[Tenipuri Fanfiction] Oblivion... (9)
posted on 02 Nov 2007 19:50 by keechan in Fiction
Oblivion... (9)
ล่วงเลยมาสองสัปดาห์แล้วที่เทสึกะมาอยู่ที่เยอรมัน เขาเริ่มปรับตัวกับสภาพแวดล้อมแล้วก็คนที่นี่ได้อย่างราบรื่น สองอาทิตย์ผ่านไปไวเหมือนโกหก เทสึกะไม่รู้สึกว่าเขาจากเพื่อน ๆ มาอยู่คนละซีกโลกสักเท่าไหร่ คงเพราะโออิชิที่ขยันส่งล์มาคุยแทบทุกวันด้วย
กิจวัตรประจำวันยามเช้าของเขาแทบจะไม่แตกต่างกับตอนที่อยู่ญี่ปุ่น เพียงแต่เขาปรับเวลาตื่นให้สายขึ้นเป็นหกโมง เพราะไม่มีใครที่ไหนจะลุกขึ้นมาออกกำลังกายตอนตีหา เทสึกะเปิดสมุดบันทึกดูตารางฝึกซ้อมของวันนี้ ทันทีที่เปิดออกมาเห็นเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกบังคับให้จดไว้เรียงราย เขาก็นึกถึงเสียงเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ที่บอกเขาได้ชัดเจน
‘ติดต่อมาด้วยล่ะ เรียกเก็บเงินปลายทางซะ ถ้าเบอร์แรกไม่ว่างก็ลองเบอร์อื่นก็ได้’
จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่ได้โทรไปหาเสียสี แต่เพิ่งจะผ่านไปแค่สองอาทิตย์ อาจจะไม่คิดถึงอะไรกันมากขนาดนั้นก็ได้
แต่ลองโทรดู... คงไม่เป็นไรละมั้ง
เพิ่งจะแปดโมง ที่ญี่ปุ่นคงอยู่ในช่วงหัวค่ำ เทสึกะมองนาฬิกาแล้วตัดสินใจลุกออกไปโทรศัพท์ ความสัมพันธ์ของเขากับอาโตเบะยังเรียกได้ว่าคาราคาซังอยู่อย่างนัน อาโตเบะบอกชัดเจนว่าชอบเขา แต่เขาไม่ได้ให้คำตอบ
เทสึกะไม่ได้เกลียดกัปตันเฮียวเทผู้เย่อหยิ่งคนนั้น ตรงกันข้าม เขานับถือในความสามารถและความมั่นใจเต็มเปี่ยมนั่น แต่เขาอยากรู้จักให้มากกว่านี้ อยากรู้จักอาโตเบะที่ไม่คงคราบถือตัวเป็นผู้ดี อาโตเบะที่จริงใจเหมือนกับตอนที่กล้าบอกรักเขาตรง ๆ
ใบหน้าหล่อเหลาแต้มรอยยิ้มบาง ๆ เทสึกะยกหูโทรศัพท์แล้วกดหมายเลข
เสียงรอสัญญาณดังเพียงแค่สองครั้ง ปลายสายก็รับ
“...ฮัลโหล?”
น้ำเสียงไร้อัธยาศัยส่งมาตามสาย ฟังดูไม่เป็นมิตรเอาซะเลย เขาโทรไปตอนกำลังอารมณ์ไม่ดีรึเปล่านี่
“...เอ่อ.. ฉันเอง เทสึกะ”
ปลายสายนิ่งไปนาน จนเทสึกะไม่แน่ใจว่ากดหมายเลขถูกรึเปล่า
“อาโตเบะ?”
“...เพิ่งคิดจะโทรมารึไง ช้าจริง”
น้ำเสียงเง้างอนบ่นงึมงำ แต่ก็แฝงไปด้วยความตื่นเต้นเล็ก ๆ
“ทีหลังก็เขียนกำหนดการสิ อยากให้โทรตอนไหนฉันอาจจะโทร” เทสึกะย้อน
“พูดอย่างกับว่าถ้าฉันสั่งนายจะทำตามงั้นแหละ”
“ที่ทำมาตลอดนี่ไม่ใช่สั่งรึไง แล้วนายเห็นว่าฉันทำตามบ้างรึเปล่าล่ะ”
อาโตเบะเงียบไปอีกแล้ว เทสึกะชักสงสัยว่าอีกฝ่ายมีปัญหาอะไร ทุกทีจะไม่ยอมหยุดพูดจนกว่าตัวเองจะเถียงชนะ
“นายสบายดีรึเปล่า?”
“ที่โน่นเป็นยังไงบ้าง” เอ่ยขัดขึ้นมา ราวกับจะหลบเลี่ยงคำตอบ เทสึกะจึงได้แต่ตอบไปตามเรื่อง
“ก็ยอดเยี่ยมเลยล่ะ โปรแกรมการฝึกที่นี่ไม่ธรรมดา แต่ยังไงก็คงต้องใช้เวลา... ล่ะนะ”
“วันนี้ต้องทำอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า” ฝ่ายฟังคำถามถึงกับเลิกคิ้ว ไม่ยักกะพูดทับถมอย่างทุกทีแฮะ... ขืนอีกฝ่ายรู้สิ่งที่คิดอยู่ในใจมีหวังคงว้ากกลับมาแน่ ไม่เสี่ยงกวนน้ำให้ขุ่นจะดีกว่า
“ก็บริหารร่างกายเบา ๆ อย่างทุกวัน มันต้องค่อยเป็นค่อยไปน่ะ รีบเร่งไม่ได้หรอก”
“นายออกไปไหนมาไหนได้ใช่มั้ย รู้ที่เที่ยวแถวนั้นดีรึเปล่า”
“อยู่มาตั้งสองอาทิตย์แล้วก็พอจะรู้อยู่บ้าง นายถามทำไมน่ะ อาโตเบะ?” ทุกทีจะต้องเหน็บแนมว่าชักช้าบ้างล่ะ ไม่ได้ดั่งใจบ้างล่ะ อะไรทำนองนั้น พอไม่มีประโยคเอาแต่ใจพวกนั้นแล้วดูอะไรขาด ๆ ไป
“ไม่มีอะไร นายสบายดีก็ดีแล้ว... ขอบใจที่โทรมานะ”
“เดี๋ยวสิ อาโต---“
เป็นใครก็ต้องรู้ว่ามีอะไรผิดปกติ อาโตเบะตัดสายโดยไม่ยอมให้เขาพูดให้จบ เทสึกะยิ่งไม่เข้าใจ.... สรุปแล้วอาโตเบะต้องการอะไร หรือแค่กำลังอารมณ์ไม่ดี แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีจริง ๆ ตอนที่คุยเมื่อครู่เขาน่าจะรู้ได้ มันเป็นอะไรอย่างที่คลุมเครือจนเขามองไม่ออก
หรือว่า... อาโตเบะแค่กำลังสนุกกับการปั่นหัวเขาจริง ๆ ?
เทสึกะคิดจะโทรกลับไปอีกครั้ง แต่ถูกครูฝึกเรียกหาเพราะถึงเวลาที่นัดไว้แล้ว ร่างสูงได้แต่กำเบอร์โทรศัพท์ที่จดมาไว้แน่น
เอาเถอะ... ไว้วันหลังก็ได้
...ฝ่ายเจ้าของโทรศัพท์จ้องมองหน้าจอที่ว่างเปล่าไปแล้วก็ยิ้มบาง เขาคิดไม่ผิดที่ทำอย่างนี้ใช่มั้ย... เทสึกะยังเป็นห่วงเขาอยู่บ้าง
อากาศข้างนอกแจ่มใส แสงอาทิตย์ส่องสว่างเต็มที่ เหมาะเจาะกับเวลาที่จะชวนออกไปเที่ยวจริง ๆ หลังจากการบริหารร่างกายตอนเช้า ช่วงบ่ายก็ว่าง เทสึกะกินข้าวกลางวันแล้วกะว่าจะไปขลุกตัวอยู่ในห้องสมุด ตามนิสัยของคนที่อยู่นิ่งไม่ได้ เรื่องร่างกายเขาต้องรอให้พักฟื้น ระหว่างนั้นเขาก็ไม่คิดจะเสียเวลานั่งอยู่เฉย ๆ
“Kunimitsu!”
เทสึกะหันไปตามเสียงเรียก เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่มารักษาตัวที่นี่วิ่งโร่เข้ามาหาแล้วพูดเร็วรัว
“Du hast einen Besuchten.”
ใครกัน? มาหาเขาในเวลาแบบนี้ “Wer?”
“Weiss nicht. Wenn du ihn triffst, weisst du, hat er gesagt.”
‘ไปหาแล้วจะรู้เอง’ งั้นหรอ ฟังคำพูดแบบนั้นแล้วไม่อยากเจอยังไงชอบกล แต่เขาคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกไปดูหน้า เขาคิดไม่ออกว่าใครจะมาหาถึงที่ได้ และเท่าที่จำได้เขาไม่มีญาติอยู่เยอรมันเสียหน่อย
เทสึกะกล่าวขอบคุณเพื่อนที่มาบอกข่าว แล้วจึงเดินเร็ว ๆ ไปที่ห้องโถงรับแขก
ร่างเพรียวนั่งไขว้ห้างอยู่ที่โซฟาตัวนิ่ม แม้จะต่างที่แต่ท่าทีมั่นใจนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เสว็ตเตอร์สีครามเข้ากับกางเกงยีนส์เหมาะเจาะ รองเท้าหนังมันปลาบเหมือนเป็นของใหม่แกะกล่อง ดูยังไงก็บอกได้อย่างเดียวว่าเป็นคุณหนูร่ำรวยมาเที่ยวเมืองนอกเป็นแน่
เทสึกะถึงกับต้องถอดแว่นออกเช็ดให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด คุณชายที่นั่งอยู่สังเกตเห็นแล้วก็หัวเราะคิก
“อาโตเบะ...? ทำไมนายถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้ ก็เมื่อเช้า...”
“นายโทรมาตอนฉันนั่งละเลียดอาหารเช้าอยู่พอดี” พูดให้ถูกคืออาโตเบะมาตั้งแต่เมื่อคืน แต่ยังคิดไม่ตกว่าควรจะโผล่หน้ามาให้เทสึกะเห็นดีหรือไม่ จนอีกฝ่ายโทรหา ถึงกล้าตัดสินใจมา
เทสึกะยังไม่หายงง “ไม่ใช่อย่างนั้น นายมาได้ยังไง แล้วโรงเรียน---“
“ฉันแค่อยากมาเที่ยวยุโรป ไม่ได้รึไง อ๋า?” พูดกลบเกลื่อนแล้วลุกขึ้นยืน อาโตเบะดึงแขนร่างสูงแล้วออกคำสั่งทันที “ว่างใช่มั้ยล่ะ เทสึกะ มาด้วยกันหน่อยสิ”
“เดี๋ยวสิ อาโตเบะ ทำไมต้องรีบร้อนอย่างนั้นด้วย ไม่คิดจะอธิบายมากกว่านี้รึไง” เทสึกะยื้อแขนไว้
ตามมาเอาแต่ใจถึงที่นี่ ...เชื่อเขาเลย...
“ถ้าฉันบอกว่า... คิดถึงนายจนต้องมาหาถึงที่นี่จะหัวเราะเยาะรึเปล่า”
อาโตเบะพูดโดยไม่หันมามอง
สองอาทิตย์ก่อน... วันที่เทสึกะไปจากญี่ปุ่น แล้วเขาก็ถูกโอชิทาริ.................... ร่างกายถูกย่ำยีจนยับเยิน และเขาก็ไม่ได้ไปโรงเรียนอีกเลย
อาโตเบะอยากได้ความรัก... หรืออย่างน้อย ๆ ขอเพียงความซื่อตรงของเทสึกะที่จะช่วยทำให้ลืมความเห็นแก่ตัวของผู้ชายชั่วร้ายคนนั้น...
“อาโตเบะ...” เทสึกะกุมไหล่เพรียวจากด้านหลัง เขารู้ว่าอาโตเบะไม่อยากให้เห็นหน้า
“เอาแต่ใจ... อีกแล้วนะ” แม้จะว่าอย่างนั้น แต่เทสึกะกลับเริ่มรู้สึกว่าความเอาแต่ใจแบบนี้ชักจะน่าเอ็นดูมากขึ้นทุกที
“กำลังหัวเราะอยู่ใช่มั้ย” อาโตเบะกลั้นน้ำตา เขาไม่อยากให้เทสึกะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เทสึกะ... เทสึกะจะไม่รังเกียจเขาเพราะเรื่องแค่นี้แน่ ไม่มีทางรังเกียจแน่นอน... อย่างเทสึกะคงจะแค่ตกตะลึงแล้วก็ให้ความเห็นใจเสียมากกว่า ซึ่งของพวกนั้น เขาไม่ต้องการ
“ขอบใจนะ ที่มาหา” พูดจบเทสึกะก็ตบไหล่ เดินนำอีกคนที่ยืนนิ่งไปเสียอย่างนั้น “อยากไปเที่ยวที่ไหนล่ะ”
แล้วอาโตเบะก็ยิ้ม
เป็นรอยยิ้มที่สวยกว่ารอยยิ้มไหน ๆ ที่เทสึกะเคยเห็น เพียงแค่คำพูดเดียวเท่านั้น เขาทำให้คนคนนี้มีความสุขได้ถึงเพียงนี้... ตัวเองอดดีใจขึ้นมาลึก ๆ ไม่ได้
เขาจะรักคนคนนี้ได้มากเท่ากับความรู้สึกดี ๆ ที่ได้รับมาบ้างมั้ยนะ...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
“แล้วนายมาคนเดียวหรอ” เทสึกะถามขึ้นระหว่างที่ทั้งคู่กำลังโดยสารรถรางเคลื่อนเข้าในตัวเมือง หลังจากที่ตกลงกันได้ว่าที่ที่จะไปคือหอศิลป์ Neue Pinakothek หนึ่งในหอศิลป์ที่มีอยู่มากมายจนแทบจะเรียกได้ว่าเกลื่อนกลาดเมือง ซึ่งเขาเองก็สนใจที่จะไปเยี่ยมชมเหมือนกัน
“ใช่ ทำไม? อยากให้ฉันเอาคาบาจิมาด้วยเรอะ อ๋า? หมอนั่นไม่ใช่ของที่จะพกไปไหนมาไหนด้วยซะหน่อย”
เทสึกะเลิกคิ้วแปลกใจกับคำตอบ จากสายตาคนนอกที่เห็นเอาแต่สั่งชายร่างยักษ์เหมือนสั่งหุ่นยนต์แบบนั้น ฟังแล้วผิดคาดเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่คิดว่าอาโตเบะจะจับมือทำอะไรอย่างอื่นเองเป็นนอกจากเล่นเทนนิส
“ฉันเคยมายุโรปตั้งหลายครั้งแล้ว เงินก็มี ไม่ต้องกังวลไม่เข้าเรื่องหรอกน่า เทสึกะ นายนั่นแหละ เพิ่งเคยมาอยู่นอกญี่ปุ่นล่ะสิ อย่าหลงซะล่ะ”
ว่ายิ้ม ๆ แล้วก็ควักบัตรทองแสดงอำนาจการเงินของตนออกมาโชว์ ข้อมือขาวที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อปรากฏรอยแดงจาง ๆ แม้จะเล็กน้อย แต่ก็ดูผิดสังเกต เทสึกะจ้องอยู่ได้ไม่นานอีกฝ่ายก็ดูจะรู้ตัวจึงรีบถกแขนเสื้อขึ้นมาปิดไว้ดังเดิม
มีอะไรบางอย่างผิดปกติ กัปตันแห่งเซชุนไม่ได้โง่ถึงขนาดจูไม่ออก เหตุผลที่มาคงไม่ใช่เพราะคิดถึงอย่างที่อ้าง แค่สองอาทิตย์... มีอะไรเปลี่ยนไปในช่วงเวลาที่หายไป
“วันที่ฉันเดินทางน่ะ... มีปัญหาอะไรรึเปล่า ถ้าจะไม่มาทำไมไม่โทรมาบอกล่ะ”
อาโตเบะถึงกับสะดุ้ง วันนั้นเป็นวันที่เขาถูกโอชิทาริ............... นั่นล่ะเหตุผล
“...ไม่สะดวกน่ะ มีเรื่องนิดหน่อย”
โกหก... เทสึกะคิด และเป็นการโกหกที่แย่ที่สุดเที่เคยเจอ คิดจะซักต่อแต่รถรางมาถึงที่หมายซะแล้ว อาโตเบะรีบลุกขึ้นด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะถามอะไรไปมากกว่านี้ เทสึกะจึงปล่อยให้บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น
ถึงจะไม่ใช่เทศกาลท่องเที่ยว แต่ก็มีคนเข้าชมคึกคักพอสมควร อาโตเบะเป็นฝ่ายชิงซื้อตั๋วให้ก่อน จ้องเขม็งใส่อีกคนเมื่อเห็นว่าคิดจะควักเงินออกมา “คิดว่าคนอย่างฉันจะยอมให้นายเลี้ยงรึไง ของมีระดับแบบนี้ ต้องระดับฉัน”
นั่นจะแปลความโดยใช้พจนานุกรมฉบับอาโตเบะ เคย์โกะ ได้ว่า ‘ไหน ๆ นายก็ยอมมาด้วยแล้ว ฉันก็ต้องเป็นคนจ่ายสิ’
ดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นมานิดหลังจากได้ทำตามใจตัวเอง หรือแค่เสแสร้งเพื่อปกปิดเรื่องที่กลุ้มใจไว้กันแน่นะ...?
ภาพวาดผลงานของศิลปินชื่อดังก้องโลกเรียงรายเป็นสักส่วน จัดเรียงตามยุคสมัยตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 จนถึงศตวรรษที่ 19 ในยุคต้น ๆ ภาพส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับแม่พระสะท้อนความเชื่อตามศาสนาคริสต์ ในขณะที่ช่วงยุคหลังการถ่ายทอดความงามก็มาอยู่ที่ธรรมชาติรอบกาย
การปาดพู่กันและลงสีมีเทคนิคแตกต่างจากศิลปะภาพวาดของญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง เทสึกะเดินชมภาพไปตามลำดับ ขณะเดียวกันก็แอบลอบสังเกตอีกฝ่าย อาโตเบะไม่ยักพูดมากอย่างที่คิด เทสึกะนึกว่าเขาจะได้ทัวร์ไกด์ส่วนตัวมาอธิบายประวัติรูปภาพให้ฟังเสียอีก ทั้งคู่เพียงแต่ชื่นชมความงามของภาพวาดอย่างเงียบเชียบ
“...โมเน่ต์” อาโตเบะเอ่ยเบา ๆ เมื่อหยุดยืนดูภาพ ‘ลิลลี่น้ำ’ ของโมเน่ต์ ในมุมศิลปินฝรั่งเศส ไม่ห่างกันนักก็มีภาพผลงานของแวนโก๊ะแขวนเรียงอยู่
โมเน่ต์และแวนโก๊ะเป็นศิลปินในยุคสมัยเดียวกัน แต่ความนิยมกลับต่างกันราวฟ้ากับดิน รสนิยมของอาโตเบะคงจะต้องกับคนในยุคนั้นกระมังเขาจึงเห็นว่าภาพของโมเน่ต์สวยกว่า
ภาพ ’ดอกทานตะวัน’ สีทองอร่ามอันเลื่องชื่อหลังจากเจ้าของภาพเสียชีวิตไปแล้ว ไม่ได้ทำให้เขาเกิดความประทับใจได้มากเท่ากับสีเย็นขรึมของภาพดอกลิลลี่ของโมเน่ต์
“สวยดีนะ” เทสึกะเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าภาพที่กำลังถูกจ้องนั้นได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
“นายชอบอันไหนมากกว่ากัน”
“สวยกันคนละแบบ”
“ทายสิว่าฉันชอบภาพไหนมากกว่า” อาโตเบะคาดว่าเทสึกะจะต้องครุ่นคิดจนหน้ามุ่ย แต่อีกฝ่ายกลับตอบได้ทันที
“โมเน่ต์” ด้วยความมั่นใจเต็มร้อยเสียด้วย
ดวงตาคู่สวยหรี่ลง ...ไม่สนุกเลย... “ทำไมถึงตอบได้แน่ใจอย่างนั้น”
“ถูกใช่มั้ย”
เหมือนกับโดยแหย่กลับเสียเอง อาโตเบะยักไหล่แล้วเสยผมแก้เก้อ “เดาเก่งนี่”
เทสึกะพ่นหัวเราะ ก่อนจะเฉลย “โมเน่ต์เป็นคนชนชั้นสูง แต่แวนโก๊ะไม่ใช่”
คนฟังไม่แน่ใจว่ากำลังถูกชมอ้อม ๆ หรือว่าโดนหลอกด่ากันแน่ แต่ก็ปล่อยให้ประเด็นนั้นตกไป “ฉันไม่ชอบภาพของแวนโก๊ะเพราะมันไม่สวยต่างหาก ไม่ใช่เพราะศิลปินเป็นกรรมกรซะหน่อย”
“ตรงไหนที่นายว่าไม่สวย”
“ดอกทานตะวัน”
เทสึกะฟังคำตอบแล้วกลอกตา “ถ้าเขาวาดกุหลาบนายจะชอบมากกว่า?”
“ไม่ใช่” อาโตเบะปฏิเสธแล้วยกนิ้วขึ้นชี้ที่ภาพ “ดอกทานตะวันเหี่ยว ๆ แบบนี้ จะวาดขึ้นมาให้รกหูรกตาทำไมกัน ไม่ได้น่าดูเลยซักนิด”
แขนเสื้อเลิกขึ้นทำให้เห็นรอยแดงที่ข้อมือ เทสึกะมองตามแล้วกล่าวเสียงเรียบ
“แต่นั่น... ก็คือความจริง เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ” คราวนี้สายตาไม่ได้มองที่ภาพวาด กลับเลื่อนมาจดจ้องที่อาโตเบะแทน
“จะเบ่งบานอยู่ตลอดเวลาน่ะ เป็นไปไม่ได้หรอกนะ”
ข้อมือถูกกุมแน่นจนเจ้าตัวสะดุ้ง ทั้งคำพูดเมื่อกี้และสายตาดึงดันจะรู้ความลับที่ซ่อนไว้ให้ได้ อาโตเบะสะบัดมือหนี แววตาสีน้ำเงินตื่นกลัวรีบหลุบต่ำด้วยความหวั่นไหว เอ่ยค้านพึมพำ
“...ฉันก็ไม่อยากเห็นอยู่ดี ความจริงแบบนั้น”
อาโตเบะถอยห่างจากภาพวาด แหงนหน้ามองดูดอกทานตะวันอีกหน ภาพดอกที่เหี่ยวแห้งโรยราจนกลีบแห้งกรอบร่วงหล่นอยู่ข้างแจกันยิ่งเด่นชัดในสายตา
จากแค่ที่ไม่ประทับใจ ตอนนี้เขากลับรู้สึกไม่ชอบภาพนี้จนอาจถึงขั้นเกลียด...
To be continued...
-
หมดสต็อคแล้วนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
-
ถ้าแซคคลาวด์ไม่จบ เรื่องนี้ก็คงไม่ได้ต่อ อุฮิ
-
เทียบกะแซคคลาวด์ตอนที่แล้ว อีนี่น้อยไปเลย 5555!!! (หัวเราะสะใจ)
-
รอต่อไปแล้วกันนะแฟน ๆ เทะเก๋ (หรือชี่เก๋??? หรือเทะฟู???)
-
แซคคลาวด์ตอนต่อไป รอวันอาทิตย์นี้นะจ้ะ *เสียงอ่อนเสียงหวาน*
เดทก่ะเบะ แมร่งงง
ชี่ฟูวววววววววววว (?????)
โฮกฮากกกกกกกกกกกกกกกกกก
หนอย อาโตเบะ ทำเป็นไม่อยากให้รู้ เชอะ อีคุณหนูถือตัว *โหวตออก* (โดนพี่กีตบข้อหาโคตรลำเอียง)
ฟูจ๋า---- มาเยี่ยมเทะบ้างงงง จู่โจ่มหน่อยก็ดี
ฮากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
#1 By †★☆*HANA~hanachiko*☆★† on 2007-11-02 20:56