ไล่อ่านของหลาย ๆ คนล่ะ เพลินมาก ๆ เราชอบคนที่เขียนยาว ๆ นะ ได้รู้เรื่องอะไรมากขึ้นจริง ๆ ^^
แต่ของตัวเองอู้ไม่เขียน กร้ากกกกก ตอนกะลังชิว ๆ อ่านของชาวบ้านอยู่ก็โดนแทคจาก ฮานะจัง คนแรก ตอนนั้นหนนโดนแทคพอดีกะลังคุย ๆ กันเลยว่าหนนจะแทค แล้วก็เลยโดน หนน แทคเป็นคนที่สอง แบบว่าเขียนฟิคอยู่ (เออ.. ฟิควาย) เลยยังไม่ได้เริ่มเขียนอะไร แต่คิดไว้นิดนึงแล้วล่ะว่าจะเขียนอะไร พอวันต่อมาเปิดเอกทีน โอ้พระเจ้าจอร์จ =[]=!!! คนอัพแทคเป็น 20!!! ไล่อ่านไปอ่านมาเจอ อีโอม แทคอีกคน =w= ต่อมาวันจันทร์ นั่งทำงานอยู่งก ๆ อู้เปิดเอกทีนอีกที เจอ หนุ่ย แทคอีก... เออ เอาเข้าไป... แล้ว ออม ก็ทักในเอ็มมากว่า "กี เราจะแทคกีนะ!" ต่อมาเขียน ๆ แทคอยู่ กะลังพยายามเร่งสปีด ไปเจอบล็อค เต่า อัพแทค แล้วมาแทคกรูต่ออีก =[]=!!! ล่อไป6 คนที่มาแทคกรู กร้ากกกก กรูต้องเขียน30 ข้อมั้ยวะคะ!!! เขียน 5 หัวข้อละนะ แต่เอาเป็นเรียงความ 20 หน้ากระดาษไปเลยทุกคน เราจะเอาไปแปะในเวิร์ดวัดหน้ากระดาษก่อนเอามาลงเลย ฮ่า ๆ รับรองว่าเราจะเขียนให้คุ้มทีเดียวเชียว ^^+
1. เพิ้ง
อยู่บ้านนี่เราโคดกระเซอะกระเซิงเลยไม่อยากจะบอก = =" เราเป็นคนผมหยักศก แถมฟูมาก ๆ ไอ้ที่เห็นตอนออกจากบ้านไปงานต่าง ๆ นานานั่นคือผ่านการไดรมาอย่างสวย ถ้าเอาแบบสระผมแล้วปล่อยให้แห้งเองนี่เป็นยัยเพิ้งดี ๆ นี่เอง เพราะงั้นเวลาใครจะนัดออกไปนอกบ้าน กรุณาแจ้งก่อนหนึ่งวัน... ขอเวลากรูจัดการหัวตัวเองก่อน ถ้าหัวไม่ลีบไม่ออกจากบ้าน ยิ่งผมสั้นแบบตอนนี้จะยิ่งฟูฟ่องงงงงงง มันไม่ได้เป็นทรงแบบแอฟโฟร่นะ =[]= แต่มันก็หยกศกไม่เท่ากันทั้งหัวอ่ะ แบบผมทางซ้ายหยิกมากกว่าทางขวา หรือเพราะว่ามันเป็นคลื่นผมก็ไม่รู้ แต่มันเป็นอะไรที่น่ารำคาญอย่างรุนแรง เพราะบางทีตื่นนอนมา (ขนาดว่าไดรแล้ว) ถ้านอนผิดท่า ผมมันจะชี้เด่ ทีนี้จะไดรยังไง เอาน้ำมันลูบยังไงก็ไม่ลง =[]=! เว้ยย กลุ้ม
อีกอย่างที่ทำให้เป็นยัยเพิ้งคือใส่แว่นด้วย เราสายตาสั้นน้อ หลายคนที่เจอกันตามงานคงไม่รู้ เพราะปกติใส่คอนแทคเลนส์ตลอด สั้นมาตั้งแต่ป. 3 มั้ง ซัก 200 (แบบว่ารู้ตัวช้าว่ามันสั้น) สาเหตุที่สั้นพ่อแม่หาว่าเราเล่นเกมมากไป แต่ไปตรวจจริงหมอบอกว่าเป็นเพราะกรรมพันธุ์ (พ่อก็สั้นแม่ก็สั้น) ชิชะ เราก็ว่าอยู่ เพราะพี่ชายเราเล่นเกมมากกว่าเราอีก ถ้าเราสั้นเค้าก็สั้นด้วยสิ แล้วสายตามันก็สั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ฮ่า ๆ ตอนม. 4 ก็สั้นขึ้นมาอีกเป็น 400 แต่มีเพื่อนอยู่คนนึง มันสั้นตั้ง 1000 แน่ะ ใส่คอนแทคเลนส์ตลอด เราก็เลยรู้สึกว่า 400 นี่จิ๊บ ๆ ยังสั้นได้อีกเยอะน่า กร้ากกกกก จนปัจจุบันเลยสั้นไปเลย 600 แถมเอียงอีก 5.5 มั้ง จำไม่ค่อยได้ล่ะ แว่นที่ใส่ตอนนั้นก็หนาเตอะประมาณเท่าก้นขวดโค้กได้แล้วล่ะ
ท่านั่งโคดจะไม่เรียบร้อยเวลาอยู่บ้าน ยกขาโน้นคร่อมขานี้ เอาเท้าไต่โต๊ะมั่งล่ะ (โต๊ะคอมมันเตี้ยน่ะ) โดนแม่ด่าอยู่เป็นนิจ กร้ากกก "เป็นผู้หญิงนั่งอะไรแบบนี้เนี่ย ไม่เรียบร้อยเลย $(_*(T^&*%^%&" ทุเรศทุรังสิ้นดี =w=
2. พิพิธภัณฑ์ อควอเรี่ยม โรงละคร ออเครสตร้า
แยกหัวข้อให้ไม่ถูกว่าจะเขียนไรดี ที่ว่ามามันคือสถานที่เที่ยวที่เราชอบ ไม่ว่าจะพิพิธภัณฑ์เมืองไทยหรือเมืองนอกก็ตาม ทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนที่ไม่ได้ชอบวิชาประวัติศาสตร์นะ บางอารมณ์รู้สึกไม่ชอบด้วยซ้ำ แต่ถ้าให้เดินดูข้าวของในพิพิธภัณฑ์นี่ชอบ เพลินดี อันไหนรู้เรื่องก็อ่านมัน อันไหนไม่รู้เรื่องก็ช่างมัน ดูไปสวย ๆ เสียดายที่พิพิธภัณฑ์เมืองไทยไม่ค่อยใหญ่เท่าของเมืองนอกเท่าไหร่ (เท่าที่กรูเคยไปเหยียบก็มีแค่ออสเตรเลีย... แต่ของอังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส มีพ่อแม่ถ่ายรูปมาให้ดูหน้าพิพิธภัณฑ์) แถมพิพิธภัณฑ์เมืองไทยไม่ติดแอร์ = =" เดินเล่นเย็นใจไม่ได้ (ตกลงไปทำอะไรกันแน่?) ไม่ใช่ว่านิยมของนอกนา =[]=! แต่พิพิธภัณฑ์เมืองนอกมันจัดรูปแบบได้น่าสนใจมากกว่าจริง ๆ ถึงขนาดมีพิพิธภัณฑ์สำหรับเด็กด้วยนะ ดูแล้วไม่น่าเบื่อ แล้วมันได้ความรู้น่ะ พิพิธภัณฑ์บางที่ทำยังกะบ้านผีสิง เวลาไปเที่ยวเมืองนอกที (พูดยังกะไปบ่อย...) ที่เที่ยวที่จะโดนหมายหัวไว้ว่าต้องไปต้องเป็นพิพิธภัณฑ์ซักที่นี่แหละ
อควอเรี่ยมนี่ก็อีกที่ที่เดินดูได้ทั้งวัน (พูดว่าชอบ แต่สยามโอเชี่ยนเวิร์ลมันยังไม่ไปเหยียบเลย กร้าก แพงงง =w=) เคยไปที่ศูนย์วิจัยสัตว์ทะเลอะไรซักอย่างที่ฉะเชิงเทรา (จำจังหวัดถูกรึเปล่าก็ไม่รู้) แต่รู้ว่าใกล้ ๆ กรุงเทพฯ นี่แหละ ใหญ่ใช้ได้เหมือนกัน คุ้มค่าดี เวลาไปเดินอควอเรี่ยมมันเย็น ๆ ดีนะ ฮา ๆ ไม่โดนแดด ไอ้สัตว์ทะเลมันจะชื่ออะไรอยู่ที่ไหน อ่านแล้วก็บันทึกลงสมองไป 5 วิ แล้วลบทิ้ง... ดูกุ้งหอยปูปลาว่าย ๆ อยู่ในน้ำมันสนุกตรงไหนวะ 55555 นั่นดิ สนุกตรงไหน แต่มันก็สนุกดีนี่หว่า เอิ้ก เวลาไปเมืองนอก (อีกละ อีนี่...) อควอเรี่ยมก็แพงใช่เล่นเหมือนกันนะ ที่ไปเมลเบิร์นล่าสุดก็เป็นที่ที่ใหญ่มาก มีแบ่งโซนตั้ง 3 โซน เลือกซื้อตั๋วได้ว่าจะดูโซนไหน ตอนนั้นก็ซื้อตั๋วแบบดูโซนเดียวไปล่ะ แค่โซนเดียวก็ดูตาแหกแล้ว =w=
เขียนมาถึงนี่แล้ว ไอ้ที่บอกว่าชอบ ๆ เป็นเพราะว่ามันไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเที่ยวที่แบบนี้รึเปล่าวะ 555 โรงละครกะออเครสตร้านี่ถือว่ามาด้วยกัน ละครเวทีแบบที่จุฬาเราก็ชอบนะ แต่ชอบกันคนละแบบ โรงละครแบบมีออเครสตร้าเป็นส่วนประกอบมันดูไฮโซวววว มากมายยยย ที่ได้ดูเต็มรูปแบบเลยก็คือตอนนั้นพ่อแม่ลากไปดูเรื่อง... (ไรวะ) ที่เป็นผู้หญิงชาวรัสเซียมาอยู่เมืองไทยน่ะ... =w= จำไม่ได้อีกละ แบบว่าโอ้ ประทับใจจจ อลังเริ่ดหรู ปิ๊ว ๆ ออเครสตร้าก็ไม่ต้องบอกมั้ง รู้กันอยู่แล้ว รักความไฮโซวโอ้เย้
3. ดนตรี
แต่ก่อนไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนร้องเพลงเพราะ ก็แค่ร้องแล้วฟังเป็นเพลง มาเซ้วจริง ๆ ตอนเข้าคอรัส แล้วมีคนชมเยอะ ๆ ละมั้ง (อีนี่บ้ายอ) ก็เป็นเรื่องแปลกอยู่อย่างว่าที่บ้านเรามีคนร้องเพลงเป็นอยู่ 2 คน คือเรากะพี่ชายคนรอง นอกนั้นร้องเพี้ยนคีย์กันหมด... (แถมยังชอบร้องอีกต่างหาก) แต่คนที่เล่นดนตรีเป็นมีเราคนเดียว ก็สมัยเด็ก ๆ จะมีคีย์บอร์ดอันเล็ก ๆ ให้เล่นอยู่ที่บ้าน ตอนนั้นคีย์มีแค่ 2 ออฟเตฟเองมั้ง (โด-ที โด-ที สองเซท) พอโตขึ้นมาหน่อย ก็มีญาติซื้อให้อันใหญ่ขึ้น พ่อเห็นเราชอบจิ้มชอบเล่น เลยถามว่าไปเรียนอิเลคโทนดีมั้ย ไอ้เราก็อยากเรียนตัวสั่น แต่จำความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้แล้วล่ะ ว่าทำไมอยากเล่น 555 ป. 4 เองว่ะค่ะ จริง ๆ เสนอพี่ชายสองคนด้วยนะ เพราะเค้าก็จิ้ม ๆ เล่นเหมือนเราน่ะแหละ แต่ไม่มีใครสน พ่อแม่เลยพาเราไปสมัครเรียนดนตรี ตอนแรกก็ว่าจะเล่นอิเลคโทน (สมัยนั้นจำไม่ได้แล้วว่ารู้จักเครื่องดนตรีกี่ประเภท) แต่คุณครูที่โรงเรียนดนตรีเค้าเสนอว่า เรายังตัวเล็กไป เล่นอิเลคโทนจำเป็นต้องใช้ขาเหยียบด้วย แนะนำให้เรียนเปียโนดีกว่า เพราะว่ามันเป็นพื้นของทุกอย่าง ถ้าตอนหลังเปลี่ยนใจอยากไปเล่นอิเลคโทนก็ยังได้ พ่อเราก็สนับสนุนให้เรียนเปียโน เราก็รู้สึกตื่นเต้นมั้งตอนนั้น (จำไม่ได้ล่ะ) ประมาณว่า โอ้ จอร์จ เปียโนแม่งดูไฮโซวเริ่ดหรูอลังการเช่นนี้ เด็กบ้าน ๆ อย่างกรูจะเล่นได้ด้วยหรอ กี๊ด!! ก็เลยได้เรียนเปียโนมาตั้งแต่ตอนนั้น รู้สึกว่ามีความสุขกะมันมาก ๆ เห่อสุด ๆ ซ้อมแม่งทุกวัน ตอนนั้นบ้านยังไม่มีเปียโนนะ ก็ซ้อมเล่นกะคีย์บอร์ดไปก่อน เพลงแรกที่เล่นเป็นเพลงได้ตอนนั้นคือเพลง หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Mary has a little lamb โน้ตมันจะแบบ มี้ เร โด่ เร มี้ มี้ มี้ เร เร เร มี ซ๊อล ซ๊อล น่ะแหละ ร้องเป็นเพลงภาษาไทยก็ นู้มาหลี่มีลูกแม๊วเมี้ยว หลูกแมวเมียว ลูกแม๊วเมี้ยว~ ภาษาปะกิตก็ แม้รีแฮสอะลิตเติ้ลแลม ลิตเติ้ลแลม ลิตเติ้ลแล้ม~ ร้องให้ฟังสามภาษาแล้วนะเฟ้ย นึกไม่ออกให้มันรู้ไป กร้าก ตอนนั้นก็เรียนเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ (จริง ๆ คือลืมไปแล้ว) พอมาตอนป. 6 ได้ ไม่ก็ม. 1 วะ จำไม่ได้เว้ย เริ่มได้เล่นเพลงไฮโซมากขึ้น อย่าง Für Elise ของบีโทเฟ่น อันนี้อธิบายไงดีวะ... เพลงที่มันชอบโดนทำเป็นกล่องเพลงบ่อย ๆ อ่ะ แล้วทีนี้ก็ฝึกการใช้เพดเดิ้ล (ไอ้ที่เค้ามีไว้เหยียบของเปียโน) ทีนี้ก็เลยเห็นว่ามันควรจะมีเปียโนไว้ที่บ้านได้แล้ว พ่อเราก็เลยพาไปซื้อ เนื่องจากงบมีจำกัด (ฮา) และพื้นที่บ้านมีจำกัด (กร้าก) เลยได้เปียโนแบบอัพไรท์มา (ไม่มีตังค์ / ที่ ให้แกรนด์เปียโนวางเว้ย) แม่เราก็แซวว่าถ้าอยากได้แกรนด์เปียโนก็เก็บเงินซื้อเองนะ ฮ่า ๆ ตอนนั้นเห็นว่าแกรนด์เปียโนนี่ของไกลเกินเอื้อม เหมือนจะสิ้นเปลืองหน่อย ๆ เพราะมันสวยห่า ๆ (ยิ่งเขียนยิ่งหยาบคายวุ้ย) ใครออกแบบวะ ดีไซน์ได้โคดผู้ดีเลย เปียโนที่บ้านก็อยู่มา 10 กว่าปีละ (จูนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่....) ตอนนั้นซื้อมาด้วยราคาประมาณ 40,000 บาท สมัยนี้หาไม่ได้แล้ว (ก็ราคาเมื่อ 10 กว่าปีก่อน) ของแม่งแพงสาดดดดดด เดี๋ยวนี้อัพไรท์เป็นแสน แกรนด์เป็นล้าน =[]=!! ถ้าจะซื้อเปียโน กรูเก็บตังค์ไว้ซื้อบ้านดีกว่า
ก็เรียนเปียโนมาเรื่อย ๆ พอถึงม. 3 ก็เลิกเรียน เพราะ... ขี้เกียจ =[]=!!! (โห คนเรา) แต่ก็ยังไม่ได้เลิกเล่นนะ ก็หาเพลงมาเล่นเรื่อย ๆ แล้วพอได้เข้าโลกไซเบอร์ เจอแหล่งสูบของตอนม. 5 นี่ เพลงไฟนอลสูบแหลกกกกก (ฟรี!!!) สรรหามาหมดทุกอัลบั้ม ตอนนี้มีหมด Piano Collection ตั้งแต่ภาค 4 ยัน 10-2 แต่ภาคนึงนี่เล่นได้ประมาณ 2-3 เพลงโดยเฉลี่ย กร้าก แล้วก็สูบโน้ตเพลงอนิเม ฯลฯ หลัง ๆ ก็ขี้เกียจเล่นมากขึ้น เล่นอย่างชิว ๆ อืด ๆ จนปัจจุบันตั้งแต่ทำงานมาไม่ได้แตะเปียโนมานานละ... (ไม่นับตอนที่ส้มมาขอให้แต่งเพลงให้มิกกี้นะ 555) ตอนนี้ฝีมือถอยเข้าคลองแน่ =w= เวลาเล่นจะรู้สึกว่าทำไมไม่เพราะเลยวะ แต่ถ้าอัดเสียง แล้วมาฟังเองทีหลังรู้สึกว่าแม่งเพราะว่ะ.... มันเป็นโรคอะไร....
ตอนปี 2 (กรูจำถูกป่าววะไอ้โอม) ก็ได้โอมชวนไปเล่นวงด้วยกัน กะเบน กะหนิง และเพื่อน ๆ ที่คณะครุอีก (ทั้งวงมีแต่ครุ แต่กรูอักษรอยู่คนเดียว) ย่อหน้านี้ถ้าอีโอมไม่ใช่คนแทคมาอาจจะไม่ได้เขียนนะเนี่ย เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากเลย ขอบคุณที่ชวนกันนะฮ้า ยังจำชื่อวงได้นะ ตั้งอย่างสิ้นคิด "วงของหนิง" สร้างความลำบากในการซ้อมให้มากมาย เพราะพ่อไม่ยอมให้ไปซ้อมเลย ไม่อยากให้กลับบ้านเย็นค่ำน่ะ (สมัยนั้นกลับบ้านเกิน 1 ทุ่มถือเป็นเรื่องต้องห้าม) รอบแรกก็จะอัดเดโมไปก่อน รอบสองจะเป็นเล่นโชว์ ตอนส่งเดโมนี่ไม่คาดหวังอะไรกันเลย ตอนอีโอมโทรมาบอกว่าผ่านเข้ารอบสอง มีแซว "ไม่ดีใจสินะ" เออ พูดถูก 55555 รอบสองก็ขึ้นไปเล่นสดกันขำ ๆ ก็สองเพลงด้วยกัน I will survive กับ Zombie (โอว กรูยังจำด้ายยยยย) ตอนนี้ก็กลับบ้าน 3 ทุ่มได้แล้วนะ ^^!!
นอกจากเปียโนแล้วเราก็เคยไปเรียนกีตาร์ด้วยนะ จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าทำไมคิดอยากเรียน เอาง่าย ๆ สั้น ก็คือ เรียนไปคอร์สเดียวแล้วเลิก เจ็บมือเว้ยยย แต่ตอนเรียนนี่รู้สึกข้ามขั้นมากมาย อาจารย์คนที่สอนนี่แบบว่าเจอหน้าทักอย่างแรกเลย "ทำไมมาเรียนกีตาร์ละครับ หุ่นอย่างนี้น่าไปเรียนเปียโนนะ" ครือ... เรียนมาแล้วอ่ะค่ะเพ่ อยากเปลี่ยนมั่ง ^^!! พอเค้ารู้ว่าเคยเรียนเปียโนมาก่อน เรื่องตัวโน้ตเลยไม่สอนเลย ข้ามพรวด ๆๆๆ เร็วเหี้ย =w= แล้วก็รู้สึกว่าไม่เข้ากะตัวเองเอาซะเลย แล้วก็เลิกเล่นไป ตอนนี้จับคอร์ดไม่เป็นล่ะ
ส่วนร้องเพลงไม่เคยเรียน นอกจากเรียนร้องแบบคอรัสกะชมรม CU Chorus น่ะแหละ ตอนสมัครคอรัสนี่สมัครควบสองตำแหน่งนะ ทั้งนักเปียโน กะนักร้อง เพราะคาดหวังไว้ว่ากรูคงไม่ผ่านเป็นนักเปียโนหรอก ฝีมือไม่ถึง แล้วก็เป็นอย่างที่คาด กร้าก แต่คิดว่าเป็นนักร้องก็สนุกดีด้วย เพราะไม่เคยร้องแบบคอรัสมาก่อน รู้สึกว่ามันเท่เหี้ย ๆ ประทับใจตั้งแต่วันปฐมนิเทศน์ล่ะ เลยตัดสินใจเข้าชมรมคอรัส หลัง ๆ ก็เซ้วกะการร้องเพลงของตัวเองมากขึ้น เพราะ... อะไรหว่า... จำได้แต่เวลาพ่อแม่พาไปงานแต่งงาน บางงานเสร่อขึ้นไปร้องเพลงแล้วญาติ ๆ ผู้ใหญ่ชอบ เพราะร้องสุนทราภรณ์เป็น 55555 เซ้วมากขึ้นเพราะอันนั้นส่วนนึง ก็พอดีกะมีงานการ์ตูนที่มีประกวดคาราโอเกะมากขึ้นด้วยละมั้ง ขึ้นไปร้องงานแรก ๆ ก็มีแม่ยกมากมาย (บอกแล้วอีนี่บ้ายอ) กรูเลยยิ่งเซ้วใหญ่ ปัจจุบันก็บ้าเสียงโอคิอายุซามะด้วยนั่นแหละ คัฟเวอร์เพลงโอคิอายุซังจะหมดทุกเพลงที่มีคาราโอเกะให้ร้องอยู่แล้ว
ร้องเพลงมันสะดวกดี ที่ไหนก็ร้องได้ แหกปากไปสิ ข้อเสียอย่างเดียวของเปียโนคือไม่สามารถแบกมันติดตัวไปเล่นได้
สรุปหนึ่งประโยค ดิชั้นเป็นคนมีดนตรีในหัวใจเค่อะ
4. เอาแต่ใจตัวเองและเอาใจคนอื่นไม่เป็น
เราเป็นลูกคนสุดท้อง และเป็นลูกสาวคนเดียวนะจ้ะ ที่บ้านทุกคนจะคอยประคบประหงม พี่ชาย 2 คน แล้วก็พ่อ (มีแม่คนเดียวที่เลี้ยงเราด้วยลำแข้ง กร้าก) พ่อกะแม่เราก็เป็นลูกคนสุดท้องทั้งคู่ แม่เราก็เลยเอาแต่ใจเหมือนเรา (ฮ่า ๆ) ส่วนพ่อไม่ได้อิมเมจของลูกคนสุดท้องเท่าไหร่ เพราะชอบบริการคนอื่นมาก ๆ เอ้า กลับมาก่อนจะหลุดหัวข้อ ก็อย่างที่ว่ามา ใช้ชีวิตได้แบบเอาแต่ใจมากมายเค่อะ ประมาณว่าอยากได้อะไรต้องได้ละนะ แต่เราไม่วีนแตก ชีวิตนี้ไม่เค้ยย ไม่เคยยย (น่าจะนะ) เพราะบ้านเราสอนให้เป็นคนมีเหตุผล (ฮา) ถ้ามันจะไม่ได้อย่างที่หวังจริง ๆ ก็เพราะมันไม่ได้จริง ๆ แหละ แต่ก็รู้สึกว่าเราเป็นคนโชคดีมาก ๆ เพราะส่วนมากจะได้อย่างที่หวังหมด สงสัยเพราะไม่ค่อยจะอยากอะไรที่มันเว่อร์ล่ะมั้ง แต่เทียบสัดส่วนความพอใจในชีวิตแล้วรู้สึกเราได้อะไรมาเพียงพอไปหมดเลยล่ะ (กร้าก ชาวบ้านหมั่นไส้) และด้วยเหตุที่ว่ามาข้างบน เราก็เลยไม่รู้จักการเซอร์วิสเอาใจใคร เพราะอะไร ๆ ก็พ่อทำให้ พี่ทำให้ (แต่แม่ไม่ทำให้นะ) บางทีไม่ได้ขอยังบริการให้เลย พี่ชายเราคนโตนี่ตัวดี "ไปสยาม ห้ะ ขึ้นรถเมล์ลำบาก มาพี่ไปส่ง" (ได้ข่าวว่ารถเมล์ต่อเดียว กรูนั่งหลับได้ตลอดสาย) เราเลยมีชีวิตที่แสนนนน จะสุขสบายยยย ก็เลยทำอะไรให้ชาวบ้านไม่เป็น กร้ากกก เพราะเรื่องอะไรที่เราทำเองได้ เราก็จะทำเอง เราเลยรู้สึกว่า เรื่องของคนอื่น เมิงก็จัดการเองดิ กรูไม่เกี่ยว กรูไม่ยุ่ง กรูไม่สน (แต่ถ้านินทาชาวบ้านนี่ขอเอี่ยว) เรื่องเซอร์วิสมายด์นี่ไม่เคยมีอยู่ในหัว ง่าย ๆ คือเป็นคนไม่มีน้ำใจ =[]=!!! (แย่ ๆๆ) แต่พอโต ๆ มานี่ เริ่มเห็นว่าเพื่อน ๆ ชอบทำอะไรให้กันและกัน จะกุ๊กกิ๊กหนุงหนิงนิดหน่อยมันก็รู้สึกดีแฮะ อย่างให้ของขวัญปีใหม่เนี่ย แต่ก่อนไม่เคยทำ =[]=!! ทำไมกรูต้องให้วะคะ แต่เดี๋ยวนี้อยากแจกทั่วไปหมด รู้สึกให้แล้วมีความสุข ^^ แต่ก็ยังรู้สึกว่าตอนเลือกของให้นี่มันยากจัง อยากให้แต่ไม่รู้จะให้อะไร =w= เริ่มนอกเรื่องละ มันเกี่ยวกะเอาใจคนอื่นไม่เป็นตรงไหน เวลาจะให้กำลังใจใครหรือปลอบชาวบ้านก็ทำไม่ค่อยจะเป็นเหมือนกันนะ = =" เวลาคุยกันเล่น ๆ บางทีเราเป็นคนปากไว และเสียงดัง มันเลยเหมือนกะลังด่า + อารมณ์เสีย ในสายตาคนอื่นรึเปล่าหว่า??? เพราะเห็นชายหนุ่มหลายคนเวลาคุยกันแล้วเรามีมะโหหน่อย ๆ แบบไม่ได้จริงจังนะ เปล่าโกรธจริง =[]= ไม่รู้อีกฝ่ายคิดว่าเราโกรธง่ายรึเปล่า ถึงได้ชอบขอโทษขอโพยยังก้ะกรูเป็นหัวหน้าแก๊งค์ แบบ "โทษคับเจ๊!" ไรเทือกนั้น =[]=! หรือว่ากรูคิดไปเองคะ? (แล้วไอ้นี่มันเกี่ยวกะเรื่องเอาแต่ใจตรงไหนวะ) เออ ก็นั่นแหละ กระทั่งในหมู่เพื่อนก็ไม่ค่อยจะมีคนขัดใจเราอ่ะนะ เราเลยยิ่งเสียคน 555 เวลาไม่ได้อย่างหวังขึ้นมา ไม่มีวีน แต่กรูจะเก็บความแค้นไว้เงียบ ๆ ^^+ เจอหน้าผู้มีคดีด้วยกันนี่ยังยิ้มอยู่นะ ใส่หน้ากากโคดเนียนเลย (รึเปล่าวะ) ไม่ค่อยมีใครจะดูออก แต่ส่วนมากพอเวลาผ่านไป อีนี่ก็ปลาทอง ลืมไปแล้วล่ะ 555 เราไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นนะจ้ะ เข้าเรื่องต่อเอิ่ม... ก็เป็นคนที่ไม่สามารถบริการชาวบ้านได้ เพราะฉะนั้นเรื่องความเป็นผู้นำก็จึงเป็นศูนย์ด้วยนะจ้ะ 555 ให้ทำมันก็พอทำได้ละนะ เมื่อจำเป็น แต่จะไม่ค่อยกล้าออกปากเวลาต้องเป็นเจ้าคนนายคนเท่าไหร่ แบบว่าชอบเป็นนายแบบมีคนมาห้อมล้อมบริการ ไม่ต้องสั่งคนอื่นก็ทำให้อ่ะ
แพรเคยบอกว่าเราไม่ค่อยเหมือนเป็นลูกคนสุดท้องเท่าไหร่ เพราะไม่เห็นจะเอาแต่ใจเลย คำชมนะนั่น จริง ๆ แแล้ว เราเอาแต่ใจเงียบต่างหาก ฮ่า ๆ ก็อย่างว่านะ รู้สึกว่าได้อะไรดั่งใจตลอด มันเลยไม่ออกแววเอาแต่ใจละมั้ง ออกจะชอบสั่ง ๆๆๆๆ ชาวบ้าน (ฮา) ใครจะคิดให้เราเอาใจจิ๊กจ๊ะจ๊ะจ๋านี่อย่าหวัง ขนาดขอร้องเรายังไม่ทำเลย กร้าก นานน๊านนนน จะทำอะไรอย่างนั้นเป็น และเราจะเอาใจคนอื่นเป็นต่อเมื่อคนอื่นมาเอาใจเราก่อนด้วยนะ! (เลวโคด)
5. สเปคผู้ชายในฝัน
เอ่อ... มาถึงหัวข้อนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะเจอคำว่า ซึซึกิ คลาวด์ ริคุ เกียโรต์ คาซึกิ นากาจิม่า ชิโนมิยะ ยูริ อิบุกิ คอนราด กระบือ เทสึกะ คาเมะ ยามะพี ชิโรตัน โอคิอายุ ซากุไร โมริคาว่า ฯลฯ เพราะมันเขียนไปแล้ว 5555 ลักษณะชายในฝันของดั๊นมีดังนี้ (เอาแบบสมจริงขึ้นมาหน่อย)
- ฉลาด... เอาแบบหาเลี้ยงตัวเองได้ (เพราะเราจะเกาะผู้ชายกิน ไม่ใช่ให้ผู้ชายมาเกาะเรากิน!)
- ใจดี มีเซอร์วิสมายด์ (พูดง่าย ๆ คือ ตรงกะข้ามกะตัวเราข้างบน)
- ไม่ต้องพูดมาก เราชอบให้บอกรักด้วยการกระทำ (กรุณาอย่าคิดลามก...) คำพูดที่ไว้ใช้บอกรัก พูดแค่ปีละ 3 ครั้งก็พอ นั่นคือ วันวาเลนไทน์ วันเกิดเขา และวันเกิดเรา (โหย... กรูน้ำเน่ามาจากไหน) อ้ะ แต่คิดอีกทีพูดปีละ 2 ครั้งก็ได้นะ เราเกิดก่อนวาเลนไทน์แค่ 3 วันเอง พูดบ่อยเดี๋ยวเฝอ
- เป็นผู้ใหญ่ เด็ดเดี่ยวพอควร ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ง๊องแง๊งงอแง ประเภทโทรมาหาบ่อย ๆ อยากคุยด้วย ฯลฯ กรูรำคาญค่ะ ถ้าเราเป็นฝ่ายบอกว่าอยากคุย อยากเจอ เดี๋ยวจะแร่ดไปหาเอง อยู่เฉย ๆ ไว้ แต่แสดงให้รู้ว่ายังเห็นกันอยู่ในสายตาจะเป็นพระคุณ เพราะอีนี่ก็ไม่กล้ารุกมากนะคะ เป็นกุลสตรีไทยหน้าด้านไม่พอค่ะ สรุปอีกทีก็คือช่วยเนียนมาเจอหน้ากันบ่อย ๆ นั่นแหละ!
หมดแล้วมั้ง เห็นมั้ย4 ข้อเอง ไรนะ น้อยไป!! งั้นเติมให้อีกข้อ
- ต้องหล่อ!
พูดจริงนะเนี่ย.... กร้ากกกกก สเปคชายในฝันของเรามันมาจากพี่ชายกะพ่อเราน่ะแหละ พ่อเราจะเป็นคนใจดีมาก ๆ เป็นผู้ชายใจเย็น เรียบร้อย ทำอะไรช้า ๆ นุ่มนิ่ม (จนแม่ด่าว่ายืดยาด 555) พี่ชายคนโตก็ใจดีเหมือนกัน แต่คนนี้จะไม่เรียบร้อยเท่าพ่อ ชอบทำอะไรแบบรีบ ๆ ฉึบฉับ แต่ออกมาเนี้ยบ (เนี้ยบจริงรึเปล่าไม่รู้) มีระเบียบพอสมควร แล้วเป็นคนที่ยินดีบริการคนอื่นสุด ๆ! (ลูกคนโตก็เงี้ย) เป็นข้อดีที่เราโคดปลื้มมมมมมมม เลย ส่วนพี่ชายคนรองจะไม่ค่อยมีนิสัยที่ตรงกับหนุ่มในฝันเท่าไหร่ เพราะอายุห่างกันแค่ 2 ปี เลยเหมือนเป็นเพื่อนเล่นกันมากกว่า ต้นแบบชายในฝันก็เลยมาจากพี่ชายคนโตซะเยอะ อย่างพ่อคงหายากนะ 555 คนรุ่นเก่าเชียว แล้วไอ้ที่ต้องหล่อเนี่ย... มันก็มาจากพี่ชายแหละ ไม่เชื่อจิ้มดูหน้าได้จากเอนทรี --> นี้ <-- อยู่กะคนหล่อ ๆ เลยต้องการคนหล่อมาเป็นแแฟน เอิ้ก
อ่านมาตรงนี้อย่าเพิ่งถอดใจกันฮ่ะ หนุ่ม ๆ (ฮา) สเปคมันสูงก็จริง แต่หนุ่ม ๆ ที่เราเคยเหล่นี่ก็ไม่ได้ผ่านหมดทุกอย่างที่อยากได้นะ (โดยเฉพาะข้อสุดท้าย กร้ากกก) มาดูรักแรกเราดีกว่า อั๊ยยย อายยยย เจ้าตัวแม่งจะมาอ่านเห็นรึเปล่าวะ คนแถว ๆ นี้ด้วย ตอนนั้นอยู่ ม. 5 มาคิดตอนอยู่ปี 1 เห็นชัดแจ๋วเลยว่ามัน Puppy Love ชัด ๆ แล้วตอนนั้นกรูยังแยกผู้ชายหม้อกะผู้ชายใจดีไม่ออก 555555 (ไม่ได้ด่านะจ้ะ) ก็เลยชอบในความเป็นสุภาพบุรุษของนายคนนั้น (ไม่เขียนตัวย่อล่ะ เขียนเดี๋ยวรู้) ตอนนั้นตื่นเต้นมากมาย เพราะเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าปิ๊งงงงง ใครเข้าจริง ๆ จัง ๆ (ตอนประถมก็เคยแอบปิ๊งเพื่อนร่วมชั้นเหมือนกันนะ แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมั่นใจในความเป็นหญิงของตัวเอง ก็เรามันเด็กเนิร์ดนี่หว่า... คนอื่นน่ารัก ๆ ก็มีตั้งเยอะ หนุ่มป๊อบคงไม่สนเรามั้ง เลยไม่ใส่ใจเท่าไหร่) ก็ไม่รู้ว่าจะทำไงดี อยากบอกว่าชอบเค้าก็อยาก ปรึกษาคนไปทั่ว และไปปรึกษาเจ้าตัวด้วย (หลอกมัน) เจ้าตัวก็บอกเราว่าให้บอกไปเลย! นั่น เราเลยให้ตามคำขอ พอบอกไปปุ๊บ เจ้าตัวดันอึ้งซะเอง (แบบว่าเฮียไม่คาดคิดว่าจะเป็นตัวเองอ่ะนะ แล้วกรูกล้าบอกรักผู้ชายก่อนได้ไงวะะะะะ อายเว้ยยยย) แต่เค้าก็ปฏิเสธมาล่ะนะ ไม่ได้ปฏิเสธทันทีหรอก ทำใจอยู่นาน กลัวเราจะเสียใจ แต่เราก็รู้ตัวล่ะนะ ว่าไอ้ที่เงียบ ๆ ไปคงไปคิดทำใจว่าจะปฏิเสธเรายังไงดี กร้าก ก็เสียใจนิด ๆ แต่ได้ยินเค้าว่ากันว่ารักครั้งแรกมักไม่สมหวัง จากนั้นก็ไม่ได้คิดไรล่ะ ตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีกันต่อไป (ใช่มั้ยวะคะ กร้าก ถ้ามาอ่านเจอไม่ต้องมาตอบในเมนท์นะโว้ย เดี๋ยวชาวบ้านเค้ารู้กันหมด หรือถ้าอยากตอบจริง ๆ มาบอกด้วย กรูจะได้รีบซ่อน)
จากนั้นก็ไม่ได้ปิ๊งใครจริง ๆ จัง ๆ เท่าไหร่ เพราะรู้สึกสเปคเราจะสูงขึ้นก็ตอนนี้แหละ กรูเห็นหนุ่ม 2D ดีกว่าละ 555 แถมมีเยอะแยะให้กรูเลือก แล้วก็หล่อแมกซ์อีกต่างหาก หลังจากนั้นก็มีเหล่ ๆ หนุ่มข้าง ๆ ตัวเหมือนกันนะคะ เหล่ไปทั่ว 55555 ด้วยเหตุที่อักษรไม่มีผู้ชายให้เหล่ เลยเทสายตาไปเหล่หนุ่มชมรมคอรัสหมด ทั้งพี่คอนดัคเตอร์ที่ชมรม 2 ราย (โหย ไม่รู้เลยว่าเป็นใคร คนในชมรมคงไม่มาอ่านมั้ง 5555) รุ่นพี่ชมรมคนนั้นแหละ แล้วก็หนุ่มเบสคนนั้นด้วย ส่วนมากก็เข้าข่ายสเปคทั้งหมด ไม่หม้อ ไม่ไร้สาระ และทำตัวน่ารัก แต่ข้อสุดท้ายก็ยังไม่ค่อยผ่านกันอยู่ดี กร้าก แต่มันก็แล้วแต่คนนะ บางคนหน้าตาธรรมดา แต่ว่าเวลาเราถูกใจนิสัยใครแล้วเห็นหน้าเค้าก็คิดว่าเค้าหล่อได้หมดแหละ อั๊ง~ แถมหนุ่มชมรมยังได้โบนัสเพิ่ม เพราะทุกคนร้องเพลงเก่ง ฮ่า ๆ หนุ่มเบสนี่ได้แต้มนำโด่งมากค่ะ ทั้ง ๆ ที่เป็นรุ่นเดียวกันแท้ ๆ ปกติแล้วเราจะชอบคนแก่กว่านะ แต่มาป่านนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะมันไม่ค่อยได้เจอกันอ่ะดิ!
แทรกรายการเล็กน้อย ช่วงปี 2 (หรือปี 3 วะ) เรามีแฟนเป็นตัวเป็นตนกะเขาตั้งคนนึง ก็ผ่านแค่ความใจดี และเป็นสุภาพบุรุษ แต่ยังเด็กอยู่มาก (เค้าอายุน้อยกว่าเรา 9 เดือนได้) เลยโดนติดลบข้อช่างตื้อ ช่างงอแง ไปเต็ม ๆ ชอบออกอาการน้อยใจประมาณว่าไม่สนใจเค้าเลยนะ เอ่อ... ก็เข้าใจจ้ะ ว่าคนเป็นแฟนก็อยากให้แฟนสนใจ แต่เราไม่ใช่ประเภทชอบทำอะไรจ๊ะจ๋ากับแฟนนี่หว่า =w= เราพยายามไม่ให้ความหวังมากแล้วนะ ^^!! ตอนที่เค้ามาสารภาพรักให้ฟังยังกะในการ์ตูน (ฮา) ประทับใจนะเนี่ย เราก็คิดว่าเรายังไม่มีใคร แล้วเค้าก็เป็นคนดีอ่ะนะ ลองคบดูก็ไม่เสียหาย แต่ท่าทางเจ้าตัวจะดีใจสุด ๆ ไปเลย ตอนปรับความเข้าใจกันมันก็รู้ตัวละนะ ว่าเค้าสนใจเรามากกว่าที่เราสนใจเค้า โอ้ย แต่เรื่องของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้ค่ะคุณ คบกันได้ 2 เดือน เราก็เลยบอกเลิกไป เพราะถ้าาขืนคบต่อไปมันจะอึดอัดกันทั้งสองฝ่าย ตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่เหมือนเดิม
ทำไมข้อนี้ยาวสาดนัก หมดแล้วมั้ง ชีวิตรักของกรู ตอนนี้ก็โสดสนิท ยังไม่มีหนุ่มคนไหนถูกสเปคแทงตาเท่ากะหนุ่มในจอเลยเว้ย 555 (หัวเราะชีช้ำ ไปวิจารณ์แต่หนุ่ม ดูตัวเองบ้างรึเปล่า กร้ากกกก)
จบล่ะ ขี้เกียจเขียนและ =w= มึนเทกซ์ตายไปยังคนอ่าน (ไอ้พวกอ่านข้ามไม่ต้องมายกมือ)
รายนามผู้โดนแทคต่อ จะแทคใครได้มั่งเนี่ย เขาโดนกันไปหมดแล้ว
ฮานะจัง มามะ โดนแทคกลับซะดี ๆ เขียนแค่นั้นมันสั้นปายยย
น้องกลอย คนนี้มัวแต่หลงม้าจนยังไม่โดนแทค ฮ่า ๆๆ มาโดนแทคซะ!
ลุงอะโล รู้ละว่าลุงโดนแทคแล้ว แต่เมื่อยังไม่เขียน ก็โดนไปซะ
พี่แอน โดนไปรึยังคะ?
พี่ฮันนี่ เขียนเมื่อสะดวกนะคะ เห็นพี่ปั่นงานอยู่ ^^!!
เพิ่ม ๆๆ ไอ้ข้างบนน่ะ เค้าโดนแทคกันไป 4 คนแล้ว กร้ากกก
ดุกดุ๋ย เลยจ้ะ! ยังไม่โดนนี่ ฮ่า ๆๆ เชิญญญ Tag คือการที่ให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเราที่คิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้มา 5 เรื่องจ้ะ แล้วก็ Tag คนอื่นต่ออีก 5 คน จะเขียนสั้นหรือยาวก็ได้ ไม่ผิดกติกาค่า
เสร็จแล้วเว้ยยยยยยยย หมดภาระ~


#1 By [B]est [o]f [A]ngel - 보아 - [S]hiina on 2007-01-08 20:54