[Darren Shan Fanfiction] Delight Under The Stars
posted on 30 Mar 2005 23:25 by keechan in Books-Movies, Fictionขอโทษที่ต้องอัพใหม่ อัพบล็อคคราวนี้มันแฮงค์ ๆ เป็นไรไม่รู้ ขอลองอัพขึ้นใหม่ดูนะ เผื่อจะดีขึ้น
เมนท์ของ Zeero เห็นแล้วนะคะ สะดุดที่ "เนื้อแนบเนื้อ" อีกคนแล้ว 555
เอาของเก่ามาหากิน กร้าก
เคยลง AF ไปทีนึงแล้ว ตอนนั้นติดหัวกระทู้ว่าสปอยล์เล่ม 5 คนอ่านเลยไม่เยอะ
(รึถึงไม่ติดคนอ่านก็น้อยฟะ ^^!)
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ฉลองเล่ม 5 ออก เฉลิมคู่เคอร์ดา x ดาร์เรน
ก็เอามาแปะซะหน่อย ครึ ๆ ไม่ต้องปิดต้องทับอะไรแล้ว ย้ากโชว์
จริง ๆ ก็ไม่มีสปอยล์ซักกะติ๊ด สปอยล์แค่ว่า
การทดสอบอย่างแรกของดาร์เรนคือเขาวงกตน้ำเท่านั้นเอง
(ในภาคภาษาไทยแปล Aquatic Maze ว่าอะไรรึ ยังไม่ได้อ่านเลย)
ทำไมเราปรับตัวอักษรให้มันใหญ่ แล้วมันไม่ยอมใหญ่ฟะ???
Delight Under The Stars
หลังจากการฝึกหฤโหดที่ทางวงกตน้ำก่อนการทดสอบจริงครั้งที่ 1 ผมก็สวาปามอาหารเข้าไปซะเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เพราะแวเนซบอกว่ามื้อต่อไปของผมก็คือเมื่อผ่านการทดสอบพรุ่งนี้ได้นั่นแหละ แค่การฝึกรอบแรกผมก็เหนื่อยจนแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว แต่ก็รู้อยู่ว่ามันจำเป็น ผมต้องขอบคุณแวเนซมาก ๆ ที่มาช่วยฝึกให้ หวังว่าผมคงจะรอดมาขอบคุณเขาได้นะ
เรียบร้อยหรือยัง ดาร์เรน แวเนซถามผมที่กำลังคุยอย่างออกรสออกชาติกับฮาร์แคต ผมยังต้องฝึกสำหรับการทดสอบพรุ่งนี้ต่อ ถึงจะเมื่อยจนอยากไปนอนพักไปซักวันสองวันยังไงก็เถอะ
ฮะ พร้อมแล้ว ผมรับคำเขา แล้วเดินออกไปพร้อมกัน เราหยุดที่ทางเข้าเพราะเคอร์ดาเดินสวนเข้ามาพอดี
แวเนซ ดาร์เรน เขาทักอย่างร่าเริง นี่กำลังจะไปฝึกกันอีกรอบหรือเนี่ย
ก็อย่างที่คุณเห็นแหละเคอร์ดา เพราะงั้นคุณคงรู้นะว่าเรากำลังรีบ แวเนซตอบอย่างเคร่งเครียด ผมเข้าใจชัดเจนเลยล่ะว่าทำไมแวพนซถึงได้เป็นครูสอนกีฬาประจำภูเขาแวมไพร์ ทั้งท่าทีตอนที่ฝึกให้ผม กับมาดเขาตอนนี้น่ะ เหมือนครูพละดุ ๆ ไม่มีผิด
ดาร์เรนยังต้องทำความเคยชินกับทางวงกตอีกมาก เขากำลังแข่งกับเวลาอยู่ แวเนซอธิบายราวกับกลัวว่าเคอร์ดาจะไม่เข้าใจ
เคอร์ดาทำหน้าเบ้อย่างผิดหวัง แต่ก็ยังคงรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าเหมือนเคย
ไม่เอาน่า แวเนซ ไม่ต้องรีบอย่างกับว่าถ้าไม่ไปซะเดี๋ยวนี้แล้วทางวงกตมันจะพังลงมาแล้วพรุ่งนี้จะไม่มีลานให้ทดสอบหรอก เขาพูดติดตลก
ผมว่าจะขอยืมตัวดาร์เรนไปซักแป้บน่ะ เขาตบไหล่ผมเป็นเชิงขอคำอนุญาต
ไปไหนหรือครับ ผมมองหน้าเขาอย่างงง ๆ สงสัยว่าเขามีเรื่องสำคัญอะไรนักหนาถึงต้องพาตัวผมไปตอนนี้
เคอร์ดาขยิบตาให้ผม ที่ที่จะทำให้เธอสบายใจกว่าที่ไหน ๆ แน่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไปฝึกเลย
เคอร์ดา แวเนซขัดขึ้น คุณไม่น่าจะไม่เข้าใจนี่ว่าการฝึกก่อนการเข้าทดสอบจริงน่ะมันสำคัญแค่ไหน เขาพยักหน้าให้ผม เป็นเชิงบอกว่าให้สนใจแต่การฝึกเท่านั้น
โดยเฉพาะสำหรับเด็กและคนที่อ่อนประสบการณ์ คุณพูดเองนะ เคอร์ดา แวเนซย้อน
ไม่ต้องตั้งท่าเป็นนักเลงขนาดนั้นก็ได้ แวเนซ เคอร์ดาหัวเราะและยังคงมีท่าทีสบาย ๆ
ผมแค่จะขอยืมตัวเขาไปเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ รับรองว่าจะไม่ไปกระทบเวลาอันแสนมีค่ายิ่งของการฝึกของคุณหรอก เขาเหน็บ
คุณอยากจะให้ผมไปไหนหรือฮะ ผมยิ่งทวีความอยากรู้มากขึ้น ผมเห็นด้วยกับแวเนซว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ผมจะไปเดินเล่นเย็นใจที่อื่นได้ แต่การดึงดันของเคอร์ดาก็ทำให้ผมเอนเอียงไปเหมือนกัน
เธอต้องมาดูเองถึงจะรู้ เคอร์ดาตอบพลางจุปาก อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลยน่า มากับฉันแป้บเดียวเท่านั้นแหละ ยิ่งยึดเยื้อกันอยู่อย่างนี้จะยิ่งเสียเวลานะ
เธอว่าไงล่ะดาร์เรน แวเนซถามผม เขาคงยอมแพ้ความดื้อดึงของเคอร์ดาแล้วปล่อยให้ผมตัดสินใจเองแล้ว
แค่แป้บเดียวจริง ๆ นะครับ ผมถามเคอร์ดาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แค่เรื่องนี้คงไม่หนักหนาถึงขนาดจะทำให้ผมไม่ผ่านการทดสอบหรอกนะ อย่างน้อยผมก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ
ไว้ใจได้เลย ฉันไม่อยากเป็นสาเหตุทำให้เธอตกการทดสอบหรอกนะ อีกอย่างฉันลงพนันว่าเธอจะผ่านไปตั้งเยอะ เขาหยอก ว่าแล้วก็ไม่รอช้า เคอร์ดาความข้อมือผมเตรียมพร้อมจะพาไปที่ที่เขาจะไปทันที
งั้นผมขอตัวดาร์เรนไปละนะ เขาส่งสายตาให้กับคุณเครปสลีย์และแวมไพร์คนอื่น ๆ ในห้องเป็นการขอตัว แล้วหันกลับมามองแวเนซอีกครั้ง ผมจะรีบไปแล้วพาดาร์เรนไปส่งคืนให้เร็วที่สุดเลยล่ะ แวเนซ
ตามใจเถอะ แวเนซว่า แล้วหันมาบอกผม ฉันจะรออยู่หน้าทางเข้านะดาร์เรน รีบ ๆ มาล่ะ ถ้าเคอร์ดาเล่าอะไรให้ฟังยืดยาวนักก็รู้จักตัดบทซะบ้าง เขาล้อแต่ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ผมอมยิ้มกับเรื่องที่เขาพูด แต่คิด ๆ ดูแล้วก็คงทำได้ยาก เพราะบทเคอร์ดาจะเล่าเรื่องอะไรทีไรผมก็ฟังเพลินทุกที
ผมยิ่งยิ้มแป้นเมื่อได้ยินคุณเครปสลีย์เหน็บแนมเคอร์ดาไล่หลังเรามา
สบายใจได้เลยดาร์เรน ถ้าเธอไม่ผ่านการทดสอบพรุ่งนี้ อ้างได้เลยว่า ว่าที่เจ้าชายอย่างเคอร์ดาวางแผนกลั่นแกล้งเธอ เราทุกคนในห้องนี้จะเป็นพยานให้เอง เคอร์ดาจะชวดตำแหน่งเจ้าชายก็คราวนี้แหละ สิ้นเสียงคุณเครปสลีย์แล้วเสียงหัวเราะร่วนดังลั่นก็ตามมา คุณเครปสลีย์ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ขันให้เห็นมากนัก แต่คำพูดของเขาครั้งนี้ถูกใจผมจริง ๆ ถึงจะรู้ว่าที่พูดมาน่ะมันเป็นไปไม่ได้
ใจร้ายกันจริง ๆ เลย ให้ตายสิ เคอร์ดาบ่นอุบ ฉันละสงสัยจริง ๆ ว่าคนที่ลงคะแนนให้ฉันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันหมดนะ
ผมยังหัวเราะคิกคักไม่หยุด เคอร์ดาหมั่นไส้เกินรับจนหันมาดีดหน้าผากผม
ไม่ต้องหัวเราะจริงจังขนาดนั้นก็ได้ ดาร์เรน เดี๋ยวฉันก็แกล้งกักตัวเธอไว้นาน ๆ เข้าให้จริง ๆ หรอก
ผมยิ้มให้เขา รู้ดีว่าเขาพูดเล่น แล้วเดินตามเขาไปอย่างรวดเร็ว
*******************************************
เคอร์ดานำผมผ่านทางวกวนที่ผมไม่รู้จักภายในภูเขาอย่างคล่องแคล่ว เส้นทางทั้งหมดคงบันทึกอยู่ในหัวของเขาอย่างแม่นยำอย่างไม่ต้องสงสัย ระยะทางที่ผ่านมาไม่ได้ไกลจากบริเวณห้องที่มีการใช้ซักเท่าไร เพียงแต่ว่าวกวนแล้วก็ดูเหมือนจะไม่มีใครย่างเข้ามาแถวนี้เท่านั้นเอง
ผมรู้สึกหวั่น ๆ อยู่เหมือนกันที่ไม่รู้ว่าเคอร์ดาพาผมมาที่ไหนกันแน่ แค่ภายในหุบเขานี้ก็เหมือนกับทางวงกตอยู่ในตัวอยู่แล้ว ชักเริ่มไม่แน่ใจว่าถ้าเกิดผมคลาดกับเคอร์ดาขึ้นมาแล้วจะหาทางออกไปที่เดิมได้ไหมเนี่ย
เมื่อถึงที่แล้วเคอร์ดาก็หยุดเดิน ผมทำหน้างง ๆ เมื่อมองดูบริเวณรอบ ๆ ที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลย เป็นแค่ทางเดินแคบ ๆ ในถ้ำที่ดูไม่ต่างอะไรกับที่อื่น นอกจากมีช่องเพดานสูงกว่าเท่านั้น
ผมรู้สึกงุนงงและกำลังจะอ้าปากถาม เคอร์ดาก็หันมา
เอาล่ะ จากตรงนี้คงต้องเสียเวลามากหน่อย แต่ฉันรับรองว่าคุ้มนะ
พูดจบเขาก็อุ้มผมขึ้นทันที!
หวา___! ผมตกใจไม่น้อยที่ตัวถูกยกขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวอย่างนี้
จะทำอะไรน่ะครับ ผมดิ้นอย่างอัตโนมัติด้วยความตระหนก
ก็ปีนขึ้นไปน่ะสิ เคอร์ดาตอบพร้อมกระโดดขึ้นไปในช่องอุโมงค์เบื้องบน
ให้ตายสิ จะทำอะไรก็บอกให้รู้ซะหน่อยสิ เล่นปุบปับก็ยกขึ้นอุ้มแบบนี้ ใครจะไม่ใจหาย ผมนึกตำหนิเขาในใจ ในขณะเดียวกันก็เกาะลำแขนบางข้างหนึ่งไว้แน่น สมแล้วที่เป็นแวมไพร์เต็มตัว ถึงจะโดนคนรอบตัวแขวะเรื่องรูปร่างที่ไม่กำยำอยู่บ่อย ๆ แต่พละกำลังของเขาก็แข็งแกร่งสมศักดิ์ศรีแวมไพร์ยิ่งนัก เขารับน้ำหนักตัวผมด้วยแขนเพียงข้างเดียว แล้วปีนป่ายขึ้นไปในอุโมงค์ที่มืดสลัวด้วยแขนอีกข้างอย่างว่องไว
ยิ่งปีนสูงขึ้นเท่าไหร่ แสงสว่างก็ยิ่งลดน้อยลง ถึงจะไม่ถึงกับมืดสนิทแต่ก็ทำให้มองเห็นอะไรได้ยากพอดู แต่ความเร็วของเคอร์ดาก็ไม่ได้ลดลงไปเลย เหมือนกับคุ้นเคยกับเส้นทางนี้ขนาดจะหลับตาเดินมาได้อย่างไรอย่างนั้น
อีกไกลไหมครับ ผมถามขึ้น เริ่มพะวงกับเรื่องเวลา แล้วก็เกรงว่าแขนของเขาจะล้าซะก่อน
ไม่หรอก เธออึดอัดหรือที่ต้องอยู่แบบนี้ เขาถามพลางโอบผมให้ชิดแผ่นอกมากขึ้น ผมทำหน้าไม่ถูก จะว่ายิ้มก็ไม่ใช่ จะว่าบูดบึ้งก็ไม่เชิง แค่รู้สึกแปลก ๆ เพราะไม่เคยได้ใกล้ชิดแวมไพร์คนไหนถึงขั้นเนื้อแนบเนื้อแบบนี้นอกจากคุณเครปสลีย์
ไม่หรอกครับ แม้แผ่นหลังของแวมไพร์สูงวัยในชุดแดงนั้นจะกว้างใหญ่และให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่า ในอ้อมแขนของแวมไพร์อายุน้อยร่างสะโอดสะองคนนี้ก็ให้ความรู้สึกปลอดภัยอยู่มากเหมือนกัน
ยิ่งใกล้ปลายทางมากขึ้นความมืดก็ถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างระยิบระยับ ลมหนาวภายนอกพัดลู่เย็นเข้าในอุโมงค์ เพียงวินาทีที่เราก้าวออกจากอุโมงค์ ผมก็ต้องตกตะลังกับภาพทิวทัศน์ที่เห็นด้วยความอัศจรรย์ใจ
แผ่นฟ้ายามราตรีสีดำสนิท แต่งแต้มไปด้วยประกายแสงวิบวับจากดวงดาวนับร้อยดวง แสงแพรวพราวช่างสวยงามราวกับประกายสุกใสในดวงตาของผู้ที่นำผมมาที่นี่เหลือเกิน เคอร์ดายิ้มให้ผมอย่างอบอุ่น นัยน์ตาลุ่มลึกนั้นแฝงความงดงามที่ซ่อนเร้นไปด้วยความลึกลับ เขายกผมวางให้นั่งลงบนไหล่ ปลายนิ้วชี้ขึ้นเบื้องบนบอกให้ผมชื่นชมความงามยามค่ำคืนอย่างใกล้ชิด
ผมแหงนหน้าขึ้นมองหมู่ดาวที่คล้อยติดยอดเขาจนเหมือนจะเอื้อมมือไปคว้าได้ก็ไม่ปาน ช่างเป็นทัศนียภาพที่ทำให้ใจผมสงบลงได้อย่างบอกไม่ถูก ความตื่นเต้น ความกลัว และความกังวลที่เคยสุมอยู่ในใจกลับมลายหายไปหมดสิ้น
คุ้มค่าที่ตัดสินใจมามั้ยล่ะ เสียงเบา ๆ เอ่ยขึ้น ฟังแล้วไม่ได้รบกวนเลยแต่แทบจะกลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบ ๆ โดยแท้
มากเลยล่ะครับ ผมตอบทั้ง ๆ ที่ยังแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มีเสน่ห์ดึงดูดสายตาได้ราวกับต้องมนต์
รอบด้านมีเพียงเสียงลมเย็นเอื่อย ๆ พัดกระทบใบไม้ไหว และเสียดสีตามร่องหุบเขา เสียงแม่น้ำเชี่ยวกรากไหลผ่านช่องเขาอยู่ไกล ๆ ในความเงียบเช่นนี้แทบจะได้ยินเสียงน้ำทุกหยุดที่กระเซ็นซ่าน ที่เหลือก็มีเพียงเสียงระงมเบา ๆ ของสิ่งมีชีวิตยามราตรีเท่านั้น
วิเศษมากเลยครับ ผมว่า พลางเลื่อนตาลงมองดวงตาสีฟ้าสด คุณพาใครมาที่นี่บ่อยหรือเปล่าครับ
ดวงตาเป็นประกายนั้นหรี่ลงเพราะรอยยิ้ม ฉันเพิ่งพบทางมาที่นี่ได้ระหว่างการทำแผนที่เมื่อครั้งที่มาประชุมสภาคราวที่แล้วน่ะ ไม่มีใครรู้หรอกว่ามีจุดชมวิวดี ๆ แบบนี้อยู่ แวมไพร์คนอื่น ๆ ก็สนใจการทำแผนที่ของฉันมากอย่างที่เธอได้ยินมาล่ะนะ ประโยคสุดท้ายนั้นแฝงความประชดประชัน
อีกอย่างทางมาที่นี่ก็วกวนน่าดู คงมีแต่คนที่จำทางได้ขึ้นใจอย่างฉันแหละถึงจะมาได้อย่างไม่รำคาญใจ เคอร์ดาอธิบายต่อ
น่าเสียดายออกนะครับ ผมเอ่ยขึ้น ที่สวย ๆ ขนาดนี้ น่าจะให้คนได้เห็นกันเยอะ ๆ นะครับ
เธอนี่มีอารมณ์สุนทรีย์เป็นเลิศนะดาร์เรน แชน ฉันคิดถูกจริง ๆ ที่พาเธอมาเป็นแขกคนแรก ผมเขินจนหน้าแดงเมื่อได้รู้ว่าตัวเองได้รับเกียรติยิ่งใหญ่ถึงขั้นนั้น
แต่ก็นะ เคอร์ดาถอนใจ มีแวมไพร์น้อยคนเหลือเกินที่จะหาเวลามาชื่นชมความงามของธรรมชาติอย่างสงบ ส่วนใหญ่ก็ชอบวิธีป่าเถื่อนแบบบุกป่าฝ่าดงไปหาหมีไม่ก็เสือสู้ด้วยซักตัวกันทั้งนั้น
แต่มันก็เป็นวิถีของพวกเราไม่ใช่หรือครับ ผมย้อมถามเขาด้วยคำตอบที่เคยได้รับจากซีบา
นั่นก็จริงอยู่ เคอร์ดาพยักหน้า แต่ฉันว่ามันเป็นวิถีชีวิตที่โหดร้ายนะ เขากล่าวด้วยใบหน้าเศร้า ๆ
ผมนิ่งฟังเงียบ ๆ ผมเห็นด้วยกับเคอร์ดา วิถีทางการเป็นแวมไพร์ที่ดีนั้นโหดร้าย และบางครั้งก็ดูงี่เง่าด้วยซ้ำ แต่สำหรับผมที่ต้องเข้ารับการทดสอบหฤโหดเพื่อพิสูจน์ตัวเองตามธรรมเนียมปฏิบัติที่แวมไพร์ส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยแล้ว ไม่อยู่ในสถานะที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ลมหนาวยามค่ำคืนเริ่มพัดมาอีกครั้ง ผมตัวสั่นเล็กน้อยเพราะแรงลม เคอร์ดาสังเกตเห็นก็ถอดผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มที่ใส่อยู่ แล้วยกขึ้นคลุมตัวผมเพื่อป้องกันความหนาว
เป็นการสูญเสียที่ไร้ค่า เมื่อเราคอยจ้องจะดับแสงที่ริบหรี่ให้มอดลงทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ดาวดวงนั้นเปล่งแสงอีกเป็นครั้งที่สอง เคอร์ดาพึมพำ
เขายกมือขึ้นโอบแขนผม จ้องมองผมด้วยความเด็ดเดี่ยว
อย่าปล่อยให้ใครมาดับแสงสว่างของเธอนะ ดาร์เรน สัญญากับฉันสิว่า เธอต้องผ่านการทดสอบพรุ่งนี้
คำคาดหวังของเคอร์ดาทำให้ผมลำบากใจ แต่ก็อิ่มเอิบที่ได้รู้ว่ามีคนที่ปรารถนาดีกับผมอยู่ตรงหน้านี้อีกคน ความลำบากใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความฮึกเหิม
ครับ ผมจะต้องทำให้ได้ ผมรับคำมั่น เพื่อคุณ และคนที่เชื่อมั่นในตัวผม ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง
และเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อเกียรติของผมในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกแวมไพร์ ผมตอกย้ำอย่างหนักแน่น
เคอร์ดายิ้มกว้างอย่างชื่นชม น่าภูมิใจแทนลาร์เทนที่มีเธอเป็นผู้ช่วยนะ เขากล่าวพลางยกมือขึ้นโอบศรีษะผม แขนข้างหนึ่งของผมพาดไปจากด้านหลัง กุมไหล่ของเขาไว้ ผมเอียงศรีษะแหงนหน้ามองดวงดาวอีกครั้ง แก้มสัมผัสกับผมนุ่มสีทองสว่าง เพลินเสียจนอยากจะเคลิ้มหลับ
หลังจากปล่อยให้ผมเพลิดเพลินไปกับความงดงามอีกสักพัก เคอร์ดาก็อุ้มผมลง
เอาล่ะ คงได้เวลาไปกันแล้ว เขาว่า กลายเป็นผมที่เป็นฝ่ายเสียดายที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ไปอีกนาน ๆ เคอร์ดาคงสังเกตเห็นใบหน้าผิดหวังของผม เขาลูบศรีษะผมเบา ๆ แล้วกล่าวให้กำลังใจผมอีกครั้ง
เธอต้องทำได้แน่ ดาร์เรน แล้วเราจะได้กลับมาชมดาวด้วยกันอีกแน่
งั้น...... สัญญากับผมนะครับ ว่าคุณจะพาผมมาที่นี่อีก หลังจากที่ผมผ่านการทดสอบครบ 5 อย่างแล้วก็ได้ ผมบอกเขา คำขอร้องที่บอกออกไปสร้างความพอใจให้กับเคอร์ดามากนัก ผมเองก็ไม่รู้ว่ากล้าขอออกไปอย่างนั้นได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ผมยังไม่แน่ใจว่าจะผ่านการทดสอบอันแรกได้ด้วยซ้ำ แต่ความประทับใจอย่างสุดซึ้งต่อสถานที่นี้ก่อให้ผมเกิดความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
เธอนี่ช่างเป็นเด็กรุ่นใหม่ใจเด็ดจริง ๆ เคอร์ดาหัวเราะ ไม่ใช่เพื่อเยาะเย้ยหรือเหยียดหยาม หากแต่เป็นการชื่นชม บอกตามตรงนะ ฉันไม่คิดว่าเธอจะผ่านการทดสอบได้มาตลอด แต่พอได้มองเธอตอนนี้แล้วฉันก็เปลี่ยนใจ
เคอร์ดานั่งลงคุกเข่า และกุมไหล่ทั้งสองของผมแน่น ไม่ใช่แค่อาจจะ แต่ฉันมั่นใจว่าเธอสามารถผ่านการทดสอบทั้งห้าได้อย่างแน่นอน ฉันเชื่ออย่างนั้น
ขอบคุณมากครับ ผมยิ้มกว้างตอบรับคำชื่นชม ถึงจะรู้สึกเขิน ๆ นิดหน่อย แต่ก็ยังแสดงความขอบคุณออกมาได้ตรง ๆ ถ้าหากว่าไม่ใช่เคอร์ดาแต่เป็นคุณเครปสลีย์ที่พูดประโยคนี้ละก็ ผมคงจะอายม้วนจนทำอะไรไม่ถูกแน่ ๆ
เคอร์ดายิ้มตอบ พลางลุกขึ้นยืน เรารีบไปตามนัดแวเนซกันเถอะ ขากลับคงใช้เวลาน้อยกว่า หวังว่าฉันคงไม่พาเธอมาเอ้อระเหยนานเกินไปนะ
ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมจำหลักหลาย ๆ อย่างได้แล้ว คงใช้เวลาฝึกอีกไม่นานเท่าไร ผมบอก พยายามไม่ให้เขาเป็นกังวล อีกอย่าง ผมสัญญากับคุณแล้วว่าจะผ่านการทดสอบให้ได้นี่ครับ
ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น เคอร์ดาตอบผมโดยไม่หันมามอง ฉันกลัวว่าแวเนซจะเล่นงานฉันต่างหาก เรื่องของเธอฉันไม่ได้ห่วงเลยซักนิดล่ะ เขากล่าวเสียงทะเล้น ก่อนจะเดินนำผมกลับเข้าไปในอุโมงค์
ผมหันหลังเดินตามเขาไป ทิ้งความประทับใจยามค่ำคืนที่ยากจะลบเลือนนี้ไว้เบื้องหลัง และก้าวเข้าไปเผชิญการทดสอบที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิต
To be continued.. in The Saga of Darren Shan Volume 5 Trials of Death
Song: Until the time is through
Artist: Five

สนุกดีค่ะ ชอบตอนที่เคอร์ด้าอุ้มดาร์เรน ดูๆแล้วเขาก็แข็งแรงดีค่ะ เท่ดี อิอิ
>____< คุณเคอร์ด้าจัยรั้ยยยย~
#1 By ~ K o t o k o ~ on 2005-03-31 15:59