[Final Fantasy VII Fanfiction] Maybe, Goodbye (9)
posted on 04 Nov 2007 20:42 by keechan in Fiction, FinalFantasy-KingdomHearts
*Warning NC-17*
เด็กดีไม่ควรอ่านนะคะ *-*
จั่วหัวนี่มีไว้ทำให้คนอ่านกระตือรือร้นสินะ... คงไม่มีประเภทอุ้ย NC-17 เด็กดีไม่รู้จักไม่อ่าน แหง ๆ.... ประชากรที่เข้าบล็อคนี้มันก็หื่นเหมือนเจ้าของบล็อค กร๊ากกกก (เปล่าด่า!!!)
Maybe, Goodbye (9)
ผิวขาวเนียนที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด นิ้วมือสัมผัสเส้นผมสีบลอนด์เปียกชื้น ไล้ปลายนิ้วผ่านใบหน้าเรียวที่ออกจะแดงเรื่อด้วยความเขินอาย ดวงตากลมโตสีฟ้าไหวระริกด้วยความหวามไหว เขาก้มลงจูบระทั่วซอกคอขาว ดูดเม้มจนเจ้าของร่างร้องครวญคราง เสียงที่ได้ยินนั้นช่างหวานหูเหลือเกิน
“เจ็บหรอ?”
“...ไม่ แค่...” เด็กหนุ่มไม่ตอบคำ ราวกับจะละไว้ในฐานที่เข้าใจแต่ชายหนุ่มไม่ยอมให้ลอยนวลไปได้
“แค่อะไร?” ปลายนิ้วชี้แตะไล้ริมฝีปากบางเย้าแหย่ ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วไม่รู้จะแดงมากขึ้นได้อีกเท่าไหร่
“...........รู้สึกดี”
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “งั้นจะทำให้อีกเยอะ ๆ เลย”
ริมฝีปากจรดลงลำคอนุ่มหนักหน่วง หลายครั้งที่ปลายลิ้นออกมาแตะผิวเนื้อละเอียด แทนที่จะมีรสเค็มเขากลับรู้สึกว่ามันหวานละมุน แซคค่อย ๆ โลมเลียร่างกายนั้นอย่างเชื่องช้าเฉกเช่นเดียวกับเวลาที่ลิ้มลองไวน์รสเลิศ จิบทีละน้อย... ให้รสชาติหอมหวานนั้นค้างอยู่ในปากยิ่งนาน แต่ไม่ลืมที่จะฝังรอยจูบสีกุหลาบไว้
อกบางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างไม่สม่ำเสมอนัก บ่อยครั้งที่ทั้งกายจะแอ่นกระตุกยามที่แซคทิ้งรอยฟันไว้ตามผิวเรียบด้วยความเสน่หา กระนั้นร่างเบื้องล่างก็ไม่ได้ขัดขืน เจ้าของแขนเรียวดูจะตัดสินใจไม่ถูกว่าจะผลักไสหรือโอบกอดชายหนุ่มเข้ามาแนบชิดดี
คลาวด์รู้สึกว่าที่เช็ดตัวไปเมื่อครู่ช่างเปล่าประโยชน์ ทั่วกายถูกลิ้นอุ่นสัมผัสจนเปียกไปทั่ว ทุกส่วนที่ถูกริมฝีปากร้อนนั่นแตะจะอุ่นวาบ... อดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังถูกอบจนหลอมละลาย สัมผัสของแซคเหมือนเหล็กร้อนทาบลงมา ร่างกายอาจจะระเหยหายไปได้หากไม่ยึดเกาะร่างกายแข็งแกร่งตรงหน้าไว้
“....ตัดสินใจยากจังว่าตรงไหนหวานที่สุด” ชายหนุ่มหยอก
มือเล็กถูกคว้าขึ้นมาประกบจุมพิต ลิ้นเรียวไล้เลียตั้งแต่โคนนิ้วจนถึงปลาย คลาวด์จรดปลายนิ้วแตะห้ามริมฝีปากให้หยุด
“ขี้โกง...” ใช่ว่าเขาอยากจะเลียอีกฝ่ายทั้งตัวบ้าง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายกอบโกยผลประโยชน์เอาข้างเดียว
แซคไม่รอช้า โน้มลงปิดปากช่างพูดนั่นทันที ลิ้นเล็กที่ตอบรับอย่างดีช่างเย้ายวน คลาวด์ขยับตัวอึดอัดเพราะถูกตรึงไว้ในอ้อมกอดแข็งแกร่ง รู้สึกราวกับเขาจะละลายกลายเป็นน้ำได้ในวงแขนนี้
“อย่าเงียบสิ คลาวด์ ให้ฉันเดาเองว่านายชอบหรือไม่ชอบเดี๋ยวก็เดาผิดหรอก”
...สดใสเหมือนพระอาทิตย์แบบนี้นี่เองถึงได้แผดเผาเขาจนร้อนรุ่มได้ถึงเพียงนี้ คลาวด์เหลือบมองต่างหูสีฟ้าอีกข้างของตน สีฟ้า... เหมือนกับท้องฟ้ายามที่แสงอาทิตย์สาดส่อง
ร่างเล็กยันตัวโอบกอด แล้วกระซิบข้างหู “แซคน่ะ... อยากทำอะไรก็ทำเถอะ พาฉันไปด้วย... ก็พอแล้ว”
เพราะว่ารัก... ฉันถึงได้เชื่อใจ ถ้ามีแซคอยู่ใกล้ ๆ ไม่มีอะไรที่จะทำไม่ได้
“แน่ใจนะ คลาวด์...” แซคถามย้ำ แทบจะห้ามความดีใจไว้ไม่อยู่
เด็กหนุ่มเพียงแต่พยักหน้ารับ จุมพิตอุ่นประทับลงที่หน้าผากระเรื่อยจนถึงปลายจมูก ดวงตาสีฟ้านั้นหวานฉ่ำยิ่งกว่าทุกทีที่เคยเห็น คลาวด์ยิ้มแต่ไม่ได้เอ่ยอะไร นี่ละมั้งที่เขาบอกว่าแค่มองตาก็รู้ใจ
แซคก้มลงจูบที่หน้าท้อง สร้างความเสียววาบจนร่างกายสั่นสะท้าน มือใหญ่เคลื่อนลงเคล้นคลึงเบื้องหน้าที่เปลือยเปล่า จุดนั้นไม่เคยต้องมือใครมาก่อนทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งด้วยความตกใจ เบิกตาขึ้นมองคนตรงหน้าที่ส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ราวกับจะเย้ยว่าถึงจะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว
มือใหญ่ดันร่างเล็กให้พลิกคว่ำกับเตียง ส่งปลายนิ้วแทรกเข้ามาในโพรงปาก โดยที่มืออีกข้างยังทำหน้าที่ปลุกเร้าอย่างหนักหน่วง ความรู้สึกกระดากอายค่อย ๆ เจือจางหายไปทีละน้อยเมื่อถูกโอบกอดไว้ในอ้อมแขนอ่อนโยนนี้ เสียงหวานครางเครือราวกับไม่ใช่เสียงของตัวเองหลุดรอดออกไปง่ายดายจนแปลกใจ
ชายหนุ่มยิ้มพอใจเมื่อเห็นปฏิกิริยานั่น เป่าลมกระซิบข้างหูราวกับจะแกล้งเร้าอารมณ์อีกฝ่าย “อย่าเกร็งนะ”
นิ้วเปียกชุ่มถูกถอนออกจากโพรงปากอุ่น แซคเคลื่อนนิ้วแตะส่วนอ่อนไหวด้านหลังอย่างใจเย็น นิ้วชุ่มน้ำลายชำแรกเบิกทางเข้าสู่ช่องบอบบางนั้นทีละนิด เรียกเสียงร้องหวามไหวจากร่างเบื้องล่างได้เป็นอย่างดี
...รู้สึกแปลก ๆ... ทั้งอึดอัดแต่ก็..................
ไม่คิดว่าการรุกเร้าจากเบื้องหลังจะสามารถเร้าอารมณ์ได้ถึงเพียงนี้ สะโพกบางขยับไหวตามแรงกระตุ้นที่ถูกรุกรานภายใน ช่องทางแคบ ๆ นั้นบีบรัดนิ้วเสียแน่นจนแซคทนตื่นเต้นได้ยากนัก
จำนวนนิ้วถูกเพิ่มเป็นสอง... เป็นสาม... ชายหนุ่มค่อย ๆ ดุนดันนิ้วที่สองเข้าไปอย่างเชื่องช้า ท่อนขาเรียวสั่นระริก ในขณะที่แก่นกายเบื้องหน้าตื่นตัวเต็มที่
“จะไป... ก่อนรอบนึงมั้ย” น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบถาม เขาไม่อยากให้คลาวด์เจ็บจึงอยากจะเตรียมให้ร่างกายนี้พร้อมที่สุด อีกอย่างเขาก็คิดว่าแค่น้ำลายอย่างเดียวคงลื่นไหลได้ไม่พอ
แม้สติจะเลือนรางเต็มทนด้วยอารมณ์ที่ถูกปรนเปรอให้ เด็กหนุ่มกลับเอ่ยตอบเบา ๆ “ม... ไม่เอา... ไป... พร้อมกันนะ”
คำตอบนั้นสร้างความลำบากใจให้เขาไม่น้อย แต่เขาก็ไม่อยากจะอดทนไปยิ่งกว่านี้ ชายหนุ่มถอนนิ้วออกอย่างนุ่มนวลความเป็นชายแข็งแกร่งที่มีขนาดใหญ่กว่ามากตั้งจ่อแทนที่ปากทางเล็ก
คลาวด์เองก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่จะสอดแทรกเข้ามาต่อไปนั้นมีขนาดใหญ่กว่านิ้วเมื่อครู่มากนัก แต่ถ้าแซคต้องการ... เขาจะเต็มใจรับมันเข้ามา
“หายใจลึก ๆ นะ... แล้วก็อย่าเกร็ง”
คำแนะนำเฮือกสุดท้ายก่อนกายแกร่งจะถูกดันเข้ามา ร่างกายต่อต้านขึงเกร็งขึ้นมาอย่างบังคับไม่ได้ คลาวด์พยายามสูดลมหายใจเข้าอย่างที่อีกฝ่ายบอก แต่ลมหายใจกลับหอบรัวเร็วเหมือนคนหายใจไม่ทัน คิ้วเรียวขมวดแน่นด้วยความเจ็บปวด น้ำตาไหลรื้นขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
แซคโน้มลงจูบปลอบให้เด็กหนุ่มผ่อนคลาย ทั้งที่ขมับ ผิวแก้ม ลาดไหล่ เม็ดเหงื่อผุดขึ้นประปรายแม้อากาศจะเย็นเพราะไอฝน ร่างสูงไม่อาจทนเห็นคนรักทรมานอยู่ได้นานนัก เขาตัดใจจะถอนกายออกกลางคัน เพราะไม่อยากดึงดันจนกายเบื้องล่างตนจะมีบาดแผล
คลาวด์สูดลมหายใจลึกเมื่อชายหนุ่มหยุดนิ่งรอให้เขาผ่อนคลาย เขาพลิกตัวขึ้นสบดวงตาสีดำประกายเขียวที่แสนอ่อนโยน รั้งอีกฝ่ายมากอดแนบชิด
“...เข้ามาเถอะ... แซค... ฉัน.... ไม่เป็นไร....”
น้ำเสียงหอบสั่นแฝงความทรมาน เจือไปด้วยความปรารถนาในตัวชายหนุ่มเหลือล้น แซคประกบจุมพิตเพื่อปลอบโยน แล้วเคลื่อนกายเข้าหาด้วยแรงที่มากกว่าเดิม ร่างเล็กผ่อนคลายจนสามารถดันกายแกร่งเข้าไปจนสุดได้ ช่องทางนั้นบีบรัดแน่นจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แก่นกายร้อนที่แทรกลึกเข้ามาทำให้ทั้งร่างเด็กหนุ่มสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกแทงด้วยมีดไฟเผา แต่ช่างเป็นความเจ็บปวดที่ตนปรารถนาเรียกร้องด้วยตัวเอง ลมหายใจหอบระรัว ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิทแน่นด้วยความเครียดขึง หางตาชื้นเปียกด้วยหยดน้ำที่เต็มตื้นขึ้นมา
“มองฉันไว้ คลาวด์” เสียงทุ้มเรียกให้ดวงตาสีฟ้าค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างอ่อนล้า ใบหน้าของผู้ชายที่ไว้ใจมากที่สุดในชีวิตกำลังยิ้มให้อยู่ตรงหน้า “เชื่อใจฉัน”
แววตาหวานซึ้งสื่อคำตกลง แซคจูบปลอบที่ขมับแล้วจึงค่อย ๆ ขยับกายเป็นจังหวะ แรงเสียดสีเบื้องล่างกลับทำให้ความเจ็บร้าวจางหายไป แทนที่ด้วยความหฤหรรษ์ที่ไม่เคยรู้จัก แรงอารมณ์ที่มีแต่เดิมยิ่งพุ่งสูงขึ้น เมื่อรับรู้ได้ว่าตนกำลังโอบรัดความเป็นชายของอีกฝ่ายแนบแน่น
“แซค.... แซค....!”
ไม่มีครั้งใดที่จะรู้สึกว่าชื่อของตัวเองน่าฟังถึงขนาดนี้ แซคเปลี่ยนเป็นโอบร่างเล็กเข้ามาแนบกายแทนการจูบเพื่อปลอบประโลมเพราะรู้สึกเสียดายที่จะกั้นเสียงร้องน่าพึงใจนั่นเสียเอง แขนเรียวตวัดโอบแผ่นหลังกว้างดังเป็นที่ยึดแรงเหวี่ยงแห่งอารมณ์ของตน
สะโพกเพรียวขยับตามจังหวะเข้าออกที่อีกฝ่ายชักนำโดยไม่รู้ตัว ไฟแห่งอารมณ์ที่ร้อนรุมลุกโชนขึ้นจนถึงที่สุด แซคกระชับสะโพกบางนั้นให้กลืนกินเขาจนลึกขึ้น ตัวเองก็ใกล้ถึงฟากฝั่งแห่งอารมณ์เต็มทน
“คลาวด์...!!”
“อะ... อา... แซค!”
ร่างทั้งสองแนบชิดกันจนแทบจะกลืนเป็นหนึ่งเดียว เสียงหอบหายใจประสานสะท้อนดังในห้อง มีเพียงเสียงฝนโปรยปรายที่ดังแทรกเข้ามา อ้อมแขนของทั้งคู่โอบกอดกันและกันไว้ไม่ยอมปล่อยราวกับต้องการกักเก็บความอบอุ่นจากกายไว้ไม่ให้หายไปกับละอองฝนภายนอก
ผิวขาวชื้นไปด้วยเหงื่อ กรุ่นกลิ่นกายนั้นช่างหอมชวนฝัน หากไม่รู้สึกถึงแรงบีบรัดเบื้องล่างกับเสียงหัวใจที่เต้นดังตุบ ๆ เขาคงไม่คิดว่านี่เป็นความจริง ดวงตาสีฟ้าหรี่ปรือมองใบหน้าเปี่ยมสุขของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของอ้อมแขนที่ตระกองกอดเขาแนบแน่น
“ไม่เป็นไรนะ”
คนถูกถามส่ายหน้าน้อย ๆ “แซคน่ะ ใจดีขนาดนี้...........” พูดค้างไว้แค่นั้นแล้วหยาดน้ำใสก็ร่วงลงมาจากหางตา ความสุขมันมากจนจุกล้นไปหมด ความอ่อนโยนที่ชายหนุ่มมอบให้โอบล้อมเขาไว้จนกลัวว่าอาจจะลุกขึ้นยืนเองไม่ได้ถ้าไม่มีคนคนนี้คอยประคอง
ปลายนิ้วหนาปาดน้ำตาให้อย่างนุ่มนวล “เจ็บหรอ”
เพียงรอยยิ้มเปื้อนน้ำตาเท่านั้นที่เป็นคำตอบ”...อยู่แบบนี้อีกหน่อยได้มั้ย”
แซคลูบเส้นผมสีบลอนด์ชื้นด้วยน้ำและเหงื่อ ก่อนจะก้มลงประทับจุมพิตเบา ๆ ลิ้นเรียวค่อย ๆ สอดแทรกเข้าลิ้มรสชาติหวานล้ำที่ไม่เคยจางไปเสียที
“ตลอดไปเลยก็ยังได้”
รอยยิ้มสว่างเจิดจ้าเสียจนแสบตา ใบหน้าขาวแดงเรื่อไปถึงใบหู แซคเอนตัวลงนอนข้าง ๆ โดยที่ยังไม่ละสายตาไปจากดวงตาคู่สวย
“ไม่อึดอัดนะ” เขาหมายถึงแก่นกายที่ยังสอดแทรกอยู่ในตัวอีกฝ่าย เขาปลดปล่อยในร่างเล็กอย่างไม่หักห้ามอารมณ์ น้ำรักขาวขุ่นยังคงค้างอยู่ในช่องทางนั่นไม่น้อยแน่ ๆ
คนถูกถามส่ายหน้าปฏิเสธ หลบตาหนีด้วยความอาย
แซคอมยิ้มแก้มปริ สางผมชื้นนั้นอย่างรักใคร่
“.... ทำไมถึง... ชอบฉันล่ะ” เสียงใสถามตรงไปตรงมาอย่างใคร่รู้ เขาไม่เห็นว่าอะไรในตัวจะดึงดูดแซคได้ ถ้าถามคำถามนี้กับตัวเองบ้างเขาก็ตอบได้ว่าเพราะชอบรอยยิมที่สดใสราวกับพระอาทิตย์นั่น ชอบน้ำเสียงที่คอยหยอกเย้าและปลอบโยน ชอบแววตาที่มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังและขี้เล่นในบางที
ชอบต่างหูสีฟ้าข้างนั้นที่เจ้าตัวใส่ไม่เคยถอด
แซคหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบ “ถามเหมือนเดิมเลย”
คนถามทำหน้างง “ปีแรกที่เรารู้จักกันนายก็ถามแบบนี้ ตอนที่เราโดดงานไปเล่นน้ำที่จูน่อน” ชายหนุ่มเตือนความจำให้ ตอนนั้นคลาวด์ยังเข้ามาใหม่ ๆ เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ไม่น้อย แต่เขาใช้ลูกตื้อไปก้อร่อก้อติกจนเด็กหนุ่มอ่อนใจยอมไปโน่นไปนี่ตามที่เขาลากไป
ที่ชายหาดยามเย็นใกล้ป้อมจูน่อนวันนั้น คลาวด์ถามเขาว่าทำไมถึงดีกับคนน่าเบื่ออย่างตัวเองนัก
“ตอบไปแล้วด้วย” แซคเล่นลิ้น เห็นชัดว่าอีกฝ่ายจำไม่ได้ว่าเขาเคยถามอะไรแบบนั้น ตอนนั้นแซคตอบไปแค่ว่าเขาชอบดวงตาสีฟ้าสุกใสนั่น พูดตามตรงแล้วนั่นเป็นคำตอบแบบขอไปที เพราะเหตุผลที่แท้จริงนั้น... มันไม่มีอะไรเลย
คลาวด์ขมวดคิ้วขัดใจเมื่อชายหนุ่มเฉไฉไม่ยอมตอบ สรุปเป็นความผิดเขาที่ลืมว่าเคยถามสินะ
“อยากรู้จริง ๆ หรอ” แซคถามหยอกแล้วเริ่มขยับตัวถอดถอนกายออกมา
“อะ.. แซค... เดี๋ยว!” เด็กหนุ่มตาโตด้วยความตกใจ ความเสียวซ่านแล่นริ้วขึ้นมาทั่วร่างเมื่อแก่นกายใหญ่โตกำลังถูกถอนออก ความเปียกลื่นเบื้องล่างยิ่งทำให้รู้สึกวาบหวิว
“ฉันรักนาย ไม่มีเหตุผลหรอก ฉันแค่รักนายเท่านั้น ยิ่งรู้จักมากขึ้นก็ยิ่งรักมากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้”
ดวงตาสีฟ้าปริ่มไปด้วยน้ำตาเมื่อได้ยินคำบอกรักแสนซื่อตรงนั่น ความรักของตนดูช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับความบริสุทธิ์ใจของแซค สองแขนเรียวโอบกอดให้ร่างกายอบอุ่นแนบชิด
“เข้ามา... ในตัวฉันอีกเถอะนะ”
อยากหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
อยากตอบแทนความรักนั้นให้มากขึ้นไปอีก...
“จะทำใหฉันหลงนายจนหูตาบอดรึไง แย่จริงเลย” แซคว่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แท่งเนื้ออุ่นร้อนเคลื่อนออกไปจนเกือบสุดกลับถูกดันเข้ามาอีกครั้ง เรียกเสียงกรีดร้องแห่งความสุขสมให้ดังก้อง สัมผัสหวาบหวาวภายในปลุกเร้าอารมณ์รักร้อนแรงให้พุ่งขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มขยับกายหนักหน่วง เริ่มบรรเลงเพลงรักหวานซึ้งเป็นครั้งที่สอง
สายตาคมเสมองออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนยังตกกระหน่ำไม่มีท่าทีว่าจะหยุดง่าย ๆ
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ทำจนกว่าฝนจะหยุดมั้ย”
เจ้าของใบหน้าแดงก่ำตอบเสียงเง้างอน “....ไม่รู้จักพอ”
“ใครกันแน่ ฝนหยุดขึ้นมานายจะบ่นเสียดาย”
เด็กหนุ่มหัวเราะคิกคัก “เจ้าบ้----า!”
คำตอบนั้นกลั้วหัวเราะ
ในเมื่อมีวงแขนคอยให้ความอบอุ่นอย่างนี้อยู่แล้ว... ฝนตกตลอดไปได้ก็คงจะดี
########################################
แสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างบอกเวลาสายโด่งเต็มที ชายหนุ่มผมดำกระพริบตาถี่ ไล่ความง่วงงุนออกไป พลางเหลียวมองคนในอ้อมกอดที่ยังหลับสนิท ไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นเสียด้วย คงจะเหนื่อยกับกิจกรรมเมื่อคืน ก็... กว่าฝนจะหยุดตก มันก็เกือบเช้าเข้าไปแล้ว
นาฬิกาตั้งโต๊ะบนหัวเตียงบอกเวลาสิบเอ็ดโมง สายเต็มทีแล้ว ไม่รู้ป่านนี้เซฟิรอธจะเป็นยังไงบ้าง แซคครุ่นคิดถึงปัญหาที่แก้ไม่ตก วันนี้เขาคงต้องไปดูอาการชายหนุ่มผมเงินที่หมกมุ่นอยู่แต่กับกองหนังสืออีกตามเคย ถ้าเซฟิรอธไม่กลับ เขาก็ไม่ใจจืดใจดำขนาดจะทิ้งเพื่อนแล้วกลับไปประท้วงชินระคนเดียวหรอกนะ
หนุ่มหัวเม่นถอนใจยาวแล้วเลิกคิด มองใบหน้ายามหลับของคนรักแล้วอารมณ์ดีกว่ากันเป็นไหน ๆ เขาดึงร่างเล็กเข้าแนบชิด สูดกลิ่นกายหอมรับอรุณ ร่างในอ้อมกอดขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าค่อย ๆ ลืมขึ้น เมื่อรู้ว่ายังอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มก็กลอกตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลา
“อรุณสวัสดิ์ แซค” เสียงใสเอ่ยทัก
ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงประกบจูบรับอรุณ เรียวลิ้นเกาะเกี่ยวทั่วโพรงปากเป็นการทักทาย คนถูกจูบใบหน้าแดงก่ำ ส่งสายตาขัดเขินมาให้ แซคยิ้มแป้น เป็นรอยยิ้มที่คุ้นเคยไม่เปลี่ยนแปลง
“อรุณสวัสดิ์ คลาวด์”
อ้อมแขนไม่ยอมคลายออกเสียที แซคเอาแต่นอนจ้องหน้าเด็กหนุ่มจนฝ่ายถูกจ้องไม่รู้จะหนีไปทางไหน คลาวด์คว้าผ้าห่มขึ้นบดบังใบหน้าของตนอย่างเคอะเขิน
ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรจะมีอะไรให้อายเลยแท้ ๆ.... แต่ก็ยังใจเต้นอยู่ดีนั่นแหละ…
แซคหัวเราะขำเมื่อเห็นท่าทีนั้น คนรักของเขาทำตัวเหมือนเจ้าสาวในเช้าหลังวันขึ้นห้องหออย่างนั้นแหละ นิ้วมือยื่นไปจับปลายติ่งหู แก้วกลมใสสีฟ้ายังเป็นประกายสวยเหมือนเดิม
“จากนี้... ห้ามถอดออก เด็ดขาดเลยนะ” เขากล่าวย้ำ
คลาวด์กุมมือที่มีกลิ่นอายของแสงอาทิตย์ ประทับจุมพิตเบา ๆ ลงที่หลังมือ “ไม่ถอดหรอก... จะไม่ถอดเด็ดขาดเลย” ทั้งที่จริงก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคยถอดออกซักครั้ง... แต่บัดนี้ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวลึกซึ้งยิ่งเพิ่มความหมายให้กับของชิ้นนี้มากมายเหลือเกิน
แค่นั้นก็ยังความปลาบปลื้มมาให้คนฟังเสียเกินบรรยาย แซคใช้ปลายนิ้วเกลี่ยแก้มเนียน ดวงตากลมฟ้าใสจ้องมองกลับมาอย่างหวานซึ้ง
“ยังอยากนอนต่อรึเปล่า”
คลาวด์ส่ายหัว ตื่นมาเห็นแววตาเป็นประกายเหมือนจะบอกว่ารักเหลือเกินแบบนั้น จะให้หลับลงไปอีกได้ยังไง
“โอเค งั้นก็...” แซคลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว อุ้มร่างเล็กขึ้นโดยมีผ้าห่มคลุมตัวอยู่อย่างนั้น “อยากจะอาบน้ำเต็มทีแล้วใช่มั้ยล่ะ”
ยังไม่ทันจะตอบคำ ร่างสูงก็ก้าวเร็ว ๆ เข้าห้องน้ำไป คลาวด์ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่เสียเวลาในห้องน้ำนานนัก ถึงตอนนี้ก็ยังเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไม่หาย แต่เอาเถอะ... คนรักของเขามีความสุขปานนี้นี่นะ
คลาวด์ไม่รู้ว่าจะมีตอนไหนรู้สึกเป็นสุขได้มากกว่านี้อีก....
ไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่ง.........
ไม่จำเป็นต้องเป็นโซลเยอร์…………..
แค่เป็น ‘คลาวด์ สไตรฟ์’ ก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับความรัก... จากผู้ชายคนนี้
########################################
เกือบเย็นแล้วที่แซคลงไปดูเซฟิรอธในห้องใต้ดินนั่นอีกครั้ง
ผลคือ... เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แซคไม่เข้าใจว่าสัตว์ประหลาดในแคปซูลนั่นมีความลับอะไรอื่นซ่อนอยู่อีกถึงทำให้เซฟิรอธหมกมุ่นจะค้นหาคำตอบของสิ่งนั้นมากจนไม่เป็นอันจะกินจะนอน
“เซฟิรอธอ่านหนังสือเกี่ยวกับอะไรกันแน่” คลาวด์ตั้งคำถามเมื่อเขากลับมาเล่าสภาพของนักรบผมเงินให้ฟัง
“ประวัติศาสตร์ บันทึกการทดลองเก่า ๆ อาจจะตั้งแต่ก่อนฉันเข้ามาเป็นโซลเยอร์ คิดไม่ออกเลยว่าในนั้นมีอะไรให้ค้น” ชายหนุ่มเท้าแขนอย่างเซ็ง ๆ การที่ผู้นำทีมเป็นเสียอย่างนั้นก็อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้เหมือนกัน
“ทำไมนายไม่หยิบมาอ่านเองบ้าง เผื่อจะรู้ว่ามีอะไรที่เซฟิรอธอยากหา” เด็กหนุ่มถามหน้าซื่อ
“ใครจะกล้า คลาวด์ หมอนั่นก็หน้าบึ้งอยู่แล้ว ยิ่งอ่านกองหนังสือกองเป็นตั้งหน้าตาถมึงทึง ฉันคงจะกล้าหยิบมาอ่านจากกองนั้นหรอกนะ หมอนั่นไม่ได้วางมาซามูเนะไว้เฉย ๆ ตอนเดินอ่านหนังสือนะ” เจ้าตัวว่าพลางแกล้งทำหน้ายักษ์เลียนแบบอีกคน ทำเอาเด็กหนุ่มหัวเราะคิก
“เซฟิรอธเอานายตายแน่ เขาไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดอย่างนั้นซะหน่อย”
“เหอะ หมอนั่นมันหล่อนักนี่ แฟนคลับถึงได้กรี๊ดกันเกรียว” คนพูดตวัดสายตา เน้นคำว่า ‘แฟนคลับ’ เป็นพิเศษ เพราะจงใจจะแขวะคนตรงหน้า
“ยังไม่ได้พูดอย่างนั้นซะหน่อย”
แซคก้าวฉับ ๆ เข้ามาหาเด็กหนุ่มอย่างหาเรื่อง “ไม่พูดแต่คิดใช่มั้ยล่ะ คุณแฟนคลับ”
คลาวด์พ่นหัวเราะ เขารู้ว่าแซคแค่แกล้งแหย่ กำลังพูดเรื่องจริงจังอยู่แท้ ๆ ทำไมถึงได้เบนความสนใจเก่งขนาดนี้นะ “ฉันไม่ได้ชอบนายเพราะหน้าตาเสียหน่อย”
ชายหนุ่มทำหน้าไม่เชื่อ “จริงเร้-----อ ไม่ใช่ติดใจหน้าหล่อ ๆ ของฉันรึไงถึงได้หวานเยิ้มจนละลายอย่างเมื่อคืน”
มือเล็กบีบจมูกโด่งแรงจนอีกฝ่ายร้องโอดโอย ใบหน้าตัวเองก็ซับสีชมพูเรื่อขึ้นมา “ไร้สาระจริง”
คลาวด์หันไปมองนอกหน้าต่าง คฤหาสน์ชินระยังติดไฟอยู่ แสดงว่าเซฟิรอธยังตั้งหน้าตั้งตาค้นหาข้อมูลอย่างเป็นบ้าเป็นหลังไม่หยุด
“เซฟิรอธน่ะ น่าสงสารนะ” คลาวด์เอ่ยขึ้น “ทำไม... เขาถึงต้องทำตัวเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกแบบนั้นด้วย”
แซคทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง แล้วพ่นลมหายใจแรง “ใครจะไปรู้... ในเมื่อเจ้าตัวไม่ยอมพูดเอง จะให้บังคับยังไงก็คงยาก”
คลาวด์ไม่ได้ใกล้ชิดเซฟิรอธมากอย่างแซคจึงไม่กล้าพูดอะไรออกไปมาก เดี๋ยวชายหนุ่มจะฮึดฮัดเอาเสียเปล่า ๆ ครั้งเดียวที่เคยได้เข้าใกล้ก็คงเป็นคืนนั้นที่เขาโดนชวนไปดื่ม นักรบผมเงินไม่ได้เงียบขรึมไปเสียหมดอย่างที่ได้ยินคำเล่าลือ เขาพูดจาหยอกล้อ แสดงความคิดขัดแย้งอย่างตรงไปตรงมา ขึ้นอยู่กับโอกาสและอารมณ์ของเจ้าตัวเสียมากกว่า
“แซคเคยคุยกับเขาเรื่องอื่นที่ไม่ใช่งานบ้างมั้ย”
หนุ่มหัวเม่นยักไหล่ “เคย แต่หมอนั่นเอาแต่ฟัง ไม่ก็ตอบอือเออมาคำเดียว นายก็เห็นนี่ เหมือนตอนที่เรานั่งรถมาที่นี่...” เขาเว้นช่วง “ฉันเคยเห็นหมอนั่นพูดเรื่องอื่นขึ้นมาเองก็ตอนที่มาคุยกับนายนั่นแหละ”
แซคทำเสียงเขียวอย่างจงใจ คลาวด์เริ่มเบื่อว่าบทสนทนากำลังเข้าสู่หัวข้อเดิม ๆ จึงกันท่าไว้ก่อน “แ—ซ---ค!”
คนถูกว่ายู่หน้างอน “สมาชิกแฟนคลับมีตั้งเยอะ ทำไมจะต้องมาถูกใจแฟนคนอื่นด้วยก็ไม่รู้”
ฝ่ายคนถูกพาดพิงทำหน้าเหรอหราขึ้นมาทันที “เซฟิรอธน่ะหรอ?” แล้วก็หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทีเดียวที่ได้ยินคำว่า ‘แฟน’
“อย่าบอกนะว่านายไม่รู้ตัวหรอเนี่ย!” แซคโพล่งขึ้นอย่างประหลาดใจ แต่คิดทบทวนอีกทีขนาดเขาอยู่ร่วมห้องกับคลาวด์มาหลายเดือนเจ้าตัวยังไม่รู้ นับประสาอะไรกับเซฟิรอธที่แทบจะไม่ได้คุยกัน
“ผ... ผิดตรงไหนเล่าที่รู้สึกช้า!”
“ดีแล้วที่ไม่รู้ ขืนเป็นงั้นขึ้นมาฉันก็แย่สิ คู่แข่งด้านความรักตัวเป้งเลยนะนั่น”
“แซคอ่-----า” คนตัวเล็กเริ่มงอแงเมื่อโดนแซวไม่เลิกเสียที “ไม่ใช่ว่าใครมาชอบแล้วฉันจะชอบไปทั่วเสียหน่อย”
“เลิกพูดเถอะ เอาเป็นว่าตอนนี้ชอบฉันคนเดียวแล้วกัน” ชายหนุ่มหันมาหลิ่วตาให้ “เนอะ?”
“.... รู้อยู่แล้วก็ยังแกล้งอยู่ได้” กอดหมอนแล้วบ่นอุบอิบ ซุกซ่อนใบหน้าแดงเรื่อ แซคเดินอ้อมมากอด แนบแก้มชิดออดอ้อน
“ก็นายไม่ค่อยพูดให้ฉันฟังนี่ ถ้าไม่แหย่จะรู้ได้ไงว่ายังชอบอยู่รึเปล่า” อีกอย่างที่เขาชอบก็คือสีหน้ากระเง้ากระงอดของอีกฝ่าย มันน่ารักไปอีกแบบเหมือนกัน
“.......... บ้า”
แซคยิ้มกว้าง เวลาที่คำว่า ‘บ้า’ ออกจากปาก แปลว่าคลาวด์กำลังเขินเพราะถูกแทงใจดำ พูดอีกอย่างก็คือ ‘บ้า’ สำหรับแซคมันหมายความว่า ‘อย่ามาอ่านใจฉันนะ’
แสงไฟจากคฤหาสน์ชินระยังสร้างความกังวลเล็ก ๆ ได้ไม่หาย ทั้งสองมองลงไปที่จุดเดียวกัน พลางคิดถึงเพื่อนอีกคนที่ยังจมปลักอยู่กับความมืดมน
“พรุ่งนี้ให้ฉันลองไปดูเขาบ้างได้มั้ย” คลาวด์เอ่ยขอ
แซคครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วจึงว่า “ก็ได้ แต่ไม่รู้จะทำอะไรได้รึเปล่าน่ะสิ นายก็ระวังตัวนะคลาวด์ หมอนั่นยิ่งอารมณ์ไม่ปกติอยู่”
คนอย่างเซฟิรอธ เคร่งเครียดขนาดนั้นแล้วคงไม่มาคิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ อย่างที่เขาแซวไปเมื่อครู่ ถ้าเขายังไม่แน่ใจกับความรู้สึกของคลาวด์ อย่าหวังเลยว่าเขาจะปล่อยให้เด็กหนุ่มไปดูสภาพเซฟิรอธแบบนั้น
ที่น่าเป็นห่วงกว่าคือเซฟิรอธคงไม่เกิดบ้าขึ้นมาจนควักมาซามูเนะฟันใครหรอกนะ ถึงแววตาที่จดจ้องแต่ตัวหนังสือนั่นจะน่ากลัว แต่ไม่ได้มีแววของความบ้าคลั่ง แต่ยังไงก็ตามก็อดเป็นห่วงไม่ได้ “ถ้ามีท่าทีแปลก ๆ ยังไงล่ะก็รีบเผ่นเลยล่ะ คลาวด์ ไม่ต้องสนใจหมอนั่นมากนักหรอก”
“แซค นั่นเซฟิรอธนะ” คลาวด์ปราม แซคดูจะปกป้องเขาออกหน้าออกตาเกินไปนิด
หลังจาก ‘คืนแรก’ แซคก็ดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แถมมองโลกในแง่ดีมากขึ้น เขาคิดว่าไม่ว่ายังไงเซฟิรอธก็ต้องกลับมาพูดรู้เรื่องกันซักวัน จึงค่อย ๆ จัดการเรื่องราวต่าง ๆ อย่างไม่รีบร้อน
“ก็ไปได้ไง พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ฉันว่าตอนนี้เรามาทำอะไรอย่างที่คนรักเขาจะทำกันดีกว่า” ระริกระรี้อย่างอารมณ์ดีแล้วกระโจนเข้ากอดเด็กหนุ่มแน่น แค่เมื่อคืนกับเมื่อเช้าจะไปพอได้ยังไง ใจตรงกันทั้งที เขาขอรักคลาวด์ให้หนำใจหน่อยเถอะ
“ฝนไม่ตกซะหน่อย” คลาวด์หยอก แต่ก็ยอมเผยอปากรับเรียวลิ้นร้อนที่แทรกเข้ามาแต่โดยดี
To be continued...
-
ก็บอกว่ากรูเขียนฉาก NC ไม่เก่งงงงง ไอ้ข้างบนนั่นแมร่งเขียนอยู่ 4 ชั่วโมง!!!
-
ใครงงว่าแซคมันพูดความหลังตอนไหน กรุณากลับไปอ่านเรื่อง [Final Fantasy VII Fanfiction] Tomodachi darou? หากท่านยังไม่เคยอ่านนะจ้ะ
-
อย่าถามว่าทำไมแซคถึงยอมปล่อยคลาวด์เข้าถ้ำเสือหื่น (??) ก็เพราะกรูอยากให้เป็นอย่างนั้นน่ะสิ!!!
-
คิดไม่ออกแล้วว่าจะเขียนอะไร... ปวดท้อง งือ...
-
เออใช่ นึกได้แล้ว เรื่องสำคัญด้วย!
-
ท่านโรทักมาว่าให้รวมเล่ม... ทุกคนคิดว่าดีมั้ย ถ้ามีผีมาอ่าน กรุณาตอบด้วย กร๊ากกกกก
-
ถ้ารวมเล่ม ไอ้ส่วนที่ไม่เป็นเหตุผลข้างบน มีรีไรท์แน่นอน (ตอนนี้ขี้เกียจ) (เขียนแล้วออกมาห่วยกว่าเดิม???)
-
ถ้าเรื่องนี้จะรวมเล่ม จะพิมพ์กี่เล่มดี... (77 เล่ม?) ไปตบหัวคนวาดรูปประกอบมาได้แล้วด้วย
-
อารมณ์ตอนนี้หมายมั่นปั้นมือว่าจะพิมพ์แน่ ๆ (ไฟแรงอยู่) แต่ยังเขียนไม่จบเลย กระโดดข้ามไปเขียนตอนจบเรียบร้อยแล้ว แต่ตรงกลางโหว่~
อุ๊ย บล็อคเสียเหรอคะ สีขาวยาวโล่งเลย ฮิๆๆ
#1 By gorjai on 2007-11-04 21:26