[Tenipuri Fanfiction] Oblivion... (10)
posted on 30 Nov 2007 23:52 by keechan in Fiction
Oblivion... (10)
อาโตเบะพูดมากขึ้น วิจารณ์โน่นนี่ไปตามทาง แต่เทสึกะเห็นว่านั่นเป็นเพียงการกระทำเพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่เจ้าตัวไม่อยากพูดให้เขาฟัง
ลมเอื่อยพัดผ่านจนใบไม้ไหวเกิดเป็นเสียงแซ่ก ละอองน้ำพุลอยมากระทบผิวหน้าเบา ๆ แต่อะไร ๆ ก็กลับดูขัดตากัปตันแห่งเฮียวเทไปเสียหมด แววตาแข็งกร้าวนั่นไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา จนสุดท้ายร่างโปร่งก็ยืนพิงกับขอบรั้วสวน สายตาเหม่อมองน้ำพุที่พ่นสายน้ำเป็นลูกเล่นให้เพลิดเพลินตา
เทสึกะเข้าไปยืนอยู่ข้าง ๆ เมื่ออีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะเริ่มบทสนทนาก่อนเขาจึงพูดขึ้น
“นายจะกลับเมื่อไหร่” เทสึกะชวนคุย แต่ดูท่าทางเขาจะเลือกหัวข้อสนทนาพลาด กัปตันแห่งเฮียวเททำหน้าบูดบึ้งขึ้นมาทันที
เขาไม่อยากกลับเลย... ไม่อยากกลับไปในที่ที่ไม่มีเทสึกะ
“พอเงินหมดละมั้ง” พูดติดตลกแต่กัปตันผู้เคร่งขรึมไม่ขำด้วย
“แล้วเรื่องโรงเรียนล่ะ อาโตเบะ เทนนิสอีก นายเป็นอะไรไป จะมาคอยตามฉันอยู่ไม่ได้นะ ไม่สมกับเป็นนายเลย” เทสึกะว่า เขาไม่รู้ว่าอาโตเบะมีปัญหาอะไร แต่นี่ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องแน่
“กัปตันแห่งเฮียวเทที่มั่นใจในตัวเองคนนั้นหายไปไหน ทุกทีคนอย่างนาย จะทำอะไรไม่เห็นจะต้องสนใจสายตาคนอื่นเลยนี่”
มือที่ใช้ยันรั้วอยู่ด้านหลังกุมแน่นขึ้นเสียจนไม่กลัวว่าจะทำตัวเองเจ็บ ใช่สิ... เขาไม่เคยสนหรอกว่าใครจะมองยังไง ก็มีแต่เทสึกะนั่นแหละที่เขาแคร์
ทำไม... เรื่องต้องกลายมาเป็นแบบนี้ด้วย อาโตเบะคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วก็อยากจะหัวเราะเยาะตัวเอง เขาเป็นคนเลือกทำให้มันเกิดขึ้นเอง
“ขอโทษนะ เทสึกะ” จู่ ๆ อาโตเบะก็พูดขึ้น น้ำเสียงแผ่วราวกับคนสิ้นหวัง ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูง “เรื่องแขนของนาย...”
สุดท้าย... ก็เหมือนทำตัวเอง อาโตเบะคิดอย่างขมขื่น
ถ้าไม่ได้ทำลายแขนของเทสึกะ เทสึกะคงไม่จำเป็นต้องมาที่นี่
ถ้าไม่ได้ทำลายแขนของเทสึกะ เขาอาจจะไม่รู้สึกตัวว่าหลงรักผู้ชายคนนี้
ถ้าเขาไม่ได้รักเทสึกะ... โอชิทาริคงไม่ทำอะไรบ้าคลั่งแบบนั้น... ใช่มั้ย
เทสึกะที่ได้ยินคำพูดไม่คาดฝันเช่นนั้นก็ตกใจไม่น้อย “ไม่ใช่ความผิดของนายเลยนะ อาโตเบะ”
คิดอะไรอยู่... ถึงได้พูดออกมาอย่างนั้น
ทำไมถึงได้ดูห่อเหี่ยว ไม่เชิดหน้าพูดกับเขาเหมือนอย่างเคย
ทำไมถึงดูอ่อนแอและเปราะบาง... ได้ถึงเพียงนี้
ใบหน้าเศร้าหมองหันมามองคู่สนทนาผู้จริงจังและมีแววตาที่แสดงความห่วงใย แค่นั้นก็สร้างความหวังในใจของอาโตเบะให้เติบโตขึ้น เพราะว่าเทสึกะ... เป็นคนที่อ่อนโยนถึงขนาดนี้ไงล่ะ ไม่ใช่แค่ความเอาจริงเอาจัง เทสึกะมีความห่วงใยให้เขาด้วยเหมือนกัน
ดีแน่รึเปล่า... ถ้าความรู้สึกนี้ไม่เกิดขึ้นมา ถึงยังไง... เขาก็รักเทสึกะ
ทันทีที่คิดเช่นนั้นมือใหญ่ของอีกฝ่ายก็ถือวิสาสะเข้ามากอบกุม ทั้ง ๆ ที่มือของตัวเองไม่ได้เย็นด้วยความหนาวแต่อย่างใด แต่เมื่อมืออันแสนอบอุ่นของเทสึกะเข้ามาจับไว้ ราวกับจะทำให้ความเยือกเย็นของตนละลายหายไปเสียหมด
อาโตเบะรักความอบอุ่นที่กุมมือไว้
รักเวลาที่เทสึกะทำหน้ายุ่งตอนที่โดนแกล้ง
รักผู้ชายที่ตีหน้าเฉยจนดูไม่ออกว่ารู้เรื่องทุกอย่างหรือไม่รู้อะไรซักอย่างกันแน่
ทุกอย่างย้อนกลับไปไม่ได้ และเขาเสียใจที่ไม่รู้ว่ามันสำคัญแค่ไหนก่อนหน้านี้
ปลายนิ้วยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลรินให้ใบหน้างาม แววตาสีน้ำตาลบ่งบอกถึงความห่วงใย
“มีปัญหาอะไรใช่มั้ย ถ้านายอยากพูด ฉันจะฟัง”
อาโตเบะกลืนก้อนสะอื้นลงคอ นี่เขาเผลอร้องไห้ต่อหน้าเทสึกะได้ยังไงกัน ร่างเพรียวยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวก ๆ ดวงตาที่เคยเปล่งประกายแน่วแน่ บัดนี้ช้ำจนแดงก่ำ กัปตันแห่งเฮียวเทหัวเราะเบา ๆ ทั้งน้ำตา
“ทำไมนายต้องเป็นคนมาเห็นฉันในสภาพน่าสมเพชแบบนี้ทุกที” เอ่ยเย้ยหยันตนเองแล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
ทำไมต้องเป็นต่อหน้าเทสึกะ...
“เล่าให้ฉันฟัง... ไม่ได้หรอ” ถามหยั่งเชิงดู ถ้าเป็นเรื่องทุกข์ใจถึงกับต้องบินมาหาถึงที่นี่ เทสึกะแน่ใจว่าต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง
อาโตเบะสูดลมหายใจแล้วส่ายหัว เขาไม่กล้าพอจะเล่า ถ้ารู้เรื่องนั้นแล้วเทสึกะจะมองเขายังไง...
ร่างสูงเดาไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นคนอย่างอาโตเบะถึงได้แสดงความอ่อนไหวมามากถึงขนาดนี้ ร่างกายขยับไปก่อนความคิด รู้ตัวอีกที แขนของตัวเองก็โอบกอดร่างโปร่งเสียแล้ว
“ช่างเถอะ... ไม่ต้องเล่าก็ได้”
ใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งอกที่ไม่ถูกไล่ต้อนด้วยคำถาม แต่อีกใจหนึ่งก็กังวล...
จะปิดบังต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนี้... ดีแล้วรึเปล่า?
อ้อมแขนนี้.. จะเต็มใจโอบกอดเขาหลังจากรู้เรื่องทั้งหมดรึเปล่า?
“กลับโรงแรมเถอะ ฉันจะไปส่ง”
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
โรงแรมที่อาโตเบะพักอยู่หรูหราอย่างที่คาด แน่นอนว่าต้องเป็นโรงแรมห้าดาวที่ทันสมัยที่สุดในเมือง เทสึกะไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าแต่ดูเหมือนว่าคนที่เขามาส่งจะทำตัวเหมือนอยู่ที่บ้านก็ไม่ปาน ก็ทั้งเครื่องเรือนแล้วก็การตกแต่งในล็อบบี้โรงแรมดูจะไม่ต่างจากบ้านคุณหนูผู้ร่ำรวยคนนี้เท่าไหร่
เพียงแค่เห็นหน้าเจ้าของห้อง พนักงานโรงแรมก็ยื่นคีย์การ์ดเงาแปลบปลาบมาให้ด้วยท่าทีนอบน้อม ตบท้ายด้วยคำอวยพรตามมารยาทอย่าง ‘Haben Sie einen angenehmen Aufenthalt.’
‘Danke.’ อาโตเบะตอบรับสั้น ๆ เป็นพิธี ใบหน้าสวยออกเชิดและถือตัวกลับมาเป็นลักษณะเฉพาะตัวอีกครั้งเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ แทบจะมองไม่เห็นคราบความเปราะบางที่เจ้าตัวแสดงออกมาเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
...ยังไม่อยากไปที่ไหนเลยนะ
อาโตเบะคิดอย่างจะอยู่ข้าง ๆ เทสึกะไปเรื่อย ๆ ถึงจะไม่รู้ว่าทำอย่างนั้นแล้วจะได้อะไร เขาไม่มีอะไรจะคุย สำหรับเทสึกะการนั่งนิ่ง ๆ คงเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับเขาแล้วมันคงรู้สึกอึดอัดพิลึก
แต่เทสึกะไม่มีวี่แววว่าจะกลับ ร่างสูงยืนรออีกคนด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะถาม
“ฉันจะขึ้นไปส่ง ชั้นไหนล่ะ”
เล่นทำหน้าห่อเหี่ยวเหงา ๆ แบบนั้นจะให้เขากลับไปทั้งอย่างนี้ได้ยัไงกัน เทสึกะคิดแต่ก็ตัดสินใจที่จะไม่พูด น่ามหัศจรรย์ใจกับตัวเองที่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามการเรียกร้องความสนใจง่าย ๆ แค่นี้ได้ ที่จริงแล้วเขาควรจะถามว่าลิฟต์อยู่ไหนด้วยซ้ำ เพราะอาโตเบะไม่เริ่มเดินเสียที แต่ขืนถามอย่างนั้นอีกฝ่ายคงจะพูดแดกดันเขาต่อว่า ‘แค่นี้ก็ไม่รู้’
หรืออะไรทำนองนั้น
“หึ... คงจะอยากเห็นล่ะสิว่าคนระดับฉันจะพักในห้องแบบไหน” คนพูดถือคีย์การ์ดขยับไปมาราวกับต้องการจะอวด ก่อนน้ำเสียงเย่อหยิ่งจะกล่าวต่อ “คงเป็นระดับที่คนธรรมดาอย่างนายไม่เคยได้สัมผัส ถ้าไม่รู้จักกับคนอย่างฉัน”
คำพูดอวดดีออกจากปากมาโดยอัตโนมัติเมื่ออาโตเบะอารมณ์ดี เทสึกะเริ่มชินกับคำว่ากล่าวเสียดสีเหล่านั้นแล้ว ถึงจะรู้สึกอยากจะเถียงในใจอยู่บ้าง
ไม่ว่าจะย่างก้าวไปส่วนไหนก็เหมือนอยู่กันคนละโลก เทสึกะสังเกตข้าวของราคาแพงที่ประดับตามทางตั้งแต่โถงจนถึงลิฟต์แก้ว แม้กระทั่งทางเดินยาวระหว่างห้องพักยังปูด้วยพรมชั้นดี ขนาดใส่รองเท้าเดินยังรู้สึกได้ เทสึกะชักจะยอมรับความจริงขึ้นมานิด ๆ ว่าถ้าไม่มากับอาโตเบะเขาคงไม่เคยรู้จักสถานที่หรูหราอย่างกับวังแบบนี้เป็นแน่
เทสึกะไม่ได้กะจะเข้าไปในห้อง ทันทีที่อาโตเบะรูดคีย์การ์ด เขาคิดว่าถึงเวลาที่ควรจะกลับเสียที แต่แล้วสายตาก็ตวัดไปเห็นรอยจาง ๆ ที่ปรากฏอยู่ตรงข้อมือขาว ยังไงเรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องลึกลับที่ติดใจเขาไม่หาย
“ไม่มีอะไร... จะเล่าให้ฉันฟังจริง ๆ น่ะเหรอ”
กัปตันแห่งเซชุนถามซ้ำ อาโตเบะชะงักไปชั่วขณะ ยังมัวง่วนอยู่กับการเปิดประตูห้องอยู่อย่างนั้น
เขา... ควรจะเล่า... แต่ว่าเขาไม่กล้า... แม้แต่จะมองหน้าเทสึกะ
เทสึกะลอบถอนใจ “ช่างเถอะ ฉันขอโทษที่คาดคั้นนาย อยากจะพูดเมื่อไหร่ก็ตามใจ” เขาคิดว่าปล่อยไปคงไม่เป็นไร ตราบใดที่อาโตเบะยังไม่ตามติดเขาไม่ยอมกลับเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน เขาเชื่อว่าอาโตเบะมีเหตุผลพอที่จะเลือกทำอะไรด้วยตัวเอง และเขาไม่อยากจะไป... แทรกแซงความรู้สึก? อย่างนั้นละมั้ง
จะว่าไปเขาก็ไม่ถนัดกับการต้องดูแลใครแบบนี้เสียด้วย... แล้วทำไมเขาต้องรู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายถึงขนาดอยากรุกล้ำความเป็นส่วนตัวได้กันนะ ไม่สมกับเป็นเขาเลย
“....พรุ่งนี้ ฉันอาจจะเล่าให้ฟัง”
อาโตเบะพูดโดยไม่มองหน้าเขา ดูมืดมนเสียจนเทสึกะใจไม่ดี
“ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนอีกหน่อยมั้ย”
“.............ไม่ต้อง”
ความอ่อนโยนของเทสึกะกำลังทำให้น้ำตาไหล ไม่เอาแล้ว... เขาไม่อยากแสดงสภาพที่น่าเวทนาต่อหน้าผู้ชายคนนี้อีกต่อไป อาโตเบะรีบเปิดประตูห้องแล้วเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว แง้มประตูด้านหลังไว้เพียงเล็กน้อยให้ได้เอ่ยคำอำลาสั้น ๆ
“อาโตเบะ”
“พรุ่งนี้... ฉันจะเล่าให้ฟัง... ทั้งหมด”
เทสึกะมีสิทธิ์ที่จะรู้ และเขาเองก็ไม่อาจทนทำตัวระริกระรี้เข้าหาเทสึกะแล้วเสแสร้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ไม่รู้ว่าการบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะส่งให้เกิดผลอะไร เขาแค่อยากจะบอก ‘ความจริง’ เพียงเท่านั้น...
อาโตเบะปิดประตูลงแผ่วเบา ไม่มีเสียงโต้แย้งใด ๆ จากคนข้างหลัง
ดีแล้ว... ขอเวลาให้เขารวบรวมความเข้มแข็งให้มากกว่านี้ ให้เขาพูดให้อีกฝ่ายฟังได้โดยไม่รู้สึกหวั่นไหว เป็นอาโตเบะ เคย์โกะคนเดิมที่เย่อหยิ่งเหนือใคร
นาน... ที่อาโตเบะยืนพิงประตูที่ปิดสนิทอยู่อย่างนั้น เขาหวังอะไรกันแน่? หวังว่าเทสึกะจะยังยืนรออยู่แล้วเคาะประตูเรียกหรือยังไง? กัปตันแห่งเฮียวเทส่ายหน้ากับตัวเอง คนความรู้สึกช้าแต่ว่าง่ายอย่างเทสึกะน่ะ... คงจะไม่ดื้อดึงอยู่ให้เสียเวลา
อาโตเบะบอกตัวเองอย่างนั้นแต่ก็ยังเลื่อนสายตาไปมองที่ตาแมวหน้าประตู หัวใจลุ้นระทึกเมื่อนึกว่าเทสึกะอาจจะยังอยู่แม้จะเป็นเปอร์เซนอันน้อยนิด ร่างโปร่งค่อย ๆ ยืดตัวสอดสายตาผ่านช่องเล็ก ๆ นั่น
ไม่มีใครอยู่ที่นั่น...
เมื่อเทสึกะกลับไปแล้วอาโตเบะก็ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรอย่างอื่นอีก เขายักไหล่แล้วกวาดสายตามองห้องชุดที่กว้างขวางและหรูหรา
กว้างเกินไปที่จะอยู่คนเดียวด้วยซ้ำ...
เขาหลุดจากบรรยากาศเดิม ๆ ที่ญี่ปุ่นมาได้ จะมาสำราญกับห้องชุดในเยอรมันบ้างจะเป็นอะไรไป หลังจากนี้ก็สั่งอาหารเย็นชุดหรูตำรับเยอรมันแท้ผ่านรูมเซอร์วิส นอนแช่อ่างน้ำให้หัวโล่ง แล้วก็นอนเล่น ง่าย ๆ เท่านี้เอง ไม่เห็นจะต้องคิดอะไรมาก
อาโตเบะถอดเสื้อเสว็ตเตอร์ตัวนอกออก ตั้งท่าจะโยนลงตะกร้าซักรีดอย่างไม่ใส่ใจ แต่เสียงกริ่งที่ประตูกลับดังขึ้นเรียกร้องความสนใจเขาได้อย่างประหลาด
เทสึกะ...?
To be continued...
โอ้วว ปาหนังสือสอบอ่านฟิคสิคะงานนี้
เบะพูดแบบนั้นก็อยู่เฝ้าเยอรมันไปเลยนะ 555 ตังค์คุณชายเธอคงหมดได้อยู่หรอก
รักผู้ชายที่ตีหน้าเฉยจนดูไม่ออกว่ารู้เรื่องทุกอย่างหรือไม่รู้อะไรซักอย่างกันแน่
^
แม่ยกบอกว่าอย่างหลัง 555 100%
โอยยย กริ่งดังนี่ไม่ใช่ชี่ตามมารังควาญถึงที่นี่หรอกนะ หึ
โอยยย เล่าไปเลยเซ่ ...ไม่มีอะไรจะต้องเสียแล้วไม่ใช่เหรอโอเระซาม๊า
#1 By Uriel*幸村が大好き!! on 2007-12-01 00:18