[Tenipuri Fanfiction] Ache (6)
posted on 18 Mar 2008 22:37 by keechan in FictionAche (6)
เทสึกะหยุดเรียนในวันต่อมา...
เพราะว่าอาการเจ็บที่แขนนั่นเป็นข้ออ้างอย่างหนึ่ง แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากเจอหน้าฟูจิมากกว่า... ไม่อยากเจอใครทั้งนั้น
เมื่อวานฟูจิดูเหมือนจะผิดหวังอย่างรุนแรง... หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขาอีกเลย ก็ควรอยู่หรอก ความหวังของฟูจิที่จะได้เล่นเทนนิสกับผู้ชายที่เก่งกาจพังทลายลงไปต่อหน้า
เทสึกะได้แต่นอนซมอยู่บนเตียง ชีวิตที่ไม่มีเทนนิส... ไม่มีฟูจิ... เขาตั้งต้นไม่ถูก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะเปราะบางถึงเพียงนี้ เขาซบหน้าลงกับหมอนก่อนจะพ้นลมหายใจยาว
จะเอาแต่ห่อเหี่ยวแบบนี้ไม่ได้... ถึงจะคิดปลุกใจอย่างนั้น แต่ร่างกายกลับหนักอึ้ง เทสึกะกลาวสายตามองไปรอบห้อง แล้วถึงสะดุดกับกระเป๋าแรกเก็ตที่วางทิ้งอยู่มุมหนึ่ง
...เขายังหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะจับแรกเก็ตได้อีกถึงได้ไม่ยอมเก็บอุปกรณ์พวกนั้นไปให้พ้น ของพวกนั้นไม่จำเป็นอีกแล้ว
เด็กหนุ่มก้าวลงจากเตียงตรงมาที่กระเป๋านั้น แตะมันนิ่ง ๆ คล้ายเป็นการบอกลาอยู่สักพักแล้วจึงดึงไปเก็บในตู้ ของที่ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว ก็ไม่ควรจะเอามาวางตั้งไว้ให้รกห้อง
เทสึกะชะโงกออกมามองที่สวนหลังบ้านตนเอง บ่ายเต็มทีแล้ว เมื่อมองจากด้านบนก็เห็นแสงแดดสะท้อนกับบ่อน้ำในสวนจนแสบตา ถ้าเขาไม่ออกจากห้องเสียบ้างอาจจะทำให้ทั้งแม่และปู่เป็นห่วง อย่างน้อยถ้าลงไปที่สวนซึมซับบรรยากาศของธรรมชาติน่าจะดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในห้อง
ทุกคนในครอบครัวรู้เรื่องแขนของเขาดี และต่างเห็นพ้องกันว่าสุขภาพร่างกายต้องมาก่อนอย่างอื่น กระนั้นก็ยังเสียใจไปกับเขาที่ต้องตัดขาดจากเทนนิส แม้เทสึกะจะจริงจังกับทุกเรื่อง แต่น้อยเรื่องนักที่เขาจะชื่นชอบจนถอนตัวไม่ขึ้น
เทสึกะลงมานั่งเล่นหน้าสวน พร้อมน้ำชากับของว่างที่แม่ของเขาเตียมให้อย่างรู้ใจถึงเขาจะหยิบกินไปได้ไม่กี่ชิ้น สายตาเลื่อนลอยเหม่อมองปลาคาร์ฟที่ว่ายวนไปมาในบ่อหิน
อาณาเขตของปลาพวกนี้มีอยู่แค่ในบ่อน้ำแคบ ๆ นี้เท่านั้นเอง ...ไม่รู้ว่าจะมีความสุขรึเปล่า
ปลาคาร์ฟแหวกว่ายอย่างว่องไวเหมือนจะหยอกล้อซึ่งกันและกัน บางทีก็ร่าเริงถึงขนาดกระโดดขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ในโลกเล็ก ๆ ของพวกมัน เพียงเท่านี้ก็คงเรียกได้ว่าเป็นสุข
...แล้วเขาล่ะ ในโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ ทำไมจะต้องยึดติดกับแค่บางสิ่งจนไม่ก้าวออกไป
ความคิดเรื่อยเปื่อยของเทสึกะสะดุดลงเมื่อเสียงอ่อนโยนของแม่เอ่ยเรียก
“คุนิมิตสึจ้ะ มีเพื่อนมาเยี่ยมน่ะ”
เทสึกะรีบลุกขึ้นเมื่อถูกเรียก หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมาเมื่อนึกว่าผู้มาเยือนนั้นคือใคร เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องรับแขก หัวใจที่เต้นระรัวก็สงบลงพอได้เห็นหน้าคนที่มาเยี่ยม
...ค่อยยังชั่วที่ไม่ใช่ฟูจิ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไง แต่คิดอีกที.. ฟูจิไม่น่าจะมาหาเขาได้หรอก ในเมื่อรู้แล้วว่าเขากับเทนนิสแยกจากกันแล้ว
“ยูคิมุระ ซานาดะ” เทสึกะเอ่ยทักแขกจากสาธิตริคไค ยูคิมุระยิ้มบาง ในขณะที่ซานาดะสีหน้าไม่เปลี่ยน
“วันนี้นายไม่ได้ไปโรงเรียนเหรอ” ยูคิมุระถาม คงสังเกตจากชุดที่เขาใส่
“อืม เพราะรู้สึกไม่สบายนิดหน่อยน่ะ เพื่อความไม่ประมาทฉันก็เลยหยุดพัก” กล่าวอ้างตัดบทแล้วเปลี่ยนเรื่อง “นายสองคนมีอะไรรึเปล่า”
“เทสึกะ นาย... แขนของนาย... ลงแข่งไม่ได้แล้วรึ” อดีตรองกัปตันแห่งสาธิตริคไคถามด้วยน้ำเสียงเข้มจริงจัง แต่ยังกรองคำพูดไม่ให้ทำร้ายจิตใจคนฟังมากนัก
“...อืม ไม่ได้แล้ว” เทสึกะยกมือขึ้นกุมแขนซ้ายโดยอัตโนมัติ คำถามนี้กลับไม่เจ็บปวดอย่างที่คิด เทสึกะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องไม่สำคัญ
“...น่าเสียดายจัง เสียใจด้วยนะ” ยูคิมุระเอ่ย เขาเห็นใจเทสึกะจากใจจริง และส่วนที่ ‘เสียดาย’ นั้นคือตนเองยังไม่มีโอกาสได้แข่งขันกับเทสึกะที่เก่งกาจคนนั้น
“อย่ากังวลเลย มันเป็นการตัดสินใจของฉันเอง” เทสึกะหมายถึงการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ซานาดะหรือยูคิมุระไม่จำเป็นต้องรู้สึกรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ เขาเป็นคนทำเอง เขาเลือกมัน แล้วลงแรงไปโดยไม่ยั้ง... เพื่อชัยชนะของทีม
“ว่าแต่พวกนายเถอะ ทีมเทนนิสมัธยมปลายคงจะแกร่งขึ้นมากเลยสินะ”
ยูคิมุระเป็นฝ่ายยิ้มหวานแลวตอบ “ปีนี้ฉันจะทำให้ริคไคคว้าแชมป์มาให้ได้เอง รับรองว่าไม่พลาดแน่”
“ยูคิมุระ...” ซานาดะเรียกอดีตกัปตันของตนเพื่อเตือนว่าการพูดท้าทายกับเทสึกะไม่มีผลอีกต่อไป ดูเหมือนยูคิมุระจะลืมตัวว่าเทสึกะไม่ใช่กัปตันอีกแล้ว
“พยายามเข้าล่ะ อย่าประมาท” เทสึกะก็เพียงแต่ตอบรับตามมารยาทเท่านั้น
“เทสึกะ” เป็นซานาดะที่เรียกอีกหน “นายสบายดีใช่มั้ย”
“ฉันสบายดี” ชายหนุ่มในกรอบแว่นตอบคำถามนั้นอย่างงง ๆ และยังข้องใจม่หายว่าทำไมทั้งยูคิมุระและซานาดะถึงได้โผล่มาหาเขาที่บ้านวันนี้ได้
“พูดไปทั้งหมดนั่นแหละ เกนอิจิโร่ ถ้าไม่บอกเทสึกะก็ไม่เข้าใจหรอก” ยูคิมุระขัดขึ้น ซานาดะเงียบไปเหมือนจะบอกให้ยูคิมุระเป็นฝ่ายพูดเสียเอง เด็กหนุ่มร่างเล็กจึงพูดต่อให้แทน
“มีข่าวลือแย่ ๆ เกิดขึ้นน่ะ ว่าแขนของนายถูกทำลายจนใช้การไม่ได้ แล้วเซชุนก็ไม่มีอะไรน่าเกรงกลัวอีกต่อไป ฉันไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มกระจายเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ แบบนี้ เนื้อความน่ะมันย่ำแย่กว่านี้มาก เกนอิจิโร่เลยรู้สึกว่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบให้ได้”
“เรื่องแขนของฉันเป็นเรื่องจริง” และไม่ช่เรื่องที่ต้องปิดบังอีกต่อไป เป็นความจริงที่หนักหน่วงและโหดร้าย แต่เทสึกะจำต้องแบกรับมันไว้ “ฉันจะพูดอีกทีว่านายสองคนไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้หรอก มันเป็นอดีตไปแล้ว”
“เทสึกะ นายอยู่ได้งั้นเหรอ โดยไม่มีเทนนิส” คำถามของซานาดะกระแทกตรงบาดแผลเข้าเต็ม ๆ ชายหนุ่มผู้จริงจังแห่งริคไคเทียบภาพของเทสึกะกับตัวเองในฐานะคนที่มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่เหมือนกัน ถ้าเป็นเขาต้องสูญเสียแขนที่เคยเล่นเทนนิสได้เป็นที่น่าจับตามองอย่างนั้น ซานาดะคิดว่าตนเองคงอับจนหนทางเป็นแน่
แล้วเทสึกะล่ะ... จะหาทางออกเจอรึเปล่า
เทสึกะได้แต่เงียบ เขาไม่อาจตอบได้เต็มคำว่า ‘ได้’ เพราะที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ก็บ่งบอกถึงความสำคัญของสิ่งที่ขาดหายไปได้อย่างดี
“...ถือซะว่าเกนอิจิโร่ไม่ได้ถามก็แล้วกัน” ยูคิมุระตัดบทแทนให้ ซานาดะจึงถอนใจแล้วว่าตามกัน
ทั้งสองลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับเมื่อหมดธุระ เทสึกะจึงลุกออกไปส่งแขกทั้งสองที่หน้าบ้าน
ก่อนจะกลับ ซานาดะก็ทัก “ยังไงก็รักษาสุขภาพนะ เทสึกะ นายผอมลงไปจากครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็น”
อดีตกัปตันแห่งเซชุนเพียงแต่ผงกศีรษะรับรู้แต่ไม่ได้รับปาก เขายืนส่งจนทั้งสองคนเดินจากไป ขณะที่กำลังหันหลังเข้าบ้านนั่นเอง ผู้มาเยือนอีกคนก็ปรากฏตัว
“เทสึกะ”
เสียงอันคุ้นเคยนั้นจะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก... “...ฟูจิ”
“เธอเป็นอะไรมากรึเปล่า ผมเป็นห่วง” ฟูจิเอ่ยทักขึ้นมาเป็นอย่างแรก ใบหน้านั้นไม่ได้ยิ้มอย่างเคย
“ไม่ต้องห่วงหรอก ดีขึ้นมากแล้ว” เทสึกะพูดแล้วหลบตาอีก ไม่อยากเห็นแววตาแสดงความผิดหวังและเห็นใจจากอีกฝ่าย
“ดีจัง” เด็กหนุ่มหน้าหวานกล่าวโล่งอกแล้วแย้มยิ้มน้อย ๆ “จะไม่เชิญผมเข้าไปข้างในหน่อยเหรอ”
เทสึกะอ้ำอึ้ง แต่สุดท้ายก็ “...เข้ามาก่อนสิ” เขาต้องเชิญอีกฝ่ายเข้าบ้านจนได้ ไม่เช่นนั้นคงจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป ในหัวได้แต่คิดวนเวียนไปมาซ้ำ ๆ ว่าเขาไม่มีเทนนิสแล้ว ไม่สำคัญสำหรับฟูจิอีกแล้ว
ฟูจิเดินตามแล้วเอ่ยว่า ‘ขอรบกวนหน่อยนะครับ’ ตามมารยาท ทักทายกับผู้ใหญ่ในบ้านทั้งสองก่อนจะหันมาหาเป้าหมายของตน
พอถูกมอง เทสึกะก็หลบตาอีก นั่นทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดไม่น้อยเหมือนกัน แต่ด้วยเห็นแก่เทสึกะที่กำลังสับสนและเสียใจ เขาจะไม่ว่าอะไร
“...ผมขอโทษนะ เมื่อวาน” ฟูจิเอ่ยขึ้นก่อน “ผมไม่รู้มาก่อนว่าอาการบาดเจ็บที่แขนของเทสึกะจะหนักหนาขนาดนั้น เพราะว่าผมอยากให้เธอมีแรงบันดาลในการเล่นเทนนิสได้อีก ไม่นึกว่า---”
“พอเถอะ...” ร่างสูงขัด เขาไม่อยากฟังมากไปกว่านี้... ยิ่งได้ยินก็ยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดและความสูญเสียสิ่งที่รักไปพร้อมกันถึงสองอย่าง
“เทสึกะ?”
“เลิก... พูดเรื่องนั้นได้แล้ว” เขาพยายามบังคับไม่ให้เสียงตัวเองสั่น นายรู้อยู่เต็มอกแล้วนี่ว่าฉันไม่มีเทนนิสแล้ว...
สัมผัสจากปลายนิ้วแตะโดนใบหน้า เทสึกะผละตัวออกทันที ฟูจิกลับมีใบหน้าเศร้าหมองไม่แพ้ตน
“...ผมไม่เข้าใจ เทสึกะคิดอะไรอยู่ เรื่องที่เลิกเล่นเทนนิสเกี่ยวอะไรกับการตีตัวห่างออกจากผม ทำไมต้องทำอย่างนั้น”
คนถูกรุกถามยังนิ่ง... ทั้งที่มีคำตอบชัดในใจ
ก็เพราะว่าฉัน... ไม่จำเป็นสำหรับนายแล้ว
แต่เทสึกะไม่กล้าเอ่ยออกมา...
ฟูจินิ่งรออย่างอดทนให้อีกฝ่ายอธิบาย แต่สิ่งที่ได้คือความเงียบ เขาจึงดึงแขนอีกฝ่ายเสียเอง “ผมว่าเราต้องคุยกัน ในห้องของเธอคงจะได้ใช่มั้ย”
อัจฉริยะแห่งเซชุนไม่รอคำตอบ เขาเคยคิดว่าเขาเข้าใจเทสึกะได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ๆ แต่นั่นคือเทสึกะก่อนหน้านี้ เทสึกะที่มั่นใจในตัวเอง มองเป้าหมายอย่างมุ่งมั่น ซึ่งในขณะนี้จุดหมายของเทสึกะเลือนหายไปเสียแล้ว ฟูจิอ่านไม่ออกแม้แต่นิดเดียวว่าเทสึกะคิดอะไรอยู่คนเดียว อะไรที่ไม่เคยเอ่ยปากบอกเขา
ประตูห้องถูกปิดลงเบา ๆ ฟูจิเป็นทำตัวราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียเอง เขาหันมาจับไหล่อีกฝ่ายที่ยืนนิ่งอยู่ แต่แล้วก็ถูกสะบัดออกแทบจะทันที ทำให้เขาอดที่จะโมโหขึ้นมาไม่ได้
“ทำไม รังเกียจผมมากขนาดนั้นเลยเหรอ แค่เทนนิสเท่านั้นใช่มั้ยที่เธอต้องการ” สีหน้าเศร้าหมองผุดขึ้นบนใบหน้าของอดีตกัปตันเมื่อได้ยินคำประชดประชัน เพียงเท่านั้นฟูจิก็เดาได้ว่าคำตอบคือไม่ใช่ แต่มีอะไรบางอย่างมากกว่านั้น บางอย่างที่เขาไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจ
“บอกผม ได้โปรด... เทสึกะ เป็นอะไรไป”
เทสึกะเบือนหน้าหนี ถ้าหากว่าได้แตะต้องสักครั้ง เขาคงจะตัดใจไม่ลงแน่ แต่พอเห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยของฟูจิเพราะการกระทำของตนแล้วก็ไม่อาจทนนิ่งเฉยต่อไปได้ เขาค่อย ๆ เอ่ยทีละคำอย่างชัดเจน
“ฉัน... ไม่เคยรังเกียจนาย” อยากจะอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลาด้วยซ้ำ... “ทั้งตัวนาย แล้วก็เทนนิสของนาย มีความหมายกับฉันมาก”
ฟูจินิ่งฟังด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่หยดลงมา ดวงตาสีน้ำทะเลนั่นราวกับจะถามว่าสาเหตุของน้ำตานี่คืออะไรกันแน่
เพราะรู้สึกว่าสิ่งสำคัญนั้นกำลังจะหลุดลอยไปโดยไม่อาจเอื้อมคว้ากลับมาได้อีก น้ำตาถึงได้ไหลออกมา เทสึกะกลัวที่จะต้องรับรู้ความจริงที่โหดร้ายนั่นอีกครั้ง
“ถึงจะรู้ว่าไม่สามารถกลับไปเล่นเทนนิสด้วยกันได้อีกแล้ว ถึงรู้ว่านายไม่สนใจฉันที่ไม่มีเทนนิสแล้วก็ตาม” ไม่เคยมีครั้งไหนที่เทสึกะรู้สึกกดดันถึงเพียงนี้ น้ำเสียงที่เคยมั่นคงกลับสั่นพร่า และหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บปวดนัก
“ฉันก็ยัง... รักนาย ฟูจิ”
To be continued...
ยูคิมุระกับซานาดะมาทำไมไม่รู้.... *หัวเราะ* ตอนแรกจะเอาซานาดะมาคนเดียว แต่เดี๋ยวกลายเป็นซานะเทะ ต้องเอาเมียมาคุม
ถ้ายูคิมุระไม่เหมือน ขออภัย m(_ _)m
ยุกกี้ ยุกกี้ ยุกกี้~~~~~~~~~
ซานาดะช่างมัน
เอาเมียซานาดะ อ๊ากกกกก
(โดนพี่กีตย)
ร้องไห้รอบที่สองนะคะเทะ
ปล.
เพื่อความไม่ประมาทฉันก็เลยหยุดพัก
^
ประโยคนี้ทำเอาขำขี้แตก
แก่เอ๊ย ..แกนั่นแหละประมาททททททททท
#1 By Uriel*幸村が大好き!! on 2008-03-18 23:02