[Slaver's AU Fiction] Slaver's Vow (39)

posted on 27 Jan 2012 20:14 by keechan  in Fiction

บ้อน - ซอกมันน่าหมั่นไส้จนเรื่องคลี่คลายเลยอะเนี่ย

คุณ Macaroni - ไอ้ซอกผิดตลอดแน่นอนฮ้าาาาาา

คุณ kyuhae - อีกนานนานแน่นอนฮ่ะ ซาเอกิห่วยๆ ต้องอดทนต่อไปซะบ้างงง

เพื่อนเหรียญ - เดี๋ยวคิเคียวมีบทให้น่าร้ากกกกกกกก อีก!

 

 

 

หลังซาเอกิและคิเคียวกลับไปได้ไม่นาน ชูอิจิสังเกตเห็นความวุ่นวายบางอย่าง 

ทาคาดะโผล่เข้ามาบอกว่าขอตัวไปโทรศัพท์ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาสุดจะคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะอีกฝ่ายรีบผลุนผลันออกไปก่อน โดยขอร้องให้โองาตะดูแลเขาแทน 

เกิดอะไรขึ้นกันนะ ถึงได้ทำให้ทาคาดะดูร้อนรนเกินปกติ 

คงไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก เธออย่ากังวลไปเลยโองาตะตบไหล่บาง ปลอบด้วยน้ำเสียงน่าเชื่อถือ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่น่าจะรู้เรื่องอะไรไปมากกว่าชูอิจิเลย แต่พอได้ยินคำพูดให้สงบใจ ความวิตกก็ดูจะเบาบางลงได้

คำเตือนของซาเอกิสะท้อนก้อง อีกสาเหตุที่ทำให้ชูอิจิไม่เข้าใจอันตรายที่ร่างสูงเป็นห่วง เพราะคุราฮาชิโปรดักซ์ไม่เคยสร้างศัตรูในการทำธุรกิจจนถึงขั้นต้องหักหาญกันด้วยวิธีการรุนแรง และไม่เคยข้องเกี่ยวกับองค์กรนอกกฎหมาย ถ้าหากเป้าหมายคือผลประโยชน์ทางธุรกิจ การก่อเรื่องวุ่นวายไม่มีทางทำให้เกิดผลดีใดๆ

นั่นสินะครับ คงจะ... ไม่มีอะไรจริงๆกล่าวราวปลอบใจตัวเอง มีเหตุผลอีกร้อยแปดที่ทำให้ทาคาดะร้อนใจ อาจเป็นเรื่องส่วนตัวก็ได้

“หลังหายดีแล้ว เธอคงมีงานหนักเลยนะ อยากชวนเธอไปเที่ยวฝรั่งเศสสักครั้ง จะมีเวลาหรือเปล่า” โองาตะนั่งลงข้างเตียง ชวนคุยให้เลิกกังวลสถานการณ์รอบข้าง ซึ่งได้ผลชะงัด

“สนใจอยู่เหมือนกันครับ อาจารย์ แต่คงต้องดูสภาพการณ์ให้เหมาะสม ถ้ายังไง จะหาเวลาไปเยี่ยมชมสาขาที่ฝรั่งเศสนะครับ ในปีนึงก็ควรจะไปสักครั้งอยู่แล้ว”

“เธอเอาจริงเอาจังเสมออย่างนี้ ไม่เหนื่อยบ้างหรือ เพราะอย่างนี้น่ะสิ ถึงได้ไม่สบายง่ายๆ”

“โธ่ อาจารย์ มันเป็นงานนี่ครับ” เขาครวญ

“คนอายุเท่าเธอน่าจะมีโอกาสได้สนุกสนานมากกว่านั่งทำงานหลังขดหลังแข็ง” ลูบเส้นผมนิ่มไล้ข้างแก้ม ชูอิจิรับรู้ความห่วงใย หากไม่อาจละทิ้งหน้าที่อันสำคัญของตัวเองได้

“บริษัทนี้คุณพ่อสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่าน ในฐานะลูกชายแล้ว ผมภาคภูมิใจที่ได้สืบทอดงานที่คุณพ่อทุ่มเททั้งชีวิตให้ครับ”

คู่สนทนาถอนใจ สร้างความฉงนให้ชูอิจิ “เธอช่างเป็นคนที่เหลือเกินจริงๆ คำพูดแต่ละคำที่ออกจากปากเธอฟังดูสวยงามทั้งนั้น อย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ได้บอกว่าเธอพูดไม่จริง ในโลกความเป็นจริงนี้ คงจะมีคนคิดอ่านเหมือนเธอน้อยนัก”

ร่างโปร่งกลอกตา ไม่เข้าใจคำบอกกล่าว “อาจารย์หมายความว่ายังไงกันครับ”

“ความคิดของเธอ และสิ่งที่เธอทำ ฟังดูเหมือนเป็นโลกในอุดมคติ สูงส่งจนทำให้เธอดูไม่เหมือนคนธรรมดา ไม่รู้สึก... ว้าเหว่บ้างหรือ”

“เอ๊ะ...” งุนงงต่อคำถาม ชูอิจิไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นมาก่อน เขามัวแต่สนใจบริษัท ไม่เคยนึกสะท้อนความคิดของตัวเอง

โองาตะลูบศีรษะเล็ก “หาใครสักคนที่พูดคุยด้วยได้ทุกเรื่องบ้าง เธอให้ความรู้สึกเหมือนคนที่อยู่เกินไขว่คว้า เป็นประธานบริษัทตั้งแต่อายุยังน้อย เลยยิ่งเหมือนอยู่คนละโลกกับคนทั่วไป ถ้าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เธอจะเหนื่อยจนรับไม่ไหวอีก”

“อาจารย์กำลังบอกว่า... สิ่งที่ผมกำลังทำไม่—”

“เธอก็มีข้อดีของเธอ แต่จากสายตาคนนอกอย่างฉัน เธอกำลังตรากตรำมากเกินกำลัง ช่วงที่ได้พักฟื้น ถ้าจะคิดเรื่องนี้ฉันก็พร้อมให้คำปรึกษานะ”

...ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยสักครั้ง เขาคิดเพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรเพื่อบริษัท เพราะนั่นคือหน้าที่อันสำคัญยิ่งยวดที่บิดาคาดหวังให้เขาสืบทอด จนเหมือนลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไป

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ทำให้ฉันรู้สึกผิดที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเลย” โองาตะหยอกพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะได้ตอบคำ เสียงเคาะประตูรัวๆ ก็ดังขึ้น แต่คนเคาะกลับยืนรออยู่ด้านหน้า ไม่เปิดประตูเข้ามา จึงไม่รู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร

ชูอิจิสบตาผู้เป็นอาจารย์ นึกสงสัยปนระแวง โองาตะเองก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล “ฉันไปดูให้เอง”

ร่างเล็กมองตามอย่างเป็นห่วง บอกตัวเองว่าเขาชักคิดมากเกินไป ไม่น่าจะมีอะไร...

ได้ยินเสียงโองาตะพูดคุยอยู่ด้านนอก แล้วกลับเงียบไป สักครู่ประตูก็เปิดออก ชูอิจิมองร่างที่ก้าวเข้ามาตาค้างด้วยความตกใจ

ชายหนุ่มส่งยิ้มให้เขาเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึง ผ่านไปเกือบ 6 ปีแล้ว แต่ชูอิจิยังจำใบหน้านั้นได้แม่น

“ไม่ได้เจอกันเสียนาน ถึงจะป่วยก็ยังสวยไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ” น้ำเสียงอบอุ่นที่เขาเคยหลงชอบ เมื่อได้ยินตอนนี้กลับทำให้ทั่วร่างขนลุกเกรียว ดวงตาสีอำพันสั่นระริก นิ่งอึ้งเมื่อสัมผัสได้ถึงอันตราย

“รุ่นพี่... ยามาวากิ”

กลับมาจากอเมริกาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ความรู้สึกขยะแขยงแล่นพล่าน ด้านหลังชายหนุ่มมีผู้ติดตามอีก 3-4 คน ใจกระตุกวูบเมื่อนึกถึงโองาตะ “อาจารย์โองาตะ! รุ่นพี่ทำอะไร!

“เจ้านั่นก็ผู้ชายของเธองั้นสิ แค่ซาเอกิคนเดียวก็หาทางกำจัดยากจะแย่ มีคนคอยอารักขาไม่ขาดเลยนะ สมเป็นเจ้าหญิงผู้เย่อหยิ่งจริงๆ” ยามาวากิก้าวถึงตัว คว้าแขนเรียวกดลงบนเตียงคนไข้ ฉีกยิ้มน่ารังเกียจ “อยากจะระลึกความหลังกันมากกว่านี้หรอกนะ แต่ตอนนี้ฉันกำลังรีบ”

ผ้าชุบน้ำยากลิ่นฉุนบางอย่างปิดปากและจมูกทำให้ต้องสูดกลิ่นที่ทำให้การมองเห็นพร่าเลือนโดยไม่อาจต่อต้าน เรี่ยวแรงหดหายไปพร้อมสติที่หลุดลอย ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะน่ารังเกียจของยามาวากิ

 

 

--------------------------------------------------------


 

หัวสมองมึนงงด้วยฤทธิ์ยา ลืมตาไม่ขึ้น 

ได้ยินเสียงคนพูดอะไรบางอย่าง ฟังไม่ได้ศัพท์ มือเรียวคว้าอากาศว่างเปล่า ควานหาความช่วยเหลือที่มองไม่เห็น 

ซาเอกิ...

ถูกกุมมือเอาไว้พร้อมสัมผัสอุ่นๆ ชั่วแว่บหนึ่งที่หลงคิดว่าคือซาเอกิ มองเห็นภาพตรงหน้าเลือนลาง ทว่าทันที่เห็นใบหน้านั้นชัด ดวงตาสีอำพันก็เบิกกว้าง

รุ่น... พี่

ความง่วงงุนจู่โจมจนไม่มีแรง ฝ่ายตรงข้ามคลี่ยิ้มกว้าง ลูบดวงหน้าเนียนประหนึ่งเฝ้าฝันถึงมานาน

คิดถึงมากจริงๆ นะ ชูอิจิคุง ขอโทษทีนะที่ต้องทำให้ตกใจ คงไม่ดีต่อหัวใจที่อ่อนแอของเธอใช่ไหม

ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้คงไม่อาจทำใจให้สงบได้ ชูอิจิฝืนลืมตา จ้องยามาวากิเขม็งด้วยแววตาแข็งกร้าว คุณตั้งใจจะทำอะไรกันแน่

อย่าทำหน้าตาน่ากลัวอย่างนั้นซี่ หน้าตาสวยๆ หมองหมด ฉันไม่ได้จะทำอะไรเธอ แค่อยากให้เธอเป็นของฉัน เจ็บใจไม่หายเลยรู้ไหม โดนเจ้าบ้าซาเอกิเล่นงานเอาจนพลาดท่า ต้องอยู่ห่างกับเธอตั้งหลายปี

เจ้าตัวโน้มลงแนบริมฝีปากข้างแก้ม รู้สึกขยะแขยงราวถูกแมลงไต่ตอม เรื่องนั้น... รุ่นพี่เป็นคนผิดเองไม่ใช่หรือครับ อย่าไปโทษซาเอกิเลย คุณหลอกให้ผมเชื่อว่าเป็นรุ่นพี่ที่ใจดี ทั้งที่จริงๆ แล้วจิตใจสกปรกน่ารังเกียจ

คนถูกประนามเหลือบมอง ริมฝีปากยิ้มกริ่ม หากดวงตาชั่วร้ายไม่ปิดบัง ต้นเหตุอยู่ที่เธอต่างหาก งดงามเย่อหยิ่งเสียจนใครๆ ลุ่มหลง ถ้าไม่ได้ข่าวก็มองไม่ออกจริงๆ ว่าเธอกำลังป่วยหนัก สมเป็นชูอิจิคุงของฉัน ความทระนงไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ นี่แหละคือเสน่ห์ล้ำเลิศของเธอ

ร่างกายหนักอึ้ง... ขยับไม่ได้ คงด้วยฤทธิ์ยาที่ตกค้าง ชูอิจิหลบตาที่จ้องมองตน เสมองรอบๆ เพื่อหาทางหนี ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล ดูเหมือนว่าเขาอยู่ในห้องของโรงแรมที่ไหนสักแห่ง ห้องตกแต่งอย่างหรูหรา ปลายเตียงมีโทรทัศน์จอใหญ่ มีเคาเตอร์ไวน์อยู่ถัดออกไป น่าจะเป็นห้องชุดราคาแพง ทว่าผ้าม่านปิดสนิท ทำให้ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่

คุณต้องการอะไร ทำเรื่องอุกอาจอย่างลักพาตัว ผมหายตัวไปต้องมีคนแกะรอยมาเจอแน่

การปรากฎตัวของยามาวากิสร้างคำถามมากมาย อดีตรุ่นพี่เข้าถึงตัวเขาได้อย่างไร และพาตัวเขามาเพื่ออะไรกันแน่

ชายหนุ่มยิ้มไม่หุบ ลูบเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเล่นอย่างอารมณ์ดี ก็อาจจะ ถ้ามีเวลาพอจะตามหาตัวเธอนะ ป่านนั้นฉันคงพาเธอหนีไปไกลแล้ว อย่าหวังว่าจะมีคนมาช่วยเลย

น้ำเสียงเย็นเยียบแสดงความคลั่งไคล้ดุจคนวิกลจริต ชูอิจิได้แต่ปิดบังความหวาดหวั่นไม่ให้แสดงออก ยามาวากิเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...

ไม่สิ อาจจะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยคิดลงดาบฟัน ประกาศชัดเจนว่าจะฆ่าเขาด้วยมือของตัวเองอย่างไม่ลังเล

คุณทำอะไรกับอาจารย์โองาตะทาคาดะล่ะ!” แต่ละคำถามดูจะเพิ่มความพอใจในแผนการของยามาวากิ หากเจ้าตัวเล่นลิ้นไม่ยอมตอบ

อย่ารู้จะดีกว่านะ มันไม่ดีต่อหัวใจของเธอ ทั้งบริษัทคงกำลังวุ่นวายน่าดู แต่อีกไม่นานทุกอย่างจะเรียบร้อยโดยไม่จำเป็นต้องมีเธออยู่

ยิ่งไม่รู้อะไรเลยทำให้จิตใจกังวลมากกว่า ชูอิจิได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น

ยังไงก็ไม่ถึงตายหรอกน่า แค่ถ่วงเวลาไม่ให้มีใครมายุ่มย่ามตามหาเธอได้เท่านั้น แต่สำหรับซาเอกิถ้ามันตายเสียได้ก็คงจะดี

ซาเอกิ...?

ซาเอกิมาเยี่ยมเขาในตอนสาย หลังจากนั้นก็กลับไปที่บริษัทไม่ใช่หรือ

หัวใจกระตุกวูบเมื่อยินคำสาปแช่ง ดวงตาสีอำพันสั่นเครือ

ยามาวากิทำอะไร... ทำเรื่องร้ายกาจถึงขั้นไหน เหตุการณ์ตั้งแต่สมัยเรียนที่ทำให้ยามาวากิถูกย้ายไปเรียนที่อเมริกาทำให้ผูกใจเจ็บแค้นซาเอกิถึงขั้นจะฆ่าให้ตายได้

ยามาวากิลงมือทำร้ายคนไปมากเท่าไหร่ เพียงเพื่อลักพาตัวเขา

อึดอัดจนหายใจไม่ออก... ชูอิจิหายใจติดขัด กุมหน้าอกแน่น

ใจเย็นหน่อยสิ ชูอิจิคุงยามาวากิว่าอย่างใจเย็น ประคองร่างโปร่งให้อยู่ในท่านั่ง สักครู่หนึ่งอาการบีบรัดในหน้าอกจึงบรรเทาลง

ยามาวากิยื่นเม็ดยาพร้อมรินน้ำใส่แก้วให้ นัยน์ตาคู่งามเหลือบมองอย่างระแวดระวัง คนยื่นให้หัวเราะขำ ยาเหมือนที่เธอกินประจำนั่นแหละ จำเป็นไม่ใช่หรือ คนอย่างเธอคงไม่คิดจะประท้วงโง่ๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองตายหรอกจริงไหม

ชูอิจิไม่ปฏิเสธความจริงข้อนั้น แต่ไม่ต้องการให้ยามาวากิเป็นผู้บงการความเป็นตายของเขา กระนั้นมือเรียวก็ต้องรับยามาอย่างไม่มีทางเลือก

ฉันติดต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหัวใจให้แล้ว พรุ่งนี้เธอจะเข้าผ่าตัด เลื่อนไปอีกสักวันคงยังไม่เป็นไรใช่ไหม ยาที่จำเป็นฉันก็เตรียมไว้พร้อม หลังจากหายดี... เธอจะเป็นของฉันคนเดียวช้อนมองใบหน้านวลขณะเอ่ยกระซิบเสียงต่ำ มั่นใจว่าควบคุมทุกอย่างได้อย่างใจหวัง

กลัว... เป็นครั้งแรกที่รู้สึกกลัวสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมากขนาดนี้ ถ้าพยายามหนีตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าอาการจะกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่ถ้าหากยอมเข้าผ่าตัดจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้

เธอน่ะไม่เหมาะกับงานหนักอย่างการบริหารบริษัทหรอกยามาวากิกล่าวต่อราวอัดอั้นที่จะได้พูดคุยมานาน ที่จริงอยากจะพบเธอให้เร็วกว่านี้ แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าคนชั้นต่ำนั่นจะได้นั่งตำแหน่งรองประธาน เลยต่อรองกับกรรมการผู้จัดการไม่ได้มาก ป่วยหนักขนาดนี้คงจะรู้เสียทีใช่ไหมว่าเธอไม่ควรทำงานพวกนี้ พักผ่อนสบายๆ แล้วใช้ชีวิตอยู่ข้างฉันไปตลอดดีกว่านะ ชูอิจิคุง

ต่อรอง...? ต่อรองอะไรกันคนฟังขมวดคิ้วเคร่งเครียด ความคิดของยามาวากิเลยเถิดไปใหญ่ นึกโมโหที่ถูกสบประมาทตำแหน่งหน้าที่อันภาคภูมิใจ

ยามาวากิตอบอย่างอวดอ้าง ค่าตัวของเธอไง ตอนแรกจะให้เธอออกจากบริษัทมาอยู่กับฉัน แล้วยกตำแหน่งประธานให้อาเธอ แต่ซาเอกิดันโผล่มาเป็นเสี้ยนหนามชิ้นโต ที่จริงคุราฮาชิโปรดักซ์ฉันไม่สนใจหรอก แต่ในเมื่ออาของเธอเรียกร้องมาก็ต้องให้ ราคา 100 ล้านสำหรับตัวเธอก็ไม่แพงนักหรอก

“100…” อุทานเสียงแผ่วตะลึงงัน ไม่เคยนึกฝันการเจรจาที่เต็มไปด้วยตัณหาเช่นนี้

100 ล้านเยน... เพื่อให้ได้ตัวเขา กับคุณอา... ยามาวากิ ทั้งสองคนเห็นเขาเป็นสินค้าราคาแพง

นี่เองเรื่องอันตรายที่ซาเอกิเตือนไว้

พะอืดพะอมจนแทบอยากอาเจียน ตนเองที่ถูกตีค่าเป็นจำนวนเงินยิ่งทับถมความต้อยต่ำ แต่ที่ยิ่งรังเกียจกว่านั้นคือคนอย่างยามาวากิ...

 “สกปรกที่สุด คิดว่าซื้อผมมาด้วยเงินแล้วเรื่องจะจบง่ายๆ หรือครับ นี่เป็นเรื่องผิดสามัญสำนึกชัดๆ

รู้อยู่แล้วล่ะ เพราะว่าอยากได้เธอไงล่ะ ต่อให้ไม่เต็มใจก็จะเอามาเป็นของตัวเองให้ได้ เธอควรจะทำตัวว่าง่ายๆ ไม่หาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่านะ ถึงเธอที่แสดงความมั่นใจอย่างมีชีวิตชีวาจะถูกใจฉัน แต่ถ้ามันยุ่งยากนักฉันก็อาจจะรำคาญได้”

คำขู่ทำให้ชูอิจิหุบปากเงียบ จะต่อต้านก็ไม่ได้ ทั้งยังไร้หนทางหนี กำลังใจถูกบั่นทอนลงไปทุกที

ชูอิจิกำมือแน่น... พอจะมีแรงขึ้นมาบ้าง หากจิตใจยังห่อเหี่ยวด้วยความหวังรอดริบหรี่ ค่อยๆ ยันตัวขึ้นจากเตียงโดยถูกยามาวากิแตะต้องอยู่ตลอดทั้งที่ไม่ต้องการ ครั้นจะผลักไสก็อาจจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวให้ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่กว่านี้

ยามาวากิมองเขาเป็นอะไร? ตุ๊กตาประดับไว้เล่นด้วยงั้นหรือ ยิ่งคิดยิ่งคับแค้นใจ

“รุ่นพี่ก็แค่ต้องการร่างกายของผมสินะครับ ผมจะเป็นยังไงก็ช่าง”

คนฟังหัวเราะร่วนเมื่อได้ยินเขาเอ่ยตัดพ้อ ยามาวากิยิ้มอย่างขบขันแล้วคลึงนิ้วกับกลีบปากบาง “ความเอาจริงเอาจังอันแข็งแกร่งของเธอที่ไม่สมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเปราะบางนี่แหละที่เป็นเสน่ห์ ฉันชอบทั้งหมดที่เป็นเธอจนอยากเก็บเธอขังไว้ไม่ให้ใครเห็นไงล่ะ เรื่องอะไรจะต้องแบ่งเธอที่สวยงามขนาดนี้ให้คนอื่นด้วย”

“...แล้วความรู้สึกของผมล่ะครับ รุ่นพี่เคยคิดถึงบ้างหรือเปล่า”

ผู้ชายคนนี้... ไม่ต่างจากซาเอกิ ละเลยความต้องการของเขา ทำตามใจชอบ อ้างความรักที่บ้าคลั่งดุจคนวิกลจริต บอกว่าทำเพื่อตัวเขา ใช้ความใจดีบังหน้าหลอกให้หลงเชื่อว่าได้รับการห่วงใย

ผมไม่เคยต้องการอะไรเลย นอกจากได้อยู่เคียงข้างคุณ ปกป้องคุ้มครองคุณ

ประโยคที่ทำให้หัวใจเบ่งบาน...  แต่หาความจริงใจไม่ได้

โกหก...

ยามาวากิยังมีสีหน้าระรื่น ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนทำเลวร้ายสักนิด “ถามอะไรเหมือนผู้หญิงอย่างนั้น คนอย่างฉันอยากได้อะไรก็ต้องได้ เธอเองเมื่อก่อนก็ติดฉันแจเลยไม่ใช่หรือไง”

คำตอบน่าโมโหจนอยากตะโกนก่นด่าออกมาดังๆ สุดท้ายแล้วก็เห็นแก่ตัวเหมือนๆ กัน เลวร้ายมากกว่าที่เคยเจอ ถ้าหากเป็นซาเอกิล่ะก็... คงจะตอบว่าทำไปเพราะเห็นแก่ความปลอดภัยของเขาแน่นอน

ที่เขาโกรธไม่ใช่เพราะซาเอกิอ้างดังนั้น แต่เป็นเพราะร่างสูงไม่เคยอธิบายอะไรให้เขาฟัง พูดแต่ให้ระวังตัวโดยที่เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าระวังตัวจากอะไร

...อย่างน้อยก็อยากจะเชื่อ... ว่าซาเอกิอาจจะ... หวังดีกับเขาบ้าง ไม่ใช่ทำไปเพื่อสนองความต้องการของตัวเองอย่างยามาวากิ ถ้าเป็นอย่างนั้น... เขาคงไว้ใจใครไม่ได้อีกแล้ว

“ผมมึนหัว รู้สึกอึดอัดไปหมด อยากจะพักสักหน่อย”

ไม่มีแรงจะคิดต่อได้อีก ครั้นจะรอเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ ให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของยามาวากิคงไม่ดีแน่ แต่ไม่รู้ว่ายามาวากิจะประมาทพอปล่อยเขาไว้คนเดียวหรือเปล่า

งั้นหรือ ยาสลบคงแรงไปสักหน่อย จะให้หมอมาดูอาการดีไหม ชูอิจิคุงบอบบาง ต้องทะนุถนอมกันหน่อยลูบผิวแก้มนิ่มขณะเอ่ยถ้อยคำอ่อนหวาน หากคนฟังไม่นึกขอบคุณแม้แต่น้อย

ไม่ต้องหรอกครับ ผมขอนอนพักเงียบๆ ก็พอ” สื่อด้วยสายตาว่าให้อีกฝ่ายออกไปเสีย ก่อนล้มตัวนอน ยามาวากิก้มลงกระซิบข้างใบหูอย่างรู้ทัน

“กำลังคิดหาทางหนีออกไปใช่ไหม ชูอิจิคุงฉลาดแล้วก็ดื้อด้วย แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าอย่าพยายามเลยนะ เธอจะบอบช้ำเสียปล่อยๆ เตรียมเข้าผ่าตัดรักษาตัวดีๆ เถอะ เดี๋ยวฉันจะยกอะไรมาให้ทาน”

สักพักยามาวากิก็ออกไปดังที่ชูอิจิหวัง ร่างโปร่งผุดลุกขึ้น เลิกม่านมองภายนอก เขาอยู่บนตึกสูง ไม่พบวิวของเมืองที่คุ้นเคย ด้านนอกพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แปลว่าเขาหลับไปนานมาก และอาจจะหมายความว่าถูกพาตัวมาไกลมากด้วยเช่นกัน

ศีรษะมึนไปหมด... ชูอิจิชักไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยาสลบเพียงอย่างเดียว แต่จะอยู่กับยามาวากิต่อไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่มีอาการป่วยร้ายแรงถึงชีวิต ยามาวากิจึงยังไม่ล่วงเกินเขา ขืนประวิงเวลาไปจนกระทั่งหายดี เขามองไม่เห็นหนทางจะหนีรอด

ทว่าเขาจะหนีออกไปได้อย่างไร นอกห้องนั่นยามาวากิคอยเฝ้าตลอด ยามาวากิคาดไว้แล้วว่าเขาจะกล้าหนีไปไหนได้ในสภาพร่างกายไม่พร้อมเช่นนี้

หน้าอกปวดตื้อ.. ชูอิจิตกอยู่ในความมืดมิด คิดวนเวียนซ้ำซากเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นทางออก

สิ้นไร้หนทางจนต้องหวังให้ใครสักคนมาช่วย เขาไม่รู้ว่าทำไม หัวใจเรียกร้องให้ซาเอกิปรากฎตัวมาช่วยเขา

ที่ผ่านมา... ตั้งแต่สมัยเรียนก็เป็นอย่างนี้ตลอดไม่ใช่หรือ ซาเอกิมาช่วยได้ทันเวลาทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ต้องเหมือนกัน ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงเพียงใด... ซาเอกิก็...

สมเพชตัวเองที่เรียกร้องความช่วยเหลือจากคนที่ตนปรามาสไว้นักหนา หากซาเอกิคือสิ่งสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ได้

 


-------------------------------------------------

ตอนต่อไปคงจะสั้น เพราะหาที่ตัดไม่เจอ แง่มๆๆ แต่เอามาลงพร้อมกันเดี๋ยวเยอะไป *เล่นตัว*

ชอบรุ่นพี่ยามาวากิ ฮิฮิ เลวดี ตัวร้ายรีไซเคิล