[Slaver's AU Fiction] Slaver's Vow (46)
posted on 24 May 2012 21:42 by keechan in Fictionเย~~
ท่านชูโดนเยอรมันแย่งซีนไปเกือบ 2 เดือน กลับมาต่อแล้วค่าาาาา
@mercutery เค้าพยายามทำให้คุณพี่ชายเด่นนะ แต่... มันเด่นยากจัง มัวแต่ไปเขียนไรไม่รู้...
คุณ Mamamia ซาเอกิคงจะปิตุฆาตแน่นอนค่ะ... ท่านชูของมันคนเดียว มันจะแบ่งใครเป็นรึ!
คุณ kyuhae 5555555 จริงค่ะ แหม่ มันคงหักห้ามใจน่าดูเนอะคะ สม คริคริ
คุณ Macaroni เอิ่ม อักษรขาวของเว้นช่วงอีกนิดค่ะ แต่ก็จะมีให้เรื่อยๆ นะคะ (เอ๊ะ?)
@evahtam คุณเม สุซังเค้าไม่หื่นเป็นบ้าเหมือนไอ้ซอก.นะคะ (ฮา) แต่ตอนนี้แปลงร่างเป็นทาสเชื่องๆ แล้ว ความเป็นห่วงเป็นใยคงเพิ่มพูนฮ่ะ
------------------------------------------------
ยาวไปมั้ย น้อยไปมั้ย...
จะพยายามปั่นเยอะๆ นะเคอะ... เดี๋ยวนี้ปั่นทีได้กะดื้บบบ กะดื้บบบบบ ทุกที...
“ยินดีต้อนรับครับ ท่านคุราฮาชิ ท่านซาเอกิ”
ผู้จัดการโรงแรมในชุดเครื่องแบบภูมิฐานออกมารับลูกค้าด้วยท่าทีนอบน้อม โรงแรมย่านใจกลางเมืองที่ถูกเลือกเป็นสถานที่จัดประชุมตกแต่งด้วยสไตล์โฉบเฉี่ยวสมัยใหม่ แต่ยังคงความเคร่งขรึมเหมาะกับการพูดคุยธุรกิจเอาไว้ได้ด้วยสีโทนขาวดำ
ตัวแทนจากบริษัทชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นต่างได้รับเชิญมาในงานนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อวางแผนการลงทุนให้เหมาะสม ชูอิจิเลือกมาก่อนเวลาเล็กน้อยเช่นเดียวกันคนอื่นๆ แขกที่เข้าร่วมงานพากันทยอยเข้าสู่ห้องประชุมจัดเลี้ยงอย่างคึกคัก
นอกจากเขาและซาเอกิ วาคามิยะก็ติดตามมาด้วย ประธานกรรมการของ G Company เป็นคนที่ประมาทไม่ได้ หากถูกพูดไล่ต้อนด้วยข้อทางกฎหมาย วาคามิยะจะได้เข้าช่วยได้ทันท่วงที
ร่างโปร่งกวาดสายตามองแขกเหรื่อในงาน รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยที่จะได้เผชิญหน้ากับคุโรซากิ แต่ยังหาเป้าหมายไม่พบ อาจยังมาไม่ถึง...
งานสัมนาเริ่มต้นตอน 4 โมงเย็น ช่วงแรกจะเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับข้อมูลการลงทุนระหว่างประเทศ ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญยิ่งหย่อนไม่แพ้ไปกว่างานเลี้ยงช่วงค่ำซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อตกลงในการร่วมมือกันระหว่างบริษัท
ที่นั่งถูกจัดเรียงตำแหน่งเอาไว้ให้เรียบร้อย ด้านข้างโต๊ะของคุราฮาชิโปรดักซ์เป็นประธานของแปซิฟิคแจแปนที่คุ้นเคยกันดีเพราะทำธุรกิจร่วมกับคุราฮาชิโปรดักซ์มาตั้งแต่สมัยที่บิดายังอยู่
“ท่านชูอิจิ เชิญทางนี้ครับ”
ซาเอกิที่เดินนำมาก่อนผายมือให้นั่ง แทนที่จะเป็นด้านในสุด ร่างสูงกลับบอกให้เขานั่งตรงกลางโดยมีวาคามิยะและซาเอกินั่งข้างๆ
ชูอิจิไม่ถือสาเรื่องตำแหน่งที่นั่งสักเท่าไหร่ แต่ไม่เข้าใจจุดประสงค์ วาคามิยะมองดวงหน้านวลแสดงความฉงนเล็กๆ จึงกระซิบบอกเบาๆ
“ซาเอกิขี้ระแวงไม่เข้าเรื่อง ท่านชูอิจิคบกับผู้ชายอย่างนี้ลำบากหน่อยนะครับ”
คนถูกพาดพิงเขม็งตามองทนายหนุ่มทันที หากคนฟังไม่เข้าใจความหมายคำบอกกล่าว “มีอะไรผิดปกติหรือครับ คุณวาคามิยะ”
ฝ่ายตรงข้ามยิ้มกรุ้มกริ่ม มองหน้าซาเอกิประหนึ่งหยอกเย้า จังหวะนั้นเองบุคคลที่เป็นเป้าหมายในวันนี้ก็เดินเฉียดมาใกล้ เหลือบมองร่างสูงขณะก้าวผ่าน ชูอิจิถึงกับชะงักนิ่งเมื่อได้เห็นใบหน้านั้นด้วยตาตนเอง
ร่างในชุดสูทสีดำสนิทสง่าน่าเกรงขาม รูปตาเรียวคมดุจเหยี่ยว สันจมูกได้รูป โครงคางรับกับทุกส่วนสัด เพียงเห็นแค่แว่บเดียวก็ประหนึ่งจะเห็นภาพซ้อนของชายหนุ่มผู้ใกล้ชิดตน
เบื้องหลังของชายวัยกลางคนที่ละม้ายซาเอกิ ยังมีชายหนุ่มร่างสูงอีกคนหนึ่งติดตามมาด้วย กายกำยำสูงชะลูด ริมฝีปากเชิดขึ้น แววตาหรี่มองคล้ายกำลังดูถูกคู่สนทนา ไม่ติดกระดุมชุดสูทและไม่ผูกแม้แต่เนคไท ราวจงใจเป็นกบฎต่อมารยาทพื้นฐานในการติดต่อธุรกิจ แสดงความโอ้อวดยะโสอย่างออกหน้า
ไม่เหมือนกับคุโรซากิที่คงความสุขุมแต่กดดันราวคลื่นทะเลเงียบสงบก่อนจะมีลมพายุขนาดใหญ่
“พบกันอีกแล้วสินะ ซาเอกิ แล้วนี่ก็คงเป็นคุณคุราฮาชิ ชูอิจิสินะครับ”
แม้แต่น้ำเสียงทุ้มยังคล้ายคลึง คุโรซากิเอ่ยทักอย่างตีสนิท หากริมฝีปากไม่ได้คลี่รอยยิ้มเป็นมิตร ชูอิจิจ้องบุรุษซึ่งมีอายุและชั้นเชิงในธุรกิจมากกว่าด้วยแววตาตกตะลึง ไม่ทันคลายความสงสัยต่อประโยคก่อนหน้า
‘พบกันอีกแล้ว’? พูดอย่างนั้นกับซาเอกิ... หมายความว่ายังไง
“ฉัน... คุโรซากิ” อีกฝ่ายกล่าว “ฉันรู้จักคุณพ่อของเธออย่างดีสมัยแข่งขันกับเขาตอนที่ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ไม่นึกเลยว่าจะถูกโชคชะตาเล่นตลกเอา” เอ่ยกลั้วหัวเราะ ขณะผู้ติดตามมองซาเอกิอย่างดูแคลน ชูอิจิได้แต่สบตาสีนิลคู่ตรงหน้าค้าง ไม่รู้จะตอบกระไร
กระทั่งชายอายุมากกว่ายื่นมือให้ ร่างโปร่งแม้กำลังงงงันก็ยื่นมือไปสัมผัสทักทายตอบ “ยินดีที่ได้รู้จัก คุราฮาชิ ชูอิจิครับ” ตอบดุจตัวเองเป็นหุ่นยนต์อย่างไรอย่างนั้น การปรากฎตัวอย่างกะทันหันของคุโรซากิทำเอาชูอิจิรับมือไม่ถูก
“เรื่องพูดคุยต่อจากนี้ เอาไว้หลังการประชุมจะเหมาะสมกว่าไหมครับ” ซาเอกิขัดขึ้น สีหน้าบึ้งตึง เห็นชัดว่าไม่พอใจอย่างรุนแรง เดาได้ไม่ยากว่าต้องเคยมีเรื่องระหว่างกันแน่นอน
ซาเอกิ... ปิดบังเราอีกแล้ว
ชูอิจิคิดอย่างโกรธๆ พลางมองค้อน ฝ่ายคุโรซากิที่โดนพูดดักทางก็ยอมถอยแต่โดยดี “อย่างนั้นก็ดี มีเรื่องต้องพูดกันอีกมากเลยล่ะ ชูอิจิคุง”
เมื่อคนทั้ง 2 เดินผ่านไปแล้ว ร่างโปร่งจึงหันมาเอาเรื่องซาเอกิทันที “ซาเอกิ นี่มันหมายความว่ายังไง ฉันว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน” ดวงตาสีอำพันจ้องคู่กรณีอย่างคาดโทษ ฮึดฮัดไม่ยอมนั่งลง ชายหนุ่มมองตอบด้วยแววตาแข็งกร้าว ดุจไม่สำนึกความผิดที่ตนกระทำ
“ท่านชูอิจิ ผมไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับคุโรซากิ ไม่มีอะไรต้องหารือครับ”
“แต่ดูเหมือนเขาจะไม่คิดอย่างนั้น ฉันเองพอได้เห็นหน้าตาเขาใกล้ๆ ก็เชื่อไม่ลงหรอกว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน แล้วเคยพบเขามาก่อนใช่ไหม ปิดบังอะไรเอาไว้อีก” ขึ้นเสียงดังด้วยอารมณ์ เริ่มเป็นจุดสนใจของผู้เข้าร่วมงาน
“ปิดบังคุณ?” ท่าทีเสแสร้งประหนึ่งไม่รู้เรื่องราวยิ่งจุดอารมณ์ให้คนฟัง
วาคามิยะจับไหล่บางปรามให้ร่างโปร่งสงบลง บอกเสียงเบา “ใจเย็นก่อนครับคุณชูอิจิ ไปหาที่ส่วนตัวกว่านี้ค่อยๆ พูดคุยกันดีกว่าไหมครับ ซาเอกิไม่ได้—”
ยังชี้แนะไม่จบความ ซาเอกิก็ฉวยข้อมือเล็ก ตีหน้าถมึงทึงใส่ทนายหนุ่ม “วาคามิยะ นายอยู่ฟังการประชุมแทนที เรื่องทางนี้ ฉันจัดการเอง”
“ซาเอ—อ้ะ” ร่างเพรียวถูกดึงให้เดินตามด้วยแรงมหาศาล ชูอิจินิ่วหน้า นึกโกรธที่ผู้เป็นบ่าวทำตัวไม่มีเหตุผล
ทั้งสองคนที่เดินสวนทางกับแขกออกจากห้องประชุมเป็นจุดเด่นไม่น้อย หากไม่มีใครใส่ใจ ซาเอกิแจ้งเจ้าหน้าที่โรงแรมให้ช่วยหาห้องที่สามารถเจรจาเป็นส่วนตัวได้ด้วยสีหน้าดุดัน
ห้องประชุมเล็กไม่ห่างจากที่จัดงานสัมนาเงียบจนไม่ได้ยินเสียงอะไรจากด้านนอก ซาเอกิปิดล็อคประตูแล้วหันมองผู้เป็นนายที่กำลังฉุนเฉียว
“แอบไปพบกับคุณคุโรซากิตั้งแต่เมื่อไหร่” ร่างโปร่งกระชากเสียงถาม ซาเอกิหรี่ตาหากยอมตอบแต่โดยดี
“บังเอิญพบกับคุโรซากิเมื่อวันที่ออกไปประชมข้างนอกครับ โดนเขาเรียกตัวไว้ เลยต้องพลอยฟังเรื่องไร้สาระ ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะอ้างอย่างไร ผมก็ยืนยันเช่นเดิมว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน”
นั่นไงล่ะ ซาเอกิเก็บเงียบเรื่องสำคัญเช่นนี้ได้แนบเนียนเหลือเกิน ชูอิจิขึ้นเสียงใส่อย่างเหลืออด “คุณคุโรซากิบอกอะไร ไม่สิก่อนหน้านั้น ทำไมไม่รายงานฉัน จู่ๆ ไปพูดคุยกับเขาโดยพละการ ไม่คิดบ้างหรือว่าจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ภายในบริษัท ถ้ากลายเป็นข่าวเสียๆ หายๆ ว่านายแพร่งพรายข้อมูลของคุราฮาชิโปรดักซ์ให้ G Company ฐานะของรองประธานจะสั่นคลอนมากเพียงใด”
“วาคามิยะกับโยโกะก็อยู่ด้วย คงเป็นพยานได้ดีพอนะครับ” ซาเอกิแย้งทันที คนฟังยังไม่ทันสงบอารมณ์ก็มีเรื่องให้แปลกใจเพิ่ม
“คุณวาคามิยะด้วย? นี่ไม่มีใครคิดจะรายงานเรื่องนี้ให้ฉันฟังหรือไง”
คราวนี้คู่สนทนาขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ว่าคุณทราบอยู่แล้วหรือครับ เย็นวันนั้นคุณถามผมเกี่ยวกับคุโรซากิ ผมก็ตอบไปตามตรง หลังจากนั้นคุณก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรอีก วาคามิยะก็เข้าใจว่าคุณไม่ติดใจสงสัยอีก”
“ฉันจะรู้ได้ยังไง นายบอกฉันตอนไหนกัน—” ชูอิจิชะงัก นิ่งทบทวนวันที่ถามไถ่ฝ่ายตรงข้ามว่าเคยรู้จักคุโรซากิมาก่อนหรือไม่...
‘ไม่เคยครับ วันนี้เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก’
หรือว่าซาเอกิจะหมายถึง... วันนั้นเพิ่งได้พบหน้ากัน จึงเคยเห็นเป็นครั้งแรก ส่วนเขาเข้าใจว่าซาเอกิเห็นภาพถ่ายของคุโรซากิ
แปลว่า... เขาเข้าใจผิดไปเอง ซาเอกิไม่ได้โกหก แล้วก็ไม่ได้ปิดบังอะไรด้วย
นึกแล้วอับอายในการด่วนสรุปของตน กล่าวโทษอีกฝ่ายโดยไม่ได้ถามไถ่ให้แน่ใจ ดวงหน้าขาวเนียนแดงซ่านอย่างกระดาก “ยะ... ยังไงก็ตาม นายไม่ได้บอกรายละเอียด ถึงฉันไม่ถาม เรื่องพวกนี้ก็ควรจะรายงานให้ครบถ้วน!”
ซาเอกิยังงุนงง คงไม่อาจเข้าใจว่าตนทำผิดอะไรไป ชูอิจิจึงชิงถามเพิ่มในสิ่งที่อยากรู้ “สรุปแล้วคุณคุโรซากิเขาเป็นอะไรกับนาย วันนั้นคุยอะไรกันบ้าง บอกมาให้หมดเดี๋ยวนี้”
ชายหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีร้อนรน ให้คำตอบเรียบง่ายดุจไม่ใช่เรื่องของตัวเอง “เขาอ้างฐานะความเป็นพ่อ โน้มน้าวให้ผมไปบริหาร G Company เรื่องไร้สาระหาความจริงไมได้ทั้งนั้น ท่านชูอิจิไม่ควรต้องใส่ใจ”
ดวงตาสีอำพันกลมโตเลิกขึ้นด้วยความตกตะลึง คำบอกกล่าวกระแทกใจเข้าอย่างจัง ถ้าบอกว่าเป็นลุงหรืออาเขาอาจวางใจได้มากกว่า คำปฏิเสธของซาเอกิไม่ได้ช่วยให้เขาสบายใจเมื่อรูปร่างหน้าตาของคุโรซากิฟ้องความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี
“แต่... ถ้าเขาเป็นพ่อของนายจริงล่ะ”
“คุโรซากิเพียงแค่ต้องการทำให้คุราฮาชิโปรดักซ์ปั่นป่วน สมัยที่เขายังทำธุรกิจอยู่ในญี่ปุ่นเคยพ่ายแพ้คุณพ่อของคุณในการคว้าเงินลงทุนก้อนใหญ่ ครั้งนี้เมื่อมีโอกาสเลยคิดจะก่อความวุ่นวายให้เต็มที่เพราะยังผูกใจเจ็บไม่หาย นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในแผนการแยบยลเท่านั้นครับ”
เสียงทุ้มกล่าวหนักแน่นโดยไม่หวั่นไหว แม้ไม่ได้ตอบคำถามก็ช่วยให้ชูอิจิใจชื้นขึ้นบ้าง แม้รับรู้ว่าคุโรซากิอาจเป็นพ่อแท้ๆ ของคนตรงหน้า หากความไม่ต้องการสูญเสียชายหนุ่มไปจากข้างกายตนนั้นรุนแรงมากกว่า
ซาเอกิจะไม่ไปไหน จะอยู่ที่คุราฮาชิโปรดักซ์ต่อไป
มือเรียวคว้าแขนเสื้ออีกฝ่ายประหนึ่งต้องการรั้งไว้ไม่ให้หายไป ปลายนิ้วสั่นเทา ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกว่าอยากร้องไห้ขึ้นมา
จู่ๆ มีใครที่ไหนไม่รู้ปรากฎตัวขึ้นมาอ้างสิทธิ์ความเป็นบิดาเพื่อเอาตัวซาเอกิไปที่อื่น ความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพุ่งพล่านขึ้นมา ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนมีอารมณ์ก้าวร้าวเช่นนี้แฝงเร้นอยู่
ไม่กี่วันก่อนยังคิดว่าควรเลิกพึ่งซาเอกิเสียบ้าง ทว่าตอนนี้เหตุผลอย่างอื่นถูกละเลยหมดสิ้น ความคิดหนักแน่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นตอกย้ำในหัวสมอง
ซาเอกิเป็นของเรา จะไม่ยกให้คนอื่นเด็ดขาด
“ท่านชูอิจิ?”
ความคิดไม่ต่างกับเด็กหวงข้าวของของตัวเองไม่มีผิด ชูอิจิยังไม่รู้ตัวสักนิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดไหน เมื่อก่อนไม่เคยคิดอยากยึดติดกับอะไรเลยแท้ๆ
“ห้าม... ไปไหนตามใจชอบนะ นายเป็นคนรับใช้ของฉัน ต้องทำตามที่ฉันสั่งเท่านั้น” พึมพำด้วยเสียงเบาไม่มั่นคง เอ่ยวาจาเอาแต่ใจไม่น่านับถือ กระนั้นซาเอกิก็จะตอบด้วยคำพูดที่ทำให้เขาสบายใจทุกครั้ง
“ตราบใดที่คุณไม่ขับไล่ ก็จะไม่มีทางไปที่ไหนห่างจากคุณเด็ดขาดครับ”
วงแขนกว้างโอบล้อมกายเล็ก ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตักเสียน่ารำคาญ ทว่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
เขาเชื่อในคำมั่นนั้น ซาเอกิสัญญาแล้วว่าจะทำตามที่เขาสั่งอย่างไม่บิดพลิ้ว ดังนั้นแล้ว...
สิ่งที่ต้องทำ คือเชื่อมั่นในตัวซาเอกิเท่านั้น