก่อนหน้าเขากันนะ หรือจะเป็นหมอหรือพยาบาลที่เข้ามาดูแล? เสียงคุยที่ลอดผ่านประตูเพียงพึมพำไม่อาจทำให้รู้ได้ว่าผู้มาเยือนคือใคร ฟูจิค่อย ๆ แง้มประตูเปิดออก เกรงว่าตนจะไปขัดจังหวะการสนทนาที่สำคัญเข้า
แผ่นหลังของชายร่างใหญ่ทำให้เดาได้ทันทีว่าแขกที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากผู้ชายที่คิดว่าตัวเองเลอเลิศที่สุดในโลกอย่างอดีตกัปตันแห่งเฮียวเทเป็นแน่ (ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วหมอนั่นก็แค่คนหลงตัวเองแบบกู่ไม่กลับ) ฟูจิก้าวเท้าเข้าไปแล้วเอ่ยทักทันที
“เทสึกะ ผมมาแล้ว”
อัจฉริยะแห่งเซชุนจงใจเอ่ยทักเฉพาะคนบนเตียงเพื่อต้องการจะสื่อว่าตนไม่ได้สนใจอีกคนเลยแม้แต่น้อย อาโตเบะ เคย์โกะดูเหมือนจะคุยอะไรบางอย่างค้างอยู่ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ฟูจิจะต้องไปสนใจ กัปตันแห่งเฮียวเทหันมามองด้วยสายตาที่คิดว่าคนอื่นต่ำกว่าตนเหมือนอย่างเคย แล้วยังไม่ยอมปริปากเอ่ยทักก่อนด้วยนิสัยที่หยิ่งยะโส
ฟูจิมองข้ามอีกฝ่ายแล้วหันไปยิ้มให้เทสึกะ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากเสวนาเขาก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเหมือนกัน “อาโตเบะมีธุระอะไรเหรอ”
“ฉันก็มาเยี่ยมน่ะสิ น้า คาบาจิ” น้ำเสียงเย่อหยิ่งตอบแทรกเพราะคำถามนั้นพาดพิงถึงตนเอง เขายังมีมารยาทพอที่จะไม่พูดจาหาเรื่องต่อหน้าคนป่วย
“งั้นเหรอ” ฟูจิยิ้มตอบ สำหรับคนที่แปลออกก็คงจะแปลได้ว่า ‘อย่ารบกวนเทสึกะ’
“เลิกเล่นเทนนิสแล้วท่าทางจะว่างมากเลยสินะ” อาโตเบะเย้ย
ฟูจิไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินเรื่องนั้นมาจากไหน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาคิดจะปิดบัง ร่างโปร่งปรายยิ้มแล้วตอบกลับทันที “ได้ใช้เวลาว่างมาอยู่กับคนที่รัก สำหรับผมน่ะคุ้มค่าที่สุด”
เทสึกะเอื้อมมือซ้ายมากุมมือเรียวไว้ ราวกับต้องการจะยึดคำพูดนั้นเอาไว้ให้มั่นไม่ให้หลุดลอยไปไหน ฟูจิเหลียวมามองแว่บหนึ่งแล้วหันไปพูดกับอาโตเบะต่อ
“แต่ก็ไม่ว่างถึงขนาดจะมีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับเธอหรอกนะ”
ผู้มาเยือนจากเฮียวเทกลับไม่ต่อปากต่อคำอีก เขาหันหลังไปแล้วออกคำสั่งโดยไม่หันมามอง “ไปข้างนอกกันหน่อยสิ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนาย”
อัจฉริยะแห่งเซชุนคงจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย หากไม่มีเสียงแฝงความกังวลของเทสึกะดังขึ้นมาก่อน
“อาโตเบะ...”
เด็กหนุ่มเห็นเทสึกะลอบส่ายหน้า มีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล อะไรบางอย่างที่เทสึกะไม่อยากให้เขารู้ เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินเข้มเองก็ส่งสายตาคาดโทษมาให้คนป่วยบนเตียงเหมือนกับจะบอกว่า ‘อย่ายุ่ง’
ฟูจิส่งสายตางุนงงให้เพื่อขอคำอธิบาย แต่เทสึกะกลับหลบตา เขาจึงเลือกที่จะฟังอาโตเบะ ในใจคาดหวังว่าคงไม่ใช่เรื่องอะไรร้ายแรง ในตอนนี้ถึงเทสึกะจะทำอะไรขัดใจเขาไปบ้างฟูจิก็ไม่มีทางจะโกรธได้ลงคอ
“งั้นเดี๋ยวผมมานะ”
เด็กหนุ่มหน้าหวานพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินตามอีกคนที่วางอำนาจราวกับตัวเองเป็นเจ้าของโรงพยาบาลยังไงยังงั้น อาโตเบะไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกจนกระทั่งประตูปิดลงสนิท
“ดูแลกันประสาอะไร เทสึกะถึงได้ห่อเหี่ยวขนาดนั้น หา?”
เป็นประโยคแรกที่ฟังดูหาเรื่องเป็นที่สุด ฟูจิไม่ชอบที่อาโตเบะทำท่าเหมือนรู้เรื่องของเทสึกะดีมากกว่าเขา จริงอยู่ว่าเทสึกะเศร้าหมองกว่าที่เคยเป็น แต่นั่นเป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดีเท่านั้นแหละ
“คนอย่างเธอจะรู้อะไร” ฟูจิเอ่ยเรียบ ๆ ความทรมานของเทสึกะเขาเข้าใจดี ไม่ต้องให้ใครมาบอกเขาก็รู้ว่าเทสึกะเจ็บปวดแค่ไหน
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าเธอต้องการอะไรจากผม หรือว่าจากเทสึกะ แต่ขอให้เลิกพูดเรื่องเทนนิสใส่เขาได้แล้ว มันยิ่งแต่จะทำให้เขาเจ็บปวดมากขึ้นเปล่า ๆ”
“นายแน่ใจเหรอว่าเทสึกะต้องการอย่างนั้น นั่นรึเปล่าคือเหตุผลโง่ ๆ ที่ทำให้นายลาออกจากชมรม”
ฟูจิชักสีหน้า “เธอกำลังดูถูกผม”
ผมที่ยอมทิ้งทุกอย่างได้เพื่อเทสึกะ คนที่ไม่เคยรู้จักความสูญเสียอย่างเธอจะเข้าใจอะไร
อาโตเบะไม่สนใจกับปฏิกิริยานั้น เขายังคงพูดต่อไป “เคยถามเทสึกะบ้างรึเปล่าว่าเขาต้องการอะไร หรือนายเคยแต่คิดเอาเองด้วยหัวสมองสุดแสนจะอัจฉริยะ อ๋า?”
“ชักจะมากไปแล้วนะ” เขาไม่ได้โง่เกินที่จะไม่รู้ว่านั่นคือคำพูดประชดประชัน คนตรงหน้านี่คิดว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนกันถึงได้มายืนด่าเขาปาว ๆ แบบนี้
“อยากรู้มั้ยว่าเมื่อกี้หมอนั่นพูดอะไรให้ฉันฟัง” อาโตเบะจงใจเว้นช่วงเพื่อให้อีกฝ่ายชะงักด้วยความสนใจ แต่ฟูจิยังมั่นใจพอที่จะไม่ตอบว่า ‘อยาก’ หรือถึงกับต้องก้มหัวขอร้องให้อาโตเบะพูดให้ฟัง ถึงจริง ๆ อยากจะรู้ไม่น้อย
คุณชายแห่งเฮียวเทยังอมพะนำ เขาเองก็ไม่ชอบที่ฟูจิวางตัวเท่าเทียมกับเขา
“ไม่อยากก็ตามใจ ไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่ต้องมาสนใจความสัมพันธ์ของพวกนาย”
“รู้ตัวก็ดีแล้วนี่” ฟูจิพูดทับถม จนอาโตเบะต้องเหลียวหันมามองด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะ
“ดูเหมือนว่านายจะไม่รู้ตัวเอาซะเลยนะว่าทำร้ายเทสึกะลงไปมากขนาดไหน” เขาเยาะ
ฟูจิชักจะอดรนทนอยู่ไม่ได้ ท่าทีของเทสึกะบวกกับคำพูดที่ดูเหมือนจะรู้ดีของอาโตเบะรบกวนจิตใจเขามากเกินไป “หมายความว่ายังไง”
อาโตเบะดูเหมือนจะพอใจที่เรียกร้องความสนใจได้สำเร็จ เขาเชิดหน้า แล้วส่งสายตาเหยียด ๆ มาให้ “สนใจขึ้นมาบ้างแล้วรึไง อ๋า? คิดว่าเทสึกะเปลี่ยนไปเพราะอะไร เป็นเหตุผลที่โง่เง่าจริง ๆ แต่ก็คงแค่นั้นที่คนทื่อ ๆ อย่างหมอนั่นจะคิดได้ ทั้ง ๆ ที่เสียใจจนอยากจะร้องไห้ แต่ก็ทนยิ้มไว้น่ะ เพราะใครกัน”
ฟูจิแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง คิ้วเรียวได้รูปขมวดมุ่นเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น
“เทสึกะไม่เคยโกหกผม”
“ไม่โกหก แต่ปิดบังน่ะสิ” คู่สนทนาเถียง พลางเหลือบสายตาไปมองหลังประตู “อย่างนี้น่ะเหรอที่เรียกว่าเป็นคนรักกัน น่าจะเรียกว่าหลงจนโงหัวไม่ขึ้นมากกว่าถึงได้ยอมทำทุกอย่างแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนใจกระทั่งความรู้สึกของตัวเองด้วยซ้ำ”
ฟูจิถึงกับสะอึก เขานึกถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วยิ่งรู้สึกหนักใจ เทสึกะไม่เคยพูดว่าตัวเองต้องการอะไรหรือรู้สึกยังไง และเขาเองก็คิดอยู่ตลอดว่าเข้าใจอีกฝ่ายเพียงพอแล้ว
ช่องว่างที่ไม่เคยสังเกตเห็น... จึงได้ขยายใหญ่จนอาจจะถมทับไม่มิด
อาโตเบะยิ่งได้ใจที่ฟูจิชะงัก แต่เขาไม่ได้ใจดีถึงขนาดจะบอกทุกอย่างให้เสียหมด “หมอนั่นเคยพูดเหรอ ว่าเกลียดเทนนิส ไม่อยากยุ่งกับเทนนิสแล้ว ไปคิดดูให้ดี ๆ ก็แล้วกัน”
ร่างสูงหันหลังกลับไปอีกครั้ง ทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคที่ฟูจิไม่คิดอยากจะยอมรับ
“เทสึกะน่ะ ขาดเทนนิสไม่ได้หรอก”
#-#-#-#
ความรู้สึกวุ่นวายใจยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าทุกที ฟูจิหายไปกับอาโตเบะนานเกินกว่าที่ควรจะเป็น และเทสึกะเดาไม่ได้ว่าอาโตเบะจะพูดอะไรให้อีกฝ่ายฟังบ้าง
...ช่างเป็นผู้ชายที่มองเขาได้ทะลุปรุโปร่ง สมแล้วที่เป็นคนที่เคยเอาชนะเขาได้
เขาคงไม่หลุดปากพูดออกไปถ้าหากอาโตเบะไม่ถาม อดีตกัปตันแห่งเฮียวเทเป็นอีกคนนอกจากซานาดะที่มองเขาด้วยสายตาเห็นใจระคนเสียดาย
‘ฉันมีฟูจิ’
เขาตอบอย่างนั้นไปเมื่อถูกถามเข้ามาก ๆ ว่าไม่เป็นไรแน่นะ แต่ดูเหมือนอาโตเบะพิจารณาสภาพหดหู่ของเขาแล้ว นั่นคงไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจ ซักไปซักมาก็วกเข้าเรื่องเทนนิสอีกจนได้
เทสึกะนึกถึงวันที่ใช้แขนขวาเล่นเทนนิสกับฟูจิเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงตระหนักได้ถึงความไม่เอาไหนของตัวเอง ที่ผ่านมาฟูจิพูดถูก... เขาไม่ควรจะท้อแท้เพียงเพราะใช้แขนซ้ายไม่ได้ ถ้าหากว่ายังมีแขนขวาอยู่ล่ะก็ เขาก็ยังมีสิทธิ์ที่จะไปยืนผงาดบนคอร์ทได้อีก
แต่มาถึงตอนนี้... มันสายไปแล้ว... ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
สิ่งเดียวที่จะยึดไว้ได้... ก็มีเพียงฟูจิคนเดียวเท่านั้น
เทสึกะไม่เคยอยากให้ฟูจิออกจากชมรม ยังคิดถึงภาพอันสวยงามเจิดจรัสยามที่ฟูจิถือแรกเก็ตอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เขาพูดเช่นนั้น ฟูจิจะโกรธและไม่พอใจเสมอ เขาไม่กล้าอีกต่อไปแล้ว... ไม่กล้าจะคัดค้านอีกฝ่ายว่าเขายังมองเทนนิสและฟูจิไปพร้อมกัน
เพื่อให้มีฟูจิอยู่เคียงข้าง... ถ้าหากเพื่อคว้าความสุขอันนี้เอาไว้ในมือได้ เทนนิสที่เขาชอบ เทนนิสที่เขารัก... เขาจะยอม... ทิ้งมัน เพื่อความสบายใจของฟูจิ
...แล้วทำไม... นายถึงไม่มาอยู่เคียงข้างฉันเสียที
ฟูจิ...
มือซ้ายของเทสึกะกำผ้าปูเตียงแน่น ในเมื่อยังไม่สามารถขยับตัวขึ้นลุกเดินได้ การระบายความอัดอั้นตันใจของตนจึงทำได้เพียงเท่านี้
ทำไม... ถึงยังรู้สึกเจ็บในอก
นายบอกว่านายเป็นคนที่แย่เพราะเอาแต่เรียกร้องความสนใจ แต่ฉันเอง... ก็ไม่รู้จักพอ ถึงจะมีนายอยู่เคียงข้างแล้ว ฉันก็ยังอยากเห็นเทนนิสของนายด้วยเหมือนกัน
แย่มาก... จริง ๆ
น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาอีก แต่เทสึกะรีบปาดมันออกทันที เขาสูดลมหายใจลึก ฝืนไม่ยอมให้น้ำตาไหลและกลืนความเศร้าลงคอไปเสียหมด
เพราะว่าฟูจิอาจจะกลับเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเห็นเขาในสภาพนี้คงจะต้องเป็นกังวลแน่
เสียงประตูถูกเปิดเข้ามาอีกหน เทสึกะปาดคราบน้ำตาที่อาจจะเหลืออยู่ทิ้งไป เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนค่อย ๆ เดินเข้ามา แต่ใบหน้าไม่ได้ยิ้มแย้มอย่างเคย ชายหนุ่มรีบยิ้มกลบเกลื่อนไม่ให้อีกฝ่ายล่วงรู้ถึงความทุกข์ทรมานในใจตน
“...มีอะไรเหรอ”
ดวงตาสีน้ำทะเลลึกล้ำกำลังจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก... ฟูจินั่งลงข้าง ๆ เตียง กุมมือตัวเองไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม
“เทสึกะ... ตอบผมมาตามตรงนะ”
ฟูจิอยากจะถาม... แต่ก็กลัวจะทำร้ายจิตใจของเทสึกะ เขาจะถามไปเพื่ออะไรในเมื่อ... ร่างกายของเทสึกะ ไม่สามารถเล่นเทนนิสได้อย่างที่เจ้าตัว ‘อาจจะ’ อยาก
“...ยัง... อยาก...”
เด็กหนุ่มพูดไม่ออก เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดในโลก ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยสังเกตว่าเทสึกะต้องการอะไร แต่เพราะเขาจงใจมองข้ามมันไปต่างหาก เขาทนไม่ได้ที่จะให้เทสึกะเห็นอะไรอย่างอื่นสำคัญนอกจากตัวเอง ช่างเป็นความคิดแบบเด็ก ๆ ที่ร้ายกาจเหลือเกิน
“มีนายอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ ฉันไม่อยากได้อะไร... นอกเหนือจากนี้อีกแล้วล่ะ”
เทสึกะเป็นฝ่ายพูดขัดขึ้นก่อนราวกับรู้ว่าฟูจิตั้งใจจะถามอะไร
“เพราะฉะนั้น.. เลิกทำหน้าเศร้าแบบนี้ได้แล้วนะ” อดีตกัปตันแห่งเซชุนว่าแล้วฝืนยิ้มให้ ใบหน้านั้นปิดแววความหมองหม่นได้ไม่มิดเอาเสียเลย
ถ้าเพื่อความสบายใจของฟูจิแล้ว... เขายอมได้ทุกอย่าง แม้ว่าหัวใจของตัวเองจะต้องเจ็บขนาดไหน เทสึกะแค่ต้องการให้ฟูจิยิ้มได้อย่างใจจริงเท่านั้น
เพราะว่าฟูจิเป็นสิ่งล้ำค่าเพียงสิ่งเดียวที่เขายังเหลืออยู่
ร่างโปร่งผุดลุกขึ้นแล้วโอบกอดเทสึกะไว้ อีกฝ่ายคงออมแรงด้วยเกรงว่าจะกระเทือนบาดแผล เทสึกะเพียงแต่ขยับแขนซ้ายขึ้นโอบไหล่บางตอบเท่านั้น
“...พอเถอะนะ เทสึกะ” เสียงใสสั่นเครือเอ่ยเบา ๆ “ผมขอโทษ... อย่าทนเจ็บปวดอย่างนี้เพื่อผมอีกเลย”
ผมอยากเป็นคนรักของเทสึกะ... เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในใจเธอให้เบาบางลง ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำให้มันยิ่งเจ็บลึก...
“ถ้าเทสึกะอยากจะร้องไห้ ก็ร้องออกมาเถอะ ผมจะไม่ขอให้เธอทำอะไรที่ฝืนใจตัวเองเพื่อผมอีกแล้ว ที่ผ่านมา... มันก็มากเกินไปเยอะแล้วด้วยซ้ำ”
“...ฟูจิ........”
ความอ่อนแอของเขากำลังทำให้ฟูจิเศร้าเสียใจ เทสึกะเจ็บแปลบกับความจริงอันนี้มากนัก สุดท้ายแล้ว เขาก็ไม่สามารถทำอะไรเพื่อฟูจิได้เลย
ถ้าหากไม่เข้มแข็งเข้าไว้... ฟูจิจะเป็นห่วง คิดอย่างนั้นแล้วเทสึกะก็ขยับปากพูด
“ฉันไม่ได้ฝืนใจนะ... ไม่เลย---”
“เธอพูดได้เต็มปากเหรอว่าไม่สนใจเทนนิสแล้ว! พูดได้เหรอว่าไม่เสียใจที่จับแรกเก็ตไม่ได้น่ะ!” เด็กหนุ่มเหลืออดในความดื้อดึงไม่เข้าท่าของอีกฝ่าย เทสึกะมักจะปิดบังความอ่อนแอของตัวเองไว้เสมอโดยเฉพาะเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอ่อนแสงลง ฟูจิพูดเรื่องที่สะเทือนใจได้ตรงจุดจนความเศร้าที่ซุกซ่อนอยู่กำลังเปิดเผยออกมา เทสึกะไม่อยากได้ยินคำว่าเทนนิสอีกแล้ว... เพราะว่านั่นกลายเป็นสิ่งที่ฟูจิไม่ต้องการ และเขาไม่สามารถดึงกลับเข้ามาในชีวิตได้อีก
“ถึงจะสนใจมากขนาดไหน... เสียใจมากเท่าไหร่... ฉันก็... ยุ่งเกี่ยวกับมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว นายเองก็ไม่ชอบ... ไม่ใช่รึไง”
รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างบีบคั้นอยู่ข้างในอกทุกวินาทีที่ลมหายใจเข้าออกเพื่อเอ่ยคำพูดเหล่านั้น แขนที่ถูกพันเฝือกไว้อย่างดีกลับเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“ใช่... ผมไม่เคยชอบหรอก อะไรที่เทสึกะรักเสียมากมาย เทนนิสน่ะ เป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งเลย รู้มั้ย” ฟูจิถอนใจ เผยรอยยิ้มแปลกประหลาดแล้วหัวเราะเบา ๆ “สิ่งที่เทสึกะรักนอกจากผม ไม่ว่าอะไร ผมก็เกลียดทั้งนั้น”
เด็กหนุ่มถอยออกห่างให้อีกฝ่ายเห็นใบหน้าตนชัด ๆ เขายกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากได้รูปเป็นเชิงห้ามไม่ให้พูดอะไรแล้วจึงถาม “อยากฟังรึเปล่า ว่าที่จริงแล้วผมคิดยังไงกับเทสึกะ แล้วก็กับเทนนิสของเธอ”
เจ้าของใบหน้าเคร่งขรึมดูจะไม่ตกใจมากนักกับความจริงของฟูจิ เขาเองก็แปลกใจที่เมื่อได้รู้แล้วกลับรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจนั้นคือคำว่า ‘อย่างนี้นี่เอง’ เท่านั้น
“ถ้าหากว่านายบอกแล้วจะทำให้สบายใจขึ้นก็บอกมาเถอะ ถึงยังไง... ฉันก็คงจะรักนายโดยไม่มีเงื่อนไขอะไรอยู่แล้ว”
เป็นคำพูดที่เรียบเฉยแต่หนักแน่น เทสึกะในขณะนี้สูญเสียไปแล้วทุกอย่าง ที่ยึดเหนี่ยวเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือคนตรงหน้า เทสึกะไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกจากรัก... และรักไปเรื่อย ๆ
ฟูจิยิ้มบาง ๆ คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่แฝงความอ่อนโยน “ผมบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าตามใจผมให้มันมากนัก มันอันตราย...มาก”
ทั้งกับผมและกับเธอ... ถ้าเทสึกะยังทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เธอจะฆ่าพวกเราทั้งคู่... เธอเองก็จะจมจ่อมอยู่ในความระทม ส่วนผมก็จะปวดใจจนอาจจะเป็นบ้าถ้าเห็นเธออยู่ในสภาพนี้นานเข้า
“ถึงผมจะเกลียดอะไรก็ตามที่เธอรักก็เถอะนะ... แต่ถ้าของพวกนั้น ทำให้เทสึกะมีความสุขขึ้นมาได้... นิดหน่อย” ดวงตาสีน้ำทะเลจ้องมองอีกฝ่ายอย่างมีเลศนัย ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยมาทั้งหมดไม่ได้เกินความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย ฟูจิคิดอย่างที่พูด
และจะทำอย่างที่พูดจริง ๆ
“ผมก็พอจะทำใจให้ชอบสิ่งเดียวกับเทสึกะได้บ้างเหมือนกัน”
เทสึกะเบิกตากว้าง รู้สึกใจเต้นกับประโยคนั้น ฟูจิยิ้มกว้างแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
“ชอบเทนนิสใช่มั้ย เทสึกะ? อยากเห็นผมยืนอยู่บนคอร์ทอีกครั้งรึเปล่า”
#-#-#-#
แสงแดดยามบ่ายทอดลงมาท่ามกลางท้องฟ้าสีครามสดใส อากาศปลอดโปร่งเช่นนี้เหมาะที่สุดที่จะเล่นกีฬากลางแจ้ง เหล่าสมาชิกชมรมเทนนิสมัธยมปลายของเซชุนเต็มไปด้วยความกระปรี้กระเปร่าแม้จะเป็นแค่การซ้อมมือในชมรมเท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะข้อตกลงที่ว่าใครที่พลาดท่ามากกว่าจะต้องดื่มน้ำผักสูตรพิสดารที่ชื่อยาวเหยียดจนจำไม่ได้ (และไม่มีใครคิดอยากจะจำ)
เสียงลูกเทนนิสกระทบไม้แรกเก็ตและพื้นคอร์ทเป็นเสียงคุ้นเคยที่เทสึกะได้ยินเป็นจังหวะ ร่างสูงยืนประเมินฟอร์มการเล่นของสมาชิกในทีม ในมือพลางจดบันทึกท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ตนคิดว่าจำเป็นในการให้คำแนะนำ เขาตั้งสมาธิกับการวิเคราะห์ได้อย่างเต็มที่เพราะไม่ต้องห่วงว่าตัวเองจะต้องตกเป็นเหยื่อน้ำผักรสชาติประหลาดนั่น
“ลำเอียงไปรึเปล่า เทสึกะ นายควรจะคิดโปรแกรมการซ้อมให้ทุกคนเหมือนกันนะ ไม่ใช่มีกรณีพิเศษโดยเฉพาะ”
เสียงทุ้มเอ่ยทักจากด้านหลัง ชายหนุ่มในกรอบแว่นเหลี่ยมยังถือน้ำผักที่ตนแสนจะภาคภูมิใจอยู่ในมือ ทำเอาเทสึกะเสียวสันหลังวาบว่าตนคงจะไม่โดนบังคับให้ดื่มหรอกนะ
“ฉันสัญญาไว้แล้ว”
“ส่วนตัวถึงขนาดนี้ ใคร ๆ ก็อิจฉาอัจฉริยะของชมรมเรากันจะแย่แล้ว” อินุอิว่า ไม่รู้ว่านั่นคือคำประชดหรือเปล่า เพราะตั้งแต่เขาได้เข้ามาช่วยในส่วนของผู้จัดการฝึกซ้อม ก็มีแต่เสียงบ่นว่าทั้งหนักทั้งหิน คงไม่มีใครอยากจะได้โปรแกรมฝึกซ้อมเป็นพิเศษอย่างที่เขากำลังทำให้ฟูจิอยู่หรอก
เทสึกะปล่อยให้บทสนทนาจบลงแค่นั้น จนกระทั่งผู้โชคร้ายที่พ่ายต่อผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะต้องตกเป็นเหยื่อน้ำผักมหากาฬ
เจ้าของใบหน้าหวานถือแรกเก็ตวิ่งมาหาเทสึกะ ทั้งหยาดเหงื่อและรอยยิ้มบนใบหน้านั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เทสึกะมีความสุขที่สุด
ผ้าขนหนูถูกยื่นมาให้ แต่อีกฝ่ายไม่รับ เขาเดินเข้าไปใกล้ให้ร่างสูงซับเหงื่อให้แทน
“เป็นไง”
“เกือบไร้ที่ติ”
“ ‘เกือบ’ งั้นก็แปลว่าไม่ได้ไร้ที่ติน่ะสิ”
เทสึกะหัวเราะแล้วจึงตอบ “ถ้าสมบูรณ์แบบแล้วจะมีอะไรให้ฉันดูล่ะ”
ฟูจิดีใจทุกครั้งที่ได้ยินเทสึกะยิ้มและหัวเราะ คนรักของเขาดูสดใสมากกว่าที่เคยเป็นทันทีที่เขากลับเข้าชมรมอีกครั้ง และเสนอความคิดที่ว่าให้เทสึกะได้อยู่ใกล้ชิดเขา ได้มองเห็นเทนนิสอีกครั้งหนึ่ง
จนแล้วจนรอด ในเย็นวันนั้น เขาก็ได้พูดทุกสิ่งทุกอย่างออกไป และเทสึกะเองก็ยอมรับได้ทุกถ้อยคำ เสียงทุ้มที่แสนอ่อนโยนนั่นรับฟังและตอบรับอย่างจริงใจ ปราศจากซึ่งความหวาดหวั่น
‘ฉันดีใจที่เราพบกัน ดีใจที่ได้รักนายมากถึงขนาดนี้... รักจนไม่อาจขาดนายไปได้ ถึงจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป แต่ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แน่... เพื่อนายเพียงคนเดียว’
นั่นคือคำตอบที่เทสึกะให้กับเขา สำหรับฟูจิแล้วเทสึกะที่ฝืนยิ้มให้เขาในยามที่ไม่เหลืออะไรก็ไม่เลวนัก แต่เขาเป็นห่วงว่าสุขภาพของอีกฝ่ายจะย่ำแย่เสียมากกว่า จึงได้ยอมให้คนรักของตนมี ‘สักอย่าง’ นอกเหนือจากเขาเองได้บ้าง ช่างเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเองอย่างแปลกประหลาด
“วันนี้จะไปไหนกันดีล่ะ บ้านผมอีกมั้ย”
“ถ้าไม่รบกวนคนที่บ้านนายล่ะก็นะ”
มาจนถึงตอนนี้ เทสึกะก็ยังตามใจคนรักของตนไม่เคยเปลี่ยน ทั้ง ๆ ที่ถูกเตือนหลายต่อหลายครั้งว่าเป็นเรื่องอันตราย แต่เขาก็ยังเลือกที่จะให้ฟูจิสบายใจที่สุด
และความสัมพันธ์ระหว่าพวกเขาก็คงจะไม่เปลี่ยนแปลง ต่างก็ยอมแลกความสุขของฝ่ายตรงข้ามกับความเจ็บปวดลึก ๆ ในใจตน
ความจริงแล้ว ผมดีใจที่เทสึกะรักเทนนิสเหลือเกิน เพราะนั่นทำให้เราได้พบกัน
ความจริงแล้ว ผมดีใจที่เทสึกะรักผมบนคอร์ท เพราะนั่นทำให้เธอละสายตาไปจากผมไม่ได้
ความจริงแล้ว ผมดีใจที่สุดที่แขนของเทสึกะทั้งสองข้างบาดเจ็บจนหมดหวังที่จะเล่นเทนนิสได้อีก เพราะนั่นทำให้เธอขาดผมไม่ได้
และเธอจะรักผมตลอดไป
The End
ขอบคุณทุกคนที่(ทน)อ่านกันเน้อ
รวมเล่มอีกดีป่ะ มีคนสมัครใจวาดรูปประกอบให้แล้ว (ฮา)
ชอบเนื้อหาเรื่องนี้ ใส่อะไรไปเยอะ แต่ไม่รู้อ่านเข้าใจกันรึเปล่า เพราะรู้สึกตัวเองยังเขียนได้ไม่ดีเท่าไหร่
เจอกันเรื่องหน้า (มีอีก?)
เพลงไม่ค่อยเข้าหรอก แต่ชอบ เพราะีดี กะลังดูเรื่องนี้แบบดีเลย์ ฮ่าๆๆๆ
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
โหวตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตต
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
กรูอยากเป็นเทะะะะะะะะะะะะะะะะะะ อย่างฟูนี่ว้อนนนนนนนนนนนนนนนน รักอันตรายยยยยยยยยยย อั๊งงงงงงงงงงงงงงง อั๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง อั๊งงงงงงงงงงงงงงงงง
#1 By †★☆*HANA~hanachiko*☆★† on 2008-04-23 00:57