[Final Fantasy VII Fanfiction] Maybe, Goodbye (16) - End
posted on 21 Dec 2007 09:37 by keechan in Fiction, FinalFantasy-KingdomHeartsขอตระบัตสัตย์ (ฮา) ไม่ซอยย่อย 2 ตอนล่ะ ลงมันตอนเดียวไปเลย
เหมือนจะยาว แต่พอย้อนกลับไปอ่านเอง เปิดไฟล์ทั้งหมดอ่านเองแล้วก็ดูเหมือนมีนิดเดียว ไม่สะใจเลยเว้ยยย กรูจะอ่านอีกกกกกกกกกก เมื่อคืนไปคุ้ยฟิคฝรั่งอ่านก็โอ้ยยย น่ารักว่ะ!!! แต่คลาวด์โคดสาวเลย กร๊ากกก (ยังกะฟิคตัวเองอีคล้าวไม่สาวแตก)
ตื่นเต้น รักคลาวด์อ่ะ... ฟิคเรื่องใหม่กะลังดำเนิน (ที่คิดพล้อตไม่ออกอีกตามเคย ค่อนข้างน้ำเน่าและตามพล้อตนิยายวายทั่วไปสุด ๆ)
เดี๋ยวกลับบ้านแล้วเย็นนี้ลงตอนจบให้นะ แหม จริง ๆ ก็อยากลงตั้งแต่ตอนนี้ แต่ว่าอยู่มหาลัยไม่มีไฟล์อยู่กะตัวอ่ะ ฮิฮิฮิ (แล้วมันจะมาเขียนเพื่อออออออออออ อยากอัพหลอกชาวบ้านมั่งอ่ะ ฮ่าๆๆ)
กะว่าจะไม่เขียนทอล์คด้านท้าย เดี๋ยวขัดอารมณ์ซึ้ง
จริง ๆ ไม่อยากขึ้นว่า End นะ เพราะมันยังไม่จบ มีตอนพิเศษต่ออีกตอน ไอ้ส่วนที่พิลึก ๆ ในเรื่องที่เพิ่มเข้ามาก็เพราะจะเอาไปต่อให้ในตอนพิเศษนั่นแหละ ส่วนจะรวมเล่มเมื่อไหร่... ถามส้มนะคะ อย่ามาถามเดี๊ยน...
เอาเพลงที่เป็นที่มาของชื่อเรื่องไปฟังกันก่อนละกัน ลัลล้าจนไม่น่าเชื่อว่ามาเป็นชื่อเรื่องได้ยังไง
Maybe, Goodbye (16) - End
ทั้งสองคนข้ามฝั่งมาถึงจูน่อนได้ราบรื่น แต่ทางฝั่งขาออกเนี่ยสิที่เป็นปัญหา
ยังไม่ทันจะพ้นเขตท่าเรือ ทั้งสองคนก็ถูกล้อมกรอบด้วยทหารชินระจำนวนมาก พวกที่มีหน้าที่ตามล่าเขาคงรู้ตัวว่า ‘ตัวอย่าง’ ที่หนีมาอยู่บนเรือมาที่จูน่อน พอถึงฝั่งแล้วถึงได้ตระเตรียมทหารไว้เพียบพร้อมขนาดนี้“ให้ตายสิ แค่จับคนสองคน จะต้องใช้คนมากขนาดนี้เชียวรึเนี่ย แถมตามตื้อไม่เลิกจริง ๆ พนันได้เลยว่าได้เงินเดือนน้อยกว่าฉันแหง ๆ เป็นงานที่ไม่ฉลาดเอาซะเลย”
ขนาดบ่นกับตัวเองยังไม่ลืมจะแขวะบริษัทชินระไปด้วย แซคถือบัสเตอร์ซอร์ดตั้งท่าไว้เตรียมป้องกันตัวเองและคลาวด์ เขาเดินถอยหลังไปจนสุดมุม เหล่มองคลาวด์ในอ้อมแขน “เอาล่ะ จะทำไงดีนะ....”
สายตาคมกริบประเมินกำลังของศัตรู เขาวางคลาวด์ลงชิดเสาเหล็ดต้นหนึ่งแล้วปักบัสเตอร์ซอร์ดลงไปตรงพื้นข้างหน้าเด็กหนุ่มอย่างแรง
“ระดับพวกแก แค่ตัวเปล่าก็พอแล้ว!”
ขาดคำแซคก็กระโจนเข้าโจมตีทหารคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดทันที เหล่าทหารชินระตื่นตกใจจนรัวกระสุนกระหน่ำใส่เขา แซคหลบหลีกกระสุนปืนได้รวดเร็วเหนือมนุษย์ เขารู้ตัวถึงสมรรถภาพร่างกายที่พิเศษนี้มาได้สักพักแล้ว แม้แต่วิถีกระสุนเขากมองเห็น เดาได้อย่างเดียวว่าคงเป็นผลจากมาโคที่ร่างกายดูดซึมเข้ามาในช่วงเวลาสี่ปีนั่น
ไม่ยากนักที่จะล่อหลอกให้ทหารชินระยิงกันเอง แซคคิดจะล่อทหารให้ตามเขาไป เพราะตามสไตล์ของชินระ ไม่มีทางจะส่งมาแค่กลุ่มเดียวอยู่แล้ว จากจุดนี้เชื่อขนมกินได้เลยว่าต้องมีกองสนับสนุนอยู่อย่างน้อยอีกสองกลุ่ม ดีไม่ดีพวกตัวเป้งอย่างเทิร์คส์อาจจะลงมาจัดการเองเลยก็ได้
แซคเริ่งฝีเท้าออกจากพื้นที่จนมุมตรงนั้นเพื่อให้ความสนใจของพวกทหารเบนมาที่เขาคนเดียว อีกอย่างหนึ่งเขาต้องหาพาหนะเดินทางใหม่ จะสลัดพวกทหารน่ารำคาญนี่ให้หลุดจำเป็นต้องหาเครื่องทุ่นแรงหน่อย
ทหารสองคนขับมอเตอร์ไซด์ตามล่าเขาได้ทัน ตามด้วยแสงไฟจากเฮลิคอปเตอร์ส่องลงมาที่เขา
“พวกเทิร์คส์ส์งั้นเหรอ”
ลงมาเองจริง ๆ ด้วยสินะ
เฮลิคอปเตอร์นั้นบินนิ่งอยู่พักหนึ่ง ตามด้วยเสียงประกาศที่ไม่ได้มีเนื้อหาน่าฟังเอาซะเลย
“เลิกขัดขืนซะดีกว่า ถ้ายอมให้จับดี ๆ เราจะไว้ชีวิตนาย”
แซคหันหลังให้กับทหารอีกสองคนที่ตั้งท่าโจมตีอยู่ ท่าทางหวาด ๆ ไม่รู้ว่าเขาจะยอมมอบตัวหรือไม่
“หึ... ‘จะไว้ชีวิต’ งั้นเหรอ พูดอะไรบ้า ๆ สิ่งที่ฉันต้องการน่ะ...” หนุ่มหัวเม่นหันหลังกลับมาช้า ๆ เผชิญหน้ากับศัตรูที่ขวางมือขวางเท้าเขาอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น
“อิสรภาพต่างหาก!!!”
ฝีมือของแซคเหนือชั้นกว่าทหารชินระชั้นธรรมดามากนัก นกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำเขาก็จัดการทั้งสองคนได้หมอบกระแต ต้องขอบใจที่อุตส่าห์ขับมอเตอร์ไซด์มาให้เขาถึงที่ ชายหนุ่มกระโดดขึ้นรถอย่างคล่องแคล่ว เฮลิคอปเตอร์ของพวกเทิร์คส์ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เมื่อเขาลอบหนีเข้าไปข้างในได้พวกเทิร์คส์ก็ทำอะไรไม่ได้ถ้ายังนั่งคอตั้งอยู่เฉย ๆ
แซคบึ่งมอเตอร์ไซด์กลับมาที่จุดเดิมที่คลาวด์รออยู่ จะมีใครฉลาดปราดเปรื่องไปยิ่งกว่าเขาอีกล่ะที่รู้จักใช้ของรอบตัวให้เป็นประโยชน์ ชายหนุ่มยืนดูทหารสองสามคนที่ตั้งใจจะจับคลาวด์ออกมาอย่างภูมิใจในผลงานตัวเอง
ต้องขอบคุณการดีไซน์เสาของจูน่อนที่สร้างช่องว่างไว้ตรงกลาง รูปร่างผอมบางของคลาวด์ที่เข้าไปอยู่ในนั้นได้พอดี แล้วก็บัสเตอร์ซอร์ดที่ใหญ่ (และหนัก) เกินปกติของเขาด้วย ทหารชินระที่เหลือไม่กี่คนตั้งใจจะจับคลาวด์ที่ไม่มีทางสู้ แต่เพราะไม่สามารถจะขยับบัสเตอร์ซอร์ดออกได้ก็เลยเข้าถึงตัวคลาวด์ไม่ได้เหมือนกัน
แซคลงจากมอเตอร์ไซด์แล้วเดินตรงดุ่มเข้าไปผลักพวกทหารที่ยังไม่เลิกความพยายามจะเอาบัสเตอร์ซอร์ดออกเสียกระเด็น ยกดาบของตัวเองขึ้นด้วยมือเพียงข้างเดียวพาดเก็บไว้ที่หลัง ทหารที่เหลือไม่มีใครกล้าเข้าไปวอแวกับแซคอีกเพราะรู้ว่าความสามารถมันต่างกันเกินไป
ชายหนุ่มก้มลงพูดกับคลาวด์แบบไม่สนใจสายตาใคร “โทษทีที่ต้องให้รอนะ คลาวด์”
ดวงตาสีฟ้าเขียวไหววูบเป็นการตอบคำ
...ไม่เป็นไรหรอก ฉันเชื่อว่านายต้องกลับมา
แซคไม่รอช้า เขาพยุงร่างเล็กขึ้นนั่งบนรถ จับแขนเล็กให้โอบรอบเอวตัวเองไว้แล้วเบิ่งรถออกไปอย่างรวดเร็ว
########################################
“จากนี้ไปก็เดินกันต่อนะ อีกอึดใจเดียวก็ถึงมิดการ์แล้วล่ะ คลาวด์”
แซคจอดรถมอเตอร์ไซด์ทิ้งไว้ เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงหมดมันก็กลายเป็นของไร้ประโยชน์ เป็นเวลาดึกเต็มทีที่ทั้งคู่เดินทางมาถึงอีกฟากหนึ่งของภูเขา เลาะขึ้นไปทางเหนืออีกนิดก็จะถึงมิดการ์ ที่จริงแล้วแซคอยากจะลุยไปให้ถึงรวดเดียว ในเวลากลางคืนแบบนี้พวกเขาจะถูกตามตัวได้ยากกว่า แต่แซคจำเป็นต้องหยุดให้ร่างกายของคลาวด์ได้พักผ่อน ทั้งคู่ลงเอยมาซ่อนตัวอยู่ที่ถ้ำเล็ก ๆ ระหว่างหุบเขา
แสงไฟที่เห็นอยู่ไกลลิบ ๆ ทางเหนือนั่นคงเป็นมิดการ์ แซคแหงนดูท้องฟ้ายามค่ำคืน ช่างดูราวกับผืนผ้าใบสีดำสนิทถูกแต่งแต้มประดับประดาไปด้วยแสงระยิบระยับจากดาวน้อยใหญ่ ดู ๆ ไปเหมือนดวงดาวจะเรียงตัวกันเป็นรูปร่างอะไรบางอย่างที่คุ้นตาเสียจนเขาต้องชวนคนข้าง ๆ คุย
“เฮ้ คลาวด์ ดาวพวกนั้นเรียงกันเหมือนโจโกโบะเลย ท่าทางฉันจะเป็นผู้คนพบกลุ่มดาวใหม่ได้นะเนี่ย”
หนุ่มหัวเม่นโอบไหล่บางของคนที่นอนซบอยู่ข้าง ๆ คลาวด์เหนื่อยอ่อนจนอยากจะหลับตาเต็มที คนที่ควรจะเหนื่อยกว่ากลับมีพลังงานเหลือเฟือ พูดจ้อไม่หยุด
“อ้ะ... ดูอีกทีก็เห็นเป็นรูปหมาป่าได้แฮะ แปลกจัง”
คลาวด์ฟังแล้วก็ได้แต่คิดตามอย่างงง ๆ ที่น่าแปลกควรจะเป็นสายตาของแซคมากกว่า
“เหมือนฉันกับนายเลยนะ ว่ามั้ย พ่อโจโกโบะตัวน้อย” ว่าแล้วกขยี้หัวตั้ง ๆ สีบลอนด์นั่นที่เหมือนโจโกโบะไม่มีผิด “ส่วนฉันก็เป็นหมาป่าที่ชอบทำอะไรโผงผาง จ้องจะจับโจโกโบะอย่างนายกินไง เห็นด้วยรึเปล่า คลาวด์”
ริมฝีปากของเด็กหนุ่มยกยิ้มน้อย ๆ เขากำลังหัวเราะ การเปลี่ยนสถานการณ์ตึงเครียดให้กลายเป็นสนุกสนานเป็นเรื่องถนัดของแซคเสมอ
“....อื้อ........”
ถ้าเป็นหมาป่าใจดีอย่างนาย ยอมให้กินบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก
“เราสองคน เหมือนเป็นคนเดียวกันเลยนะ...”
แซคโน้มใบหน้าลงจูบแก้มใส รู้สึกว่าไม่อาจจะแยกจากคลาวด์ได้
ดวงตาสีฟ้าเขียวค่อย ๆ หลับลงอย่างอ่อนล้าด้วยความรู้สึกเดียวกัน ทั้งขีวิตนี้เขาคงไม่อาจขาดแซคได้ มือเล็กจับมือใหญ่อบอุ่นแน่นกระชับ แซคกุมมือเล็กนั้นตอบเช่นกัน
อีกไม่นานคลาวด์จะหายเป็นปกติ เขาจะได้เห็นใบหน้าพร้อมรอยยิ้มน่าเอ็นดูนั่นอีกครั้ง
อยู่ด้วยกันตลอดไปนะคลาวด์ ฉันจะไม่ปล่อยให้นายอยู่คนเดียวแน่ เราสองคนจะเดินทางไปภายใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่นี้ด้วยกัน
########################################
เช้าวันต่อมาแสงอาทิตย์ส่องสว่างจ้าจนแสบตา มองลงไปที่ทุ่งกว้างก็ดูเงียบสงบดี แต่ใครจะรู้ว่าชินระส่งทหารมาดักอีกมากเท่าไหร่ ถ้าพากันเดินเข้ามิดการ์ดุ่ม ๆ คงหนีรอดยาก จะมีทางไหนที่ดีกว่านี้มั้ยนะ...
ยังไงก็... เดินไปคิดไปแล้วกัน
“คลาวด์ จะไปกันรึยัง”
แซคเอ่ยทักทาย ฝ่ายเด็กหนุ่มก็ผงกหัวรับเบา ๆ ทำให้คนมองอดอมยิ้มไม่ได้ เขาพยุงคลาวด์ขึ้นลุก ก้าวลงจากตีนเขา
หลังจากเดินได้ไม่นาน เขาก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ไล่หลังมา แซคเตรียมจะชักดาบออกมา แต่พอฟังดี ๆ แล้วเสียงเครื่องยนต์มันเก่ากว่าที่คิด ถ้าเป็นพวกชินระคงไม่ใช้รถเก่าคร่ำครึขนาดนี้ รถกระบะสีเหลืองสภาพค่อนข้างเก่ากำลังขับผ่านมา ดูเป็นแค่คนผ่านทางเท่านั้น
คนขับรถเป็นชายวัยกลางคน เขาหยุดรถแล้วยื่นหน้าออกมาทักชายหนุ่มที่ดูจะอยู่ผิดที่ผิดทาง
“เฮ้ ไอ้หนุ่ม พวกนายมาทำอะไรกันกลางทุ่งร้างแบบนี้กันสองคนละเนี่ย”
ปกติแล้วคงไม่ใช่พื้นที่ที่จะมีใครมาเดินกัน แซคตอบกลับไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดูไม่มีพิษมีภัย
“คืองี้นะลุง พวกผมมาจากจูน่อนน่ะ แต่รถดันมาน้ำมันหมดเสียก่อน”
“อ่าว แล้วจะไปไหนกันละนั่น แล้วเจ้าหนุ่มอีกคนนั่นเป็นอะไร” คนขับรถถามง่าย ๆ อย่างไม่นึกติดใจสงสัยอะไรถึงแม้ว่าชุดที่ทั้งคู่สวมอยู่จะเป็นเครื่องแบบของชินระ คงเป็นคนนอกเมืองที่ไม่มีเรื่องวุ่นวายต้องร้องทุกข์กับชินระ
“ก็... ไม่สบายนิดหน่อยน่ะ แต่ยังไงก็อยากไปมิดการ์ให้ได้น่ะลุง”
“มิดการ์เรอะ?” เสียงแหบห้าวอุทาน “ขึ้นมาเลยไอ้หนุ่ม ฉันจะไปทางนั้นพอดีอยู่แล้ว”
“พูดจริงน่ะ ลุง?” แซคถามด้วยแววตาเป็นประกาย เขานี่โชคดีติดกันหลายอย่างแล้วแฮะตั้งแต่หนีมา
“เห็นคนหนุ่ม ๆ อย่างพวกแกลำบากลำบนกันไม่ไหวหรอก” ชายคนขับรถหัวเราะ
“ขอบคุณหลาย ๆ เลย ลุง!”
ด้วยเหตุนี้การเดินทางสู่มิดการ์จึงสบายขึ้นมาหลายโข จากที่ต้องเดินลุยเอง กลายเป็นนั่งกินลมได้อย่างสบายใจ
หลังจากนั่งมาได้สักพัก ด้วยความที่เขาทนความเงียบไม่ได้ แซคเลยตะโกนถามลุงคนขับรถ
“เฮ้ ลุง! เราถึงมิดการ์รึยังเนี่ย”
คนฟังวิทยุเพลงคันทรี่อยู่เพลิน ๆ ถูกขัดจังหวะ แถมขัดใจหน่อย ๆ จึงตะโกนตอบมากวน ๆ “หุบปากไปน่า! แกโชคดีแค่ไหนแล้วที่ฉันยอมให้ขึ้นรถมาด้วยน่ะ!”
แซคเลยเปลี่ยนความสนใจมาคุยกับคลาวด์ต่อ แม้ว่าเด็กหนุ่มจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็คงเต็มใจจะฟังเขาพูดมากกว่า
“นี่ คลาวด์ พอถึงมิดการ์แล้วเราจะทำอะไรกันดีนะ”
......ฉัน... จะทำอะไรได้ด้วยเหรอ...
คลาวด์ยังค่อย ๆ คิดพิจารณาจริงจังกับคำถามนั้น แต่แซคยังคงพูดต่อ
“จริง ๆ ฉันก็มีที่นึงที่น่าจะไปพักได้ชั่วคราวนะ อ่ะ... ไม่ได้สิ แม่เขาก็อยู่ด้วยนี่ สงสัยคงจะไม่ได้ซะแล้วล่ะ”
...? ...พูดถึงใครน่ะ... นายมีคนอื่นที่รู้จักในมิดการ์อีกเหรอ มีเวลาอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย
แซคครุ่นคิดอยู่คนเดียวครู่หนึ่ง เขาไม่ได้มองคลาวด์ บางทีการที่เข้าใกล้มิดการ์มากขึ้นอาจจะทำให้ชายหนุ่มเครียดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เพราะนั่นแปลว่าถ้าโชคร้าย ทั้งคู่อาจจะปะทะกับทหารของชินระได้ทุกเมื่อ
“จริงด้วย... ต้องเปลี่ยนแผน! อืม..... ไม่ว่าจะทำอะไร ยังไงเงินก็ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรกสินะ.... นี่ คลาวด์ มาทำธุรกิจกันมั้ย ว่าแต่เราจะทำอะไรกันดีล่ะ”
.... ธุรกิจ....
อาจจะเพราะจริงจังเกินไปหรือไม่ได้จริงจัง แซคจึงไม่ได้ต้องการคำตอบจากคลาวด์ (เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคลาวด์คิดตามอย่างจริงจังขนาดไหน!)
“นายว่าฉันจะไปทำอะไรดีถึงจะได้เรื่อง”
แซคนึกภาพตัวเองไม่ออกว่าเวลาจัดการธุรกิจแบบบริหารนั่งโต๊ะมันเป็นยังไง ไอ้ประเภทนั้นท่าทางจะได้เงินเยอะก็จริง (ดูอย่างพวกผู้บริหารชินระเป็นตัวอย่างสิ) แต่ถ้าให้เขาไปทำอย่างนั้นคงจะอึดอัดพิลึก แถมคงจะไม่เข้ากับตัวอย่างแรง
หนุ่มหัวเม่นหันไปถามลุงคนขับรถอีกหน ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นการรบกวนรึเปล่า เขารักสนุกที่จะได้คุยโน่นคุยนี่มากกว่ามานั่งสนใจเรื่องจิ๊บจ๊อย
“เฮ้ ลุง! ลุงว่าอย่างผมนี่ไปทำอะไรดี”
ลุงคนขับรถไม่รู้รำคาญเหมือนตอนแรก ส่งเสียงดังตอบกลับมา “เพ้อเจ้ออะไรกันห้ะ พวกแกยังหนุ่มยังแน่น! คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็ควรจะลองทำมันให้หมดทุกอย่างน่ะแหละ! จนกว่าจะรู้ว่าอะไรมันเหมาะกับตัวเอง ถ้าไม่รีบหาไว้ก็จะไม่มีโอกาสเอานะ!”
จบประโยคชายหนุ่มก็ทำหน้าเหรอหรา แล้วหันมาบอกคลาวด์ “เขาว่าให้ลองทุกอย่างแน่ะ ตอบง่ายจริงเนอะ”
“รู้แล้ว!! จริงด้วย! ไอ้ฉันน่ะมันมีหัวสมองแล้วก็ความสามารถมากกว่าคนอื่น ๆ ตั้งเยอะ ตัดสินใจแล้ว! ฉันจะเป็นทหารรับจ้างทำสารพัดอย่าง!”
เจ้าตัวตะโกนดังจนกลบเสียงเครื่องยนต์ด้วยความตื่นเต้น เผื่อแผ่ไปถึงคนที่ขับรถอยู่ข้างหน้าด้วย
“ใช่เลย! ขอบใจนะ ลุง!”
คนฟังขมวดคิ้ว ท่าทางเจ้าหนุ่มนี่จะตีความคำพูดผิดไปไกลโข “เฮ้... ได้ยินที่พูดบ้างรึเปล่านี่แก”
แซคไม่ได้สนใจฟัง ตั้งหน้าตั้งตาเต็มที่ว่าสิ่งที่คิดเป็นอาชีพในฝัน “ฟังนะ คลาวด์ ฉันจะเป็นทหารรับจ้างทำทุกอย่าง นั่นแหละ ๆ จะงานน่าเบื่อ งานอันตราย ทุกอย่างรับหมดขอแค่มีเงิน แล้วก็จะรวย! แล้วนายจะทำอะไรล่ะ คลาวด์”
“ไม่ใช่ล่ะ ไอ้หนู.... เข้าใจผิดไปละมั้ง” คนข้างหน้ายังส่งเสียงขัด ก็ไอ้ที่แซคว่ามาไม่ใช่อย่างที่เขาบอกไปเสียหน่อย แต่หนุ่มหัวเม่นยังนั่งหน้าแป้น รอคำตอบจากเด็กหนุ่มอีกคน
“ล้อเล่นน่า ใครจะทิ้งนายไว้กันล่ะ” หนุ่มหัวเม่นเฉลยแล้วขยิบตา “ก็เราน่ะ เป็นเพื่อนกันใช่มั้ยล่ะ ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไปอยู่แล้ว ตกลงว่าทหารรับจ้างนะ คลาวด์ นายกับฉันจะทำงานด้วยกัน”
“เข้าใจนะ คลาวด์”
แซคนั่งกลิ้งไปมาหลังรถกระบะอย่างอยู่ไม่สุข ที่ผ่านมาเขาเป็นฝ่ายต้องพยุงคลาวด์เดินมาตลอด ให้มานั่งนิ่ง ๆ จะชินทันทีก็คงยาก นั่งอยู่ได้ไม่นานเขาก็เข้าไปเท้าคางกับหลังคารถ แล้วตะโกนคุยกับลุงคนขับอีก
“นี่ลุง เมื่อไหร่จะถึงซะที---“
ทันใดแซครู้สึกถึงเสียงแหวกอากาศใกล้ ๆ มันคือเสียงของเฮลิคอปเตอร์ที่อยู่ไม่ห่าง ปฏิกิริยาโต้ตอบแรกของเขาพุ่งไปที่คลาวด์ที่นั่งอยู่ท้ายรถทันที
“คลาวด์!!! ระวัง!!!”
เพียงเสี้ยววินาทีที่เขาไวกว่าวิถีกระสุน ชินระถึงกับส่งพวกลอบสังหารมาเก็บพวกเขาเชียวรึ ท่าทางไอ้การทดลองหลุดโลกนี่มันจะเป็นความลับขั้นสุดยอดจริง ๆ ถึงไม่อยากให้ตัวอย่างหนีรอดไปได้ แซคคว้าร่างเล็กเข้ามาให้พ้นรัศมีการถูกโจมตี คลาวด์ยึดแขนเขาไว้แน่น แต่แซคไม่มีเวลามาดีใจในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้
“ลุง! จอดรถที!!!”
ชายหนุ่มตะโกนบอกคนขับรถที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ลุงคนขับเองก็ไม่รู้ตัวว่ารถกระบะของตัวเองแบกตัวปัญหาให้ตัวเองกลายเป็นเป้าจับตาย
“หา!!! ว่าไงนะ ไอ้หนุ่ม! แล้วไอ้เสียงเปรี้ยงปร้างตึงตังเมื่อกี้น่ะมันอะไร”
จะให้บอกว่าเป็นเสียงมือปืนมาตามเก็บพวกผมคงไม่ตกใจจนเหยียบคันเร่งจนมิดหรอกนะลุง.... ขืนเป็นแบบนั้นได้ตายหมู่แหง ๆ แซคคิดกลั่นกรองคำพูดที่จะฟังดูไม่ตื่นตระหนกนัก
“เพื่อความปลอดภัยของลุงเอง ก็รีบ ๆ จอดให้พวกผมลงไปเหอะ ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว”
ลุงคนนี้เป็นแค่คนขับรถส่งของที่ไม่ประสีประสา แซคเองก็ไม่อยากให้คนนอกต้องมาซวยไปด้วย พวกทหารชินระมาตามล่าเขา เพราะงั้นเขานี่แหละมีหน้าที่จะต้องไล่ ไม่ก็กำจัดพวกนั้นให้หมด
ท่าทางคนขับรถเองก็รู้สถานการณ์ เขาไม่ถามอะไร อาจจะเห็นว่าสถานการณ์ดูไม่ค่อยดี ถ้ารีบ ๆ ปล่อยเขาลงมาจากรถได้คงเป็นการดีกับตัวเองมากกว่า ซึ่งนั่นก็สะดวกสำหรับแซคที่ไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย
แซควางร่างของคลาวด์ลงหลังโขดหินก้อนใหญ่อันเป็นที่กำบังอย่างดี แต่เขาจะเอาแต่หลบไม่ได้ ถ้าพวกทหารชินระตามมาถึงเมื่อไหร่ ที่บริเวณนี้คงจะถูกค้นขนาดจะไม่ให้สิ่งมีชีวิตชนิดไหนเล็ดรอดสายตาไปได้
เขาลูบศีรษะเล็กแล้วเขย่าไปมาเบา ๆ ยิ้มให้เมื่อเห็นว่าคลาวด์ดูมีท่าทีกังวล เขาไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว คลาวด์กุมแขนเขาแน่นไม่ยอมปล่อย
“เป็นห่วงเหรอ นายนี่คิดมากไม่เปลี่ยนเลยนะ” เอ่ยล้อเลียนแล้วตบไหล่ให้คลายกังวล
เขาไม่ควรจะเสียเวลามากกว่านี้ ต้องรีบไปจัดการพวกที่ตามล่ามาให้หมด แล้วเขาจะได้ไปถึงมิดการ์เสียที
“แล้วจะรีบกลับมานะ”
พูดไว้เพียงเท่านั้นแล้วก็ลุกจากมา ทิ้งร่างเล็กให้ซ่อนตัวในที่ปลอดภัย
จะไม่มีใครแตะต้องนายได้เด็ดขาด
...แซค....
คลาวด์เอื้อมมือออกไปด้วยกำลังที่พอจมี หวังจะเยื้อยุดชายหนุ่มที่เดินจากไป แต่ก็สายไปแล้ว... คลาวด์รู้สึกเจ็บหนึบในอก เป็นความรู้สึกแบบเดียวกันในวันที่แซคไปหาเซฟิรอธตอนนั้น...
เหมือนกับตัวเองจะต้องสูญเสียสิ่งสำคัญ.......... ไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว
ดวงตาสีฟ้าเขียวสั่นไหว อยากส่งเสียงเรียกออกไปดัง ๆ แต่เปล่งออกมาได้เพียงแผ่วเบาเท่านั้น
“...แ....ซ.....ค”
เขาทำได้เพียงเชื่อมั่นในตัวแซคเท่านั้น
ฉันจะเชื่อ... ว่านายต้องปลอดภัยกลับมา
.
.
.
.
สิ่งที่รอคอยอยู่คือทหารชินระนับพัน ทุ่มเทกำลังมาจับกุมเขา ดูจากอาวุธครบมือเขาคงถูกตั้งเป้าให้ ‘จับตาย’ ชายหนุ่มก้าวออกมาอย่างไม่เกรงกลัว ประจันหน้ากับศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าเพียงลำพัง
“ให้ตายสิ... ค่าของอิสรภาพเนี่ย แพงมหาศาลเลยแฮะ”
แซคว่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยังไม่ทิ้งน้ำเสียงร่าเริงของตน เขาค่อย ๆ ชักบัสเตอร์ซอร์ดออกมา กุมมันไว้เบื้องหน้า ด้วยดาบเล่มนี้... เขาจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อปกป้องคลาวด์
“โอบกอดความฝันไว้ให้แน่น และไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม อย่าลืมศักดิ์ศรีและความภาคภูมิของตัวเอง”
ชายหนุ่มเตือนใจตัวเองด้วยแววตาแม่นมั่น จับด้ามดาบไว้แน่น แล้วพุ่งเข้าหากองทัพทหารชินระอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ดาหน้ากันเข้ามาได้เลย!!!”
ความฝันของฉัน... ความปรารถนาของฉัน... คือการปกป้องความสุขของนาย
...คลาวด์...
########################################
สายฝนกำลังโปรยปรายลงมา... แสงอาทิตย์ที่สว่างจนแสบตาเมื่อครู่เลือนแสงไปจนทุกอย่างรอบกายมืดสลัว สุ้มเสียงวุ่นวายจากการต่อสู้เงียบหายไปแล้ว
แซค... หายไปไหน?
กลิ่นเลือดที่ลอยมากับละอองฝนทำให้หวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก... แต่แซค... จะรักษาสัญญา เขาเชื่ออย่างนั้น อีกไม่นานชายหนุ่มคงจะกระหืดกระหอบกลับมา ยิ้มเก้อแล้วบอกเขาว่า ‘โทษทีนะ เสียเวลาจัดการนานไปหน่อย รอนานแย่เลยใช่มั้ย คลาวด์’
อย่างนั้น... ใช่มั้ย...
แซค...
ฝนตกมาสักพักแล้ว คลาวด์อดทนรอต่อไปไม่ไหว เด็กหนุ่มพยายามขยับร่างกายอันหนักอึ้ง ทำได้ดีที่สุดคือค่อย ๆ คลานออกมาจากหลังโขดหินใหญ่ที่ซ่อนตัวเขาไว้ได้มิดชิด
ไม่ห่างจากตรงนั้น... ร่างของชายหนุ่มที่อาบไปด้วยเลือดกำลังนอนแผ่อยู่อย่างไร้เรี่ยวแรง หัวใจของคลาวด์แทบจะหยุดเต้น พยายามปลอบใจตัวเองว่าบางทีสิ่งที่เห็นอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
แซค.. แซคต้องไม่เป็นไร
สายฝนเย็นเยือกผสมกับเลือดอุ่น ๆ เลอะเป็นสีแดงเปรอะไปทั่ว คลาวด์คิดเพียงแต่จะไปหาแซคเท่านั้น ยังหวังว่าชายหนุ่มจะเอ่ยทักเขาด้วยเสียงทะเล้นอย่างเคย
ไม่เป็นไรเหรอก... แซคไม่เป็นไร...
คลาวด์ยันตัวขึ้น ทอดสายตามองชายหนุ่มที่ยังลืมตาท่ามกลางสายฝน เจ้าของดวงตาสีดำประกายเขียวจ้องเขากลับด้วยสายตาที่อ่อนโยนเหมือนทุกที
“...แ... ซ...ค”
ผู้ถูกเรียกเพียงแต่ยิ้ม... เป็นรอยยิ้มแบบโล่งอกที่ได้ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตสำเร็จ คลาวด์รอคำพูดจากปากชายหนุ่มอย่างใจจดจ่อ
พูดสิ... ว่าไปมิดการ์กันต่อเถอะ ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว เหมือนอย่างทุกที...
“จำเรื่องราวของเราไว้.....”
แซคเอ่ยเสียงเบา เสียงแหบพร่านั่นขาดช่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“........?” คลาวด์ทำอะไรไม่ถูก รู้สึกร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน แต่ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นจากน้ำฝน ความรู้สึกด้านลบ.. กำลังกัดกินใจเขาทีละนิด
แซคยกมือขึ้นลูบหัวของคลาวด์ ออกแรงเพียงเล็กน้อยให้เด็กหนุ่มก้มลงซบกับแผ่นอกของตัวเอง เขาทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว... เพียงแค่อยากจะกอดคลาวด์เป็นครั้งสุดท้าย
“จำไว้นะ คลาวด์.... นายเป็นคนเดียวที่รู้ว่าฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร และฉัน....ดีใจ ที่ปกป้องนายไว้ได้....”
เด็กหนุ่มยังมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เชื่องช้า... ยังวนเวียนกับโลกในหัวของตัวเอง เขากำลังจะหลอกตัวเองว่านี่คือความฝัน... ไม่ใช่ความจริง...
อย่าพูดแบบนั้น... อย่าพูดแบบนั้นสิ...
คราบเลือดที่ติดอยู่บนแก้มยังอุ่นร้อน สัมผัสนั้นบอกเขาชัดเจนว่าบาดแผลที่ชายหนุ่มได้รับหนักหนาสาหัสเพียงใด...
แซคเหลียวมองบัสเตอร์ซอร์ดที่วางอยู่ข้าง ๆ ตัว เขายกดาบขึ้นด้วยเรี่ยวแรงที่ยังเหลืออยู่ ยื่นดาบใหญ่นั้นส่งให้คลาวด์
“มีชีวิตอยู่... ต่อไปนะ ความฝันของฉัน... ความภาคภูมิใจทุกอย่าง... ฉันมอบให้นาย”
คลาวด์รับดาบที่ถูกยื่นมาให้อย่างเก้ ๆ กัง ๆ เขากุมมือของแซคไว้ เขายังเชื่อว่ามันต้องอบอุ่น.... ดวงตาสีฟ้าเขียวที่เลื่อนลอยยังไม่กลับมาสู่ความจริง
ไม่จริงเหรอก... นี่ไม่ใช่เรื่องจริง...
“.......แ....ซ.......ค”
เขาได้ยินเสียงตัวเองสั่นมากกว่าเดิม รู้สึกโหวงภายในอกขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ อีกฝ่ายก็เอาแต่ยิ้มให้เขาเท่านั้น
“มีชีวิตอยู่ต่อไปนะ....”
....หลังจากนั้น... เขาก็ได้ยินแต่เสียงหยดน้ำฝนที่ตกกระทบพื้นดิน...
แซคไม่พูดอะไรอีกเลย... แล้วก็ไม่ขยับตัว ไม่ว่าเขาจะกุมมืออีกฝ่ายแน่นมากเท่าไหร่ รู้สึกว่าไออุ่นจากร่างกายเลือนหายไป แทนที่ด้วยสายฝนหนาวเหน็บที่ตกลงมา
“...แ...ซค...”
ลืมตาสิ... พูดอีกสิ... อย่าล้อเล่นกันแบบนี้
คลาวด์แนบหลังมือกับผิวแก้มตัวเอง แต่ก็เพียงเท่านั้น หากเขาไม่จับแขนไว้ มือนั้นก็คงร่วงลงข้างตัว
ร่างกายที่เคยอบอุ่นเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ เมื่อต้องสายฝนเย็น คลาวด์ไม่รู้ตัวว่าน้ำที่ผิวแก้มตนเองเป็นน้ำฝนหรือว่าน้ำตาของตัวเอง สำหรับเขามันช่างเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกินกว่าจะสมองจะยอมรับได้ว่าเขาได้สูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไปแล้ว
“อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!!!!!!!”
เสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งออกมาพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งริน กระนั้นเขาก็ยังทนรับความจริงข้อนี้ไม่ได้ คลาวด์กุมมือของแซคไว้แน่น ด้วยความหวังอันริบหรี่ว่าจะสามารถเยื้อชีวิตของอีกฝ่ายไว้ได้
“....อย่าผิดสัญญาสิ.... นายบอกว่าเราจะไปด้วยกัน... กลับไปมิดการ์ไงล่ะ แซค... เรา... ยังไปไม่ถึงมิดการ์เลยนะ”
ปลายนิ้วโดนสายฝนชุ่มจนเย็นเฉียบ ไร้การเคลื่อนไหวใด ๆ
“นายพูดไม่ใช่เหรอว่าจะกอดฉันตลอดไป... ด้วยอ้อมแขนของนายคนเดียว.... จะไม่ให้ใครแตะต้องฉันได้...”
‘จะไม่มีใครแตะต้องนายได้... นอกจากฉัน’
.
.
.
.
ความทรงจำในช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันกลับเด่นชัดยิ่งขึ้นในใจของคลาวด์ ท่ามกลางสายฝนเช่นนี้... มันไม่ต่างอะไรกับวันแรกที่เขาได้สารภาพความในใจ
“กอดฉันไว้... เหมือนอย่างที่เคยอีกสิ... ฝน...ยังไม่หยุดตกเสียหน่อย”
‘ต่อให้ฝนหยุด ฉันก็ไม่เลิกกอดนายแน่’
.
.
.
.
เขาเคยภาวนาไม่อยากให้ฝนหยุด เพื่อที่จะได้อยู่ในอ้อมกอดของคนรักตลอดไป แต่สายฝนที่เทลงมาจากฟากฟ้าตอนนี้ ไม่มีประโยชน์อันใดนอกจากจะตอกย้ำความปวดร้าวให้ยิ่งเจ็บลึก
เมื่อไม่มีอ้อมแขนอันอบอุ่นอันเป็นที่รักคอยโอบล้อมอีกต่อไป
“นายบอกว่าอยากจะฟังเสียงฉัน... ใช่มั้ย... ได้ฟังสมใจแล้วก็... พูดอะไรบ้างสิ... ....อย่าแกล้งกันแบบนี้”
‘ต่อไปฉันจะเอาคืน นายต้องเป็นฝ่ายคุยบ้างนะพอแข็งแรงดี ส่วนฉันจะไม่พูดอะไรซักคำเลย ฉันจะฟังแต่เสียงนายให้หายอยาก’
.
.
.
.
คลาวด์เค้นเสียงจากลำคอที่ไม่ได้ใช้งานมานานอย่างยากลำบาก แต่เพื่อให้ได้แซคคืนมา... จะให้เขาพูดมากอีกเท่าไหร่ก็ได้
“นายโกหก..... ทำไม.... ถึงไม่รักษาสัญญา... บอกว่าจะหนีรอดไปด้วยกันไง!!!”
‘เราจะไปด้วยกัน ฉันกับนาย ตลอดไป ยังจำสัญญาได้ใช่มั้ย ฉันไม่เบี้ยวเหรอกนะ นายก็ต้องรักษาสัญญาเหมือนกัน’
.
.
.
.
ทั้ง ๆ ที่เขาเฝ้าอดทนมาตลอด คลาวด์ไม่ยอมตัดใจแม้ร่างกายจะไม่ปกติ เพื่อแซค... แต่กลับเป็นอีกฝ่ายที่ทิ้งเขาไป...
“....แซค....... ขอร้องล่ะ....”
คลาวด์นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเสียนาน นานพอจนฝนขาดเม็ดและน้ำตาแห้งเหือดไปพร้อมกันเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องลงมาผ่านเมฆบาง แสงสว่างที่ลอดลงมาทำให้เขามองเห็น
สีหน้าที่พึงพอใจของแซค...
ชายหนุ่มหลับตาอย่างนิ่งสงบ ริมฝีปากยกยิ้มพึงใจ ดูไม่ต่างอะไรกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
‘มีชีวิตอยู่ต่อไปนะ....’
ราวกับได้ยินเสียงของชายหนุ่มดังก้องกังวานซ้ำ ๆ ถ้อยคำที่ส่งต่อให้เขาก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้า
คลาวด์กระพริบตาถี่ ๆ เขาคิดว่าน้ำตาจะไหลออกมาอีก แต่ก็เปล่า... แสงอาทิตย์ส่องแสงสะท้อนกับต่างหูสีฟ้าที่แซคใส่อยู่เป็นประกายวาบ เด็กหนุ่มค่อย ๆ เอื้อมมือไปสัมผัสต่างหูสีฟ้านั้น
คำสัญญา... ที่บอกว่าเราสองคนจะอยู่ด้วยกันตลอดไป....
‘ฉันจะได้มีอะไรไว้คิดถึงนายตลอดเวลาไง’
.
.
.
.
‘จากนี้... ห้ามถอดออก เด็ดขาดเลยนะ’
‘ไม่ถอดเหรอก... จะไม่ถอดเด็ดขาดเลย’
.
.
.
.
“ฉัน... ยังอยู่กับนายนะ... แซค” นิ้วเรียวลูบต่างหูของอีกฝ่าย
ต่างหูสีฟ้านั่น... เป็นตัวแทนของเขา สีฟ้าที่เหมือนกับดวงตาของเขาเมื่อก่อน ในทางกลับกันก็เป็นตัวแทนของแซค เป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่ชายหนุ่มมอบไว้เป็นที่ระลึก
ตัวตนของเขาที่มีแต่แซคคนเดียวรู้จัก... จะอยู่กับร่างไร้วิญญาณนั้นตลอดไป
และความทรงจำเกี่ยวกับแซคทั้งหมด... จะดำรงอยู่กับคลาวด์ ไม่มีวันที่จะหายไปไหน
เขาจะทำตามความต้องการของแซค... ความทรงจำของแซคจะอยู่กับเขา เขาจะเก็บรักษามันไว้ไม่ให้เลือนหายไป
จะมีชีวิตอยู่ต่อไป... เพื่อนายด้วย ชีวิตของฉันที่นายปกป้องไว้จะอุทิศให้กับนาย...
คลาวด์โน้มตัวลงจุมพิตริมฝีปากที่ยังหลงเหลือความอบอุ่นอยู่บ้าง แต่ไม่มีอีกแล้วที่จะได้รับอ้อมกอดแนบแน่น... หรือการรุกเร้าที่ร้อนแรงจนใจเต้นอย่างเป็นสุข
ไม่มีแล้ว...
...ฉันรักนาย แซค... และจะรักตลอดไป
คลาวด์ไม่กล่าวออกมาเป็นคำพูด มันไม่มีประโยชน์ถ้าหากอีกฝ่ายไม่รับรู้ มัน... สายเกินไปแล้วที่จะเอ่ยคำว่า ‘รัก’ ให้กับร่างที่ไร้ลมหายใจ
“ขอบคุณ... สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง”
ขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่จริงใจ
ขอบคุณสำหรับความอ่อนโยนแสนละมุนละไมที่สุด
ขอบคุณสำหรับความรักบริสุทธิ์
“ฉันจะไม่มีวันลืมนายเลย...”
น้ำตาของคลาวด์ไม่ไหลออกมาอีกแล้ว เขารู้ว่าแซคยังอยู่... อยู่ในตัวเขา อยู่ในความทรงจำของเขา
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ในมือถือดาบบัสเตอร์ซอร์ดอันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ชายหนุ่มมอบให้ ดวงตาสีฟ้าเขียวค่อย ๆ ทอดมองร่างที่นอนอยู่อย่างสงบ เขากลั้นสะอื้นเมื่อมองใบหน้านั้นเป็นครั้งสุดท้าย
“....นอนหลับฝันดีนะ.... แซค...”
คลาวด์รู้ดีว่าแซคยังอยู่กับเขา ต่างหูสีฟ้าบนหูซ้ายของตนยังเป็นหลักฐานได้อย่างดี เขารู้สึกได้ว่าแซคอยู่ที่นี่ กำลังโอบกอดเขาไว้อย่างอ่อนโยนเฉกเช่นแสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่สาดส่องมาบนร่าง
ดวงตาสีฟ้าส่องประกายห้าวหาญ แม้จะเจือความเศร้าสร้อยอยู่ไม่น้อย แววตาประกายความกล้าแกร่งมุ่งมั่น เขากับแซค... จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
เคียงข้างกัน...
ทุกครั้งที่เขาเห็นแสงอาทิตย์ยามเช้า... เขาจะนึกถึงรอยยิ้มของแซคที่สว่างไสวไม่แพ้กัน
เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก เพราะนายหนีไปอยู่ในที่ไกลแสนไกล แต่ในหัวใจของฉัน... มีความรักของเราอยู่ ความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับนาย... ไม่ว่าจะห่างไกลกันแค่ไหน ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความคิดถึง
บางที... ฉันอาจจะรู้สึกเหงา... แต่ถ้านึกถึงนายขึ้นมาทีไร คงจะยิ้มออกแน่ ๆ
หัวใจของฉัน กับ หัวใจของนาย จากนี้ไป จะเป็นหนึ่งเดียวกัน
แล้วสักวัน... เราก็จะได้พบกันอีก
แน่นอน
.
.
.
.
.
.
.
To be continued in Final Fantasy VII
แหะๆ
ฟิค ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
#1 By BeeJang on 2007-12-21 14:17