[Final Fantasy VII Fanfiction] Maybe, Goodbye (15)
posted on 08 Dec 2007 20:23 by keechan in Fiction, FinalFantasy-KingdomHeartsMaybe, Goodbye (15)
“เดี๋ยวก็จะถึงคอสตา เดล โซล แล้วนะ คลาวด์ นายเคยไปที่นั่นรึยัง ฉันหมายถึง ไปเที่ยวไม่ใช่แค่ทางผ่านเหมือนขามานะ ชายหาดที่นั่นน่ะสวยกว่าจูน่อนเยอะเลย พวกคนรวยถึงได้มาเที่ยวจองรีสอร์ทกันเต็มไปหมด อยากจะลองไปเที่ยวบ้างแล้วใช่มั้ยล่ะ”
หนุ่มหัวเม่นยังพล่ามอยู่ฝ่ายเดียวอีก เขาเย็นใจได้ว่าคงไม่มีทหารตามมาอีก หลังจากเขากวาดเรียบไปทั้งกองในป่า ก็ไม่มีวี่แววว่าชินระจะส่งใครตามมาอีก เป็นไปได้ว่าอาจจะรวบรวมกองกำลังชุดใหม่ที่แกร่งกว่าเดิม จำนวนมากกว่าเดิม เพื่อรวบตัวเขาให้อยู่ก็เป็นได้
แซคเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกายตัวเองเหมือนกัน จะเรียกว่าดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ เขาเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าปกติ มองอะไร ๆ ได้แม่นยำ แล้วก็ดูจะมีกำลังเพิ่มมากขึ้นด้วย ถึงได้จัดการกับศัตรูจำนวนมากได้ในเวลาสั้น ๆ แต่เขาไม่กล้าคิดว่าผลระยะยาวของมันจะเป็นยังไง...
พลังของมาโคงั้นเหรอ...? หรือว่าเจโนว่าเซลล์อะไรนั่น ชักจะเข้าใจแล้วล่ะว่าเซฟิรอธเก่งค้ำฟ้าได้ยังไง รวมถึง... ความรู้สึกของหมอนั่นด้วย... อย่างน้อยก็นิดนึงล่ะนะ
แซคเลือกเดินทางผ่านเส้นทางรถรางที่ไว้ใช้ขนแร่เพื่อให้ปลอดสายตาทหารชินระ ถ้าเดินทางปกติเขาจะมีรถมารับถึงที่ เลยไม่ค่อยได้สังเกตพื้นที่ตรงนี้เท่าไหร่ รถรางนี้เชื่อมต่อกับหมู่บ้านโคเรลที่เป็นแหล่งขุดแร่ขนาดใหญ่ แซคเองไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน ถึงเส้นทางจะลาดชันแปลก ๆ ยังกับรางรถไฟเหาะเพราะดันมาสร้างอยู่ตัดหุบเขา แต่ก็ได้บรรยากาศดี ๆ เหมือนกัน
“ได้ยินว่าใกล้ ๆ แถวนี้ มีรังนกอยู่ด้วยนะ ได้ยินเสียงจิ๊บ ๆ รึเปล่า น่าลองตามไปดูเหมือนกันนะว่าลูกนกจะน่ารักเหมือนนายรึเปล่า”
เมื่อครู่แซคได้ถามทางเพื่อความแน่ใจกับนักเดินทางที่ผ่านมาโดยบังเอิญ (ซึ่งเจ้านั่นก็พูดมากเป็นบ้า) ก็เลยได้ข้อมูลมาอย่างดีว่าเขาจะมีที่พักก่อนจะไปถึงเมืองท่า คอสตา เดล โซล เพราะว่ารถรางที่นี่มีเส้นทางสับรางไปมาซับซ้อน ที่บังคับกลไกก็เลยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ ที่พอเข้าจะไปนอนพักเอาแรงได้ พ่วงแถมด้วยข้อมูลที่ไม่จำเป็นอย่างเรื่องลูกนก
แซคขยี้ผมตั้ง ๆ สีบลอนด์นั้นอย่างมันมือแล้วยิ้มกว้าง ทำกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อจริง ๆ “แต่ฉันว่านายน่ารักน่าเอ็นดูกว่าแหง ๆ!”
ดวงตาสีฟ้าเขียวขยับไหวแว่บหนึ่ง ประกายแวววาวสดใสสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเย็น ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ล่องลอยเหมือนเดิมแล้ว... แซคเห็นความรู้สึกอยู่ข้างใน
....ตัวฉันในตอนนี้ คงจะเหมือนกับลูกนกจริง ๆ ส่วนนายก็เป็นแม่นกที่ใจดีที่สุด...
แซคดึงศีรษะเล็กให้เอียงซบกับไหล่ตัวเอง ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่บนโขดหินใกล้ ๆ กับกระท่อม ซึ่งถ้าข้ามไปได้ก็คงเป็นอีกฟากของภูเขา ลูกนกที่พูดถึงก็คงอยู่ไม่ห่างจากตรงนี้เท่าไหร่ แต่สาเหตุที่เขาออกมานั่งตรงนี้แทนที่จะเป็นในกระทุ่มน่ะมันเป็นเหตุผลอย่างอื่น
“เราไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันนานแล้วนะ คลาวด์”
ครั้งสุดท้ายก็จะเป็นที่จูน่อนรึเปล่านะที่ได้ดูพระอาทิตย์สวย ๆ แบบนี้ ที่ผ่านมาก็เอาแต่หนีหัวซุกหัวซุนจนไม่มีเวลามาทำตัวเรื่อยเฉื่อยแบบนี้เสียด้วย
“พอถึงมิดการ์แล้วก็คงหาโอกาสดูวิวสวย ๆ อย่างนี้ยากนะ”
ดวงอาทิตย์กลมโตสีแดงกำลังคล้อยต่ำลงมาเหมือนบอลลูนลูกใหญ่ ย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้ม รางรถที่ขึ้นลงไปมาพาดผ่านกลางพระอาทิตย์กันยั้วะเยี้ยะดูพิลึก แต่ก็สวยไปอีกแบบ
แสงอาทิตย์มอบความหวังให้กับเขา สภาพท่ต้องหนีตายสุดชีวิตยังดีกว่าถูกขังในห้องแคบ ๆ เป็นไหน ๆ วันรุ่งขึ้นแสงอาทิตย์ก็จะสาดส่องนำทางให้เขาอีกครั้ง ไม่มีวันไหนที่เขาจะยอมพ่ายแพ้ต่อชะตากรรม แซคจับมือคลาวด์ไว้แน่นราวกับเพื่อจะสื่อความเข้มแข็งหนักแน่นของตนไปให้
....อุ่นจังนะ... มือของนาย... อบอุ่นแล้วก็สวยงามกว่าพระอาทิตย์ไม่รู้ตั้งกี่เท่า
มือเล็กบีบตอบกลับเขาเบา ๆ เพียงเท่านั้นก็พอจะให้แซครู้สึก เขายิ้มอย่างยินดีเมื่อรู้สึกถึงแรงบีบ ค่อย ๆ ยกมือนั้นขึ้นจุมพิตด้วยความทะนุถนอม ดวงตาเป็นประกายจ้องมองลึกลงในแววตาสีฟ้าเขียว พยายามค้นหาความหมายอะไรก็ตามที่คลาวด์ต้องการจะสื่อ
...สายลมเย็นพัดมาหวีดหวิว หากความรู้สึกของตัวเองส่งผ่านทางสายลมได้จะดีเพียงใดกันนะ...
อยากจะเข้มแข็งขึ้น...
อยากจะทำให้ความฝันทุกอย่างของนายเป็นความจริง
แล้วก็... อยากจะอยู่ข้าง ๆ นายตลอดไป
“ไม่ต้องห่วงเหรอก นายทำได้แน่ คลาวด์ การที่ฉันมีนายอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ ฉันก็เหมือนมีทุกอย่างแล้ว” แซคอ่านความกังวลในดวงตานั้นออก เมื่ออีกฝ่ายสงแววตาสงสัยขึ้นมาเขาจึงพูดต่อ
“แค่มองตาฉันก็รู้แล้วว่านายคิดอะไร ปกติก็ชอบทำหน้ายุ่งจนรู้ว่ามีคำอะไรแปะอยู่บนหน้าอยู่แล้วนี่ ก็อย่างที่เขาว่าไงล่ะ คนรักกันไม่ต้องอาศัยคำพูดหรือการกระทำ แค่หัวใจก็เพียงพอแล้ว”
แซคยังพูดคำหวานเลี่ยน ๆ แบบนี้ได้ไม่กระดากปากเหมือนเดิม ถ้าเป็นปกติคลาวด์คงจะหน้าแดงอายม้วนไปแล้ว แต่สำหรับตอนนี้แววตาที่ไหวระริกก็เล่าเรื่องราวแทนได้เป็นอย่างดี
...จริงรึเปล่า... นายได้ยินใช่มั้ย แซค... เสียงจากหัวใจของฉัน
“ได้ยินชัดเจนเลย คลาวด์”
ขาดคำดวงตาสีฟ้าเขียวก็เบิกกว้าง แซคได้ยิน... ได้ยินจริง ๆ... น้ำใสปริ่มขึ้นที่เบ้าตา คลาวด์ไม่สนแล้วว่าตัวเองจะมีสภาพน่าสมเพชแค่ไหน ถ้ามีแซคอยู่ข้าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือว่าเขาจะเปลี่ยนไปยังไง ความอบอุ่นที่ได้รับก็ไม่เคยจางหายไปเลย อ้อมกอดนี้ยังโอบรอบตัวเขาไว้แน่น
“เฮ้ ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าร้องไห้ เดี๋ยวก็หมดแรงเหรอก” แซคล้อแล้วเช็ดน้ำตาให้ “เวลาดีใจน่ะ ยิ้มให้ฉันดูดีกว่า... นะ?” ยิ้มกว้างแล้วก็ดึงแก้มอีกฝ่ายให้ยืดออกเบา ๆ เขาเห็นว่าดวงตาของคลาวด์กำลังหัวเราะ
...อื้อ... ฉันจะพยายามนะ ...จะว่าไปฉันก็... ไม่ได้อยากร้องไห้เสียหน่อย
“.............อ...อือ...”
เสียงตอบรับเล็ดรอดผ่านลำคอเบา ๆ อย่างยากเย็น แม้ฟังไม่ได้ศัพท์แต่แซคเข้าใจเต็ม ๆ ว่ามันแปลว่าอะไร ชายหนุ่มฉีกยิ้มแล้วพยักหน้าแรง ๆ ด้วยความดีใจ
“ฮื่อ ๆ อย่างนั้นแหละ คลาวด์! ฉันรู้ว่านายทำได้น่า!”
ไออุ่นจากแสงอาทิตย์ดูจะเจือจางลงไปทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มของแซค นิ้วมือของคลาวด์ขยับอย่างเชื่องช้า ออกแรงบีบมือใหญ่ที่กุมไว้
แซค... ถ้ามีนาย ฉันจะทำทุกอย่าง... จะทำให้ได้ ... ช่วยอดทนรอด้วยนะ
“....แ.......ซ...”
เสียงเล็กขาดหายไปในลำคอ คงเกินขีดจำกัดของร่างกายทรุดโทรมนี้ที่จะเปล่งเสียงออกมาได้
แซคสัมผัสพวงแก้มใสที่ดูมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง ต่างกับตอนที่คลาวด์ไม่รู้สึกว่า ผิวพรรณนั้นซีดเซียวจนแทบเหมือนกระดาษ “ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบไปเหรอก ฉันอยู่กับนายตลอดไปอยู่แล้ว”
ทั้งคู่มองตาซึ่งกันและกันอยู่นาน จนแสงอาทิตย์เริ่มลับหายไปจากขอบฟ้า และนั่นคือตอนที่แซคโน้มลงประกบจุมพิตหวานฉ่ำ จากที่เคยนิ่งเฉย ปลายลิ้นเล็กเริ่มขยับรับการหยอกล้อของเขาทีละน้อย
แซครู้สึกว่าจูบครั้งนี้อุ่นและหวานซ่านภายในปากได้มากยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
########################################
คอสตา เดล โซล เหมือนเป็นชายหาดแห่งแสงอาทิตย์ ทุกครั้งที่มาเยือนสิ่งแรกที่กระจ่างชัดต่อสายตาคือแสงสีทองร้อนแรงสาดส่องลงมาบนพื้นทรายกระทบกับแผ่นน้ำระยิบระยับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรืออะไรก็ตาม แต่แซครู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะเห็นฝนตกหรือเมฆครึ้มที่นี่
จำนวนผู้คนที่พลุกพล่านเป็นหลักฐานอย่างดีที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เรียกว่าเป็นที่หาความสุขใส่ตัวได้มากที่สุด บนเงื่อนไขว่าต้องมีเงินจ่ายเป็นพอ
สาว ๆ ในชุดบิกินี่สาดน้ำทะเลใส่กันแล้วหัวเราะคิกคัก พากันชี้ดูชายหนุ่มหุ่นนักกีฬาท่าทางบึกบึนกำลังแสดงลีลาการเล่นเซิร์ฟบอร์ดเพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร เสียงวี้ดว้ายดังลั่นมาเป็นระยะ ขนาดว่าถ้าอยู่ใกล้เกินระยะ 2 เมตรคงแสบหู
ในคอสตา เดล โซล ทุกที่จะมีเสียงอึกทึกคึกคั นอกเสียจากว่าจะเป็นศรษฐีเจ้าของบ้านพักตากอากาศส่วนตัว แล้วกั้นพื้นที่ส่วนตัวซะ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาหาที่สงบ ๆ พักผ่อนล่ะก็ คอสตา เดล โซล คงเป็นทางเลือกสุดท้ายถ้าเงินไม่หนาพอ ใคร ๆ ก็มาที่หาดแห่งนี้เพราะหวังจะหาเรื่องสนุก ๆ ทำทั้งนั้น กระทั่งเสียงพ่อค้าตะโกนชักชวนให้ซื้อของจิปาถะ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็ดูจะไม่รำคาญแต่ออกจะสนใจมากด้วยซ้ำ
แซคสำรวจผู้คนบริเวณชายหาดจากหน้าต่างโรงแรมเงียบ ๆ นึกเสียดายอยู่บ้างว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาเล่นสนุก และคลาวด์ก็ไม่อยู่ในสภาพที่เขาจะคลาดสายตาไปได้
เจ้าของดวงตาสีฟ้าเขียวนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงนุ่มชั้นดี ดวงตาเลื่อนลอยไปไกล แซครู้ได้เพราะมันไม่สะท้อนภาพของเขา นับแต่คลาวด์หลับไปครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มเดินทางมาที่นี่ เมื่อเด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็ย้อนกลับไปมีสภาพแบบนี้อีก ไม่มีปฏิกิริยา ไม่ตอบสนอง...
ทั้ง ๆ ที่มีความหวังขึ้นมาบ้างแล้วเชียว... อย่าบั่นทอนกำลังใจกันอย่างนี้สิ คลาวด์
เขากำลังรอหาโอกาสที่เรือไปจูนอนจะเทียบท่า จริงอยู่ว่าคลาวด์ในสภาพตื่นหรือหลับ รู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัว ก็อาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรมากกับการหลบหนี แต่แซคต้องการสิ่งยืนยัน อะไรก็ได้ที่บอกถึงความหวังว่าเด็กหนุ่มจะอาการดีขึ้นในเร็ววัน เขาเองก็ได้รับความกดดันบีบรัดอยู่ไม่น้อย การที่คลาวด์มองเขา รู้สึกถึงตัวตนของเขานั่นแหละเป็นแรงกำลังชั้นดีในการจะลุยฝ่าทหารชินระ
หนุ่มหัวเม่นเข้าไปนั่งที่หัวเตียง เหลียวมองใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ขยี้เส้นผมสีบลอนด์เบา ๆ “อย่าเอาแต่นอนสิ มาถึงคอสตา เดล โซล แล้วทั้งที ถึงนายจะออกไปว่ายน้ำไม่ได้ แต่ลุกขึ้นมาดูบรรยากาศก็ยังดีน่า”
เงียบ... ไม่มีการโต้ตอบแม้ในดวงตา ราวกับคลาวด์ไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้ ทิ้งไว้เพียงร่างกายที่ว่างเปล่าไร้จิตใจ ไปอยู่ที่ไหนซักแห่งที่เสียงของเขาส่งไปไม่ถึง
แซคกำมือตัวเองแน่นด้วยคับแค้นที่ตัวเองไร้ความสามารถ สิ่งที่เขาทำได้... คือเพียงแค่พยายาม ต้องพยายามต่อไปเท่านั้น
เขาไม่รู้ว่าอาการเป็นพิษจากมาโคจะต้องรักษายังไง ที่ชินระไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้กับคนใน ถ้าเอาที่เคยได้ยินมาคนที่ต้องทุกข์ทรมานกับอาการผิดปกตินี้ก็มีเพียงแต่ผู้คนที่โชคร้ายอยู่ในสลัมเท่านั้น คนเหล่าคนนั้นถูกทอดทิ้งไปตามยถากรรม
แซคโน้มตัวลงชิดใบหน้าของคลาวด์ เขามองลงไปในดวงตาสีฟ้าที่ถูกย้อมเป็นสีเขียวจนเกือบหมด ทำยังไงสีเขียวพวกนี้ถึงจะหายไป... อาจจะไม่มีวัน... มาโคคงจะติดอยู่ในร่างนี้ไปตลอดชีวิต แต่เมื่อไหร่... มันจะจางไปเสียที
“ได้ยินรึเปล่า คลาวด์ ฉันชักจะเหงาแล้วนะ นายไม่ยอมตื่นมาคุยด้วยซักที ถ้าไม่ตื่นซะที ฉันจะจูบละนะ” พูดจาหยอกเย้าไปตามประสา แล้วนิ่งมองสัญญาณอะไรสักอย่างที่เด็กหนุ่มจะแสดงออกมาว่ารับรู้
แต่ก็ไม่มี... ดวงตายังคงว่างเปล่า ริมฝีปากเรียบเฉย ร่างกายก็ไม่ขยับ แต่ผิวกายยังอบอุ่น ลมหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอ เท่านั้นเองที่พอจะทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง
...กลับมาสิ คลาวด์...
แซคค่อย ๆ หลับตาลงแล้วแนบริมฝีปากของตนลงเบา ๆ ตามที่พูดหยอกไว้ ถ้าจูบของเขาทำให้เจ้าชายนิทราคนนี้ฟื้นขึ้นมาได้เหมือนอย่างในนิทานก็คงจะดี... จุมพิตนั้นนุ่มนวล แซคเพียงแต่แตะริมฝีปากลงไป ไม่ได้รุกรานอะไรไปมากกว่านั้น
...นิ่งสงบ...
แววตานั้นยังว่างเปล่าไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาเหมือนเดิม แซคถอนใจยาวแล้วล้มตัวลงนอนข้าง ๆ โอบกอดร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน
ยังไงฉันก็จะรอนะ... คลาวด์
แซคผล็อยหลับไปไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้นมา คลาวด์ก็ยังหลับสนิทอยู่ เด็กหนุ่มหลับตา ไม่ได้เบิกตาค้างอย่างล่องลอยเหมือนเดิม
หลับไป... อีกแล้วเหรอ
เขาแยกแยะการหลับของคลาวด์ได้เป็นสองอย่าง ถ้าแบบที่ลืมตาค้างอยู่แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ตัวนั่นเป็นสัญญาณร้ายสำหรับเขา แต่ถ้าเจ้าตัวนอนหลับตาอย่างสงบแบบนี้ เขาแน่ใจว่าเด็กหนุ่มจะได้พักผ่อนจริง ๆ ถ้าเป็นอย่างหลังแซคจะปล่อยให้เด็กหนุ่มหลับไปเท่าที่อยาก ในช่วยแรก ๆ คลาวด์จะหลับตาลงแบบนี้ได้ไม่นานนัก เด็กหนุ่มมักจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้าย แต่เท่าที่เขาสังเกต อาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ
ปิศาจผมเงินตนนั้น.. ยังตามมารังควาญนายอยู่รึเปล่า
ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามในใจแซค เมื่ออีกฝ่ายยังสื่อสารไม่ได้ แซคนอนจ้องคนที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่สักพักแล้วจึงตั้งท่าจะลุก แต่ก็ต้องแปลกใจที่มือเล็กยึดแขนเขาไว้อยู่
“คลาวด์...?”
เผลอเรียกชื่อขึ้นมาด้วยความประหลาดใจเล็ก ๆ เด็กหนุ่มขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงเรียก เปลือกตาบางค่อย ๆ เปิดขึ้น ดวงตาสีฟ้าเจือเขียวจ้องมองมาเป็นประกาย
“.......แซค”
“คลาวด์!?” ชายหนุ่มอุทานด้วยความตกใจ เมื่อครู่เขาไม่ได้หูฝาดใช่มั้ย เสียงใสที่คุ้นเคยเรียกชื่อเขา... ชัดเจน
เด็กหนุ่มทำหน้างง เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่แซคได้เห็น ‘อารมณ์’ เกิดขึ้นบนใบหน้าสวยนั่น
“มีอะไรเหรอ”
ชายหนุ่มยกมือแตะสัมผัสผิวแก้มนิ่ม เพื่อพิสูจน์ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตา ทำให้เด็กหนุ่มยิ่งงงไม่หาย
“...คลาวด์...”
เจ้าของขื่อขมวดคิ้ว ลุกพรวดขึ้นนั่งแล้วถอยห่างออกมาอย่างเกรง ๆ
“นายเรียกชื่อฉันเฉย ๆ ติดกันสามครั้งแล้วนะ พิลึกคน”
แซคค่อย ๆ ลุกขึ้น สิ่งที่สัมผัสได้อาจเป็นแค่ความฝัน เขาเห็นคลาวด์ลุกขึ้นยืนได้อย่างสบาย เด็กหนุ่มเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วเป็นปกติ ใบหน้างอน ๆ นั่นส่งสายตาขุ่นเคืองเล็กน้อยมาให้ แล้วเจ้าของเรือนผมสีบลอนด์จึงยิ้มบอก
“ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง”
แซคผลุนผลันลุกขึ้นจากเตียง ฉุดคว้าคลาวด์เอาไว้ในอ้อมแขนโดยเร็วที่สุด สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายที่แนบชิดติดกัน นี่ล่ะคือสัญลักษณ์แห่งการมีชีวิตอยู่ แซคออกแรงกอดรัดเต็มที่ แม้จะเกรงว่าร่างบอบบางนั้นอาจจะแหลกสลายคามือ แต่เขาห้ามความรู้สึกร้อนแรงนี้ไม่ได้ อยากจะถ่ายทอดความรักออกมาให้หมดหัวใจ
มันน่าจะเจ็บแต่คลาวด์ไม่ส่งเสียงโอดครวญสักนิด
“ฉันไม่ได้ต้องการอะไรเลย นอกจากนายเท่านั้น”
ภายใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่นี้ ท่ามกลางสายลมที่พัดไหว บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ความสุขของแซคไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย อยู่ในมือตรงหน้าแค่นี้เอง
คลาวด์ยืนนิ่งในอ้อมกอดของอีกฝ่าย แล้วจึงยกแขนขึ้นกอดตอบ
“ฉันรักนาย... แซค”
เพียงประโยคสั้น ๆ แต่ชัดเจน เสียงรบกวนรอบ ๆ ดูจะหายวับไปอย่างน่าประหลาด เขาไม่ได้ยินอะไรอย่างอื่นนอกจากเสียงขอคลาวด์
“รัก... มาก ๆ” เด็กหนุ่มยังคงบอกความในใจอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความรู้สึกแน่วแน่ ความเขินอายที่เคยมี ไม่เห็นปรากฏอยู่เลย
“....รักที่สุด”
“ฉันรู้แล้ว” ตัดคำแล้วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก แซครู้อยู่แก่ใจว่านี่คือคลาวด์ที่เขาต้องการ คลาวด์ที่เขาปรารถนา คลาวด์ที่ฝันถึงมาตลอด
น่าเสียดายที่ความจริงไม่ได้หอมหวานขนาดนี้... เขารู้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ เป็นไปไม่ได้หรอกที่คลาวด์จะลุกขึ้นมาคุยกับเขาได้รวดเร็วเพียงนี้
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะกอดร่างเล็กนี้ไว้ตลอดไป อยู่เคียงข้างกัน ได้หัวเราะด้วยกันอย่างนี้ แต่นั่นเป็นความหวังที่ยังไม่เป็นความจริง
“ต้องกล้าหาญขึ้นนะ กล้าพอที่จะก้าวต่อไป ถึงจะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่”
แซคจ้องดวงตากลมโตไร้เดียงสานั่น คลาวด์ที่ร่าเริงยิ้มแย้มตรงหน้าไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคลาวด์ฬนหัวใจของเขา เป็นความปรารถนาของตัวเขาเอง แม้จะน่าโอบกอดแค่ไหน ก็ไม่ใช่คลาวด์ตัวจริง
“ไม่ท้อบ้างรึไง แซค นายไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”
“เหนื่อยแทบตายเลยล่ะ!” ตอบเสียงดังทันที แต่คนฟังไม่ได้สะดุ้งตาม แซคจับไหล่ทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มไว้แล้วยิ้มกว้าง “แต่ถึงยังไง ฉันก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ฉันมีนาย มีคลาวด์อยู่ด้วย”
เมื่อเหลียวกลับไปมองบนเตียง ก็ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มอีกคนที่ยังนอนนิ่งไม่รู้สึกตัว แซครู้ดี... เขาแยกออกแล้วว่าสิ่งไหนคือความจริง สิ่งไหน... ไม่ใช่
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้เป็นเพียงจินตนาการของเขาเท่านั้น แต่ใช่ว่าคลาวด์คนที่กำลังยืนยิ้มอยู่ตรงนี้ไม่มีความหมาย นี่คือตัวตนของคลาวด์ที่อยู่ในหัวใจของเขา
“เวลานี้แหละคือเวลาที่ฉันต้องพิสูขน์ ว่ารักนายมากแค่ไหน”
ถึงจะยากลำบากยังไง เขาต้องฝ่าไปได้แน่ แซคเชื่อมั่นอย่างนั้น คลาวด์ของเขารับรู้ความคิดนั่นได้แน่นอน ในเมื่อคลาวด์อยู่ในตัวของเขา
“ตัวฉันจะต้องดีใจมากแน่ ๆ” เด็กหนุ่มผมบลอนด์ว่า รอยยิ้มยังไม่จางไปจากใบหน้า “ทั้งเรื่องที่นายคอยปกป้องดูแล แล้วก็จำรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับคลาวด์ได้มากขนาดนี้ อย่าลืมบอกให้ฉันรู้นะ บอกอีกหลาย ๆ ครั้ง ให้ฉันจำไว้ในใจ ให้ฉันมีนายอยู่ด้วย”
“มันแหงอยู่แล้ว”
คลาวด์ยิ้มตอบ แซคคิดตั้งแต่แรกแล้วว่ารอยยิ้มแบบนี้เหมือนใคร ในที่สุดก็นึกออก เมื่อตอนที่เด็กหนุ่มก้าวเข้ามาในตัว
รอยยิ้มของเขานั่นเอง
“....ฝัน... จริง ๆ ด้วย”
เมื่อแซคลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองยังนอนอยู่ที่เดิม เคียงข้างเด็กหนุ่มที่มีดวงตาสีฟ้าเขียวเบิกสว่าง คราวนี้เขาคงไม่ได้ฝันอีกละนะ
“โทษทีนะ เผลอหลับไปหน่อย นายนอนสบายรึเปล่า”
ขณะที่จะขยับตัว แซคก็รู้สึกว่ามือของตัวเองถูกกุมอยู่ ดวงตาสีฟ้าเขียวขยับไหว เคลื่อนมาจ้องมองที่เขา
....มีนายนอนอยู่ด้วย... รู้สึกดีกว่า...
จากที่รู้สึกตัวว่ากำลังตื่นแต่มองไม่เห็นอะไร เหมือนถูกอะไรบางอย่างที่น่ากลัวไล่ตาม แต่พอแซคเข้ามาอยู่ข้าง ๆ ฝ่ามืออบอุ่นนั้นช่วยให้เขาพ้นจากสภาพที่สับสน
คลาวด์พยายามเปล่งเสียง แต่ทำได้เพียงเสียงอืออาในลำคอ แซคที่เห็นความพยายามนั้นจึงปรามไว้เพราะกลัวว่าอาจจะเกินขีดจำกัดของร่างกายนั้น
“เข้าใจแล้วล่ะ จะให้ฉันอยู่คุยด้วยใช่มั้ย” นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากเป็นเชิงห้ามไม่ให้พูดไปมากกว่านี้ “ฉันรอให้นายตื่นมาคุยด้วยตั้งนาน ถ้ามีอะไรจะพูดล่ะก็ เรียกชื่อฉันอย่างเดียวก็พอแล้ว” แซคขยิบตาแล้วยิ้มอารมณ์ดี
“ไว้คราวหน้า มาเล่นน้ำทะเลกันที่นี่นะ อยากใช้ชีวิตแบบเศรษฐีดูมั่งมั้ยล่ะคลาวด์ อยากลองมีประสบการณ์แบบเอาเงินฟาดหัวคนแล้วก็นอนอืดได้ทั้งวันจังนะ ฉันเคยบอกรึยังว่าเงินต้องมาก่อน! ไปถึงมิดการ์เมื่อไหร่ต้องหางานดี ๆ เงินงาม ๆ ให้ได้!”
....ที่ผ่านมาฉันสงสัยจังแฮะว่านายเอาเงินไปเก็บไว้ไหนหมด
เหมือนแซคจะรู้ได้โดยอัตโนมัติว่าเขาคิดอะไร ชายหนุ่มตอบเสียงดังทันที
“จะให้ฉันเก็บเงินไว้ที่ไหนล่ะ ก็ธนาคารชินระน่ะสิ!!! ฮึ้ย เจ้าพวกนั้น นึกแล้วก็โมโหจริง ๆ เงินที่ฉันสู้เฝ้าเก็บหอมรอมริบมากลายเป็นศูนย์เพราะโดนจับมาทดลองบ้า ๆ เนี่ย”
...... นั่นสิ... นะ
“...แ..ซ.........ค”
ขฮโทษนะ... ฉันคงสร้างความลำบากให้นายมาก
ถึงจะคิดแบบนี้อีกกี่ครั้ง พูดออกไปอีกกี่หน แซคก็จะยิ้มกลับมาให้เสมอ
“ไม่เป็นไรน่า คนเก่งระดับฉันต้องหาเงินได้อีกอยู่แล้ว ไว้รวยเมื่อไหร่เราค่อยกลับมาถล่มชินระให้สาสม”
แซคพูดอย่างไม่ได้จริงจังเท่าไหร่ หนุ่มหัวเม่นแค่อยากจะสร้างบรรยากาศสนุกสนานให้เท่านั้น ตอนนี้เขาไม่คิดอะไรนอกจากคุ้มครองคลาวด์ให้ปลอดภัย เท่านั้นก็พอแล้ว
เสียงลมกับคลื่นซัดดังลอยมาถึงในห้อง เสียงหัวเราะเฮฮาของคนแถวชายหาดก็เล็ดลอดเข้ามา ทะเลสีฟ้าครามเข้มและหาดทรายขาว ๆ เหมาะให้แสงอาทิตย์ร้อนแรงสาดส่องลงมาที่สุด แทบจะลืมไปเลยว่าเขาสองคนกำลังถูกตามล่า คลาวด์นอนฟังเสียงรอบกายเหล่านั้นในขณะที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของแซค ไม่ว่าจะไปไหน... ที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็คือที่นี่
“เราน่าจะมีบ้านพักตากอากาศเป็นของตัวเองนะ เป็นส่วนตัวดีไง ที่นี่บรรยากาศดีนะ เสียอย่างเดียวคือไม่มีทางหนีทีไล่เหมือนสลัมในมิดการ์ วันหลังเราค่อยกลับมาที่นี่อีกทีละกัน”
แซคหมายความอย่างที่พูด ไม่มีที่ไหนเหมาะสมสำหรับการซ่อนตัวและหลบหนีมากกว่ามิดการ์ ยังไงก็ต้องอดทนเดินทางไปจนกว่าจะถึงที่นั่นให้ได้
คลาวด์ขยับตัวเข้าหาชายหนุ่ม ออกแรงบีบมือใหญ่เท่าที่จะพอมีแรง
......นายจะไปไหน... พาฉันไปด้วยก็พอแล้ว... จำที่ฉันบอกได้รึเปล่า
หนุ่มหัวเม่นเริ่มกำลังใจดีขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบชัดเจนมากขึ้น เขาโอบไหล่เล็กแล้วตอบคำ “อื้อ... ฉันจะพานายไปด้วยแน่ ทุกที่ในโลกนี้เลย”
To be continued...
- 17 ตอนจบแหง ๆ จบปีใหม่พอดี
..หวานเลี่ยนแต่เศร้า เค้าเกือบร้องไห้
ฮื้อออออออออออ
#1 By :nakare: on 2007-12-08 21:14