[Darren Shan Fanfiction] Tears of Blood, Tears of Blue

posted on 24 Oct 2007 17:33 by keechan  in Books-Movies, Fiction

 

 

ก่อนอื่น....

ไปซื้อดาร์เรนเล่ม 11 มาแล้วเจ้าข้าเอ้ยยย ภาษาไทยออกซะที!!!

ฟิคข้างล่าง สปอยล์เล่ม 11 ใครยังไม่อ่านของจริง กรุณาอ่านก่อนแล้วค่อยมาอ่านฟิคนะจ้ะ

ขอสครีม หลังจากอ่านลวก ๆ มาแล้ว 5555 (เปิดอ่านไปแค่ 15 นาทีหมดเล่มได้ กร๊าก)

  • ดาเรียสน่ารักโคดโคดดดดดดดดดดดดดดด อ่ากกกกกกกกกก ป้ารักเด็กกกกกกกก
  • อ่านแล้วคิดถึงตอนที่อ่านภาษาอังกฤษว่าลุ้นแทบตายว่าที่เดาน่ะถูกมั้ย ฮ่า ๆๆๆ
  • มีเรื่องให้อึ้งอีกตามเคย แต่มันกลายเป็นเรื่องรอง เพราะสตีฟมัน &*+)$(^_+)^(&*(
  • อ่านรอบนี้ไม่ยักกะชอบดาร์เรนเท่าไหร่ 5555 รู้สึกในฟิคที่เขียนนี่ดาร์เรนมันแบ๊วกว่าในเรื่องจริงนะ
  • เอานังเด็บบีออกไป!!!!!!!!!!!
  • แวนชาน่ารักกกกกกกกกกกกกกก
  • สตีฟโคดเลววววววววววว เลยเว้ยยยยยยยยย
  • ทำไมสตีฟในฟิคมันหล่อจัง กร๊ากกกกกกกก
  • สมัยนั้นเขียนฉาก NC ยังไม่เป็นแหละ ฮิฮิฮิ

จบการสครีม.... อ่านฟิคได้

ฟิคเรื่องนี้เขียนตั้งแต่ปี 2005 ก็สมัยที่อ่านดาร์เรนจบนั่นแหละ มันพีคคคค มันพีคคค หลังเล่ม 12 ก็แต่งเรื่องใหม้มันอีกตั้ง 2 แบบ ทำไปได้ขนาดนั้น เดี๋ยวจะรอภาษาไทยออกให้หมดแล้วลงทีเดียว แฮ่

Tears of Blood, Tears of Blue
Pairing : Steve Leonard x Darren Shan
Rate : R (มั้งเนอะ?)
Spoiler: Vol. 11

โลกทั้งโลกที่ผมเห็นพลันเต็มไปด้วยสีแดงฉานของโลหิต ลูกศรพุ่งเข้าปักที่ไหล่ขวาของผมอย่างแม่นยำ ผมรู้ดีว่ามันไร้สมองสิ้นดีที่ตามเหล่าแวมพานีซมาอย่างวู่วามทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมา แต่หากนี่เป็นโอกาสที่ผมจะฆ่าสตีฟได้ (หรือไม่สตีฟก็จะฆ่าผม) เพื่อจะจบสงครามครั้งนี้เสียที

ผมไม่มีทางยอมตายง่าย ๆ ที่นี่แน่ แม้จะมีทั้งมอร์แกน เจมส์, ร.ม., แกนเน็น และสตีฟ ล้อมอยู่ก็เถอะ มีเพียงสตีฟคนเดียวเท่านั้นที่สามารถจะปลิดชีวิตผมได้ หากใครอื่นที่ไม่ใช่เขาฆ่าผม จุดจบของแวมพานีซก็จะต้องมาถึงตามที่เดสมอนต์ ไทนี ทำนายไว้

“รีบจัดการเขาเร็ว ๆ เถอะน่ะ” แกนเน็น เฮสท์ ว่า ชักดาบออกมาในที่สุด “อย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่เลย”

“ใจเย็น ๆ น่ะ” สตีฟหัวเราะเบา ๆ “ฉันอยากเห็นเลือดเขาให้มากกว่านี้อีกหน่อย”

“แล้วถ้าเขาเสียเลือดมากจนตายเพราะแผลนั่นล่ะ” แกนเน็นพูดอย่างโกรธ ๆ

“ไม่หรอก” สตีฟพูด “ดาเรียสยิงถูกตรงที่ฉันสอนพอดี” เขาเหลียวกลับไปดูดาเรียส และสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีนัก “ไม่เป็นไรนะ?”

“ฮะ” ดาเรียสตอบเบา ๆ ในลำคอ “ผมแค่ไม่นึกว่ามันจะ.........จะ.............”

“มีเลือดมากขนาดนี้” สตีฟพูดต่อให้ แล้วพยักหน้ารับอย่างเข้าอกเข้าใจ “คืนนี้ทำงานได้เยี่ยมมากเลยล่ะ ดาเรียส ไม่ต้องทนดูที่เหลือก็ได้นะ ถ้าไม่อยาก”

“นาย........มีลูก............ได้ยังไง.....?” ผมหายใจหอบ พยายามจะยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด หวังว่าจะมีทางหนีรอดไปได้

“เรื่องมันยาว แล้วก็ซับซ้อนน่ะ” สตีฟว่า แล้วหันมาสบตาผมอีกครั้ง “เป็นเรื่องที่ฉันจะยินดีบอกก่อนที่จะตอกหลาวทะลุหัวใจนายเลยล่ะ”

“นาย........พูดผิดซะแล้ว” ผมหัวเราะอย่างเย็นชา “ฉันต่างหาก...........ที่จะเป็นคนฆ่านายคืนนี้”

“มองโลกในแง่ดีจนวาระสุดท้ายเลยนะ” สตีฟเยาะเย้ย ส่งสายตาชั่วร้ายมาให้ผม “ฉันอยากรู้นักว่านายจะปากดีได้อีกซักกี่น้ำ!”

สตีฟบีบคอผมแน่น ดันตัวผมไปติดกำแพงจนไร้ทางสู้ มือซ้ายกระชากลูกศรที่แทงลึกในไหล่ของผมออกอย่างไม่ปรานี

“อึก.......!!!!!” ผมไม่รู้ว่าตัวเองส่งเสียงร้องออกไปดังแค่ไหน ผมพยายามอดกลั้นเอาไว้อย่างที่สุด ยิ่งผมแสดงความเจ็บปวดมากเท่าใดคงเพิ่มพูนความพอใจให้กับสตีฟยิ่งขึ้นเท่านั้น อย่าหวังเลย! ผมไม่มีทางยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้เขาคอยล้อเล่นอีกต่อไป แม้จะต้องตายก็ตาม
 
ตัวผมสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บปวด ตาพร่ามัวจนมองอะไรอย่างอื่นแทบไม่เห็น นอกจากรอยยิ้มเย้ยหยันของสตีฟที่อยู่ตรงหน้า ปลายผมสีเงินของเขาเปรอะไปด้วยเลือดที่กระเซ็นออกมา เลือดอุ่น ๆ กำลังไหลนองผ่านแขน ชาเสียจนไม่สามารถรับความรู้สึกได้แล้ว

สตีฟจ้องมองผมอีกครั้ง ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ด้านหลังของเขามีมอร์แกน เจมส์ และร.ม. ยืนดูอยู่อย่างระทึกใจ กระหายอยากจะเห็นผมตายตรงหน้าซะเดี๋ยวนี้ ดาเรียสยืนอยู่ไกลออกไป ผมไม่รู้ว่าเขากำลังมองอยู่หรือเปล่า

สตีฟยกหน้าไม้ขึ้น กดมันชิดที่หัวใจของผม เตรียมพร้อมจะเหนี่ยวไก เหมือนคราวที่ผมได้มาเจอกับเขาอีกครั้งไม่มีผิด เพียงแต่ครั้งนี้เขาเอาจริง เขามองผมด้วยสายตากร้าว แล้ว...........

........ลดหน้าไม้ลง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ยิง

“ไม่ล่ะ” เขาพูด “แบบนี้มันง่ายเกินไป ตายเร็วเกินไปด้วย”

“อย่างี่เง่าน่ะ!” แกนเน็นคำราม “นายต้องฆ่าเขา! นี่เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งที่ 4 ตามที่ถูกทำนายไว้แล้ว นายต้องฆ่าเขาซะ ก่อนที่------”

“ฉันจะทำอย่างที่ฉันพอใจ!” สตีฟตะโกน หันไปหาผู้ดูแลของเขา ชั่วขณะหนึ่งผมนึกว่าเขาจะโจมตีฝ่ายเดียวกันซะแล้ว แต่เขาควบคุมตัวเองได้ แล้วกลับมามีรอยยิ้มทันที “ฉันรู้ตัวว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ แกนเน็น แต่ฉันฆ่าเขาแบบนี้ไม่ได้”

“ถ้าไม่ตอนนี้แล้วจะเมื่อไร?” แกนเน็นถามอย่างขุ่นเคือง

“ทีหลัง” สตีฟตอบ “เอาไว้ให้ถึงเวลาที่ฉันจะได้สนุกกับการทรมานเขาให้มากกว่านี้ แล้วทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างที่ฉันเคยรู้สึกตอนที่เขาทรยศฉัน แล้วไปถวายตัวให้เจ้าเครปสลีย์อัปลักษณ์นั่นซะก่อน”

“แล้วคำทำนายของคุณไทนี่ล่ะ?” แกนเน็นถามอย่างไม่พอใจ

“เก็บเข้าหม้อไปได้เลย!” สตีฟสวน “ฉันจะสร้างโชคชะตาของตัวเอง ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์จะมากำหนดชีวิตของฉันได้”

ดวงตาสีแดงฉานของแกนเน็นเต็มไปด้วยโทสะ สิ่งที่สตีฟทำน่ะบ้าชัด ๆ เขาอยากให้สตีฟฆ่าผม เพื่อจะจบสงครามนี้ให้สิ้นสุดลงไปซะ แต่จะไม่พอใจอย่างไร แกนเน็นก็ต้องยอมจำนนต่อความต้องการของสตีฟ

“แล้วจะเอาอย่างไรต่อ?” แกนเน็นถามด้วยความอดทนอย่างที่สุด

สตีฟส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาที่ผมก่อนจะตอบ “พาหมอนี่ไปกับเราด้วยสิ”

ผมงุนงงมากเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผมหูฝาดไปหรือเปล่า แม้แต่เหล่าแวมพานีซเองก็ต้องตกตะลึงกับคำพูดของสตีฟ

“ว่าไงนะ?!!” แกนเน็นอุทานอย่างไม่คาดคิด “หมายความว่าจะพาเขาไปที่ซ่อนของพวกเรางั้นหรือ”

สตีฟหันมามองเขาอย่างรำคาญ “จะแปลว่าอะไรอย่างอื่นไปได้อีกล่ะ อย่าขัดใจฉันสิ แกนเน็น ฉันบอกแล้วว่าฉันรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่”

ทุกคนอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต่างก็พากันนิ่งตะลึงกับการตัดสินใจและคำสั่งที่แปลกประหลาดของสตีฟ นี่แหละคือโอกาสของผม

ผมฉวยโอกาสขณะที่สตีฟกำลังหันหลัง ค่อย ๆ ขยับออกจากกำแพง แม้ว่าแต่ละก้าวจะเคลื่อนไปได้ลำบากเหลือเกิน นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะหนีออกไปได้ ผมรวบรวมกำลังทั้งหมด พยายามไม่ใส่ใจกับบาดแผลสาหัสที่ไหล่ ถึงแม้ว่ามันจะเจ็บเจียนตายก็ตาม

ผมตัดสินใจวิ่งฝ่ามอร์แกน เจมส์ไปอย่างรวดเร็ว ผมไม่มีเวลาหันไปมองดูว่าจะมีใครตามมาหรือไม่ รู้แค่เพียงด้วยความเร็วของคนครึ่งแวมไพร์ ผมสามารถสลัดมอร์แกน เจมส์ หลุดไปได้

แต่ผมยังเร็วไม่พอ ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า แกนเน็นวิ่งเข้ามาขวางหน้าผมได้ทัน ด้านหลังก็มีร.ม. คอยประกบ มอร์แกน เจมส์ และดาเรียสอยู่ห่างออกไป สตีฟก้าวเข้ามาอย่างช้า ๆ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ผมอย่างอาฆาตแค้น

“จับเขาไว้ แกนเน็น” เขาออกคำสั่งเรียบ ๆ ผมหันไปทางแกนเน็นอีกครั้ง เขาถอนใจและดูท่าทางไม่พอใจกับความต้องการของสตีฟ

แต่แล้วเพียงชั่วพริบตา ด้วยความเร็วของแวมพานีซ เขาเคลื่อนมาที่ด้านหลังผมได้โดยที่ไม่ทันรู้ตัว แกนเน็นจับมือผมไขว้ด้านหลัง แล้วกดผมลงไม่ให้มีทางขยับหนีไปไหนได้ เขากดไหล่ด้านขวาผมอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดเสียดแทงขึ้นมาอีกครั้งจนน้ำตาเล็ด พื้นถนนสีเทาถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ผมพยายามคงสติไว้ให้นานที่สุด หากหมดสติไปเสียตอนนี้ก็เท่ากับยอมแพ้

“นุ่มนวลกับเขาหน่อยสิ” สตีฟกล่าวดังก้อง ผมได้ยินเสียงฝีเท้าเขาก้าวเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบกับแกนเน็น “นายคงไม่อยากให้เขาตายด้วยน้ำมือนายหรอกนะ”

“ไม่หรอก” แกนเน็นแย้ง “คนที่ลงมือเปิดแผลสาหัสนี้คนสุดท้ายคือนาย เพราะงั้นถ้าตอนนี้เขาจะเสียเลือดหรือช็อคจนตายก็ต้องถือว่านายเป็นคนฆ่า”

“งั้นหรือ” น้ำเสียงของสตีฟฟังดูขุ่นเคือง “หัวเสมากนี่แกนเน็น ก็ยังดีที่ทำให้ฉันรู้ว่าแวมพานีซยังรู้จักใช้สมองกันซะบ้าง”

แกนเน็นไม่ใส่ใจกับคำเหน็บแนมของสตีฟ แต่ยังคงกดผมไว้แน่นไม่ขยับ คงหวังจะให้ผมเลือดไหลจนหมดตัว ผมพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการอันแข็งแกร่ง แต่ก็ไร้ผล เรี่ยวแรงผมเหลือน้อยเต็มที ทั้งสติก็เริ่มเลือนรางไปทุกขณะ

“ไม่ว่ายังไงก็จะไม่ยอมปล่อยเขาใช่ไหม?” สตีฟถาม พลางเดินห่างออกไป

“เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์” แกนเน็นตอบ พลางยิ่งบีบไหล่ผมแน่นมากขึ้น ราวกับจะพยายามคั้นเลือดทุกหยดให้ออกจากร่าง

“แม้ว่าจะเป็นคำขอร้องของฉันงั้นหรือ?” เสียงสตีฟอยู่ห่างออกไปอีก แต่ไม่มีท่าทางว่าจะยอมล้มเลิกความตั้งใจเลย

แกนเน็นไม่ตอบว่าอะไร ถ้าเขาทำได้เขาคงอยากจะปลิดชีวิตผมซะเดี๋ยวนี้ เขาคงไม่ยินดีนักที่ต้องทนดูผมทรมานอยู่เช่นนี้เหมือนแวมพานีซวิกลจริตคนอื่น ใจหนึ่งผมก็อยากให้เรื่องนี้จบสิ้น แต่อีกใจหนึ่งผมก็ยังต่อต้าน หากผมตายตอนนี้เหล่าแวมไพร์จะสูญสิ้น ผมพยายามกัดฟันสู้ หวังจะให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น แต่ทางรอดของผมก็ดูริบหรี่เหลือเกิน

“จะให้ผมทำอะไรน่ะฮะ พ่อ” เสียงเล็ก ๆ ของดาเรียสเรียกสติผมให้คืนมาอีกครั้ง เมื่อเหลียวไปมองก็พบสตีฟดึงมีดสั้นออกมา เขาให้ดาเรียสถือไว้ โดยที่เขาจูงมือดาเรียสเดินเข้ามาใกล้

“ช่วยงานพ่ออีกหน่อยเดียวเท่านั้นแหละ” สตีฟบอก พลางพาดาเรียสเดินผ่านแกนเน็นมาอย่างไม่สนใจ เมื่อเข้ามาใกล้ขนาดนี้ ผมเห็นได้ทันทีว่าดาเรียสหวาดกลัวกับภาพที่เห็น การต่อสู้และความรุนแรงเช่นนี้ไม่ควรจะเข้ามายุ่งเกี่ยวในโลกของเด็กวัยอย่างเขาเลย แต่สตีฟก็ทำได้ทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของตัวเองโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

โดยไม่มีคำเตือนใด ๆ สตีฟจับมือที่กุมมีดของดาเรียสพุ่งเข้ามาแทงที่บาดแผลเดิมของผมอีกครั้ง แกนเน็นตกตะลึงถึงกับปล่อยผมให้หลุดออกจากการจับกุมของเขา ขาผมทรุดฮวบลงทันที หมดสิ้นกำลังจนไม่อาจแม้แต่จะส่งเสียงร้องได้ ผมใช้มือที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระแล้วกุมบาดแผลโดยสัญชาติญาณ พยายามห้ามเลือดที่ไหลรินแต่ก็ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์

“ถ้านายไม่รีบดูแล เขาอาจจะตายเพราะฝีมือของดาเรียสก็ได้นะ” สตีฟเย้ย

บ้าคลั่ง............

วิกลจริต...............

สตีฟ เลพเพิดเป็นปิศาจที่ไร้หัวใจ

แว่บหนึ่งผมสบตากับดาเรียสก็รู้ได้ว่าเขาสะพรึงกลัวกับสิ่งที่เห็น มือเล็ก ๆ ที่ควรจะขาวบริสุทธิ์กลับถูกดึงเข้ามาแปดเปื้อนในโลกที่โหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กอย่างเขาจะยอมรับไหว ดาเรียสตัวสั่นสะท้านด้วยความตระหนก ปล่อยมีดเปื้อนเลือดหล่นลงกระทบพื้น

“ไม่ต้องกลัว ดาเรียส” สตีฟบอก พลางลูบหัวลูกชายเบา ๆ ก่อนจะย่อตัวลงเก็บมีดขึ้น พร้อมส่งสายตายิ้มเยาะมาให้ผม “ปิศาจร้ายอย่างดาร์เรนน่ะ โดนแค่นี้ยังไม่สาสมกับสิ่งที่เขาทำหรอก”

ดาเรียสหลบตาผม กอดสตีฟไว้แน่นเพื่อให้ตัวเองสงบใจลง เหตุการณ์ตรงหน้าคงทำให้เขาลังเลและสับสนไม่น้อย ในเมื่อคนที่ดูชั่วร้ายกว่าผมกลับกลายเป็นสตีฟ พ่อของเขาเอง แต่ตอนนี้เขาคงรู้สึกวุ่นวายใจเกินกว่าจะเอ่ยปากถามอะไร

สตีฟอุ้มดาเรียสขึ้น ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ในสีหน้า “พาเขามา” เขาออกคำสั่งกับแกนเน็นก่อนจะเริ่มเดินออกไป

แกนเน็นต้องยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้ เขาดึงแขนข้างซ้ายที่ไม่ได้รับบาดเจ็บของผม พยายามจะพยุงผมขึ้น แต่ผมฝืนแรงดึงนั้น

“อย่า.....หวังเลย” ผมปฏิเสธ ขัดขืนเต็มที่ด้วยกำลังอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ ผมไม่ยอมตกเป็นเชลยของสตีฟอีกเป็นอันขาด ถ้าผมจะต้องตาย ก็ขอให้มันสิ้นสุดลงตรงนี้

“ดื้อด้านจริง ๆ ให้ตายสิ” สตีฟว่าอย่างรำคาญ เขาหยุดเดินและหันกลับมา ดาเรียสยังคงกอดคอเขาแน่น สตีฟพยักเพยิดเป็นการบอกอะไรบางอย่างกับแกนเน็น

“ฉันแค่จะพานายไปที่ที่เราจะคุยกันได้เป็นการส่วนตัวเท่านั้นเอง”

ยังไม่ทันที่ผมจะโต้ตอบอะไรออกไปได้ ตาผมพร่าหนักขึ้น ผมสูดก๊าซพิษของแวมพานีซเข้าไปก่อนที่จะรู้ตัว

“ว่าง่าย ๆ............ ให้ฉันได้ทำตามใจชอบซะเถอะ ดาร์เรน” สตีฟกล่าวอย่างเย้ยหยัน ผมมองอะไรไม่เห็นอีกแล้ว แต่รอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้าของเขายังคงติดตาผมอยู่ไม่จาง

“ไม่........มีวัน.....” ผมเค้นคำพูดสุดท้ายออกมา ล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง แล้วสติก็ดับวูบไป

#############

เมื่อผมรู้สึกตัวอีกครั้ง ก็รู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิด ผมนอนอยู่บนเตียงในห้อง ๆ หนึ่ง ผมมองไปรอบ ๆ เพื่อดูว่าที่นี่คือที่ไหน แต่แสงสว่างที่ลอดเข้ามาจ้าเสียจนทำให้ตาพร่า ผมใช้เวลาอยู่นานทีเดียวกว่าจะปรับสภาพให้มองเห็นได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าแสงอาทิตย์เสียดแทงดวงตาผมเหลือเกิน ก่อนที่จะมองเห็นอะไรได้ชัด พอผมขยับตัวก็รู้ได้ว่ามือทั้งสองข้างถูกโซ่ล่ามอยู่ แผลที่ไหล่ดูไม่สาหัสอย่างที่คิด

มีใครบางคนทำแผลให้ผมอย่างดีขณะที่ผมไม่รู้สึกตัว แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผมด้วย ถึงอย่างไรในสภาพที่มือทั้งสองถูกล่ามติดกันเช่นนี้ ผมก็ไม่สามารถจะขยับอะไรได้มากนัก

ผมไม่มีเวลารอให้อาการปวดหัวบรรเทาลง ผมสอดส่ายสายตามองรอบ ๆ อีกครั้ง

ไม่มีใครอยู่ในห้อง

พอพยายามลุกออกจากเตียงก็รู้สึกว่ารวดร้าวไปทั้งตัว รู้สึกเจ็บไปทั่วทุกส่วน ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของผมกันแน่ ผมไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดังใจ นี่เป็นผลกระทบจากแผลที่ไหล่งั้นหรือ จะอะไรก็ตามผมไม่มีเวลามานั่งคิดถึงสาเหตุ

เหล่าแวมพานีซจับตัวผมมาได้ และด้วยความเอาแต่ใจอย่างไร้เหตุผลของสตีฟ เขาจึงยังไม่ฆ่าผม เปิดโอกาสให้ผมหนีรอด เสียงในใจผมเตือนให้เห็นสภาพความเป็นจริงว่า บาดเจ็บถึงขนาดยังลุกไม่ขึ้นแบบนี้จะหนีไปได้อีท่าไหนกัน แต่ผมไม่สนใจ พยายามลุกขึ้นอีกครั้ง บังคับร่างกายที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งให้ลุกออกจากเตียง และหาทางหนี

ผมลุกขึ้นยืน แล้วพบว่าสภาพร่างกายของผมย่ำแย่กว่าที่คิดมากนัก ผมหายใจขัด รู้สึกทั่วร่างร้อนรุ่ม และปวดหัวรุนแรง ผมไม่มีแรงแม้กระทั่งจะลุกขึ้นยืนตรง ๆ ตัวผมเซทรุดนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง

ร่างกายของผมล้า แต่ก็รู้สึกเหมือนภายในมีอะไรจะระเบิดออกมาในเวลาเดียวกัน

ขณะที่ผมรู้สึกอึดอัดอยู่นั้นเอง ประตูห้องก็เปิดกว้าง ปรากฏร่างของสตีฟ เลพเพิด

รอยยิ้มเยาะแสดงอยู่บนใบหน้าเหมือนเคย ร่างนั้นเดินตรงเข้ามาหาผม ทิ้งประตูให้เปิดอ้าไว้ข้างหลัง

“เตียงฉันยังหลับสบายดีเหมือนเดิมไหม ดาร์เรน”

ผมมองหน้าเขาอย่างรังเกียจ เหลียวมองดูรอบ ๆ อีกครั้ง จากคำพูดของเขาทำให้ผมจำได้ ที่นี่คือห้องของสตีฟจริง ๆ แม้ข้าวของเครื่องเรือนจะเปลี่ยนไปบ้าง ชั้นหนังสือก็ยังคงเต็มไปด้วยหนังสือมากมาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาใส่ใจว่ามีหนังสืออะไรกองอยู่บ้าง ผมเห็นได้ชัดว่ามันเพิ่มมาขึ้น ถึงขนาดต้องไปสุมไว้ในตู้เสื้อผ้าจนล้นออกมา แต่โดยรวมแล้วห้องก็ยังอยู่ในสภาพดี แบบที่ยังมีคนใช้อยู่ ตำแหน่งของหน้าต่างและประตูก็ยังอยู่ที่เดิม ถ้าที่นี่ไม่ใช่ห้องของสตีฟก็คงต้องเป็นห้องที่จงใจสร้างขึ้นมาให้เหมือนกันอย่างไม่มีที่ติแน่ ๆ

“นี่เองหรือ ฐานของพวกนาย” ผมพูด แหงนหน้าขึ้นปะทะกับสตีฟที่ก้มลงมอง นึกคับแค้นอยู่ในใจว่าเขาเตรียมการมานานแค่ไหนกัน ตั้งแต่คืนที่ผมออกจากเมืองนี้ไปกับคุณเครปสลีย์เลยหรือเปล่า ความแค้นของเขาที่มีต่อผมคงคุกรุ่นอยู่ในใจมานาน รอคอยเวลาที่จะได้ปะทุออกแผดเผาผมทั้งเป็น น่าเจ็บใจนักที่ผมไม่มีพลังพอจะหยุดการกระทำบ้า ๆ ของเขาได้

“นายคงจะหิวโซเลยสินะ ดาร์เรน หน้าสวย ๆ ของนายงี้ซีดเชียว” สตีฟพูดพลางช้อนคางผมขึ้น ผมสะบัดหน้าหนีและยกมือขึ้นปัดด้วยความขยะแขยง แต่เขาจับข้อมือผมไว้ทันใด ขยับมาพูดข้าง ๆ หูผม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความขุ่นเคือง

“อยู่ในสภาพน่าสมเพชแบบนี้ยังจะขัดขืนอีก” เขากล่าวอย่างโกรธ ๆ “ตอนแรกฉันว่าจะไม่ล่ามนายแล้วด้วยซ้ำ แต่แกนเน็นไม่ยอม บอกว่ากลัวนายจะหนีไปได้ แต่พอเห็นปฏิกิริยาของนายตอนนี้แล้วฉันน่าจะล่ามนายแบบให้ขยับไปไหนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

ผมเบือนหน้าหนี ไม่ใส่ใจและไม่โต้ตอบ เขามันโง่ที่ไม่ยอมฆ่าผมซะ คำทำนายของเดสมอนต์ ไทนี ถูกบิดเบือนไปแล้ว ผมอาจมีทางรอดจากเขา แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจเต็มร้อย เขายังมีโอกาสฆ่าผมได้อยู่ทุกเมื่อ ผมมีสภาพเป็นลูกไก่ในกำมือเขา ทางที่ดีผมไม่ควรจะเสี่ยงหาเรื่องทำให้เขาโกรธ สิ่งที่ทำได้คือนิ่งเฉย รวบรวมกำลัง และรอโอกาสที่เหมาะสม

“พยศได้อย่างนี้แปลว่ายังมีแรงเหลืออีกเยอะสินะ” สตีฟว่า น้ำเสียงกลับแสดงความพอใจมากขึ้น “ฉันหลงเป็นห่วงว่านายจะขาดเลือดตายเสียก่อน แต่คงไม่จำเป็นแล้วสินะ” สตีฟกระชากคอเสื้อผมลงขาด ยื่นปลายลิ้นสัมผัสที่ต้นคอ

“ฮึก..!” ผมสะดุ้งและรู้สึกสะท้านไปทั่วร่าง หัวเริ่มหมุนไปหมด ปฏิกิริยาโต้ตอบของร่างกายผมพลุ่งพล่านกว่าที่เคยเป็นจนหลุดจากการควบคุม

“ฉันเพิ่งกินเลือดมาอิ่ม ๆ เลยล่ะ แต่แค่คิดว่าจะได้กินนายก็อร่อยกว่าแล้ว”

เขาประทับรอยจูบแน่น ผมถอยห่างและพยายามผลักเขาออกไป ปลายเล็บเขาสัมผัสกับมือผม มีรอยเลือดจาง ๆ เปรอะเปื้อนอยู่ เขาบอกผมว่าเพิ่งกินเลือดมานั่นก็หมายความว่า.........

สตีฟสังเกตเห็นสายตาที่ผมจ้องอยู่ เขายกนิ้วที่เปื้อนเลือดขึ้นตรงหน้าผม “อยากกินบ้างหรือไง” เขาเย้ย แต่สิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่เรื่องนั้น ที่นี่คือบ้านของสตีฟ ที่ที่ผมไม่ได้แวะมาดู แต่ขณะนี้ไม่มีใครอยู่ที่นี่ นอกจากแวมพานีซ

สิ่งที่ผมคิดอยู่ช่างน่าสยดสยอง ผมพรั่นพรึงในความชั่วร้ายของสตีฟ ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะทำอะไรเลวร้ายแบบนั้นได้

“เกิดอะไรขึ้นกับแม่นาย” ผมถามห้วน ๆ สตีฟดูแปลกใจเล็กน้อย เขาเลิกคิ้ว แล้วแย้มรอยยิ้มเหยียด ๆ

“ประเสริฐจริง ๆ ท่านแชน!” เขาพูดเสียงดังใส่หน้าผม “ในเวลาวิกฤตอย่างนี้ยังมีกะจิตกะใจถามถึงคนอื่น อยากรู้นักใช่ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นจะมีชะตากรรมอย่างไร เมื่อได้พบกับจ้าวแห่งแวมพานีซกับพรรคพวกที่กำลังหิวโหย”

เขาหยุดพูด กระชากข้อมือผมดึงเข้ามาอย่างรวดเร็ว “เล่าต่อสิดาร์เรน นายคิดไว้อยู่แล้วนี่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป”

ผมอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง “อย่าบอกนะว่านาย.......”

“เป็นเลือดที่รสไม่น่ารื่นรมย์เท่าไรหรอก ไปดักจับขอทานข้างถนนอาจจะยังรสดีกว่านี้เลย” เขาพูดราวกับว่าเป็นการวิจารณ์อาหารมื้อหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น (ถึงแม้ว่าสำหรับเขามันจะเป็นอาหารหนึ่งมื้อจริง ๆ ก็ตาม)

ผมตัวสั่นด้วยความโกรธในการกระทำอันอุกอาจของเขา จนต้องแผดเสียงออกมา “สตีฟ!!! นั่นแม่นายนะ!”

“ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว” เขาแย้ง “นับตั้งแต่ฉันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตยามค่ำคืน”

“นายมันชั่วร้าย!!” ผมตะโกนใส่หน้าเขา สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดที่เขาเกลียดที่สุด แต่ผมหยุดตัวเองไม่ได้ เขามันชั่วร้าย เรื่องที่เขาทำมันอมนุษย์ ผมไม่รู้ว่าแม่ของเขาปฏิบัติต่อเขาอย่างไรหลังจากที่ผมตาย แต่ผมรู้ว่าลึก ๆ แล้ว เธอย่อมรักและห่วงใยเขา ตอนที่เขานอนปางตายไม่ได้สติอยู่นั่น ปฏิกิริยาของคุณนายเลนเนิดก็ทำให้ผมรู้สึกแย่มาก เธอร้องไห้ฟูมฟาย ร้องเรียกหาสตีฟ

“นายทำลงไปได้อย่างไร! นายน่าจะรู้ว่าแม่นายเป็นห่วงนายมาแค่ไหน ตอนที่นายถูกมาดามอ็อกตา----“ ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ สตีฟตบหน้าผมอย่างแรงด้วยความโมโห ตัวผมโน้มเอียงลงไปอีกด้าน ใบหน้าด้านซ้ายเจ็บจนชาไปหมด อาการปวดหัวยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

“อย่าพูดชื่อสัตว์น่ารังเกียจนั่นต่อหน้าฉัน” เขาบอก จับผมกดลงกับเตียง ก้มกระซิบลงที่ข้างหู “อยู่นิ่ง ๆ ไว้........ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวมากกว่านี้”

“ไม่!!” ผมปฏิเสธทันควัน ยังคงดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากแรงกด “นายมันงี่เง่า เป็นไอ้บ้าที่โง่ที่สุดในจักรวาล! ฉันไม่มีทางให้นายทำอะไรตามอำเภอใจอีกแล้ว!” ผมตะโกนออกไปก่อนความคิด ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เห็นหนทางหนีรอด แต่ผมทนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้อีกต่อไป คงไม่มีคำสบประมาทใด ๆ จะเทียบเท่ากับความเลวของสตีฟได้

“นายมันชั่วร้าย! ได้ยินไหม ชั่วร้ายเลวทรามอย่างที่สุด!” ผมประณามซ้ำ “ฉันไม่น่ายอมสละชีวิตเพื่อนายเลย ฉันน่าจะปล่อยให้นายตายไปซะตั้งแต่ตอนนั้น!!” สิ่งสุดท้ายที่ผมพูดออกไปเกือบทำให้ผมสะอื้นเสียเอง

ถ้าสตีฟตายไปเพราะพิษของมาดามอ็อกตา ก็จะไม่มีจ้าวแห่งแวมพานีซ สงครามนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เหล่าแวมพานีซก็จะไม่ออกมาเคลื่อนไหว เคอร์ดาก็จะไม่ตัดสินใจลงมือทำตามแผนของเขา แล้วก็คงไม่ต้องตาย ทั้งแกฟเนอร์ แอรา และคุณเครปสลีย์ก็ยังคงจะมีชีวิตอยู่

ถ้าผมเลือกที่จะไม่ช่วยชีวิตสตีฟ การสูญเสียทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น ถ้าผมยอมทิ้งเขาเสียตั้งแต่ตอนนั้น ก็จะมีแค่ผมคนเดียวที่แบกรับความทุกข์ทรมานเอาไว้ เรื่องทั้งหมดก็จะไม่บานปลายไปถึงการสูญสลายของเผ่าพันธุ์ใด ๆ

“ยังจะพูดแบบนั้นอยู่อีกหรือ” สตีฟยึดข้อมือผมไว้แน่นมากขึ้น เพื่อไม่ให้ขยับได้ “นายไม่เคยทำอะไรเพื่อฉันทั้งนั้น นายทำเพื่อตัวนายเองต่างหาก คงหลงใหลวิถีชีวิตแวมไพร์เสียจนถอนตัวไม่ขึ้นสินะ ถึงได้ไต่เต้าขึ้นมาเป็นเจ้าชายได้ หรือว่าวางแผนแบบไหนคว้าตำแหน่งนี้มาล่ะ” เขาสบประมาท

“เลิกพูดในสิ่งที่นายไม่รู้ แล้วสร้างเรื่องเข้าข้างตัวเองซักที” ผมย้อน “นายไม่รู้ว่าฉันต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน”

“แน่นอน ฉันรู้แน่” สตีฟพูดแทรกขึ้นมา “นายดูอมทุกข์มากเลยนะ ตอนที่ใช้ชีวิตอยู่กับเจ้าเครปสลีย์ เวลากินร่วมโต๊ะกันทุกมื้อคงพะอืดพะอมน่าดู อ้อ แล้วก็คงรู้สึกแย่มากสินะที่เจ้านั่นอุ้มนายแล้วพาไปที่ไหนต่อไหน” เขาประชด

“นายคงคิดว่าฉันมีความสุขมากเลยสินะ ที่ต้องทนฟังพ่อแม่แล้วก็แอนนี่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้าง ๆ บอกให้ฉันเลิกล้อเล่นแล้วลุกขึ้นมา ตอนที่นอนอยู่ในโลงนั่นน่ะ!” ผมเถียงกลับ

“ฉันไม่เหมือนนายสตีฟ ฉันรักครอบครัวของฉัน ฉันรักพ่อแม่ รักแอนนี่” น้ำตาผมเริ่มเอ่อล้น เมื่อนึกถึงครอบครัวที่ผมไม่มีวันได้กลับไปหา ภาพของแอนนีที่โตเป็นสาวแล้วยังคงประทับอยู่ในใจผมไม่รู้ลืม

“ฉันยอมทิ้ง ยอมสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้นายได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ทำไมนายถึงไม่ยอมเข้าใจ......นาย.......” ผมสะอื้นในที่สุด ไม่สามารถห้ามน้ำตาได้อีกต่อไป ผมสละทุกสิ่งเพื่อเขา ก้าวเข้าไปสู่โลกที่ผมไม่รู้จัก ทั้งว้าเหว่และเดียวดาย แต่เมื่อผมพบคนสำคัญที่มอบความรักให้ผมได้ เขากลับเดินเข้ามาทำลายคนที่เป็นเหมือนลมหายใจของผม

ผมแลกชีวิตของผมเพื่อช่วยเขา แต่เมื่อผมค้นพบชีวิตใหม่ เขากลับเหยียบย่ำมันอย่างไม่มีชิ้นดี แล้วผมจะเหลืออะไร......

“นายจะหวังให้ฉันเข้าใจอะไร” สตีฟพูดเสียงราบเรียบ “ในเมื่อนายไม่เคยเข้าใจฉันเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เรื่องที่นายพูดซ้ำ ๆ อยู่นั่นจะเป็นเรื่องจริง นายคิดว่าฉันจะพอใจหรือไง ที่นายยอมแลกตัวเองให้เจ้าเครปสลีย์เพื่อช่วยฉัน”

สตีฟยกเรื่องเหลวไหลแบบนี้มาพูดทำไมกัน ผมคิด เขานอนปางตายไม่รู้เรื่องอยู่แบบนั้นแล้วจะให้ผมถามอะไรได้ เขากำลังจะบอกว่าเขาเต็มใจที่จะตายมากกว่าหรือไง ถ้าอย่างนั้นผมก็ผิดที่ตัดสินใจเลือกให้เขามีชีวิตรอดน่ะสิ เป็นเรื่องที่บ้าบอที่สุดที่ผมเคยได้ยิน

“ถ้านายแค้นฉันนักก็น่าจะลงมือจัดการฉันสิ ไม่ใช่เอาไปลงกับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง” ผมว่าเขา สตีฟถือว่า คนที่ไม่เกี่ยวข้องที่ผมพูดถึงคือคุณเครปสลีย์

“เกี่ยวสิ เกี่ยวมากเลยด้วย” เขาพูดเสียงเย็น ลูบไล้ไปทั่วแผ่นอกของผม

“อ้ะ..!” ผมทรมานกับสัมผัสแผ่ว ๆ นั้นมากเหลือเกิน ผมไม่เข้าใจว่าร่างกายของผมเป็นอะไร ทุกส่วนดูเปราะบางและไวต่อความรู้สึกอย่างที่ไม่เคยเป็น แต่สตีฟไม่สนใจ

“ฉันเกลียดเขา คนที่บอกว่าฉันชั่วร้าย หมอนั่นเป็นคนที่แย่งนายไปจากฉัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม และฉันก็เกลียดนายด้วย ที่เทิดทูนบูชาเขาซะเหลือเกิน”

ร่างของผมระทวยอ่อนแรง สัมผัสจากริมฝีปากและลิ้นที่บางครั้งออกมาเย้าแหย่ซอกคอ ทำให้ผมสะดุ้งอยู่เป็นระยะ ในหัวว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น ผมหายใจหอบถี่ สัมผัสที่รุมเร้าทำให้ร่างกายผมร้อนรุ่มหนักขึ้น นี่มันผิดปกติ ผมไม่ควรจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่ผมไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืน ไม่สามารถแม้เพียงจะขยับหรือโต้ตอบได้

“ทั้ง ๆ ที่สายตาของนาย......... มันควรจะจับจ้องอยู่ที่ฉันเพียงคนเดียว” เสียงของเขาฟังเหมือนอยู่ห่างไกลเหลือเกิน แต่ก็ชัดเจน สตีฟสัมผัสใบหน้าผมเบา ๆ ผมไม่ได้หลบสายตาที่จ้องมองมา เพราะรู้สึกหมดแรงจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อย

สตีฟก้มลงบดเบียดริมฝีปากอย่างรุนแรง นานเหลือเกินกว่าที่เขาจะคลายแรงกดออก ผมหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว สมองผมออกคำสั่งให้ออกแรงสะบัดให้หลุดจากสตีฟ ทว่าร่างกายกลับไม่ยอมขยับเขยื้อน

“นายสภาพปางตายแบบนี้รสชาติยอดเยี่ยมมาก” สตีฟพูดอย่างพอใจ พลางปัดผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากและลูบใบหน้าผมอย่างใคร่รู้ ผมรู้สึกเหมือนสติของตัวเองจะดับวูบไปอีกครั้ง แต่ผมยังดึงดันที่จะไม่ยอมแพ้ ถึงแม้มันดูเหมือนจะเป็นหนทางที่ไร้ประโยชน์ก็ตาม

“ไม่.......ปล่อย...” ผมออกคำสั่ง แต่เสียงที่ลอดออกไปได้ฟังดูเหมือนเป็นคำวิงวอนเสียมากกว่า

“เลิกต่อต้านซะทีเถอะ นายเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก ไม่มีทางที่นายจะหนีไปจากฉันได้อีกครั้งเป็นอันขาด”

มือข้างหนึ่งเขารวบมือทั้งสองของผมที่ถูกล่ามไว้ ส่วนมืออีกข้างสัมผัสลูบไล่ลงตั้งแต่ลำคอผม ลงไปแผ่นอก ต่ำไปถึงหน้าท้อง ผมรู้สึกเหงื่อท่วมไปทั่วร่าง ทุกอย่างรอบตัวพร่ามัว ผมสะดุ้งเมื่อกางเกงถูกปลดลง และถูกสัมผัสในส่วนที่ไวต่อความรู้สึก

“อึก....! นะ...นายทำแบบนี้.....เพื่ออะไร” เสียงของผมขาดช่วง ไมรู้ว่าเป็นเพราะร่างกายที่ผิดปกติ หรือว่าเป็นเสียงสะอื้นในความน่าสมเพชของตัวเองกันแน่

“เพื่อให้นายได้ทรมาน มีบาดแผลอยู่ในใจเหมือนอย่างฉันไงล่ะ” สตีฟตอบ พลางใช้ริมฝีปากซุกไซ้ที่ซอกคอผม “รอยแผลที่นายทำ ที่ไม่มีวันจางหาย ฉันจะทำให้นายได้รู้สึกแบบเดียวกันก่อนตาย”

“ฉันไม่เคยคิด............ ทำร้ายนาย” ผมพยายามเถียง แต่ก็ทำได้เพียงแค่เสียงสะอื้นเบา ๆ

ใบหน้าสตีฟเผยร่องรอยความรวดร้าวทันใดเขาก็ทุบไหล่ขวาของผม แล้วบีบมันไว้แน่น

“อื้อ.....!!” ผมร้องด้วยความเจ็บปวด ปากแผลเริ่มเปิด เลือดสีแดงซึมผ่านเนื้อผ้าสีอ่อนค่อย ๆ แผ่กระจายเป็นดวงกว้างขึ้น

“ฉันรู้ดี” สตีฟกล่าวด้วยความรวดร้าว “ว่ามันไม่ใช่ความผิดของนายที่เลือกให้ฉันมีชีวิตรอด แต่ฉันใช้ความเกลียดชังนำทางมาถึงตรงนี้แล้ว ฉันถอยหลังกลับไปไม่ได้ ดาร์เรน”

แต่แล้วน้ำเสียงที่แสดงความเสียใจต่อการกระทำของตัวเองที่ใกล้เคียงความเป็นมนุษย์เต็มที ก็เปลี่ยนเป็นสุ้มเสียงเย็นชาของปิศาจร้าย

“อย่าฝันเฟื่องว่านายจะแก้ไขอะไรได้ ฉันกับนายเดินสวนทางกันมาตั้งแต่คืนนั้นแล้ว ต่อให้ฉันจะกลับตัวเป็นสตีฟ คนดีของนายตอนนี้ นายจะยกโทษให้กับคนที่ฆ่าคุณเครปสลีย์ได้ลงงั้นหรือ ?”

ผมสะอึกเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย

เขาพูดถูก

ทุกสิ่งทุกอย่างมันสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไข ผมเกลียดสตีฟสุดหัวใจ และผมไม่อาจจะกลับไปรักเขาเหมือนที่เคยได้อีกต่อไป

“แผลที่ฉันได้รับ มันลึกอย่างไม่มีทางเยียวยา” สตีฟพูดต่อ น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน “ยิ่งพบนาย มองนายทุกครั้ง มันก็ยิ่งเสียดลึกเข้าไปทุกที”

“โอ๊ย......!!” เขาใช้เล็บแทงซ้ำเข้าไปในแผลบนไหล่ของผมลึก โลหิตแดงฉานไหลย้อมผ้าปูเตียง

แต่ความเจ็บปวดทำให้ผมมีสติกลับคืนมาสมบูรณ์มากขึ้น ตาผมมองเห็นอะไร ๆ ได้ชัดขึ้น ประสาทสัมผัสกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ผมกระทุ้งเข้าที่ท้องของสตีฟเต็มแรง และครั้งนี้มันได้ผล มือทั้งสองของผมหลุดจากการจับกุมของเขา สตีฟนิ่งตะลึงกับพละกำลังที่มากผิดปกติของผม แต่ไม่ไม่มีเวลามาพิจารณาอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะหนีก็มีโอกาสตอนนี้เท่านั้น

ผมยกแขนขึ้นฟาดเข้าที่คางของเขาเต็มแรง สตีฟเซถลาลงกับเตียง ผมฉวยโอกาสที่เขาชะงักผละออกจากเขา วิ่งไปที่ประตูที่เปิดค้างไว้และพุ่งออกจากห้องอย่างรวดเร็ว หวังจะวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด ไม่มีเวลามาพะวงว่าร่างกายที่โชกเลือดและสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยนี้จะเป็นเป้าสายตาได้มากขนาดในเวลากลางวันแสก ๆ แบบนี้

แต่แล้วเมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์ที่สาดจ้าเข้ามา ดวงตาผมกลับต้านทานไม่ไหว ผิวที่ต้องกับแดดก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกเผา

ชั่วพริบตาที่ผมหยุดชะงักเพียงแวบเดียว สตีฟก็คว้าแขนข้างขวาของผมจากด้านหลังอย่างรวดเร็วด้วยมือเพียงข้างเดียว ฉุดกระชากจนผมเซถอยหลัง

“น่าสนใจนี่” เขากระซิบ “เหลือแรงเยอะตั้งขนาดนี้ ขัดขืนมากเข้าก็ยิ่งทำให้ฉันตื่นเต้น” สตีฟใช้ลิ้นเลียต้นคอและแก้มของผมราวกับเริ่มต้นลิ้มลองอาหารมื้อโปรด

“อื้อ..... มะ... ไม่....” ผมพยายามดิ้นอีกครั้ง แต่เรี่ยวแรงกลับสูญหายไปหมด สตีฟกดผมลงกับพื้นอย่างง่ายดาย ทั้งแสงแดดที่สาดลงมากระทบ และสัมผัสที่เข้าคุกคามแทบจะทำให้ผมคลุ้มคลั่ง

อาการผิดปกติทั้งหมดทำให้ผมรู้สาเหตุ ผมปวดหัวรุนแรง ครั่นเนื้อครั่นตัว ร่างกายร้อนผ่าว มีพละกำลังระเบิดออกมามากกว่าปกติบางช่วง และสู้แสงอาทิตย์ไม่ได้

เซลล์แวมไพร์ในตัวผมกำลังกัดกินเซลล์ที่เป็นมนุษย์

นี่มันแย่กว่าครั้งแรกที่ผมเป็นมาก ทั้งรุนแรงหนักขึ้นและอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุด ๆ

สตีฟไม่รู้เรื่องนี้ ดูท่าทางเขาพอใจเมื่อไม่ว่าจะแตะส่วนไหนผมก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างอ่อนไหวและฉับพลัน ผมครางออกไปอย่างกลั้นไม่ไหวทุกครั้งที่ถูกสัมผัสจุดเร้า สตีฟยิ้มเยาะหลายคราเมื่อผมตอบสนองอย่างที่เขาต้องการ สนุกสนานกับการกลั่นแกล้งผม

“จะเป็นอย่างไรนะ ถ้าชาวแวมไพร์รู้ว่าเจ้าชายที่มีเกียรติและเป็นที่เคารพ ดาร์เรน แชน ที่พวกเขาแสนจะภาคภูมิใจ มาบิดร่างด้วยลีลาเย้ายวนแบบนี้อยู่ใต้ร่างของจ้าวแห่งแวมพานีซ” เขาเย้ย

ผมเคืองแค้นกับคำพูดที่หยามเหยียด อยากตะโกนด่าทอกลับไปด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย แต่ร่างกายถูกรุมเร้าจนหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะต้านทาน ลมหายใจหอบสั่นจนไม่สามารถเปล่งเสียงอื่นได้นอกจากครางเบา ๆ ด้วยความอัดอั้น

ผมเจ็บปวดทรมานจนแทบจะทนไม่ไหว รู้สึกเลือดในกายเดือดพล่าน การรุกรานของสตีฟยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายปั่นป่วน แต่ที่แย่ที่สุดคือแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า ถึงแม้จะลอดผ่านเข้ามาเพียงเล็กน้อยแต่ก็เสียดแทงดวงตาและแผดเผาผิวหนังอย่างร้ายแรง

คงไม่มีเวลาไหนที่ผมจะรู้สึกย่ำแย่มากไปกว่าตอนนี้อีกแล้ว

ผมอยากออกไปให้พ้นแสงแดดซะ อยากหลุดพ้นจากอ้อมกอดที่น่ารังเกียจนี้ แต่ผมไม่มีพลังพอจะต้านทานศัตรูตัวฉกาจทั้งสอง ไม่มีแม้เศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของความหวังที่จะหนีพ้นไปได้

แสงแดดฉายลอดผ่านหน้าต่าง แปลบเข้าตาผมโดยตรงจนทำให้ต้องหลบโดยอัตโนมัติ สตีฟเห็นปฏิกิริยาที่แปลกประหลาดนี้จึงหันไปมองตามทิศทางของแสงด้วยความฉงน เมื่อเขาขยับ ลำแสงที่ไม่ถูกปิดกั้นก็ทอดมาที่ผม

ผมหลับตาแน่น พยายามขยับตัวหลบแสงที่ส่องมา แต่ร่างที่ถูกคร่อมอยู่ก็เคลื่อนไหวไปได้อย่างลำบาก เมื่อผมลืมตาขึ้นก็เห็นความบูดบึ้งบนใบหน้าเบื้องบน ความกลัวแสงอาทิตย์ที่ผมแสดงออก ชัดเจนเหมือนคนที่เป็นแวมไพร์เต็มตัวแล้วไม่มีผิด ผมคิดว่าเขาคงจะค้นพบความจริงเบื้องหลังความผิดปกตินี้ ไม่สิ เขารู้แล้วต่างหาก

สตีฟลุกออกไป ปล่อยให้แสงแดดสาดทาบลงบนร่างของผมที่เปลือยเปล่าและยับเยินจนแทบหมดสภาพเต็มที ราวกับเป็นการทดลองพิสูจน์ว่าผมไม่ได้เสแสร้ง หรือบางทีเขาอาจจะแค่อยากทรมานผมให้มากขึ้น

ผมเบนหน้าหลบแสงแดดอย่างอึดอัด รู้สึกแสบผิวไปทั่ว งอเข่าและแขนเข้าหาลำตัวเพื่อให้เกิดเงามากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเลย ผมไม่มีแรงแม้กระทั่งจะขยับตัวไปให้พ้น

“จะไม่อธิบายหน่อยหรือ ว่านายเป็นอะไรไป” สตีฟถามอย่างขุ่นเคือง “น่าแปลกใจมากเลยนะ เมื่อวานฉันยังเห็นนายเดินกลางแดดไปดูบอลได้สบายนี่” แต่ยังคงไม่ลดการเหน็บแนม เขายืนมองอยู่ห่าง ๆ คอยดูปฏิกิริยาของผม

“พาฉัน.......ออกไป........” ผมวิงวอนอย่างสิ้นหวัง ความทรมานสาหัสบีบคั้นให้ผมทิ้งศักดิ์ศรีเอ่ยคำขอร้องต่อศัตรูอย่างน่าเวทนา

“ฉันจะไม่ขยับจนกว่านายจะบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาย” เขาเอ่ยเสียงเย็นชา “มีแวมไพร์คนไหนลอบเข้ามาถ่ายเลือดให้นายเพิ่มตอนที่ฉันคลาดสายตาหรือไง”

“ช่วงการรุกราน……ของเซลล์” ผมตอบเสียงแผ่ว พยายามจำกัดความให้สั้นที่สุด

“อะไรนะ?” สตีฟถามด้วยความงุนงง เขาคงไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนแน่

“ฉัน.......กำลังจะ...... กลายเป็นแวมไพร์เต็มตัว” ผมเค้นเสียงให้ออกจากลำคออย่างลำบาก อ่อนเปลี้ย หมดสิ้นเรี่ยวแรงจนอยากจะฟุบลงไป แต่ความเจ็บแปลบภายในร่างกลับทำให้สติสัมปชัญญะของผมตื่นตัวสมบูรณ์ รับรู้ความรุนแรงที่ถาโถมเข้ามาอย่างเต็มที่

“กำลังจะ งั้นหรือ?” สตีฟตรึกตรอง ยังคงไม่เชื่อว่าคนครึ่งแวมไพร์จะเปลี่ยนไปเป็นแวมไพร์เต็มตัวได้เพียงในเวลาสั้น ๆ ได้อย่างไร สำหรับเขาคงรู้สึกแบบนั้น แต่สำหรับผม เซลล์แวมไพร์ในร่างกายสะสมความแข็งแกร่งมาร่วม 15 ปีแล้ว และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่มันจะแผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วร่าง

“อย่างนั้นถ้าฉันปล่อยนายให้นอนอาบแดดไปแบบนี้” สตีฟค่อย ๆ ก้าวเข้ามาอย่างระวัง เขาเดินหลบเลี่ยงไม่ให้แสงถูกร่างเขาบดบัง “นายจะถูกเผาจนกลายเป็นธุลีไหมนะ”

ร่างของผมกระตุกด้วยความเจ็บปวด เลือดในร่างเริ่มแล่นผ่านอีกครั้ง ร่างทั้งร่างชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผมหอบหนัก กอดกุมตัวเองไว้แน่น หวังจะให้ความรุนแรงที่กระทบอยู่ภายในร่างลดลง แต่ก็ไร้ผล

“ดาร์เรน?” ความสุขุมเยือกเย็นของสตีฟสั่นคลอนเมื่อเห็นสภาพทุรนทุรายของผม เขาก้มลงจ้องมองอย่างครุ่นคิด เงาใหญ่จากตัวเขาทาทับลงบนร่างที่ผมรู้สึกราวกับถูกฉีกกระชากเป็นริ้ว ๆ

สตีฟวาดมือลงสัมผัสกับใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยนกว่าที่เคย เป็นสัมผัสที่ผมรู้จักดีและเคยโหยหามาตลอด คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็นคนมอบสัมผัสอบอุ่นเช่นนี้ให้กับผมได้อีกครั้ง หลังจากที่คุณเครปสลีย์จากไป ผมคิดมาตลอดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราคงจะจบสิ้นไปตลอดกาล

ผมโกรธแค้นและเกลียดชังเขาที่สุด ไม่หวังหรือเรียกร้องให้ความรู้สึกดี ๆ เดิม ๆ คืนมาอีกเลย แม้แต่ตอนนี้ก็ยังคิดเช่นนั้นอยู่

ผมขยับตัวเล็กน้อย ตาเหลือบมองเขาด้วยความเหนื่อยอ่อน

“อย่าเพิ่งตายซะก่อนล่ะ….” เขายิ้ม ครั้งนี้ผมมองไม่ออกว่าเป็นรอยยิ้มที่แสดงความโล่งอก หรือสะใจที่ได้ทรมานผมกันแน่ (ผมคิดว่าคงเป็นอย่างหลังซะมากกว่า) “ฉันยังไม่อนุญาต”

สตีฟถอดเสื้อเชิ้ตที่ใส่อยู่ออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งกำยำ กางผ้าออกคลุมร่างของผมที่เกร็งน้อย ๆ เขาโน้มตัวลงจนใบหน้าเราแนบติดกัน ใช้มือทั้งสองประคองใบหน้าผมให้ริมฝีปากประทับกันเบา ๆ ผมโอนอ่อนตามอย่างง่ายดายเพราะไร้กำลังขัดขืน

ลมหายใจร้อนของผมกระทบกับแผ่นอกของสตีฟเมื่อเขาอุ้มผมขึ้นจากพื้น ผมเอียงซบกับไหล่ของเขาด้วยสติที่ล่องลอย

สตีฟพาผมกลับไปที่เตียง วางผมลงอย่างนุ่มนวล ค่อย ๆ สัมผัสราวกับกลัวว่าร่างของผมเป็นแก้วเปราะบางที่พร้อมจะแตกเป็นเสี่ยงได้ทุกเมื่อ เขานั่งอยู่ข้างเตียง ลูบหน้าผากผมเหมือนเป็นการปลอบให้ร่างกายที่พลุ่งพล่านสงบลง เฝ้ามองผมอยู่อย่างนั้นโดยไม่ทำอะไรรุนแรงอีกเลย
ทำไมเขาต้องมองผมด้วยสายตาที่รวดร้าวเช่นนั้นด้วย

เห็นใจ?

สงสาร?

หรือว่าเสียดาย?

ผมไม่เข้าใจว่าสตีฟคิดอย่างไรกับผมกันแน่ ไม่เคยเข้าใจเลยสักครั้งตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยเลย

หัวผมเต็มไปด้วยความคิดที่สับสนวุ่นวาย แล้วเปลือกตาก็ปิดลง หลับไปไปด้วยความอ่อนเปลี้ยเต็มที โดยที่ในใจหวาดหวั่นยังมีคำถามที่ค้างคามากมาย

########

ผมรู้สึกดีขึ้นมากเมื่อตื่นขึ้นหลังตะวันตกดินไปแล้ว ถึงอาการปวดหัวจะยังไม่หายไปแต่ก็ไม่เจ็บไปทั่วทั้งตัวอีกแล้ว แผลที่ไหล่สมานกันอย่างรวดเร็วเพราะพลังของเลือดแวมไพร์ที่ไหลพล่าน ผมถูกทิ้งอยู่ในห้องตามลำพังในสภาพเดิม ผมได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ด้านนอก จึงเปิดประตูแง้มออกช้า ๆ อย่างลำบากเพราะมือที่ถูกล่ามติดกัน

“.......ป่านนี้ยังไม่มาอีกหรือ?” เสียงทุ้มของแกนเน็น เฮสต์ ลอดเข้ามา

บ้าจริง โอกาสที่ผมจะหนีพ้นก็ยิ่งลำบากขึ้น เมื่อยามค่ำคืนมาถึงแวมพานีซก็ออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

“ฉันบอกไม่ให้เขามาเอง ถ้าหนีออกมาบ่อย ๆ แล้วแม่เขาจับได้ขึ้นมาจะยิ่งยุ่งยากเปล่า ๆ” เสียงสตีฟตอบ ผมสันนิษฐานได้ทันทีว่าเขาคงพูดถึงดาเรียส

ผมคิดว่าจะฉวยโอกาสหนีในระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่ แต่ก่อนอื่นต้องหาทางทำลายโซ่ที่รัดข้อมือไว้ซะก่อน ขณะที่กำลังเหลียวหาวิธีการ ทันใดนั้นคำถามของแกนเน็น เฮสต์ ก็ทำให้ผมต้องกลับไปสนใจฟัง

“แล้วแผนคืนนี้คืออะไร?”

ผมคอยฟังคำตอบอย่างใจจดจ่อ สตีฟนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

“ตามล่านักล่าอีกคนไงล่ะ” น้ำเสียงช่างฟังดูราบเรียบและเย็นชา “สายสืบของเราบอกว่าเขากลับมาที่ซีกร์ ดู ฟรีก แล้ว ป่านนี้คงร้อนใจออกตามหาดาร์เรนที่หายไปแน่ ๆ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมก็ทนอยู่นิ่งไม่ได้อีกต่อไป ผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการยับยั้งสตีฟ แต่ผมจะทำอะไรได้ล่ะ สภาพน่าสมเพชแบบนี้แม้แต่จะหนีจากเขาก็ยังไม่ได้

“ทำไมต้องวุ่นวายด้วย” แกนเน็น เฮสต์ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “นายฆ่าดาร์เรนซะ สงครามนี้ก็จะจบ ทำไมต้องลำบากไปเสี่ยงตามล่าแวนชามาอีกคน หรือนายอยากทำกับเขาอย่างที่ทำกับดาร์เรนหรือไง”

เขาพูดถูก ผมก็ไม่เข้าใจสิ่งที่สตีฟทำเหมือนกัน แกนเน็นคงอยากให้สงครามนี้สิ้นสุดลงให้เร็วที่สุด เพื่อความอยู่รอดของแวมพานีซ เขาไม่มีเจตนาอยากจะทำลายล้างแวมไพร์หรอก แต่ในเมื่ออนาคตถูกกำหนดมาให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องสูญสิ้นไป เขาจึงจำต้องเลือกความอยู่รอดของตัวเอง

แต่ถ้ามีหนทางเลือกแล้วเขาก็คงอยากให้ผมตายมากกว่า คงไม่น่าสบายใจนักถ้าต้องมาเห็นพี่ชายแท้ ๆ ของตัวเองถูกฆ่า

“ไม่หรอก” สตีฟตอบพลางหัวเราะเบา ๆ “ถ้าเป็นมาร์ช ฉันจะเมตตาฆ่าให้เร็วที่สุดเลย” เขาเยาะอย่างไม่เกรงใจแกนเน็นซึ่งเป็นผู้คุ้มครองของเขาแม้แต่น้อย

“การจัดการแวมไพร์เต็มตัวมันเสี่ยงขนาดไหนนายก็น่าจะรู้นี่ ทำไมยังหาเรื่องใส่ตัวอีก” น้ำเสียงแกนเน็นยังคงเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้านกับคำเสียดสีแวนชาเมื่อครู่เลย “ทำไมนายไม่ยอมลงมือฆ่าดาร์เรน”

สตีฟนิ่งเงียบไปสักครู่ราวกับครุ่นคิดคำตอบอย่างระมัดระวัง “ฉันยังต้องการเขาอยู่”

“ไหนนายบอกว่าเกลียดเขานักหนาไม่ใช่หรือ” แกนเน็นย้อน

“ฉันบอกว่าเกลียดเขา แต่ไม่เคยพูดว่าอยากจะฆ่าเขานี่” สตีฟเล่นลิ้น “บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าฉันอยากจะสนุกกับเขาให้มากกว่านี้ ฉันจะเก็บเขาไว้ก่อน ให้เขาได้เห็นความวิบัติหายนะที่จะเกิดขึ้นกับแวมไพร์เมื่อเราชนะสงครามนี้”

“นายกำลังโกหกอยู่นะ ฉันดูออกว่าใจจริงของนายไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอก ใช่ไหม” ผมรู้สึกงงงวยกับคำพูดของแกนเน็น เพราะสิ่งที่สตีฟพูดออกมาคือสิ่งที่ผมคิดมาตลอดว่านั่นคือความปรารถนาของสตีฟ ความคิดชั่วร้ายน่ารังเกียจแบบนั้น

เรื่องที่จะต้องหนีไปให้พ้นจากที่นี่หลุดออกไปจากห้วงความคิด เสี้ยวหนึ่งในใจผมอยากรู้ความจริงจากปากเขา ความจริงที่เขาไม่เคยเอ่ยให้ผมฟัง

แต่ไม่มีคำตอบจากสตีฟ ผมแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเคลื่อนไหวเลย ทั้งสองคงนิ่งอยู่ไม่ขยับ

“นายทนไม่ได้ ถ้าจะต้องสูญเสียเขาไปใช่ไหม ถึงได้---”

“อย่าพูดเหมือนกับนายเข้าใจไปเสียทุกอย่าง แกนเน็น” สตีฟขู่ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่คุกคาม ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งหนึ่ง

“ฉันไม่ถามอะไรกับคนปากแข็งอย่างนายดีกว่า” แกนเน็นตัดบทด้วยความรำคาญ

“ตอนนี้ฉันก็สูญเสียเขาไปอยู่แล้ว” สตีฟแทรกขึ้น “และไม่มีทางจะได้เขาคนเดิมกลับมาไปตลอดกาล ฉันรู้ดี” น้ำเสียงเขาสั่นเหมือนหัวใจของผมตอนนี้ที่กำลังหวั่นไหว “ฉันโกรธแค้นเขามากเสียจนไม่อาจทำให้ความสัมพันธ์ของเรากลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ ฉันเลือกเดินบนหนทางเดียวกันกับนายแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่สามารถตัดความรู้สึกที่มีต่อเขาให้ขาดสะบั้นได้ ถึงได้ต้องทำแบบนี้”

ผมเข่าอ่อนทรุดลงข้างประตู นั่นหรือคือความรู้สึกที่แท้จริงของสตีฟ คำพูดของเขาเมื่อตอนกลางวันยังคงสะท้อนอยู่ในหัว

นายจะยกโทษให้กับคนที่ฆ่าคุณเครปสลีย์ได้ลงงั้นหรือ

ผมยกโทษให้เขาไม่ได้

ไม่มีทางเลย

ถึงแม้ว่าเราจะรัก.......... ไม่สิ........ เคยรักกันมากแค่ไหนก็ตาม

“อย่างน้อย ฉันก็ขอแค่มีเขาอยู่ข้าง ๆ ถึงแม้ว่าทุกครั้งที่มองเขาจะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาก็ตาม” ผมรู้สึกตื้นเต็มขึ้นมาในอก น้ำตาไหลลงอาบแก้ม ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาก็รู้สึกแบบนั้น........ แบบเดียวกันอย่างที่ผมรู้สึก

“พอใจหรือยัง เจ้าคนชอบสอดรู้สอดเห็น” สตีฟว่าเสียงห้วน

ผมได้ยินเสียงเขาเดินขึ้นมาข้างบน แต่ผมไม่ได้ขยับไปไหนทั้งนั้น ในหัวผมเต็มไปด้วยความคิดที่ล่องลอย ผมหันไปด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา มองสตีฟที่กำลังก้าวขึ้นมา

ดวงตาของสตีฟเบิกโพลงเมื่อเห็นผม เขารู้ว่าผมได้ยินเรื่องทั้งหมดที่เขาพูด ผมจ้องมองเขา แต่ก็พูดอะไรไม่ออก เราทั้งคู่ต่างทรมานเพราะความรู้สึกอัดอั้นในหัวใจที่ล้นปรี่ แต่ไม่มีทางได้แสดงออกไป เพราะรู้แน่นอนว่าไม่มีทางได้รับการตอบสนอง

สตีฟก้มลงสวมกอดผมอย่างอ่อนโยน ผมอยากจะกอดเขาแต่มือของผมยังถูกล่ามติดกันจึงทำได้เพียงขยับตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดนั้นให้ลึกที่สุด

“ขอโทษ......” สตีฟบอกเบา ๆ แบบที่เป็นเขา ตัวเขาจริง ๆ ไม่มีเรื่องใดปิดบัง ไม่มีท่าทีเสแสร้ง “ฉันทำได้ดีที่สุดแค่นี้”

“ไม่มีทางอื่นเลยหรือ” ผมถามอย่างขมขื่น “เราเปลี่ยนแปลงอะไร......ไม่ได้เลยหรือไง” ผมสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างสิ้นหวัง

“ฉันทำไม่ได้ ดาร์เรน” สตีฟตอบเรียบ ๆ โอบศรีษะผมเพื่อปลอบโยน “มันเป็นหน้าที่ที่ฉันปฏิเสธไม่ได้ ในฐานะที่ฉันเป็นจ้าวแห่งแวมพานีซ ฉันจำเป็นต้องทำ นายหรือมาร์ช ต้องมีหนึ่งคนตายด้วยน้ำมือของฉัน อีกคนจะต้องคอยอยู่ดูความพินาศที่ฉันจะเป็นคนนำมาให้ทั้งโลก และคนที่ฉันให้เลือกให้รอดก็คือนาย ดาร์เรน”

“มีประโยชน์อะไร ในเมื่อท้ายที่สุดฉันก็ต้องตายอยู่ดี” ผมเถียง “อย่าทรมานฉันต่อไปเลยสตีฟ ถ้าอนาคตต้องเป็นอย่างนั้น ถ้านายจะต้องกลายเป็นเจ้าแห่งเงาจริง ๆ แล้วล่ะก็.........” ผมยอมแพ้ ยอมจำนนต่ออนาคตที่ล่มสลาย เมื่อได้รู้ความรู้สึกที่แท้จริงของสตีฟว่าเขาเองก็ไม่ได้ยินดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย ผมก็ไม่อาจตัดใจลงมือฆ่าเขาได้อีกต่อไป

ก่อนที่ผมจะได้เปิดปากพูดสิ่งที่อยากบอกออกไป สตีฟกอดรัดผมแน่นขึ้น

“ฉันทำไม่ได้” เขาพูดซ้ำอีก “จุดจบของสงครามนี้มีทางเดียวเท่านั้น แต่ฉันยังหวังว่าอนาคตหลังจากนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปได้........ ถ้ามีนายอยู่กับฉัน”

“แต่ฉันทนไม่ได้ สตีฟ” ผมดึงดัน ใบหน้ายังคงเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา “ฉันปล่อยให้นายเดินเข้าไปฆ่าแวนชาแล้วยืนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ฉัน.......ฉัน.......” ผมหาทางออกไม่เจอ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ดูเหมือนจะพบแต่ความสูญเสีย ผมรู้ดีว่าผมเลวมากที่ยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ มันช่างเห็นแก่ตัวที่จะยอมสละชีวิตของทั้งเผ่าพันธุ์แลกกับชีวิตของผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเพียงคนเดียว

“อย่าบังคับให้ฉันต้องทำร้ายนายไปมากกว่านี้” ดวงตาที่เศร้าสร้อยก้มลงมองผม แม้จะไม่มีร่องรอยของน้ำตา แต่แววตาที่เคยแข็งกร้าวนั้น บัดนี้รวดร้าวเสียจนเกินกว่าที่จะระบายออกมาเป็นน้ำตาได้

สตีฟคลายอ้อมแขนออก หันหลังเดินจากไป ทิ้งผมเอาไว้ทั้งอย่างนั้น ผมพยายามร้องเรียก ทว่าไม่มีเสียงใด ๆ หลุดออกมา มีเพียงน้ำตาที่ไหลรินอย่างห้ามไม่ได้พรั่งพรูออกมา หยดน้ำที่บีบคั้นจากบาดแผลในหัวใจหยาดลงกระทบพื้นพรม

แล้วผมก็อยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความมืดที่ห้อมล้อมรอบเราสองคนตลอดมา อย่างไม่มีทางหลุดออกไปได้

ตลอดกาล

######

“ดาร์เรน! ดาร์เรน!”

ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงที่คุ้นเคย ฮาร์แคตนั่นเอง เขาปลุกผมขึ้นจากฝันร้ายทุกครั้งในช่วงหลัง ๆ นี้

“เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามด้วยความเป็นห่วง

“เธอทำท่าทรมานจนฉันตกใจนะ ดาร์เรน” เสียงของแวนชา มาร์ช ทักขึ้นอีกด้าน

ผมนึกตามแล้วก็คงน่าตกใจอยู่ ตัวผมชุ่มไปด้วยเหงื่อ อาการปวดหัวยังไม่จางไป ยังรู้สึกอึดอัดเนื้อตัวเหมือนเคย เพราะเป็นผลจากช่วงของการเปลี่ยนแปลงเซลล์ เพราะอย่างนี้ล่ะมั้ง ถึงได้ฝันร้าย แต่มันช่างเป็นฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน

“ไม่เป็นอะไรหรอกครับ แค่ฝันร้ายน่ะ” ผมตอบ พยายามวางท่าทีให้เป็นปกติที่สุด

“ฝันอย่างเดิมหรือ” ฮาร์แคตถาม เขาหมายถึงฝันร้ายที่ผมฝันถึงบ่อย ๆ เกี่ยวกับโลกที่ล่มสลายเพราะเจ้าแห่งเงา แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่

“อืม.....” ผมปด ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ตัวผมเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงฝันอะไรแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่หลังจากผมถูกดาเรียสยิงผมก็หนีมาได้สำเร็จแท้ ๆ

“แล้วตอนนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง” แวนชาถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

ผมหันไปมองแวนชา และกลับมามองฮาร์แคต ช้า ๆ นึกถึงความฝันแล้วก็ทำให้ผมรู้สึกละอาย ผมเลือกที่จะทิ้งเพื่อนที่อยู่ตรงหน้า ผมสนใจแต่ตัวเองกับสตีฟ หวังโง่ ๆ อย่างลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสตีฟจะมีใจหลงเหลือให้ผม ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรแม้แต่จะคิด

ผมโผเข้าสวมกอดแวนชาและฮาร์แคต ทั้งคู่คงรู้สึกแปลกใจและกังวลกับท่าทีของผม แต่ผมอยากจะอยู่แบบนี้สักครู่ ให้ผมรู้สึกว่ามีพวกเขาอยู่ข้าง ๆ และไม่เดียวดาย ผมต้องปกป้องพวกเขาให้สุดความสามารถ

คนที่ผมควรจะทำให้หายไปจากโลกนี้มีเพียงคนเดียว

“อย่าจากผมไปไหนนะครับ” ผมบอกพวกเขาเบา ๆ คลายอ้อมกอด และส่งสายตาแสดงความเป็นห่วง โดยเฉพาะกับแวนชา

เจ้าชายแวมไพร์ดูจะเข้าใจความหมายที่ผมต้องการจะสื่ออย่างชัดเจน “ฉันจะไม่อยู่ห่างเธอแน่ จนกว่าจะเจอตัวเลนเนิดแล้วจัดการเขาให้อยู่หมัด” เขากล่าวลั่นด้วยความร่าเริง

“ถึงฉันจะไม่ใช่นักล่า........ แต่ฉันจะคุ้มครองเธอเอง” ฮาร์แคตเสริม

ผมแย้มรอยยิ้มน้อย ๆ รู้สึกอบอุ่นใจที่มีเพื่อนดี ๆ อย่างนี้ข้างเคียง ผมจะไม่ยอมเสียพวกเขาไปเด็ดขาด ผมจะต้องปลิดชีพจ้าวแห่งแวมพานีซ เพื่อผู้คนที่ผมรัก

แม้ว่าจะหมายถึงการลบสตีฟ เลพเพิด ให้หายไปจากโลกนี้ก็ตาม

“อยากจะอาบน้ำหรือเปล่า” ฮาร์แคตถามขึ้น ผมยิ้มรับเป็นคำตอบ ไม่อยากจะนอนทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวยังเหนอะหนะอยู่แบบนี้หรอก

ฮาร์แคตเดินนำผมไป เขาบอกว่าจะเตรียมห้องน้ำให้ แต่ผมบอกเขาว่าผมจัดการเองได้

ผมถอดเสื้อผ้าออก ร่างเปลือยเปล่าของผมสะท้อนอยู่ตรงกระจก ผมสะดุ้งเมื่อเห็นภาพของตัวเองเพราะมันทำให้ผมนึกถึงสัมผัสอุ่นที่เคยได้รับจากสตีฟ ทุกอณูบนร่างผมดูจะโหยหาความรู้สึกนั้นเหลือเกิน

ผมรีบเบือนหน้าหนีออกจากกระจก สะบัดความคิดไร้สาระออกไปจากสมอง ผมเกลียดเขา เขามันเป็นปิศาจร้ายที่ไม่มีหัวใจ เรื่องในความฝันนั่นมันเป็นแค่ความหวังโง่ ๆ ของผมที่ไม่มีทางเป็นจริง สตีฟไม่มีทางมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจใครได้หรอก

ผมเปิดฝักบัว สายน้ำอุ่นไหลกระทบตัวทำให้ผมรู้สึกสดชื่น ผมยื่นใบหน้าให้สัมผัสน้ำ ความฝันเมื่อครู่เป็นแค่เรื่องไร้สาระ ผมคิด ความสัมพันธ์ระหว่างของผมกับสตีฟมันขาดสะบั้นลงแล้ว เราทั้งคู่ไม่มีเยื่อใยให้กันอีกต่อไป ผมพยายามตอกย้ำกับตัวเอง

แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าน้ำตาที่ไหลออกมาพร้อมกับสายน้ำอุ่นที่สัมผัสใบหน้านั้น ผมหลั่งออกมาเพื่อใครกัน

อาจจะเพื่อใครสักคนที่มีตัวตนอยู่ในความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของผมก็เป็นได้

To be continued…...in The Saga of Darren Shan Volume 11 “Lord of the Shadows"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

“ว่าง่าย ๆ............ ให้ฉันได้ทำตามใจชอบซะเถอะ ดาร์เรน”
แหม อ่านอีกทีเราก็ยังของบทสนทนาแบบนี้จริงๆ เล้ยยยย ชอบให้สตีฟทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของดาร์เรน

แต่ใช่แล้วล่ะ วางแผนมาถึงขนาดนี้สตีฟถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว ที่จริงก็เจ็บปวดอยู่ใช่ม้ายยยย อยากเห็นดาร์เรนเจ็บปวด แต่เห็นแล้วก็ทรมานใจใช่ม้ายยยยยย อยากให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วมันง่ายมากเลย แค่สตีฟยอมอ่อนลง ดาร์เรนก็อ่อนตามอยู่แล้ว (เห็นเวลาสตีฟวางแผนอะไร ดาร์เรนก็ไม่เห็นๆ แต่ก็ทำอะไรเข้าแผนสตีฟทุกที)

ฟิคนี้เสียดายอยู่อย่าง ชิมนิดชิมหน่อยจะไปอร่อยอะไรกัน น่าจะ "กินๆ" เข้าไปซะเรียบร้อยเลยเนอะสตีฟ 55

#1 By honeynut on 2007-10-24 19:57

แล้วทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างที่ฉันเคยรู้สึกตอนที่เขาทรยศฉัน แล้วไปถวายตัวให้เจ้าเครปสลีย์อัปลักษณ์นั่นซะก่อน

กรี้ด ถวายตัวอไรกันค้า เค้าเรียกว่าลูกสาวย้ายไปอยู่กับคุณพ่อค่ะ สตีฟ อยากได้ลูกสาวชาวบ้านต้องไปขอดีๆเซ่

แต่อ่านไปก็ลุ้นไป จะมีมากกว่านี้มั้ย กรี้ด สุดท้ายก็จบแค่ลองชิมสินะคะsad smile

#2 By ทานุขนฟู on 2007-10-24 21:14

ลุ้นตัวโก่งเลยครับ

เหอๆ

#3 By S o u l on 2007-10-24 22:37

เข้ามาเม้นท์อีกรอบ (เกรียน)
เห็นรีพลายน้องทานุ เราก็สะดุดตรง "ถวายตัว" เหมือนกัน ถวายตัว ถวายตัว ถวายตัว กี๊ซซซซซซ

#4 By honeynut on 2007-10-24 22:48

ยังไม่ได้อ่านเล่ม 10 กะ 11 ภาษาไทยเลย
แต่เคยอ่าน eng แล้ว

ต้องไปหามาอ่านระลึกความหลังซะแล้ว

อ๊ากกกก... กรี๊ดดดดด.....
สตีฟเท่โฮกกกกกก...... เลวสะใจจริงๆ

#5 By >>VaRioLa on 2007-10-25 00:21

อ่านแล้วรักสติ๊ฟขึ้นมาอีก 10 หน่วย *A*
แหม แต่แสดงออกได้รุนแรงเหลือเกินพ่อหนุ่ม
ชอบตอนสตี๊ฟตกใจที่เห็นดาร์เรนทำท่าจะตายให้ได้
อ่านแล้ววว ไงล่ะ สุดท้ายเอ็งก็ใจอ่อนนนนนนน
(ชอบเสะนอกแข็งในอ่อนแบบนี้จริงจริ๊ง >A<//)
me/ มอง rep บนๆ
..เอิ่ม ถวายตัวอะไร น่าคิดๆ *-*

#6 By Jin on 2008-04-03 19:25

เข้ามากรี๊ดค่ะ เพิ่งเคยอ่านดาร์เรนซาก้า

กว่าจะขุดหาฟิคอ่านได้นี่เหนื่อยยากมาก *ปาดเหงื่อ*


สตีฟ*ดาร์เรนสุดยอดจริงๆเลยค่ะconfused smile

สตีฟฟิคนี้หล่อเลวได้ใจมากค่ะ
แต่ตอนท้ายนี่เยี่ยมไปเลย