[Tenipuri Fanfiction] Oblivion... (12)

posted on 24 Feb 2008 00:14 by keechan  in Fiction

เขียนฟิคทั้งวันเลย เย้ งานการไม่ทำ เจริญญญญญ

 

 

 

 

Oblivion... (12)

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่... 2 วัน? 3 วัน? หรือว่านานกว่านั้น?

อาโตเบะเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องของโรงแรม ไม่ได้ก้าวออกไปจากห้องพักเลยแม้แต่ก้าวเดียว จะติดต่อก็เพียงแต่รูมเซอร์วิสให้ยกอาหารขึ้นมาให้แค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้นเพราะเขาเองก็ไม่รู้สึกหิว นอกจากนั้นแล้วเขาก็ยังระวังตัวมากกว่าเดิม ก่อนจะเปิดให้ใครเข้ามาก็ต้องเช็คดูก่อนทุกครั้งว่าเจ้าแว่นกระจกนั่นจะไม่สวมรอยเข้ามาด้วย

ทั้งเบื่อแล้วก็เหนื่อย ไม่อยากจะไล่ตามใคร แล้วก็ไม่อยากจะถูกไล่ตามอีกต่อไปแล้ว...

แล้วทำไมถึงไม่กลับไปญี่ปุ่น...? กลับไปวางท่าเป็นกัปตันที่สมบูรณ์แบบเหมือนเดิมทุกอย่างก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยน เรื่องโอชิทาริก็แค่จัดการเอาบอร์ดี้การ์ดจากที่บ้านมาคอยคุ้มครองเขา 24 ชั่วโมงก็สิ้นเรื่อง ถ้ายังล้ำเส้นนักจะลบเจ้านั่นให้หายไปจากชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถึงจะดูเหมือนใช้อำนาจมืดทำอาชญากรรมก็เถอะ

แต่อาโตเบะก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรซักอย่าง... เขาแค่ปล่อยให้เวลาผ่านไป เขารออะไร? คิดว่าเทสึกะจะกลับมาแล้วถามไถ่ความจริงของเรื่องนี้ต่องั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก คนโง่อย่างเทสึกะคิดแบบนั้นไม่เป็นหรอก

ถึงยังไง... เทสึกะก็ไม่ได้สนใจเขาอยู่แล้ว เขาต่างหากที่บ้าไปคนเดียว

แม้แต่โทรศัพท์อาโตเบะก็ไม่ใส่ใจจะรับ เพราะมีแต่เจ้าบ้าโอชิทาริที่พยายามโทรหาเขา แค่เห็นชื่อขึ้นมาก็ปวดหัวหนึบ ๆ เขาจึงปิดโทรศัพท์ทุกเครื่องที่มีแล้วติดต่อด้วยการใช้โทรศัพท์ของโรงแรมเท่านั้น

แล้วจะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่ออะไร? หวังอะไรกับเทสึกะ...

อาโตเบะก็ตอบตัวเองไม่ได้

ป่านนี้หมอนั่นก็คงจะจดจ่ออยู่กับการซ้อม มุ่งมั่นจะรักษาแขนให้หายอยู่อย่างเดียว อาจจะรู้สึกสบายใจที่ไม่มีเรื่องไร้สาระมารบกวนให้รกสมองก็เป็นได้ คิดขึ้นมาทีไรก็เจ็บแปลบในอก เขาจะต้องบากหน้าไปอธิบายด้วยตัวเองอีกงั้นเหรอ จะให้แสดงความดื้อดึงอยู่ฝ่ายเดียวเหมือนอย่างที่เคยทำทุกทีได้ยังไง ในเมื่อไม่ว่าจะดึงดันยังไง คำตอบที่ได้จากเทสึกะคงเป็นเหมือนเดิม

‘ฉันไม่ได้รักนาย แต่ว่า... ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร’

ก็เท่านั้นเอง...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดอันห่อเหี่ยว อาโตเบะคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นทันที เป็นเสียงของคนที่เขาไว้ใจได้ เขารับคำแล้วบอกให้อีกฝ่ายขึ้นมาหาที่ห้อง

ช่างเป็นการเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ แต่เขาทนอยู่คนเดียวไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีไอ้คนโรคจิตคอยสะกดรอย เขาจำเป็นต้องมีใครสักคนคอยคุ้มครอง

ผ่านไปไม่นานหลังจากวางหูโทรศัพท์ เสียงออดที่หน้าประตูก็ดังขึ้น อาโตเบะยังไม่ลืมที่จะสอดส่องดูเสียก่อนว่าใครคือผู้มาเยือน เมื่อเห็นว่าเป็นคนที่ตนรออยู่จึงเปิดประตูให้

“ขอโทษนะที่เรียกนายมาตอนนี้”

คาบาจิเพียงแต่ทำหน้าไร้อารมณ์เป็นปกติแล้วรับคำ ‘อุส’ อย่างเคย คำสั่งของอาโตเบะถือเป็นสิ่งสูงสุดสำหรับเขา ด้วยความสนิทสนมมาตั้งแต่เล็ก เขาจึงไม่รู้สึกลำบากใจที่จะทำตามคำสั่งที่แสนเอาแต่ใจของคุณหนูคนนี้เลยแม้แต่น้อย เขาจะเพียงแต่ทำตามคำสั่งโดยไม่บิดพลิ้ว และไม่เคยมีคำถามซอกแซก กระนั้นในขณะนี้เขาก็รู้สึกได้ว่าอาโตเบะกำลังมีปัญหารุมเร้า ปัญหาที่ไม่อาจเอ่ยปากปรึกษากับใครได้

วันก่อนอาโตเบะร้องไห้หนักจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหยุดได้ รู้ตัวอีกทีเขาก็หมุนโทรศัพท์เรียกคาบาจิมาจากญี่ปุ่น เพื่อนที่ไว้ใจได้มากที่สุด และไม่มีวันทรยศหักหลังเขา

แต่จะเรียกมาเพื่ออะไร อาโตเบะก็ไม่รู้เหมือนกัน

“กินอะไรมารึยัง ถ้าหิวก็โทรสั่งรูมเซอร์วิสได้นะ” เขาทักพอเป็นพิธี ฝ่ายคาบาจิก็พยักหน้าตอบคำถามแรก เป็นผู้ชายที่ไม่เคยต้องให้ดูแล ไม่เคยขัดใจเขา ไม่เคยออกความเห็น ไม่เคยเสนอหน้าทำอะไรที่เขาไม่ชอบ ไม่วิพากษ์วิจารณ์คำพูดและการกระทำอันแสนหยิ่งยะโสของเขา

ถ้าเทสึกะเข้าใจเขาแบบนี้ได้บ้าง... จะดีขนาดไหนนะ

“คุณอาโตเบะ?”

เสียงทุ้มต่ำเรียกให้เขารู้สึกตัว อาโตเบะสะดุ้งเล็ก ๆ แล้วยืดไหล่กลบเกลื่อนความหม่นหมองของตัวเอง คาบาจิคงสงสัยอยากจะถามเต็มทีว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น แต่ยังอดทนรอให้เขาเป็นฝ่ายอธิบาย

อาโตเบะเลือกเล่าแต่เฉพาะการตามรังควาญของโอชิทาริ แต่ไม่ได้เล่าไปถึงความยึดติดอันผิดปกติ แค่เขาออกปากว่า ‘อย่าให้โอชิทาริเข้ามาใกล้เกินรัศมี 2 เมตร’ คาบาจิก็พร้อมจะทำตามโดยไม่ถามไถ่อะไรอยู่แล้ว

เขาอุดอู้อยู่แต่ในห้องมานานจนอยากจะออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง

ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีโอชิทาริ

ไม่มีเทสึกะ…

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

หูโทรศัพท์ถูกวางลงกับแป้นอย่างไม่เบามือนัก ไม่ว่าจะพยายามติดต่อมากเท่าไหร่ เสียงที่ตอบมาทางสายก็เป็นเหมือนเดิม ‘เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้’

คืนดีกันได้รึยังนะ...? เขารู้สึกว่าระหว่างโอชิทาริและอาโตเบะมีอะไรแปลก ๆ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ไม่กล้าจะเอ่ยถาม นั่นอาจจะเป็นเรื่องจาบจ้วงและสะเทือนความรู้สึกของอาโตเบะเกินไป

แต่ทำไม... ถึงได้รู้สึกเจ็บใจตอนที่เห็นโอชิทาริกอด... แล้วก็จูบอาโตเบะกันนะ?

ตอนนี้อาจจะกลับญี่ปุ่นไปแล้วก็ได้ ถึงได้ไม่ติดต่อมาหาเขา ยังไงก็คงไม่มีเหตุผลให้ต้องติดต่อแล้วสินะ เขาเองก็คงหมดประโยชน์ เขาอาจจะเป็นฝ่ายผิดเองที่แยกโอชิทาริออกจากอาโตเบะตอนนั้นที่ทั้งสองคนทะเลาะกันท่ามกลางสายฝนหน้าบ้านเขา นั่นอาจเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งยุ่งเหยิงเพราะอาโตเบะไม่ยอมลงให้โอชิทาริเพราะมีเขาเข้าข้างก็ได้

เทสึกะเหม่อมองออกไปด้านนอกศูนย์ฝึก ดวงอาทิตย์สีส้มกลมโตกำลังคล้อยต่ำ 3 วันแล้วที่เขาไม่ได้ข่าวคราวอะไรจากอาโตเบะเลย ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างมันควรจะจบ เขาควรจะตัดใจ เขากับอาโตเบะไม่มีอะไรต่อกัน

ตัดใจ...?

เขาคิดว่าควรตัดใจงั้นเหรอ? ตัดใจจากอะไร?

‘พรุ่งนี้... ฉันจะเล่าให้ฟัง... ทั้งหมด’

...เรื่องอะไรที่อาโตเบะตั้งใจจะบอกเขา? เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นเรื่องเดียวกับที่โอชิทาริบอก แต่อะไรบางอย่างบอกเขาว่ามันไม่ใช่ เขาไม่รู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่อยู่ในใจของอาโตเบะ เทสึกะหวนคิดถึงใบหน้าอมทุกข์ที่เจ้าตัวพยายามปิดบัง กับน้ำเสียงนิ่งที่เจือความหวั่นไหวตอนที่หันหลังพูดกับเขา

‘...ฉันก็ไม่อยากเห็นอยู่ดี ความจริงแบบนั้น’

คำพูดเป็นนัยตอนที่มองเห็นภาพดอกทานตะวันที่ร่วงโรยนั่น...

ร่างโปร่งกำลังพยายามจะบอกความทุกข์ทรมานที่อยู่ในใจให้เขาฟัง แต่อาจจะทำไม่ได้... เพราะอาโตเบะเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจและหยิ่งในศักดิ์ศรีเกินกว่าใคร

...ฉัน... ทำอะไรพลาดไปรึเปล่า

เทสึกะรู้สึกเป็นห่วงจนอดทนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ นึกเจ็บใจที่ทำไมไม่รู้สึกตัวให้เร็วกว่านี้ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างโอชิทาริกับอาโตเบะจะเป็นอะไรก็ตาม เขาอาจจะดูเหมือนคนที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง แต่หากเป็นเรื่องของอาโตเบะในตอนนี้... เขาก็อยากจะช่วย

กัปตันแห่งเซชุนผลุนผลันออกมาโดยไม่คิดไตร่ตรองอะไรอีกต่อไป ถึงจะไม่รู้ว่าจะไปหาคนที่อยากพบได้ที่ไหนก็ตาม เขาแค่อยากเห็นใบหน้าของอาโตเบะอีกครั้ง

สุดท้ายเทสึกะก็ไปถึงที่โรงแรมจนได้ ร่างสูงแหงนมองตึกระฟ้าอยู่ด้านหน้า หวังว่าคนที่เขาอยากพบจะยังไม่ไปไหน เขาอยากมาดูให้แน่ใจเท่านั้นแล้วก็จะกลับ

ราวกับเป็นการเล่นตลกของโชคชะตา คนที่เทสึกะพบที่ล็อบบี้กลับไม่ใช่อาโตเบะ แต่กลายเป็นโอชิทาริ เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินนั่งทำหน้าดำคร่ำเครียดอยู่คนเดียว จนเทสึกะเดาว่าทั้งคู่คงยังไม่ได้คืนดีกันแน่

เป็นไปไม่ได้ที่คนหูตาว่องไวเจ้าเล่ห์อย่างโอชิทาริจะไม่สังเกตเห็นกัปตันแห่งเซชุน ดวงตาใต้กรอบแว่นลอบมองอีกฝ่ายอย่างประเมิน... ท่าทางจะไม่ใช่อาโตเบะฝ่ายเดียวที่เอาแต่ไล่ตามเทสึกะเสียแล้ว

เขากำลังเซ็งที่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าใกล้เกินรัศมี 2 เมตรอยู่พอดี

“โอชิทาริ อาโตเบะล่ะ?” เทสึกะเริ่มคำถามโดยไม่ปกปิดความห่วงใยของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว จนเจ้าตัวรู้สึกว่าคงไม่เหมาะที่จะถามคำถามเช่นนี้กับโอชิทาริที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘คนรัก’ “ไม่ได้อยู่กับนายหรอกเหรอ”

“หมอนั่น... ไปเดินเล่นน่ะ” โอชิทาริตอบเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ ยังแสดงบทว่าตนเป็นคนรักที่ถูกต้องของอาโตเบะได้อย่างแนบเนียน “ท่าทางจะติดใจมิวนิคจนพากลับญี่ปุ่นไมได้ง่าย ๆ ซะแล้ว”

“ทำไมนายถึงไม่ไปด้วยล่ะ”

“ก็... เป็นการเว้นระยะห่างไงล่ะ”

“...?”

“นายน่ะไม่รู้อะไรหรอก เทสึกะ อาโตเบะไม่ชอบให้ใครมาเกาะแกะ แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้องการก็จะกระโดดเข้ามาหาฉันเอง โดยที่ฉันไม่ต้องเหนื่อยไปวิ่งไล่ตามเลย อาโตเบะน่ะ ก็น่ารักตรงนี้แหละ” โอชิทาริเชิดหน้าอย่างภาคภูมิในขณะที่พูด

“ทำไมพวกนายสองคนถึงได้ทะเลาะกันล่ะ” เทสึกะหลุดปากถามออกไปเพราะอยากรู้จนทนไม่ไหว ถึงจะรู้ว่าเสียมารยาทไม่ใช่น้อย

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย” โอชิทาริตอกกลับ “เลิกซักไซ้ก่อนที่ฉันจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้ดีกว่า ถึงนายจะเคยนอนกับอาโตเบะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านายจะมีสิทธิ์ในตัวหมอนั่น อาโตเบะน่ะ เป็นของฉันคนเดียวก็พอแล้ว”

เทสึกะขมวดคิ้ว เรื่องอ่อนไหวอย่างการร่วมเตียงกับคนอื่นปกติจะออกจากปากคนที่รักกันได้อย่างง่ายดายขนาดนี้เลยรึ แววตาประสงค์ร้ายที่โอชิทาริส่งมาสร้างความรู้สึกเป็นศัตรูอย่างไม่ปิดบัง แล้วยังคำพูดแฝงความดูถูกนั่นอีก

“อาโตเบะไม่ใช่สิ่งของ”

“เป็นมนษย์ที่สวยงามคุ้มค่าต่อการครอบครองไง” โอชิทาริตอบพลางหัวเราะในลำคอ

เทสึกะไม่อาจพูดอะไรออกไปได้ เขารู้เพียงแต่ว่าโอชิทาริเป็นผู้ชายอันตราย แค่คำพูดก็ดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีของอาโตเบะเสียยับเยิน ไม่มีวี่แววว่าจะห่วงใยให้สมกับที่บอกว่าเป็นคนรักเลยแม้แต่น้อย

เปล่าประโยชน์ที่จะคุย เทสึกะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ออกจากปากของโอชิทาริจะน่าเชื่อถือ เขาควรตามหาตัวอาโตเบะแล้วยืนยันเรื่องทั้งหมดอีกครั้ง

ทำไมเขาถึงไม่หยุดฟังอาโตเบะนะ!

“...ฉันคงไม่มีธุระอะไรแล้ว” เทสึกะตัดบทแค่นั้นแล้วเดินออกมาจากโรงแรม โดยที่มีสายตาเล่ห์เหลี่ยมของโอชิทาริคอยจับตาดูปฏิกิริยาจนลับตา

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

ยิ่งตกเย็นลมหนาวก็โชยพัดมา แต่อาโตเบะยังไม่คิดจะกลับไปที่โรงแรม เขาเดินลอยชายป้วนเปี้ยนอยู่ที่สะพานข้ามแม่น้ำอิซาร์ข้าง ๆ พิพิธภัณฑ์โดยมีคาบาจิระแวดระวังภัยให้ไม่ห่าง พอแสงอาทิตย์ลับฟ้า ไฟประดับบริเวณสะพานก็เปิดสว่าง ถึงจะเย็นค่ำแล้วเขาก็ยังไม่รู้สึกอยากอาหาร แม้ว่ามื้อสุดท้ายที่เขากินจะผ่านไปนานโขแล้วก็ตาม

อาโตเบะยื่นหน้าก้มลงมองพื้นน้ำเบื้องล่าง แสงไฟสะท้อนกับผิวน้ำเป็นสีทองตัดกับท้องฟ้าที่กลายเป็นสีดำมืด แต่กลับไม่มีอะไรสบอารมณ์เขาสักอย่าง...

จะอ้อยอิ่งอยู่ที่นี่ถึงเมื่อไหร่... อาโตเบะถามตัวเอง ในหัวมีแต่ความสับสน เขาตัดใจจากเทสึกะไม่ได้ แต่ก็ไม่มีหน้าไปพบอีกต่อไป

“อาโตเบะ”

ครั้งแรกเขาคิดว่าตัวเองคงหูแว่ว ทำไมถึงรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเทสึกะกันนะ อาโตเบะแค่นหัวเราะกับตัวเอง แต่พอหันกลับมาก็ไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่นึกถึงกำลังยืนอยู่ตรงหน้า

“...เท.. สึกะ?”

ร่างสูงหอบหายใจเป็นไอ น่าจะเดินอยู่ท่ามกลางความหนาวเป็นเวลานาน พอมองเห็นคนที่ตามหาเทสึกะก็เดินเข้ามาหา

คาบาจิตั้งท่าจะเข้ามาขวาง แต่อาโตเบะยั้งไว้ ถ้าเป็นเทสึกะล่ะก็... ไม่เป็นไร ชายร่างใหญ่จึงยังคงสำรวจสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ

แต่อาโตเบะไม่ได้รู้สึกดีใจสักนิด... เทสึกะจะมาหาเขาอีกทำไม ในเมื่อตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดไปแล้วด้วยคำพูดง่าย ๆ ว่า ‘ขอโทษ’ จะกลับมาแสดงความใจดีปลอบโยนเขาอีกเพื่ออะไร?

“...ฉันเห็นว่านายยังไม่กลับญีปุ่น ก็เลย...” เทสึกะเองก็เลือกบทสนทนาไม่ถูกเช่นกัน เขาเกรงว่าสิ่งที่พูดออกไปอาจจะทำร้ายจิตใจของอาโตเบะได้ ในเมื่อเขาไม่เคยเข้าใจอีกฝ่ายเลย คำที่อาโตเบะบอกว่า ‘รัก’ เป็นรักแบบไหนเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ อาจจะเป็นเพราะระบบความคิดของเขาทั้งสองคนแตกต่างกันมากเกินไป

“...ก็เลย... อยากรู้ว่านายยังโอเครึเปล่า เรื่องโอชิทา---“

“คนอย่างฉันไม่เคยรักโอชิทาริ!” อาโตเบะเอ่ยขัด แค่เอ่ยชื่อของผู้ชายคนนั้นขึ้นมาก็ทำให้เจ็บปวดได้ไม่น้อย แต่ที่เจ็บมากกว่าคือเทสึกะที่ไม่เคยรับรู้เสียทีว่าคนที่เขารักคือใคร เขาระเบิดอารมณ์ใส่กัปตันแห่งเซชุนโดยไม่สนใจอีกต่อไปว่าความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่นี้จะเลวร้ายลงไปอีกได้แค่ไหน

“ทำไมถึงได้โง่ขนาดนี้ เทสึกะ! คำพูดของฉันเป็นอะไร แค่ลมที่ไม่มีความหมายรึไง! ทำไมถึงกลับไป ทำไมถึงเชื่อเจ้าบ้านั่น แล้วตอนนี้ยังต้องการอะไรจากฉันอีก!”

“ฉันอยากฟังเรื่องที่นายตั้งใจจะบอก” เทสึกะไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาเริ่มตรงประเด็นที่อยากรู้และจะไม่ปล่อยให้มันค้างคา

“รู้ไปแล้วนายจะเปลี่ยนอะไรได้? ยังไงฉันก็ไม่เคยมีความหมายกับนายอยู่แล้วนี่ใช่มั้ย? น่าจะสบายใจไม่ใช่เหรอที่หนีพ้นจากการตามตื้อของฉันได้”

“ฉันเป็นห่วง”

“เพราะอะไร”

“...นายเป็นเพื่อนฉัน”

มือเรียวฟาดลงใบหน้าหล่อเหลาเต็มแรง ทิ้งรอยช้ำแดงไว้ชัดเจน

“ถ้าแค่ความเป็นเพื่อน ฉันมีคนที่มีคุณสมบัตินั้นสมบูรณ์อยู่แล้ว ฉันเคยร้องหาความเป็นเพื่อนจากนายรึไง เทสึกะ ถ้าจะให้ฉันแค่นั้น ไม่ต้องลำบากมาถึงนี่หรอก”

เทสึกะ... ไม่เคยเข้าใจอะไรเลยจริง ๆ ที่อาโตเบะต้องการไม่ใช่มิตรภาพ... แต่เป็นความรัก

“ฉันไม่เข้าใจนายเลย อาโตเบะ” เทสึกะไม่ได้โกรธที่ถูกตบ เขาเคยชินแล้วกับการถูกอาโตเบะอาละวาดใส่ ยิ่งแสดงออกอย่างรุนแรงก็แปลว่าเรื่องที่ซุกซ่อนอยู่ในใจนั้นสำคัญมากทีเดียว

“นายพูดว่ารักฉัน แต่กลับมีเรื่องปิดบังฉัน ให้ฉันรู้เรื่องราวแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แค่นั้นจะให้ฉันทำตัวยังไง”

“ก็เชื่อฉันสิ!!! รอฉัน เหมือนกับที่ฉันให้เวลานาย อย่าฟังคนอื่น...” ตอนนี้อาโตเบะรู้สึกโมโหมากกว่าเสียใจ ทำไมสิ่งที่เขาต้องการสื่อมันไม่ไปถึงเทสึกะสักอย่าง หรือเพราะว่าเขาสองคนแตกต่างกันเกินไป...

“...ทำไมฉันจะต้องรักนาย... ขนาดนี้ด้วย”

เทสึกะคงไม่เข้าใจ... ว่ามันทรมานแค่ไหน กับการต้องรอคอยอย่างไร้ที่ยึดเหนี่ยว

ได้เห็นใบหน้าที่ดูเหมือนจะร้องไห้แบบนั้น เทสึกะก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปหวังจะปลอบโยน แต่กลับถูกปัดออกอย่างไม่ใยดี

“อย่ามาแตะฉัน...”

อย่าอ่อนโยนกับฉัน... ถ้าไม่ได้รัก...

กัปตันแห่งเซชุนถอนใจแล้วจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเงียบ ๆ ที่เขารู้คือโอชิทาริและอาโตเบะมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างที่บอกเขาไม่ได้ แต่ถ้าหากอาโตเบะรักเขาจริงก็น่าจะพูดทุกอย่างออกมาได้ไม่ใช่เหรอ มีอะไรจะต้องปิดบังอีก

เทสึกะจึงตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ “นายกับโอชิทาริมีเรื่องอะไรกัน มีอะไรที่บอกฉันไม่ได้ ก่อนฉันจะออกมาฉันเจอหมอนั่นที่โรงแรม โอชิทาริยังยืนยันคำเดิมว่านายสองคนเป็นคนรักกัน ถ้านายไม่ได้รักโอชิทาริอย่างที่ว่ามาก็ต้องอธิบายให้ฉันฟังได้ทั้งหมด”

“เจ้าโรคจิตนั่นยังพูดอย่างนั้นอยู่อีกเรอะ หึ... ก็แหงอยู่แล้วล่ะ” อาโตเบะพ่นหัวเราะ

“นายไม่ได้ตอบคำถามฉัน” เขาดึงดันจะเอาคำตอบให้ได้ โดยที่ไม่ได้รู้สักนิดว่ากว่าอาโตเบะจะเค้นคำตอบออกมาได้มันช่างบีบคั้นเพียงใด

“.....ฉัน........ถูกเจ้าโรคจิตนั่นตามมาอย่างกับสตอล์กเกอร์ นายก็เห็นผลงานแล้วนี่” คนตอบพยายามเลี่ยงจะพูดเรื่องอันน่าอับอายนั่น แต่แค่นั้นยังไม่มอบความกระจ่างให้เทสึกะ

“แล้วรอยแผลที่ข้อมือนายกับสาเหตุที่นายมาที่นี่ตั้งแต่ต้นล่ะ”

“...ทั้งหมดเพราะโอชิทาริ หมอนั่น... บีบบังคับฉัน..........”

ทั้ง ๆ ที่เขาอยากจะลืม.... อยากจะลืมมันให้หมด รอยด่างดวงใหญ่ที่แปดเปื้อนในจิตใจ น้ำมือของชายที่มากด้วยตัณหา คนที่ทำให้เขาต้องนึกถึงขึ้นมา กลับเป็นเทสึกะ...

“......งั้นเหรอ” เทสึกะไม่ซักต่อ แค่นั้นเพียงพอสำหรับเขาแล้วที่จะรู้ว่าฝ่ายผิดคือโอชิทาริ ไม่แปลกที่อาโตเบะไม่อยากจะพูด เพราะนั่นก็เท่ากับว่ายอมรับว่าตัวเองตกอยู่ใต้เบื้องล่างผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า

นั่นคงเป็นเรื่องที่อาโตเบะจะทำใจยอมรับได้ยากที่สุด

“ทำไมไม่บอกฉันตั้งแต่แรก ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะปิดบังเลยนะ” กัปตันแห่งเซชุนตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก เมื่อเขาเข้าใจอะไร ๆ แล้ว เขาก็เข้าใจความรู้สึกของอาโตเบะขึ้นมานิดหน่อย

“ ‘ไม่จำเป็นต้องปิดบัง’ งั้นเหรอ?” อาโตเบะแค่นหัวเราะแล้วย้อนคำ

ถ้าเทสึกะรู้... จะทำหน้ายังไงกันนะ...

มาถึงขั้นนี้แล้ว... เขาไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป

ถ้าหากทุกอย่างจะพังทลาย ก็ให้มันล้มครืนไปให้หมดเถอะ

“ฉันน่ะถูกหมอนั่นข่มขืนเชียวนะ นายจะพูดได้เต็มปากงั้นเหรอว่าถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร อ๋า เทสึกะ?”

 

 

 

 

To be continued...

 

งง...

อืม คนเขียนก็งง...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

กรี๊ดดดดดดด

คาบาจิ พระเอ๊กกกพระเอกกกกกกกก

cry cry cry cry กี๊ดดด

.........

ต่อสิ ต่อสิ ต่อสิๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

อั๊ยยย เคลียร์กันซะๆๆๆ

#1 By :nakare: on 2008-02-24 00:49

โอววววว ไม่รู้จะเมนต์อะไรละพี่
สครีมอย่างเสียสติไปแล้ว

คอมแรมต่ำเอ๊ยยยย
อาบน้ำอาบท่า กินหญ้าและเข้าคอกซะ

#2 By Uriel*幸村が大好き!! on 2008-02-24 01:05

ก่อนอื่น..

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด~~!!!

ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดีใช่มั้ย ใช่มั้ย~~!! คายออกมาซะเบะๆ ...

เทะหล่อโง่ และเชื่องช้าอีกแล้ว...กว่าจะคิดได้ก็เกือบสาย... ฮึ่ย!!! แต่ก็ฉลาดแล้วล่ะตอนนี้น่ะ...

อ่านแล้วกรี๊ดดดด ชอบบบบบบ

จะ..จบประโยคนั้น...

แล้วไงต่อ O[]O!!!!!

...พี่กีแรงดีนะฮ้า~~
กร๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ
ทำไมเทะจะเสือกฉลาดขึ้นมา!!!!!!!!!!!

ขัดใจ!!!!!!!!!!!!!!!!!

แต่เทะหล่อออออออ หล่ออออออออออออ หล่อออออออ ฮากกกกกกกกกก

เมื่อไหร่จะกลับญี่ปุ่น จะได้เจอ(ว่าที่)เมียเทะ อาโตเบะจะได้รับมือ ห้าห้าห้า
เหม่..อีชี่ยังบ่อนทำลายได้ไม่เลิกไม่รา ในหัวแกคิดอะไรอยู่ห๊าชี่!!! ไม่ได้แล้วหวงรึไง โง่ ชิ...

รู้สึกว่าอุสเป็นคนดี อั๊งงง ดีนะที่เบะมีอุส ไม่งั้นคงแย่ อุสยอดเยี่ยม เย้!

เบะ..ช่างหัวมัน

เทะขาหล่ออออ แม่ง หล่อทุกองศา เทะขา อ๊างง ทำอะไรก็ดี ทำอะไรก็หล่อ ถึงโง่ แก่ แต่หล่อ ตอนนี้ฉลาดแล้วก็หล่อออ หล่อออ

กลับไปหาอีนางที่เซชุนเหอะ /โดนพี่กีถีบ

#5 By +:+:+ミーピン+:+:+ on 2008-02-24 12:16

กร๊า มาอ่านฟิกก่อนกีสอบ เจริญพอกันเลยกี 555

ไม่เห็นงงเลย

เทะฉลาดขึ้นแล้ว โฮกกกกกกกกกกกกกก ดีใจว้อยยยยยย
คนโง่อย่างเทสึกะคิดแบบนั้นไม่เป็นหรอก ==> ชอบประโยคนี้ คนแต่งจงใจด่าเทะรึป่าวคะ 55

กว่าจะฉลาด กว่าจะมาง้อ แต่นิ่งเกินไปป่าววะคะเทะ ไม่โกรธหน่อยหรอ น่าจะไปต่อยชี่มันสักเปรี้ยงสิฟระ

อาโตเบะ ในที่สุดก็ยอมพูดออกมาซะที
เข้าใจกันสักทีสิว้อย

ชี่ก็ยังเลวอยู่ ยังดีมีบอดิการ์ดมาคุ้มกัน

#6 By Mercutery on 2008-02-24 14:59

ทำไมเทะฉลาดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

โอย ฉลาดอย่างน่าประหลาด ...ทำลายสถิติอย่างไม่เคยมีมาก่อน (55555555555...)

อาโตเบะวีนได้น่ารักเช่นเคย......


โถ๊ เราสงสารชี่..............